Work Text:
ทอม ฮิดเดิลสตัน ในชุดนอนที่ใส่เพียงเสื้อยืดคอวีตัวบางสีขาวแนบเนื้อกับบ็อกเซอร์สีเทาเข้มก้าวเท้าเดินวนไปมาอยู่ในห้องพัก (ที่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เทรลเลอร์ของตัวเอง) ระหว่างรอปรึกษาหารือเรื่องบทการแสดงกับเพื่อนร่วมงาน ในมือของเขาถือบทภาพยนตร์ โดยเปิดหน้าบทที่ตนจะต้องเข้าฉากแสดงในวันรุ่งขึ้นไว้ บรรจงไล่สายตาอ่านด้วยความตั้งใจ เก็บเกี่ยวรายละเอียดจากตัวหนังสือ ก่อนจะค่อยๆ เรียงร้อยออกมาเป็นภาพอารมณ์ของตัวละครในจินตนาการของตน ร่วมกับคนที่จะต้องแสดงด้วยกัน เป็นสิบ เป็นร้อยครั้ง ทำซ้ำวนไปเช่นนั้น ด้วยคิดว่านี่คงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาสามารถเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครได้มากขึ้น
ปลายนิ้วเรียวขาวเลื่อนพลิกหน้าบทภาพยนตร์ตรงมุมกระดาษมุมหนึ่ง ในขณะที่เจ้าตัวทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงนุ่ม ไล่อ่านบทบรรยายความรู้สึกสั้นๆ ของตัวละคร ที่จะต้องแสดงออกมา และหลับตาลง ปิดกั้นประสาทสัมผัสแทบทุกอย่างเพื่อฝึกซ้อมการแสดงในจินตนาการ คงเหลือเพียงเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ จากหูฟังอินเอียร์ที่เป็นตัวช่วยผ่อนคลายและเพิ่มสมาธิในการฝึกอย่างเคย
ผ่านไปพักใหญ่ น้ำหนักของใครอีกคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากกองถ่ายทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ กัน ทอมลืมตาขึ้น ดึงตัวเองออกจากภาพจินตนาการในหัวพร้อมกับหูฟังที่กำลังเปล่งเสียงบรรเลงเพลงคลาสสิกจากเครื่องเล่นเสียงพกพาออก และหันไปมองคนคุ้นเคยด้วยใบหน้าที่ระบายรอยยิ้มเบาบางแทนคำทักทายแรก
“...ทอม?”
“อ้าว คริส กลับมาแล้วเหรอ?”
แม้ใบหน้าของคนที่อยู่ในห้องตั้งแต่แรกจะมีรอยยิ้ม ทว่า สีหน้าของเพื่อนร่วมงานของเขากลับไม่เป็นอย่างที่คิด คริส เฮมสเวิร์ธ เจ้าของห้องมองหน้าทอม สลับกับ สิ่งที่อยู่ในมือของทอมไปมาอยู่สามสี่ครั้ง สีหน้าตกใจในตอนแรกจึงค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
ปลายนิ้วหนาของคริสยกขึ้นจรดบนผิวแก้ม สีของนิ้วมือที่เข้มกว่าตัดกับผิวขาวที่แต้มด้วยสีเรื่อจาง เกลี่ยหยดน้ำที่กลิ้งออกมาจากดวงตากลมโตน่าหลงใหลคู่นั้นให้หายไปจากใบหน้าเกลี้ยงเกลา ในขณะที่ผู้ถูกสัมผัสกลับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ทั้งที่ ไม่คิดว่าน้ำตาจะไหลออกมาเองแบบนี้ ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อยด้วยอารามตกใจ หากก็มิได้เคลื่อนกายขยับหนี ปล่อยให้ความอบอุ่นจากมือข้างนั้นอ้อยอิ่ง บนใบหน้าของตนอยู่เนิ่นนาน
“อินกับบทอีกแล้วเหรอ หืม?” คริสหัวเราะ เมื่อเช็ดหยดน้ำตาออกจากใบหน้าของทอมแล้ว จึงก้มลงอ่านบทในมือของอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
บทแบบไหนกันที่ทำให้ทอมถึงกับร้องไห้…
“อา... ก็นิดหน่อยแหละ ขอโทษที คริส ฉันอาจจะเซนซิทีฟเกินไป” ทอมเอ่ยตอบ กระพริบตาปริบๆ แล้วใช้ข้อนิ้วเช็ดหยดน้ำที่ขอบดวงตาของตนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะหัวเราะตามแห้งๆ “นายกลับมาเหนื่อยๆ ดันต้องมาเจอฉันในสภาพนี้อีก ขอโทษจริงๆ นะ”
Loki is wounded by Thor ’ s willingness to discard him .
