Work Text:
.
.
.
.
.
สายฝนจากท้องฟ้าสีทึมทึบด้วยเมฆครึ้มยังคงตกลงมาไม่ขาดสาย หยดน้ำกระทบกับแนวภูเขาหินผา ร่วงลงสู่ผืนดินชื้นแฉะ คืนความชุ่มชื้นแก่หมู่มวลแมกไม้ในป่าใหญ่ ก่อนจะไหลลงสู่แหล่งน้ำ ทั้งตามธรรมชาติและทั้งที่ถูกขุดสร้างขึ้นภายในอาณาจักรของเหล่าบุตรแห่งอิลูวาทาร์ คืนชีวิตให้กับสัตว์ป่าและผองชนเอลดาร์ที่ยังหลงเหลืออยู่บนแผ่นดินมัชฌิมโลก
ภาพเหตุการณ์นั้นถูกฉายชัดบนดวงตาคู่งามซึ่งนั่งจับจ้องละอองน้ำจากฟากฟ้ามาพักใหญ่ ในมือถือแก้วโลหะสีทองสลักลวดลายอย่างหมิ่นเหม่ แต่ก็แน่นพอที่จะประคองไว้ไม่ให้สูญเสียเครื่องดื่มรศเลิศที่ได้รับมาจากต่างแดน ปอยผมสีสว่างส่องประกายระยับท่ามกลางแสงเปลวไฟจากคบเพลิงซึ่งถูกจุดขึ้นภายในห้องโถงพักผ่อนขนาดเล็กในยามที่สายลมผสมละอองฝนพัดผ่านเข้ามาและผ่านไป
ขณะที่พรายซินดาร์ผู้หนึ่งกำลังเพลิดเพลินกับความคิดจากม้วนกระดาษรายงานต่างๆ ที่ได้อ่านในยามเช้า เสียงเคาะประตูไม้ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ จึงจำใจดึงสติของตนกลับสู่ที่ที่มันควรจะอยู่ และหันหน้ากลับมาทางต้นเสียงโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
“มายลอร์ด มีแขกจากต่างแดนมาขอพบพะย่ะค่ะ”
“ใครกัน? ได้ถามนามเขาไว้หรือไม่? เป็นเอลดาร์หรือเอไดน์?” พรายซินดาร์ตอบกลับด้วยคำถาม และยันตัวขึ้นจากเก้าอี้รากไม้ขนาดใหญ่
“เขาไม่ประสงค์จะให้ข้าเอ่ยนาม เนื่องจากท่านเองก็รู้จักเขาอยู่แล้ว…และเขายืนยันว่าจะขอพบท่านให้ได้ ข้าจึงมาที่นี่เพื่อนำทางท่านไป”
ถึงประโยคนี้ เรียวคิ้วของผู้ฟังก็ขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ…
“เจ้าปล่อยให้เขาเข้ามาโดยไม่ถามชื่ออย่างนั้นหรือ?” เขาถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก แต่น้ำเสียงยังคงราบเรียบ มิได้ขึ้นเสียงหรือแสดงอาการไม่พอใจใดๆ
“มิได้ มายลอร์ด!” ทหารพรายซิลวันค้อมตัวลงต่ำด้วยเกรงว่าผู้ปกครองของเขาจะไม่พอใจ แล้วลุกลี้ลุกลนอธิบายต่อ “แต่เขาเป็นผู้ที่เรา… เอ่อ...ท่านรู้จักอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ”
พรายซินดาร์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย มือข้างที่ถือแก้วโลหะยกขอบแก้วขึ้นจรดริมฝีปาก แล้วดื่มของเหลวในนั้นให้หมดจด ก่อนวางแก้วลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กๆ ที่อยู่ติดกับเก้าอี้ อีกมือหนึ่งคว้าเอาผ้าคลุมผืนยาวสีน้ำเงินเข้มสะบัดขึ้นคลุมไหล่อย่างมิใคร่จะใส่ใจ สายตายังจับจ้องอยู่ที่หยาดฝนซึ่งตกลงสู่บึงน้ำภายในห้อง
นอกจากเสียงสายฝนพรำ ความเงียบปกคลุมบรรยากาศของบทสนทนาจนน่าอึดอัด กระทั่งครู่ต่อมา จอมพรายซินดาร์จึงรับสั่งนายทหารหนุ่มผู้แจ้งข่าวซึ่งยืนอยู่ไม่ห่างจากประตูนัก “เจ้ากลับไปได้แล้วล่ะ…” เขาหมุนกายกลับมาอย่างเชื่องช้า “ที่นี่วังของข้า ข้าย่อมรู้ดี ไม่จำเป็นต้องมีผู้นำทาง กลับไปดูแลภรรยาและลูกน้อยของเจ้าเถิด”
“เอ๊ะ?” ทหารพรายหนุ่มผู้นั้นทำหน้าประหลาดใจเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ไม่คิดว่ากษัตริย์ของตนจะทราบเรื่องดังกล่าว ซ้ำยัง…
“เป็นห่วงพวกเขามิใช่หรือ บอกให้ไปก็ไปซี…”
“แต่ว่า… มายลอร์ด…”
“เกิดในช่วงเวลาสงบเช่นนี้นับว่าน่ายินดี และโชคดีแล้วที่มิต้องพบพานกับภัยสงคราม มีโอกาสก็ดูแลเขาให้ดีด้วยล่ะ” ริมฝีปากติดสีเรื่อจากเครื่องดื่มที่ดื่มไปเมื่อครู่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนบางด้วยความขบขันกับท่าทีของพรายหนุ่ม
พรายซิลวันโค้งคำนับอย่างรีบร้อน หากแต่ในใจกลับปลื้มปีตินัก “ข...ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ แต่ข้าบกพร่องในหน้าที่ มิควรได้รับอนุญาต---”
“ข้าอนุญาตแล้ว ตกลงเจ้าจะไปหรือไม่ไปล่ะ หืม?”
