Work Text:
สึกิชิมะผูกพันกับฤดูใบไม้ร่วง เขาเริ่มคบกับยามากุจิตอนฤดูใบไม้ร่วงของม. 4
ครั้นหวนระลึกถึงตอนนี้ที่เขาอายุ 21 สึกิชิมะสงสัยว่าพวกเขาเริ่มคบกันเร็วเกินไปรึเปล่า
เริ่มรักกันเร็วไปไหม
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่พวกเขาเลิกกันเมื่อ... หนึ่งปีครึ่งก่อนหน้านี้
หนึ่งปีกับอีกหกเดือน – บางวิจัยอาจนำเสนอว่าเป็นช่วงเวลาเยียวยาโดยเฉลี่ยหลังการหย่าร้าง หัวใจสลายคือกระบวนการแห่งภาวะสลดใจ ในมุมหนึ่ง เหมือนเขาได้ไว้ทุกข์ให้ยามากุจิ—บางทีมันอาจเป็นการฝึกรับมือกับชีวิต เพราะหนึ่งในความกลัวสูงสุดของสึกิชิมะคือความเป็นไปได้ที่ยามากุจิสามารถตายก่อนเขา ในโลกอุดมคติ พวกเขาชราไปด้วยกันและเสียชีวิตในเวลาใกล้เคียง (แค่สึกิชิมะอยากไปก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องรับมือกับความกลัวนั่น)
—เพียงแต่เขากับยามากุจิยังไม่เคยแต่งงานกันนี่ ใช่ไหม สึกิชิมะยังไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นไปได้ไหมด้วยซ้ำในช่วงอายุขัยของเขา ที่ญี่ปุ่นนี่
ม. 4 อาจเร็วไป สึกิชิมะรู้ว่าเขารอได้นานกว่านั้น – ในโลกคู่ขนาน เขารอยามากุจิอีก—กี่ปีก็ว่าไป—ก่อนจะขอจูบแรก สักครั้ง
สำหรับโลกนี้ เขาไม่ได้ขอจูบแรกเสียทีเดียว เขาเพียง... ต่อรอง นั่นคือวิธีที่เขาดำเนินความสัมพันธ์ ‘ถ้านายบอกฉันว่านายรู้สึกยังไง ฉันจะจูบนาย’ อะไรเทือกนั้น และวิธีการนั่น—จากประสบการณ์—ไม่สามารถดำเนินอยู่ได้ตลอดไป อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ของการปฏิสัมพันธ์ทั้งหมด
ยามากุจิ ทาดาชิเป็นประเภทที่ต้องการความชัดเจน สึกิชิมะรู้เรื่องนี้ แต่เลือกจะไม่เปิดเผยหลายด้านกับเขา มันคือความผิดพลาด
ข้อควรพิจารณา :
- สึกิชิมะเป็นคนฉลาดในสายตาของทุกผู้คนที่รู้จักเขา
- ไม่ใช่ทุกคนที่พบเขา รู้ว่าเขามีความไม่มั่นคงในตนเอง
- บางครั้งเชาวน์ปัญญาบวกความไม่มั่นคงนั้นนำไปสู่ :
- ความสามารถในการยึดถือแนวคิดแย่ ๆ ได้นาน
- ความล้มเหลวในการมองตนเองได้โดยสัตย์จริง
- สึกิชิมะเคยนึกว่าการที่ยามากุจิสามารถมองเขาอย่างถ่องแท้นั้น เพียงพอสำหรับพวกเขาทั้งคู่
- ปัญหาคือ ไม่เพียงพอ หากสึกิชิมะปฏิเสธจะเข้าถึงตนเอง
ยามากุจิหยั่งรู้เกี่ยวกับสึกิชิมะ ก่อนเขาจะรู้ตัวเองตลอด—เกือบตลอด เนื่องด้วยเหตุผลใดก็สุดรู้ ยามากุจิไม่เคยรู้ว่าสึกิชิมะดึงดูดเข้าหาอีกฝ่าย กระทั่งสึกิชิมะพูดออกมาตรง ๆ ยามากุจิมองเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่กลับไม่เห็นความรัก—หรือสารเคมีในสมองอันนิยามได้ว่าเป็นความรัก—ที่สึกิชิมะมีให้ตั้งแต่มัธยมต้น
