Actions

Work Header

Wild White Spider Lilies (พลับพลึงไพร)

Summary:

สัญชาตญาณบอกให้แสดงความเป็นเจ้าของ มิให้ใครกล้ามาพรากพลับพลึงไพรดอกนี้

Work Text:

............

ถ้าถามว่าอุซุย เท็นเง็นรู้จักเด็กนั่นแค่ไหน

ถ้าไม่นับนิสัยดุร้ายกล้าหาญเหมือนสัตว์ป่าและซื่อเหมือนเด็ก (ในความคิดของอุซุยคือติดโง่เล็กน้อย) ที่ได้เห็นในภารกิจที่ย่านเริงรมย์แล้ว

เขาก็แทบไม่รู้จักหนุ่มน้อยหน้าสวยเลย

ในยามที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในโลกที่ไม่มีอสูร ในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ ก็มีเพียงความยินดีที่ได้พบกันอีกตามประสาคนรู้จัก

ไม่ได้คิดติดใจอะไรทั้งสิ้น

ในโลกที่ก้าวเดินไปข้างหน้า มนุษย์ไม่ได้มีเพียงชายหญิงอีกต่อไป

เพศรอง อัลฟ่า เบต้า และโอเมก้าได้ปรากฏขึ้น

คนกว่า98%บนโลกเป็นเบต้า ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม

แต่อุซุยไม่ใช่

แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้ฉูดฉาดเช่นเขาเป็นอัลฟ่า

ถึงจะมีผลตรวจยืนยัน แต่อุซุยก็ไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นอัลฟ่านั้นพิเศษ

แม้จะเคยได้ยินมาเรื่องปฏิกิริยาของอัลฟ่าต่อฮีทของโอเมก้า แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นโอเมก้าตัวเป็นๆ

ไม่เคยรู้สึกถึงสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัว หรือความรู้สึกอยากครอบครองเป็นเจ้าของ

จนกระทั่งวันนี้

"เอ้า! ไอ้พวกจืดชืดทั้งหลาย เอาการบ้านมาส่งซะ! " ว่าพลางหย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะ คาบนี้เขาได้เข้าสอนชั้นที่คามาโดะกับเพื่อนๆ เรียนอยู่

แกล้งแซวแกล้งแซะเจ้าเด็กซนพวกนั้นบ้าง (เน้นเจ้าหนุ่มอากัตสึมะคู่กัดเป็นพิเศษ) ตามนิสัยก่อนจะสั่งงาน

ระหว่างที่เดินดูพวกเด็กๆ วาดภาพร่างลงบนกระดาษ เขาก็สังเกตว่าเจ้าหนุ่มฮาชิบิระดูอ่อนเพลียแปลกๆ เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว

"เฮ้ยๆ จะมาเป็นลมในคาบชั้นเรอะเจ้าเด็กหมูป่า"

เพื่อนสนิททั้งสองของเด็กนั่นหันมาดูด้วยความเป็นห่วง

"ใครใช้ให้ไปตีกับเจ้าเก็นยะตั้งแต่เช้าเล่า ข้าวเช้าก็ไม่ได้กิน เลยเป็นสภาพแบบนี้ไง"

อากัตสึมะบ่นออกมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

หมูป่าหนุ่มไม่โต้ตอบดังเคย ทำเอาอดมิได้ที่จะประหลาดใจ

"เฮ้อ~ พอจะลุกไหวมั้ยล่ะ ชั้นจะพาไปห้องพยาบาลละกัน อนุญาตให้โดดเรียนคาบชั้นไปเลย"

เด็กหนุ่มลุกยืนขึ้นด้วยท่าทางซวนเซเกือบจะล้มจนอุซุยต้องประคองไว้ อีกสองเด็กหนุ่มท่าทางตกใจแต่เมื่อเห็นอุซุยพยุงตัวเพื่อนรักไว้ก็ดูจะคลายใจได้บ้าง

"ปกตินายไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นาอิโนะสุเกะ ไหวรึเปล่าน่ะ"

เจ้าเด็กคามาโดะเอ่ยขึ้น เสียงเต็มไปด้วยความกังวล แต่เจ้าเด็กหมูป่าก็ไม่ตอบคำ มือขาวนั้นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นจนยับ ขณะที่กำลังจะบ่น เสียงลมหายใจหอบถี่ก็ได้ยินชัดเจน

ก้มมองเด็กหนุ่มในอ้อมอกที่ตัวร้อนราวกับเป็นไข้ อีกฝ่ายก็ช้อนนัยน์ตาสีมรกตที่หวานเชื่อมผิดปกติขึ้นมอง อยู่ๆ กลิ่นหอมหวานประหลาดก็กระจายฟุ้งจนรู้สึกหายใจติดขัด