“เอ๊ะ! อา…” ได้ยินคำเดิมยืนยันอีกครั้ง เค้าหน้าเปี่ยมความยินดีก็มิอาจถูกเก็บซ่อน “มายลอร์ด ขอบพระทัยในความกรุณาอันเหลือล้น ข้ารู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก! เช่นนั้นแล้วข้าขอตัว…” พรายซิลวันตบเท้าเข้าชิดกัน ก่อนโค้งคำนับแทนการแสดงความเคารพและคำอำลา สีหน้าเคร่งเครียดในคราวแรกที่เข้ามากับสีหน้าในตอนนี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
จอมพรายแห่งป่าใหญ่ลอบยิ้มและส่ายศีรษะกับตัวเองเล็กน้อยคล้อยหลังทหารหนุ่มที่เพิ่งเดินออกจากห้องไป ราวกับเห็นภาพของตนเมื่อครั้งบุตรชายได้ถือกำเนิดใหม่ซ้อนทับอยู่
ระลึกความหลังไปครู่ใหญ่จนเกือบลืมไปว่ามีแขกมารอพบ ฝ่ามือเรียวเอื้อมหยิบเข็มกลัดที่ปลดออกก่อนหน้านี้ติดเข้าที่ตำแหน่งเดิมบนหน้าอก และหมุนกายกลับไปทางประตู ในขณะเดียวกันกับที่เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นอีกคราหนึ่ง
กายสูงใหญ่ภายใต้ผ้าคลุมเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนปรากฏสู่สายตา ทว่ามิอาจเห็นใบหน้าของเจ้าของร่างได้ชัดเจนนักเนื่องจากมีผ้าอีกผืนหนึ่งปิดคลุมมิดชิด จะสังเกตเห็นได้ก็เพียงแววตาคมกริบที่จับบนใบหน้าของพรายซินดาร์โดยมิมีความกริ่งเกรงใดๆ
ทว่า แม้มิเห็นใบหน้า กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด…
“เรื่องด่วนถึงขนาดรอข้ามิได้เลยเชียวหรือ?” พรายซินดาร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทว่าก็มิได้ขึ้นเสียงแสดงความไม่พอใจ
“...”
สายฝนภายนอกเริ่มซาลง แสงสว่างเบื้องหลังกลุ่มเมฆฝนสาดส่องลงกระทบกับก้อนหินสีขาวเป็นประกายภายในห้องโถง คล้ายกับกระจกเงาสะท้อนความสว่างจากฟากฟ้าลงสู่คูหาภายในขุนเขา
“...ข้าว่าเจ้าไปเปลี่ยนชุดเสียก่อนดีกว่ากระมัง?”
“.......ข้าไม่คุ้นเคยกับที่นี่ หากท่านจะกรุณานำทาง…” น้ำเสียงอู้อี้ภายใต้ผ้าปิดหน้าซึ่งเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนทำให้จับใจความและน้ำเสียงได้ไม่ชัดนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทราบถึงสิ่งที่ต้องการจะสื่อ
“ก่อนหน้านั้น ถ้าพูดลำบากนัก เจ้าก็เอาผ้าปิดหน้ากับผ้าคลุมศีรษะ…” พรายซินดาร์ถอนหายใจหนักๆ ด้วยความหน่าย ก่อนเดินเข้าไปใกล้กับผู้มาเยือนที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ฝ่ามือขาวเอื้อมขึ้นจับขอบผ้าคลุมศีรษะแล้วตลบไปด้านหลังโดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายจัดการด้วยตนเอง “...ออกก่อ----”
...แล้วก็ชะงักงันไป เมื่อได้ทราบตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลังผ้าคลุมสีเข้มซึ่งปกปิดได้มิดชิดจนมิอาจคาดเดาแม้กระทั่งเผ่าพันธุ์หรือวงศ์วานของผู้สวมใส่ พรายซินดาร์ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง และยืนนิ่งราวกับกลายเป็นรูปปั้นหินสลัก
หยดน้ำฝนเม็ดสุดท้ายทิ้งตัวลงบนก้อนหิน ดึงให้จอมพรายผู้หนึ่งตื่นจากภวังค์...
“ฝน...หยุดแล้ว” ฝ่ายผู้มาเยือนเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่ม ฝ่ามือกร้านรวบดึงผ้าคลุมปิดหน้าของตนออก ริมฝีปากเผยรอยยิ้มขบขันกับท่าทางประหลาดใจที่ได้เห็น ดวงตาสีเดียวกับท้องฟ้าคู่นั้นยังคงสะท้อนเงาร่างของผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามอย่างชัดเจน และยังแฝงความคะนึงหาไม่เคยเปลี่ยนแปลง “...ถือว่าการพบกันในครานี้ จะเป็นนิมิตหมายที่ดีได้หรือไม่เล่า…?”
---END