เจ้าคน... นั่นน่ะ – คำใดก็ตามที่สึกิชิมะไม่อยากใช้
นึกอารัมภบทเพียงพอ สึกิชิมะก็ลุกออกจากเตียง หยิบแว่นตามาสวม ความสามารถในการมองเห็นนั้นเหมือนได้ตัวตนกลับคืนมา
เขากดบันทึกเวลาตื่นในแอพบันทึกอารมณ์ – ตี 4:11 – นอนไปน้อยชั่วโมงกว่าควร แต่ช่างมันก่อน—ตามด้วยกิจกรรมเล็ก ๆ อื่น ๆ ที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ แล้วเปิดหน้าต่างรับลมฤดูใบไม้ร่วง สัมผัสถึงเส้นผมปลิวระหน้าผาก อันเป็นความรู้สึกที่คุ้นชินมาตั้งแต่ม. 6 สึกิชิมะจำได้ว่าเริ่มตัดสินใจไว้ผมยาวขึ้นตอนไหน – เขาเคยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ตอนม. 5 แล้วหลังจากไม่ได้ตัดผมมาระยะหนึ่ง ยามากุจิก็ทักว่าผมทรงนี้น่ารักดี เขาเป็นคนเดียวที่ทำให้คำชม ‘น่ารัก’ มีความหมายสำหรับสึกิชิมะ (อีกเหตุผลหนึ่ง คือ สึกิชิมะค่อนข้างชอบความรู้สึกที่ถูกดึงรั้งเส้นผมยามร่วมรัก เขารู้ว่ายามากุจิเองก็รู้เรื่องนี้) อย่างไรก็ตาม การไม่ตัดผมช่วงนี้น่าจะมาจากการละเลยตัวเองมากกว่า
สึกิชิมะตัดสินใจจะออกไปข้างนอก วันนี้
และนึกได้ว่าเขามีเรียงความที่จะต้องส่งอาจารย์ภายในสองวันนี้ เขาเปิดแล็บท็อป มองนาฬิกา แล้วพิมพ์ปิดจบเรียงความ ไม่ว่าอย่างไรมันก็เหลือเพียงไม่กี่ย่อหน้าที่ค้างเติ่งไว้นานเกินความพอใจของเขา เขาตรวจเช็คและดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ ก่อนจะอัพโหลดส่งเรียงความไป
เสร็จสิ้นก็ไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วเลือกสรรเสื้อผ้าที่ดูดี สึกิชิมะมักจะแต่งตัวดีอยู่แล้ว (แม้แต่สมัยที่เขากับยามากุจิเดินกลับบ้านด้วยกันเมื่อสมัยม.ปลาย—ยากจะรู้ว่าเพราะอะไรยามากุจิถึงใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อนานนัก ทั้งที่เจ้าตัวเพียงเปลี่ยนไปใส่เสื้อสบายตัว ในขณะที่สึกิชิมะบรรจงกลับไปใส่เสื้อเชิ้ตอยู่เสมอ ราวกับไม่ได้เพิ่งเล่นกีฬามาเป็นชั่วโมงอย่างไรอย่างนั้น ส่วนหนึ่งเพราะเขาขี้หนาวกว่ายามากุจิ การแต่งตัวจึงค่อนข้างรัดกุมและปกปิดเนื้อหนังมากกว่า) อย่างไรก็ดี สึกิชิมะไม่อยากให้ตัวเองดูเหมือนพยายามมากเกินไป ฉะนั้นจึงตัดสินใจเลือกเสื้อสเว็ตเตอร์เรียบ ๆ สักตัว ประเภทที่เขาอาจหยิบมาใส่วันไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่วันที่ควรจะสำคัญ เฉกวันนี้