จดจ่อได้เพียงเสียงครางครือในลำคอของเด็กหนุ่มที่ซบอยู่กับอกกับมือตัวเองที่จับไหล่อีกฝ่ายแน่น พยายามควบคุมตนจนแขนปวดเกร็ง

ไม่ทันเห็นคามาโดะที่ปิดจมูกแน่น ไม่ได้ยินเสียงตัวเองตะโกนไล่ให้คามาโดะไปตามครูพยาบาล หรือเสียงอื้ออึงรอบข้างจากนักเรียนเบต้าที่พยายามดึงแยกเขากับฮาชิบิระออกห่างกัน

จนครูพยาบาลทามาโยะมาถึง เข็มเล่มน้อยปักลงบนต้นแขนเด็กหนุ่ม ผ่านไปสักพักกลิ่นหอมหวานนั้นก็ได้จางหายไป

ทามาโยะค่อยๆ แกะมือของเด็กหนุ่มจากเสื้อของเขาอย่างระมัดระวังขณะที่ออกคำสั่งให้คามาโดะและอากัตสึมะช่วยแกะมือทั้งสองของเขาออกจากไหล่ของฮาชิบิระ

เมื่อเด็กหนุ่มถูกดึงตัวออกไปอย่างนุ่มนวล อุซุยก็รู้สึกหายใจสะดวกขึ้นอีกครั้ง ค่อยๆ กลับมารับรู้สิ่งรอบตัวอย่างเชื่องช้า

แม้จะมีน้อยมากจนแทบหาไม่ได้พอๆ กับอัลฟ่า แต่อาการฮีทที่ปรากฏขึ้นของเจ้าตัวก็ได้ยืนยันแล้วถึงความจริงที่ว่า

ฮาชิบิระ อิโนะสุเกะเป็นโอเมก้า

 

 

เนื่องจากเป็นฮีทครั้งแรก ช่วยไม่ได้ที่เจ้าตัวจะไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายรอบฮีทของเจ้าตัวก็มาไม่สม่ำเสมอ ยิ่งทำให้ลำยากในการใช้ยาระงับ

แต่ทำไมถึงต้องมาเข้าฮีทเวลาอยู่กับเขาทุกทีด้วยนะ?

ในส่วนลึกสุดของหอสมุด อาจารย์ศิลปะนั่งขัดสมาธิกับพื้นโดยมีเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนนั่งอยู่บนตัก ร่างกายท่อนบนซบซุกอยู่กับแผงอกแกร่ง มีวงแขนล่ำสันตระกองเอวไว้

อาจารย์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะจุมพิตแผ่วบนริมฝีปากบางเย้ายวนขณะที่มือนั้นสาละวนอยู่กับกระเป๋าหนังสือของเด็กหนุ่ม ควานหายาระงับอย่างลนลาน

ผละจุมพิตเบาดุจกลีบดอกไม้ออกย้ายไปซุกไซร้ซอกคออีกฝ่าย ที่ซึ่งกลิ่นหอมกรุ่นกำจายออกมา พยายามยั้งใจตัวเองมิให้ฝังคมเขี้ยวไปบนลำคอขาว

ฮาชิบิระ อิโนะสุเกะยังเด็กนัก บริสุทธิ์เหมือนดอกไม้แรกแย้ม

บุปผาซึ่งเขาไม่ควรขยี้ทำลาย

ยามที่ปักเข็มลงบนแขนขาว ร่างน้อยกว่านั้นก็ยังคงมึนเมาด้วยฤทธิ์ฮอร์โมนในร่างกายตน เบียดอิงแอบอก จนอยากจะกอดไว้ให้จมมิด มิให้ใครเห็นตลอดกาล

สัญชาตญาณบอกให้แสดงความเป็นเจ้าของ มิให้ใครกล้ามาพรากพลับพลึงไพรดอกนี้

แต่อุซุยเป็นมนุษย์ มิใช่สัตว์เดียรฉานที่ไม่รู้จักหักห้ามใจตน

อีกฝ่ายถูกดึงเข้าหาเขาในช่วงใกล้ฮีท เพียงเพราะฟีโรโมนอัลฟ่าทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย

เขาไม่มีสิทธิ์จาบจ้วงตีตราเป็นเจ้าของเด็กหนุ่ม โดยเฉพาะในยามที่อ่อนแอเช่นนี้

เมื่อยาเริ่มออกฤทธิ์ ทั้งสองค่อยหายใจสะดวกขึ้น ราคะในดวงตาสีมรกตค่อยๆ จางหาย พร้อมกับอุณหภูมิร่างกายที่ลดลงจนเป็นปกติ