คริสพยักหน้าหงึก ทั้งแทนคำตอบรับทอม และพยักหน้ากับตนเองอยู่สองสามครั้งเมื่อทุกอย่างกระจ่างแจ้งแก่ใจ หลังจากไล่สายตาอ่านประโยคในบทภาพยนตร์หน้านั้นจบ
“นายนี่ก็อินกับบทโลกิมากเลยนะ มากๆ ด้วย…” พูดจบ คริสก็ดึงเล่มบทภาพยนตร์ออกจากมือของเพื่อนร่วมงานที่รับบทเป็นน้องชายของเขาโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว และโยนมันไปไว้บนโต๊ะที่อยู่ปลายเตียง รวมไปกับกองหนังสือทั้งที่อ่านเล่น และหนังสืออ้างอิงต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการแสดง
เสียงประท้วงของทอมตามมาหลังจากนั้น
“คริส! เอาคืนมานะ!”
“นอนได้แล้ว เลิกคิดเรื่องซ้อมบทเถอะ พรุ่งนี้ต้องเตรียมตัวแต่เช้านะ นายนี่ก็ มีเวลาพักก็ยังไม่ยอมพักอีก”
“แต่—”
“ไปนอน!”
ไม่พูดเปล่า ร่างกายที่ทั้งหนาและสูงใหญ่ตามแบบเทพเจ้าสายฟ้าของคริสเคลื่อนมาขวางกลางระหว่างทอมกับโต๊ะที่อยู่ปลายเตียง ปิดทางไม่ให้อีกฝ่ายเอื้อมมือไปหยิบบทภาพยนตร์กลับมาอ่านใหม่ ถึงจะรู้สึกผิดเล็กน้อยเวลาที่เห็นทอมจ้องเขากลับมาด้วยแววตาเศร้าสร้อยจนเกือบจะใจอ่อนยอมให้ไปหลายครั้งหลายครา แต่ถ้าจะให้เขาปล่อยให้เพื่อนร่วมงานซ้อมการแสดงหนักจนไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็เป็นทางเลือกที่เขายอมรับไม่ได้เช่นกัน
และครั้งนี้ เหตุผลข้อหลังเป็นฝ่ายกำชัย...
ฝ่ามือหนากดน้ำหนักลงบนบ่าของร่างที่เล็กกว่าตนเล็กน้อย ออกแรงผลักให้อีกฝ่ายกลับไปที่เตียง แต่ก็ยังไม่วายถูกประท้วงกลายๆ
“ฉันยังไม่ค่อยง่วง ก็เลยว่าจะซ้อมต่ออีกสักพัก—”
“นี่ไม่ใช่ฉากสุดท้ายที่เราจะต้องแสดงด้วยกันหรอกนะ ทอม” คริสเอ่ยอย่างใจเย็น ด้วยน้ำเสียงทุ้มเจือความห่วงใย หากยังดังกังวานในโสตประสาทของคนฟัง “เรื่องที่จะซ้อมกันคืนนี้น่ะเลิกคิดได้เลย ฉันจะยึดบทโลกินายไว้นี่แหละ กลับห้องไปนอนได้แล้ว”
“It’s probably for the best that we never see one another… again…” ทอมพึมพำ ทวนประโยคในบทภาพยนตร์หน้าสุดท้ายที่เขาอ่านก่อนจะถูกคริสชิงไปด้วยเสียงเรียบ ทว่า เมื่อถึงคำสุดท้ายกลับสั่นพร่าจนตัวเขาเองยังแปลกใจ ความเจ็บปวดจากห้วงอารมณ์ จินตนาการที่สร้างขึ้นในหัวทิ่มแทงจนหน้าอกรวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยง เขาเงยหน้าขึ้น สบดวงตาสีฟ้าสว่าง ด้วยแววตาราวกับคนสิ้นหวัง “อะ—” แล้วกะพริบตาถี่ๆ ไล่หยดน้ำใสออกจากดวงตาอีกครั้งหนึ่ง
“That’s what you always wanted.” คริสเลื่อนมือทั้งสองข้างจากลาดไหล่ ขยับขึ้นสู่หลังคอขาวที่ไร้การปกปิดด้วยเนื้อผ้า และจบลงที่การกอบกุมใบหน้าของทอมไว้ด้วยสองมือแทนคำปลอบประโลม สบดวงตาสีฟ้าอมเขียวคู่นั้น แล้วเกลี่ยหยดน้ำที่เลอะบนผิวแก้มด้วยนิ้วหัวแม่มืออย่างแผ่วเบา รอยยิ้มละมุนราวแสงอาทิตย์ในยามเช้าคลี่บางบนใบหน้ามาพร้อมเสียงกระซิบทุ้มนุ่มข้างใบหู “But I’m sure you will always be there, right beside me, brother.”