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน 2017
อีกราว ๆ อาทิตย์เดียวก็วันเกิดยามากุจิแล้ว
เส้นความคิดเบนไปที่อื่นเมื่อสึกิชิมะตัดสินใจหยิบโคโลญจ์มาฉีด เขาซื้อโคโลญจ์ขวดปัจจุบันหลังเลิกกับยามากุจิไปได้ไม่กี่สัปดาห์ ด้วยค้นพบความจริงในคำกล่าวที่ว่า กลิ่นสามารถนำความทรงจำกลับมาได้ชัดแจ้งที่สุด และน่าแปลก (หรืออาจไม่แปลก) ที่ผลิตภัณฑ์ประเภทกลิ่นทุกชิ้นของสึกิชิมะล้วนได้รับอิทธิพลมาจากยามากุจิ
เขาเคยมองว่าความผูกพันของฮินาตะที่มีต่อแอร์ซาลอนพัสนั้นไร้สาระ เพี้ยน งี่เง่า กระหยิบยิบย่อย กระทั่งเพิ่งเข้าใจเมื่อมีสิ่งให้คิดถึง เขาเคยใช้สเปรย์ดับกลิ่นซี บรีสขวดเขียวที่เคยซื้อกับยามากุจิ ก่อนจะเอามันให้โคงาเนงาวะ ถึงแม้ว่าโคงาเนงาวะจะถือเป็นคนใกล้ สึกิชิมะก็รู้สึกว่ากลิ่นนั้นต่างออกไปบ้างเมื่ออยู่บนผิวคนอื่น (มันคือกลิ่นมะกรูด เขาไม่แปลกใจเท่าไรที่ยามากุจิเลือกกลิ่นจำพวกไม้ตระกูลซีทรัซ ออกจะสดชื่นเหมาะกับเจ้าตัว สึกิชิมะไม่ได้พิจารณาว่ามันเหมาะกับตัวเองรึเปล่า บังเอิญตอนนั้นมีโปรโมชั่นลดราคาหากซื้อสองขวด เขากับยามากุจิซื้อมันพร้อมกัน เหมือนที่พวกเขาซื้อหลายอย่างพร้อมกัน)
สึกิชิมะเคยมีทฤษฏีส่วนตัวว่าดนตรีนำความทรงจำกลับมาได้ชัดที่สุด เขาไม่ได้ทิ้งทฤษฎีนั้น เพียงแต่ปรับข้อสรุป ดนตรีนำอารมณ์ความรู้สึกกลับมาได้ชัดที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากความทรงจำโดยสิ้นเชิง มันยังเป็นเครื่องมือในการปรับอารมณ์ที่ดีใช้ได้อีกด้วย
เขาสวมเฮดโฟนสีขาวขณะออกจากบ้าน มันช่วยให้ใบหูเขาอุ่นขึ้น อากาศช่วงเช้าค่อนข้างเย็น แสงตะวันเพิ่งเริ่มไล้พื้นคอนกรีต เฮดโฟนนี้คือคนละอันกับที่เขามีเมื่อสมัยม.ปลาย ช่วงนั้นเขาฟังเพลงบ่อยที่สุด หลายครั้งก็สวมเพื่อตัดเสียงรบกวน เพราะเขาหลับยาก และงีบบ่อย
บางครั้ง สึกิชิมะจะรู้วิธีขยับเฮดโฟนไม่ให้พอดีหู เพื่อฟังคนอื่นคุยกัน โดยไม่ต้องร่วมวง สมาชิกชมรมคาราสุโนะเคยสงสัยว่าเพราะอะไรสึกิชิมะจึงรู้ข่าวลือของทีมอื่นก่อนใคร ทั้งที่ไม่ข้องแวะกับคนอื่น สึกิชิมะมองมันเป็นเรื่องเล็ก ยกตัวอย่างเช่น เขารู้เรื่องราชาเจ้าคอร์ทจากการทำทีไม่สนใจหัวข้อสนทนา หรืออย่างเวลาอยู่กับพวกคุโรโอะ โบคุโตะและอาคาอาชิ สึกิชิมะก็เหมือนแก้วที่พวกเขาอยากเติมให้เต็ม—อีกอย่าง บางอย่างก็ไม่ใช่ข่าวที่พูดกันปากต่อปากเท่านั้น มันคือข้อมูลสาธารณะ ถ้าเพียงแต่ฮินาตะอ่านนิตยสารบ้างล่ะก็...
สึกิชิมะเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง เขาใช้บัตรนักศึกษาปรินท์เรียงความออกมา (ตามกฎของคณะชีววิทยาศาสตร์แล้ว เขาจำเป็นต้องส่งฉบับพิมพ์กระดาษด้วย – เขานึกภาพว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงภายในอีกไม่กี่ปี มนุษยชาติกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นนายของโลกดิจิทัล ดังนั้น อีกไม่นานมนุษยชาติจะกลายเป็นทาสเครื่องมือดิจิทัล แต่ก็ไม่แน่ คนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มชนที่ติดกระดาษอย่างเหลือเชื่อ) เครื่องปรินเตอร์ที่สั่นเบา ๆ ขณะคายกระดาษออกมา เขาเขม่นมองมัน พลางคิด นี่ไง สุดท้ายก็ไม่ยากนักใช่ไหม เค้นเขียนเพิ่มอีก 900 คำ ตัดออกไป 500 คำ ถ้ามอง 1,900 คำที่เหลืออยู่ในเรียงความตอนนี้ แทบไม่ทิ้งฝุ่นของงานที่เขียนไม่ออกก่อนหน้า—
—นัยน์ตาสีน้ำผึ้งตวัดแป้นนาฬิกาบนผนัง เขาควรเริ่มนึกถึงเวลาทานอาหาร ที่ปรึกษาประจำศูนย์บริการด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัยแนะนำให้สึกิชิมะใช้เวลา 1) ตื่น 2) นอน 3) ทานข้าว เป็นสมอยึด แต่เขายังไม่หิว แล้วไม่ใช่ตารางเรียนอันยืดหยุ่นของมหา’ลัยหรอกหรือที่ทำให้การคงกิจวัตรประจำวันยากนัก?
ฤดูใบไม้ผลิไล้หู ฤดูร้อนยีผม ท่ามกลางสีย้อมของฤดูใบไม้ร่วงนั้น ยืนนิ่งกลางฤดูหนาว
พวกเราผู้ไร้พลังแสวงหาหนทาง มีปีกไปสู่วันพรุ่งนี้ เพียงเพื่อจะโบยบิน
ตัวสั่น สั่นไหว กระทั่งถึงเวลาตีปีกโผบิน
เพลง Shunkashuutou (สี่ฤดู) ของ Alice Nine ดังอยู่ในหู สึกิชิมะกดให้มันเล่นซ้ำ เขาชอบวงนี้ แม้จะไม่ติดเพลงของพวกเขามากนัก เสียงนักร้องนำทำให้เขาใจเย็นขึ้น เขาเคยแนะนำเพลงนี้กับยามากุจิ เพราะนึกภาพว่ามันเป็นแนวที่เพื่อนสนิทน่าจะชอบ มันเป็นเพลงเก่าที่ไม่โด่งดังนัก ช่วงนั้นพวกเขาคุยกันน้อยลง เพราะยามากุจิทุ่มเทเวลาให้กับการซ้อมจัมป์โฟลตเสิร์ฟกับชิมาดะ หลังเลิกเรียนวันหนึ่ง สึกิชิมะสวมเฮดโฟนให้พอดีใบหูยามากุจิ เขาอยู่ใกล้พอจะเห็นแก้มประดับกระนั้นขึ้นสี นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สึกิชิมะคิดว่าบางที เขาอาจมีโอกาส หากเขากล้าคว้าโอกาส—ห้าเดือนต่อมา พวกเขาแบ่งปันจูบแรกต่อกัน
มันจบลงได้อย่างไรน่ะหรือ
ยามากุจิรู้สัญญาณทุกอย่างก่อนเขา – อารมณ์ขึ้นลงที่วกกลับไปกลับมา อย่างไม่เป็นระบบและคาดการณ์ไม่ได้—แต่สม่ำเสมอในความไม่สม่ำเสมอของมัน มีเป็นวันหรือเป็นอาทิตย์ที่สึกิชิมะจะเงียบลง ตัดขาดการปฏิสัมพันธ์ของครอบครัวและเพื่อนฝูง แม้แต่อากิเทรุผู้คุ้นเคยกับอารมณ์ของสึกิชิมะยังกังวล และใครก็ตามที่นึกห่วงสึกิชิมะแต่ติดต่อเขาไม่ได้ มักจะติดต่อยามากุจิ