 

 

ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งผ่านไปเกือบสองปี อาการฮีทของอีกฝ่ายมาสม่ำเสมอจนไม่มีปัญหากับยาระงับ ครานี้อีกฝ่ายคงจะไม่ตามติดเขาในช่วงใกล้ฮีทดังก่อน

แต่อุซุย เท็นเง็นคิดผิด

ดวงตาคมหรี่มองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม ดวงหน้าใสมีเศษข้าวเลอะติดแก้ม ซ้ำยังเคี้ยวเทมปุระตุ้ยๆ ไม่สนใจเส้นเลือดที่ปูดบนขมับเขาเลยสักนิด

"ใกล้ฮีทอีกแล้วเรอะ" อีกฝ่ายส่ายหน้าดิก (ยังคงเคี้ยวอาหารเต็มแก้ม)

"เอิ้งอดอี๊ดไอเอื้ออานอ่อน"

อ่า~ เพิ่งหมดฮีทไปเมื่อวานก่อนสินะ

"แล้วจะมานั่งกินข้าวในห้องพักครูทำไมวะ"

"ก็เห็น~งั่ม~นั่งกินข้าว~งั่มๆๆ ~คนเดียวนี่"

ก็จริง โทมิโอกะพาเด็กไปแข่งกีฬา ชินาสุกาวะรวมทั้งเร็นโกคุก็ไปนั่งกินข้าวกับน้องชาย

(สาปแช่งไอ้พวกบราค่อน โดยเฉพาะไอ้คนซึนเดเระอย่างไอ้คนแรก)

โอบะไนก็ไปนั่ง (จู๋จี๋) กินกับคันโรจิ เรียกว่าพากันทอดทิ้งคนหล่อฉูดฉาดคนนี้กันหมดก็ว่าได้

"แล้วยังไงกันเล่า? "

ก็ยังไม่เห็นเข้าใจว่าทำไมถึงอยากมากินข้าวกับเขา

เด็กหนุ่มกลืนข้าวคำใหญ่ลงคอก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์ศิลปะของตน

"ก็พวกทันจิโร่เคยบอกไว้ตอนเจอกันครั้งแรกน่ะ"

"กินข้าวพร้อมๆ กันมันอร่อยกว่านี่"

อุซุยชะงักค้างกับรอยยิ้มซื่อๆ นั่น หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปขณะหนึ่ง ก่อนจะเต้นอีกครั้งด้วยจังหวะอันรัวเร็ว ขณะที่ต้นเหตุก้มหน้าลงไปพุ้ยข้าวจนแก้มตุ่ย ไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น

ไอ้เด็กหมูป่าบ้าเอ๊ย

 

 

 

ปวดหัวตุบๆ เลยโว้ย อะไรวะเนี่ย??

ได้แต่ถอนใจกับความเจ็บปวดนั้น ปวดจนขี้เกียจจะควานหายากิน

"วันนี้แกถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านแล้วนะ แล้วนี่เพิ่งเจ็ดโมงเช้า" อาจารย์คณิตศาสตร์ว่าขึ้นขณะกำลังเตรียมเอกสารการสอนในยามเช้า

"ไม่มีอะไรสักหน่อย" อุซุยตอบก่อนจะเอนตัวไปกับเก้าอี้ ปากเป่าหมากฝรั่งสลับกับเคี้ยวหยับๆ อย่างใจลอย

"โฮ่ แกโกหกได้ห่วยแตกพอๆ กับไอ้เด็กหัวเหม่งนั่นเเล้วนะ"

"อะไรของแกวะ จะไปสอนก็ไปไป๊ ชิ่วๆ "

ชินาสุกาวะที่หยิบข้าวของเรียบร้อยเดินออกจากห้อง ไม่วายจะเอี้ยวตัวกลับมาพูดด้วย

"ชอบใครไม่รีบบอกระวังหมาคาบไปแดกนะโว้ยอุซุย"

"ไม่อยากได้คำแนะนำจากคนซึนเดเระอย่างแกโว้ย!!! "

หินทับกระดาษลอยละลิ่วไปทางคนแนะนำ แต่อาจารย์คณิตศาสตร์ก็หลบไวเหลือใจสมเป็นอดีตเสาหลักวายุ ตัวอดีตเสาหลักเสียงจึงได้แต่นั่งหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ลำพัง

มันเอาจากไหนมาวะ ถอนใจเพราะปวดหัวโว้ย!

แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามีดวงหน้าหนึ่งปรากฏขึ้นกลางใจ พลับพลึงไพรดอกน้อยผู้ไม่เดียงสานั่น

วันนี้ฮาชิบิระก็มานั่งกินข้าวเที่ยงกับเขาเช่นเคย ไม่รู้ว่าเพื่อนเจ้าตัวไม่บ่นบ้างหรืออย่างไร

จนใกล้หมดพักเที่ยง เขาไล่อีกฝ่ายให้รีบๆ ไปเข้าเรียน ก่อนจะลุกออกไปหมายจะล้างหน้าล้างตา ความปวดมึนศีรษะหนักขึ้นพร้อมกับลำคอที่เริ่มรู้สึกร้อน

แว่วเสียงเด็กหนุ่มเรียกชื่อเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนโลกจะมืดไป

ลืมตาขึ้นมาก็พบกับดวงหน้าหวานของทามาโยะที่ขมวดคิ้วใส่

"ปล่อยตัวเองไข้ขึ้นสูงแบบนี้ได้ยังไงคะคุณอุซุย คุณน่ะเกือบช็อกแล้วนะคะ"

ขยับปากหมายจะตอบก็มึนหัว ครั้นจะยกมือมากุมหัวก็พบว่ามือขวานั้นถูกมือน้อยกว่าทั้งสองมือกุมไว้ เจ้าของมือฟุบหลับซบหน้าอยู่ข้างเตียง

"ถ้าฮาชิบิระคุงแรงน้อยกว่านี้แบกคุณมาไม่ทันคุณได้ไปนอนโรงพยาบาลแน่ๆ ค่ะ"

หลังจากนั้นก็โดนบ่นอีกยาว จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าโดนบ่นอะไรบ้าง เหมือนจะบอกให้สนใจสุขภาพบ้างอะไรสักอย่างก่อนที่ครูพยาบาลจะปลีกตัวออกไป

ตาคมจ้องมองวงหน้าสวยที่หลับไหล จำได้รางๆ ว่าอีกฝ่ายไม่มีเรียนในคาบบ่ายวันนี้จึงตัดสินใจไม่ปลุก ก่อนที่จะหลับตาลงพักเอาแรงบ้าง

ความรู้สึกยุบยิบบนหน้าผากทำให้ต้องฝืนลืมตาตื่น ทันเห็นริมฝีปากบางถอนออกไป

ทันทีที่ดวงตามรกตใสแจ๋วนั้นสบกับดวงตาคมที่ตื่นเต็มที่ แก้มใสก็กลายเป็นสีแดงจัด ก้มหน้างุดไม่ยอมมองตา

คนโตกว่าหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ดึงคนเขินเข้ามาหอมแก้มเบาๆ

ชื่นใจ เหมือนหยาดน้ำฟ้าตกลงผืนดินอย่างไรอย่างนั้น

 

วันต่อมา มื้อกลางวันของพวกเขามีสิ่งที่แปลกไป

 

สร้อยข้อมือสีทองเส้นสวยเหมาะเจาะถูกสวมเขาที่ข้อมือซ้ายของฮาชิบิระ อิโนะสุเกะ

หน้าคนรับเลิ่กลั่ก ครั้นสบดวงตาคมคำพูดก็กลืนหายไปในลำคอ หัวใจสั่นระรัวราวกับมิใช่ของตนเอง

"ตอนนี้ยังออกหน้าออกตามากไม่ได้จนกว่านายจะเรียนจบ"

"แล้ว... ถ้าถึงตอนนั้นล่ะ" เสียงถามแผ่วเบาเกือบไม่ได้ยิน อัลฟ่าหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ยกด้านในข้อมือของเด็กหนุ่มขึ้นกดจูบเบาๆ

"ถ้าถึงตอนนั้นแล้วนายยังไม่เปลี่ยนใจล่ะก็ มาเป็นเจ้าสาวของชั้นนะ.... ฮาชิบิระ อิโนะสุเกะ"

 

เด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้ามากอดเขาไว้แน่นเสียจนเกือบล้มทั้งคู่

ได้ยินเสียงตอบรับอู้อี้จากอีกฝ่ายที่ซบหน้าอยู่กับอกเขา

แว่วเสียงไชโยโห่ร้องแว่วมาจากอีกฟากของประตูห้อง ได้แต่คาดโทษเจ้าพวกคนแอบฟังไว้ในใจ ขณะที่ลูบศีรษะทุยในอ้อมอก

ชงเก่งกันเหลือเกินนะพวกแกทุกคน

ยิ้มกับตัวเองพลางสูดกลิ่นหอมจากกายอีกฝ่าย กลิ่นพลับพลึงไพรยังคงหวานตรึงใจมิรู้คลาย