“...นั่นมัน…นอกบทนะ คริส”
“ฉันรู้… ว่าโลกิก็เป็นแบบนี้แหละ” คริสไหวไหล่ ขยิบตาพร้อมยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ริมฝีปากหยักยิ้มยียวน ในขณะที่สายตายังคงจับจ้องบนใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาอย่างขบขัน “และธอร์ก็ดูท่าจะมั่นใจเอามากๆ ซะด้วย นายว่างั้นไหม? พันกว่าปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา นายคิดว่าธอร์จะยอมปล่อยมือจากโลกิไปได้จริงๆ งั้นเหรอ? ทั้งที่ถูกโลกิแกล้งหลอกเป็นร้อยเป็นพันครั้ง แล้วหมอนั่นเคยยอมแพ้ หรือเลิกคาดหวังกับน้องชายตัวเองสักครั้งหรือเปล่า? ถึงเคยทำได้บ้าง สุดท้ายก็ไม่เคยทำได้ตลอดรอดฝั่ง แถมยังช่วยเหลือ ยกโทษให้ง่ายๆ อีก ธอร์กับโลกิในคอมิคบางเรื่องเป็นยังไง เนิร์ดอย่างนายก็น่าจะรู้ดีนี่”
รอยยิ้มขวยเขินบนใบหน้าของทอมกลับมาอีกครั้ง พร้อมเสียงหัวเราะแผ่วหวิวเฉพาะตัวของเขา ลมหายใจและเงาร่างคุ้นเคยที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงอึดใจราวกับจะแผ่ความอบอุ่นให้โลกทั้งใบของใครบางคนได้ ครู่ถัดมา ทอมจึงยกมือของตนขึ้นวางทับมือของอีกฝ่าย ค่อยซึมซับสัมผัสอ่อนโยนที่ถูกมอบให้ เอ่ยคำตอบที่ไม่เชิงเป็นคำตอบด้วยเสียงกระซิบ
“...อา นั่นสินะ” ทอมเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “แต่พอคิดว่าถ้าเป็นโลกิ ที่เชื่อว่าจะถูกธอร์ทิ้งจริงๆ ขึ้นมามันก็—”
คริสจงใจเอ่ยขัด “อีกอย่างที่อยากจะบอกให้นายรู้”
“หืม?”
“ฉัน... ไม่มีวันทิ้งนายไปหรอกนะ” และทั้งน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางหนักแน่นจริงจังของคริสหมายความตามที่ว่าทุกประการ “ฉันแค่อยากให้นายมั่นใจ ว่าฉันจะอยู่ข้างๆ นาย ทั้งเรื่องดีหรือเรื่องร้าย หรือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
ทอมเม้มปาก พยักหน้ารับรู้ ทั้งคำปลอบโยน และคำยืนยันซึ่งสลายความกังขาให้หมดไป เขาหลับตาลง ยิ้มรับแทนคำตอบ แล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จบระยะห่างเพียงน้อยนิดที่มีมวลอากาศขวางกั้นระหว่างกลาง ค่อยละเลียดลิ้มชิมรสความอบอุ่นอันหอมหวาน และปล่อยไว้เช่นนั้นเนิ่นนาน ก่อนจำใจต้องผละจากกัน
“นายกำลังทำให้ฉันจินตนาการอารมณ์ของโลกิได้ยากขึ้นนะ คริส” ทอมหัวเราะเสียงแผ่ว ไม่ได้จริงจังนักกับคำกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นก็คงได้เวลาพี่ชายส่งน้องชายเข้านอนแล้ว” คริสตอบ ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมหยิกข้างใบหู ไม่ได้ละหน้าผากออกจากกัน “Good night, Loki.”
...เสียงกระซิบถูกเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนลมหายใจผะแผ่วที่ปะทะผิวหน้าจะถูกช่วงชิงไปอีกครั้งหนึ่ง
“คริส…” ทอมค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วเอ่ยนามอีกฝ่ายด้วยเสียงอ่อน ติดจะหอบเล็กน้อยเมื่อกลีบริมฝีปากบางที่โดนครอบครองถูกปล่อยให้เป็นอิสระ
“หืม?” คริสส่งเสียงในลำคอ แต่ไม่ได้ขยับตัว ยังคงเว้นระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขาและทอมเพียงน้อยนิด ปลายจมูกโด่งระผิวแก้มสีเรื่อ เรียวริมฝีปากเฉียดไปมาบนริมฝีปากของอีกฝ่าย เย้ายวนราวสัมผัสของสายลมอ่อน ไม่ได้รุกรานดั่งพายุ แต่ก็ไม่ได้หายไปเฉกเช่นสุญญากาศ และยังคงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ มือข้างหนึ่งที่ประกบใบหน้าค่อยเคลื่อนลงมาถึงลำคอ แล้วลากผ่านแผ่นอกลงไปหยุดประคองที่รอยต่อระหว่างเอวและสะโพก ออกแรงเล็กน้อยเพื่อเกี่ยวร่างกายของคนตรงหน้าให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น
“...เมื่อกี้นี้” ปลายนิ้วเรียวทั้งสี่ที่จับมือหนาเลื่อนมาจรดบนริมฝีปากซุกซน ก่อนที่เสียงหัวเราะขัดเขินเบาๆ จะตามมา “ยังบอกให้ฉันไปนอนอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
“ก็เห็นนายบอกว่ายังไม่ง่วง…” คริสหัวเราะแหะ รู้สึกผิดเล็กๆ แต่อีกเสียงในใจกลับค้านว่าไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะคนที่พูดคือทอม และเมื่อครู่นี้ทอมก็เป็นคนเริ่มก่อนคนแรกต่างหาก “อีกอย่างหนึ่ง ฉันบอกโลกิ ไม่ได้บอกทอม ฮิดเดิลสตันสักหน่อย”
นิ้วหนาของคริสเกี่ยววนอยู่ที่ขอบผ้ายางยืดสีเทาเข้ม ก่อนจะสอดมือเข้าสัมผัสผิวกายอุ่นที่อยู่ข้างใต้ ริมฝีปากชื้นจากการจูบเมื่อครู่เริ่มเผยอออก ขบเม้มปลายนิ้วชี้เรียวยาวที่ทาบอยู่ แล้วไล่จุมพิตไปตามรอยเส้นนูนเด่นบนข้อนิ้วหลังฝ่ามือได้รูปสวย สาละวนอยู่กับการละเล่นอย่างเพลิดเพลินจนเกินความจำเป็นไปมากโข
แววตาของคริสไม่ได้มีความรู้สึกผิดเลยสักนิด...
“นายด้วยนั่นแหละ ไปนอนได้แล้ว” ทอมเน้นเสียง แล้วดันใบหน้าคริส ออกห่าง มืออีกข้างที่ว่างรวบคว้าข้อมือใหญ่ที่ฟอนเฟ้นเพ่นพ่านไปตามร่างกายสมส่วนแล้วดึงออกจากการเกาะกุม “พรุ่งนี้ฉากแอคชันอีกเยอะนะ”
คริสถอนใจอย่างนึกเสียดาย ทว่า เมื่อเงยหน้าขึ้น สบตากับอีกฝ่ายจึงรับรู้ได้ว่าทอมเองก็ไม่ได้คิดต่างไปจากเขา ทั้งความรู้สึกรักและปรารถนา แต่ด้วยหน้าที่การงาน การแสดงที่ต้องเข้าฉากในวันถัดไปออกจะหนักหนาสาหัสอยู่ไม่น้อย หากไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาทั้งคู่แน่
...แววตาของทอมที่มองมาแสดงออกถึงความรักลึกซึ้งอย่างชัดเจน มั่นคงหนักแน่น และคริสก็มองอีกฝ่ายกลับในแบบเดียวกัน
เจ้าของบทโลกิลดมือลง และเปลี่ยนตำแหน่งแขนทั้งสองข้างไปเป็นการกอดเอวหนาอย่างหลวมๆ หยัดปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อผิวหน้าปะทะลมหายใจอุ่นจึงค่อยสูดกลิ่นกายคุ้นเคยที่ผสมปนเปกับกลิ่นสบู่อ่อนจาง แขนทั้งสองข้างขยับสูงขึ้น ใช้หัวไหล่เป็นที่จับยึดวางมือ แล้วจรดริมฝีปากให้แนบกันสนิท ขบเม้มหยอกเย้าเพียงเบาบาง ก่อนที่จะเผยอออกเล็กน้อย ราวกับจะเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายรุกล้ำเข้ามาภายใน และคริสก็ไม่พลาดคำเชิญนั้น จึงค่อยลัดเลาะเสาะหาความอบอุ่นยิ่งกว่าเก่า ฝ่ามือใหญ่ช้อนเข้าประคองท้ายทอย ปรับองศาของศีรษะให้ประกบแนบริมฝีปากกันได้ถนัดขึ้น ละเลียดสัมผัสเย้ายวนที่ถูกมอบให้อย่างนุ่มนวล ลิ้มรสชาติหวานล้ำยิ่งกว่าของหวานแสนโปรด จดจ่ออยู่แบบนั้นเนิ่นนาน ลืมสิ้นกระทั่งเวลา หรือแม้แต่การหายใจ
ยามเมื่อผละจาก จึงหลงเหลือเพียงเสียงของชายหนุ่มสองคนที่ปะปนกัน คล้ายกับว่าเพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาเพื่อค้นหาอากาศบริสุทธิ์ หากระยะห่างระหว่างกันก็ยังใกล้พอสำหรับพวกเขาที่จะพากันจมดิ่งลงไปอีกครั้งหนึ่ง
“ฉันว่า...ถ้าไม่หยุดตอนนี้ ฉันคงจูบนายทั้งคืนแน่ ทอม” คริสกระซิบเสียงหอบ หลังจากสูดลมเข้าปอดไปเฮือกใหญ่
“ฉันก็...คงเหมือนกัน…” เสียงหอบกระเส่าราวกับเผลอเย้ายวนโดยไม่ได้ตั้งใจที่หลุดออกจากปากทอมแทบจะทำให้คนฟังเพียงหนึ่งเดียวสติขาดผึง แล้วก้มลงประกบจูบเขาอีกรอบหนึ่ง แต่ทอมก็เร็วพอจะใช้มือยั้งไว้ได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น แม้ว่ายามนี้เพียงการตั้งสติสูดลมหายใจอัดเข้าปอดให้ทันกับความต้องการของร่างกายดูจะเป็นเรื่องยากก็ตามที “คริส—พอก่อน… เราควรจะต้อง...พักผ่อนแล้ว”
“ข—ขอโทษ ทอม ฉันไม่ได้ตั้งใจ…” คริสละล่ำละลัก โบกไม้โบกมือแทนคำขอโทษ แล้วรีบก้าวถอยออกมาก่อนที่จะเผลอทำอะไรโดยไม่ยั้งคิดไปมากกว่านี้ “บ้าเอ๊ย! ฉัน—”
“ไม่–ไม่เป็นไร… ฉันต่างหากที่เป็นคนเริ่ม” ทอมก้มหน้าหลบ ขัดเขิน แต่ริมฝีปากบวมชื้นกลับคลี่ยิ้มกว้าง ทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ และจังหวะการหายใจก็ยังไม่กลับสู่ปกติดีนัก “แต่ก็ ขอบคุณนะ คริส”
“ขอบคุณอะไรล่ะ นาย—” คริสอ้าปากจะพูดต่อ แต่ความรู้สึกจากสัมผัสที่อุ่นจนร้อนและเปียกลื่นบนริมฝีปากเมื่อครู่นี้เล่นงานสมองของเขาจนขาวโพลนไปหมด จูบเมื่อกี้นี้ รู้สึกดีเป็นบ้า...
“ที่ช่วยเช็ดหน้าให้ ปลอบใจ…แล้วก็...เอ่อ...” ทอมเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก้มหน้ามองพื้นด้วยความเขิน ใช้เวลาตั้งสติอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้น แล้วสบดวงตาสีฟ้าสว่างของผู้รับบทเทพสายฟ้า ปลายนิ้วชี้เรียวยาวยกขึ้นลูบริมฝีปากบวมชื้นไปมา เขาเม้มปากเล็กน้อย แล้วจึงกลั้นใจเอ่ยออกไป “เรื่องจูบราตรีสวัสดิ์เมื่อกี้ ที่จริงก็ไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้มาพักใหญ่แล้ว โดยเฉพาะที่เป็นจูบจาก... จากคนที่ฉันรัก”
คริสไม่ตอบคำ แต่รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาก็แทนคำตอบ รวมถึงความรู้สึกทั้งหมดให้ได้อย่างชัดเจน
และก่อนที่จะรู้ตัว ก็ฉุดร่างของทอมเข้ามากอดแนบแน่น พร้อมกับทิ้งตัวลงไปบนเตียงด้วยกันทั้งอย่างนั้น
“นี่! คริส! ทำอะไรของนายน่ะ!?”
“ไม่รู้ล่ะ คืนนี้นายต้องเป็นหมอนข้างให้ฉัน ทอม!”
ฝ่ามือเรียวฟาดลงบนท่อนแขนแกร่งแรงๆ ไปครั้งหนึ่ง เสียงเผียะจากฝ่ามือที่กระทบผิวเนื้อดังก้อง แต่คนถูกทำร้ายกลับดูไม่สะทกสะท้านสมกับที่เป็นเจ้าของร่างกายทรงพลังราวเทพเจ้า แล้วก็หลับตาลงทั้งอย่างนั้น แต่ถึงทอมจะบ่น ก็ไม่ได้ขัดขืนกายออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย เพราะอย่างน้อยมันก็ยังมีความอบอุ่นซึ่งแผ่ซ่านไปถ้วนทั่วทั้งร่างกาย เส้นโลหิตทุกเส้นดูคล้ายจะซึมซับเอาความร้อนที่ว่าเก็บไว้เกินความจำเป็น จนเป็นเหตุให้ทั้งใบหน้าขาวขึ้นสีจัด
กลิ่นกรุ่นแสนคุ้นเคยของกันและกันที่ลอยแตะจมูกช่วยทำให้จิตใจสงบลงได้อย่างน่าประหลาด ลมหายใจของทั้งสองกลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทีละเล็กละน้อย แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบงันอันแสนฉ่ำหวาน
ทอมยังไม่หลับ แต่ลอบมองใบหน้าคมคาย สง่างามดั่งเทพเจ้าของอีกฝ่ายอยู่พักใหญ่ แพขนตายาวขยับไหว ก่อนที่ดวงตาข้างซ้ายสีเดียวกับไพลินของคริสจะปรากฏขึ้นสู่สายตา โดยไม่บอกกล่าว ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นแตะผิวแก้ม แล้วใช้หลังมือเกลี่ยเครื่องหน้าหวานอันทรงเสน่ห์อย่างเชื่องช้า ไล่จากไรผมบนหน้าผากลงมายังสันกรามคมกริบ จับยึดปลายคางไว้ และไล้นิ้วหัวแม่มือลงบนริมฝีปากบาง
“You’re late…”
ทอมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย แต่เมื่อใช้เวลาสักเล็กน้อยไตร่ตรองดู พลางนึกไปถึงบทภาพยนตร์ที่ขีดสีด้วยปากกาเน้นข้อความไว้ กับดวงตาข้างขวาของคริสที่ยังปิดสนิทอยู่ ความหมายก็ชัดเจนอยู่ตรงหน้า จึงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นความพยายามเชื่อมโยงให้เข้าถึงบทของอีกฝ่าย เอ่ยตอบพร้อมคำชมเป็นรอยยิ้มเปี่ยมความเชื่อใจ และกุมมืออีกฝ่ายไว้ก่อนหลับตาลง
“You’re missing an eye…”
—END