ท่ามกลางงานมหาวิทยาลัยอันถาโถม บวกกับความพยายามจะเล่นวอลเลย์บอลอย่างคงเส้นคงวา สึกิชิมะไม่ได้มองว่าการประคองความสัมพันธ์ในช่วงที่ยุ่งที่สุดเป็นสิ่งจำเป็น หรือแม้แต่มีพลังงานพอ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ไม่เคยเป็นแค่นั้น ยามากุจิรู้ดี มีครั้งหนึ่งที่พวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวกัน สึกิชิมะเป็นคนตั้งต้นคิดและจัดการจองแผนเที่ยวให้เสร็จสรรพ แต่สุดท้าย เขากลับเป็นคนที่แทบประคองบทสนทนากับยามากุจิไม่ได้เมื่อทริปนั้นมาถึง มีบางสิ่งในห้วงอารมณ์ที่อยู่เหนือความควบคุมของสึกิชิมะ เป็นสถานการณ์แสนลักลั่นย้อนแย้งสำหรับคนที่รักการวางแผน
บางช่วงที่ไม่อยากอาหาร เทคนิคเลี่ยงการกินโดยเป็นคนทำอาหารเองนั้นเคยได้ผลอยู่บ้าง อย่างน้อยก็กับทานากะและนิชิโนยะ ‘สึกิชิมะ นายไปในครัวแล้วทำอะไรมาให้กินหน่อยซิ’ ทานากะพูดบางครั้งยามตกค่ำระหว่างเข้าค่าย ‘ข้าวผัดหรือข้าวไข่เจียวก็ได้’ รุ่นพี่ทั้งสองมีเซนส์ไวในแบบของตัวเอง แต่สึกิชิมะมักจะรอดจากจ้ำจี้จ้ำไชของทั้งคู่ถ้าเขาเป็นฝ่ายทำอาหาร การเป็นคนวางของกินลงบนโต๊ะ คือการสร้างภาพแห่งความอิ่มสมบูรณ์ และคนอื่นจะไม่ตอแยนักว่าเขาทานข้าวพอรึยัง
ทว่า ไม่ได้ผลกับยามากุจินับแต่เข้ามหา’ลัย สมัยก่อนสึกิชิมะพบว่าการโกหกเป็นเรื่องง่ายกว่านี้ เขาพูดปัดกับที่บ้านว่าทานข้าวกับยามากุจิแล้ว หรือพูดปัดกับยามากุจิว่าทานกับที่บ้านแล้ว
สายตาจิตแพทย์ของสึกิชิมะแลดูพินิจพิเคราะห์เมื่อเขาตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ ตามด้วยการยิงคำถามและให้ทำแบบสอบถามอีกนิดหน่อย อะไรหรือครับ หมอ จะวินิฉัยอะไรอีก สึกิชิมะคิดประชด มองหา Eating Disorder Not Otherwise Specified (EDNOS) หรือยังไงครับ ไม่ต้องห่วง ผมไม่คิดว่าผมมีปณิธานพอจะควบคุม—
ฝันที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลินั้น แลเห็นในฤดูร้อน หวนระลึกวกวนในฤดูใบไม้ร่วง ใฝ่หาคำตอบในฤดูหนาว
อยากจะโบยบินได้อย่างใจ จินตนาการถึงอนาคตที่วาดไว้
ตัวสั่น สั่นไหว กระทั่งถึงเวลาตีปีกโผบิน
เมื่อไร และนานเพียงใดที่เราจะยิ้มได้ วิ่งไปที่ใด ไกลเพียงใด...
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ลาก่อน แล้วหวนคืนสู่ยามบ่ายที่มีถ้อยกระซิบ
ฉันไม่อยากปล่อยให้ความฝันนี้จบลง เบื้องใต้เสียงระฆัง
ตัวสั่น สั่นไหว กระทั่งถึงเวลาตีปีกโผบิน
ห้องสมุดเปิดก็จริง แต่ตึกคณะชีววิทยาศาสตร์ยังไม่เปิด สึกิชิมะเก็บเรียงความใส่กระเป๋าไปก่อน
เขาตัดสินใจเข้าร้านสะดวกซื้อ สายตาลากไล่มองดูพวกขนมรสสตรอเบอร์รี่ ยามากุจิเคยมีเก็บไว้ติดตัวเสมอ ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้ติดขนม เขาคงเก็บไว้เผื่อแบ่งสึกิชิมะมากกว่า แต่ไหนแต่ไรสึกิชิมะมักจะตื่นเต้นกับการทานของหวานอย่างเงียบ ๆ
การเลิกกันของทั้งคู่นั้น เป็นที่รับทราบกันในหมู่สมาชิกคาราสุโนะที่มักคุ้นกัน – อาจจะยกเว้นชิมิสึ นาริตะ คิโนะชิตะกับพวกรุ่นน้องของสึกิชิมะ – ต่อให้พวกเขาเดาออกว่าความสัมพันธ์ของเขากับยามากุจิเป็นยังไง พวกเขาก็ไม่เคยพูด และแม้ปัจจุบันทานากะจะใกล้ชิดชิมิสึแค่ไหน เขาก็เก็บความลับของคนอื่นเก่งกว่าที่ใครคาด เขาเป็นรุ่นพี่ที่พึ่งพาได้เสมอมา
วิธีการเฝ้าดูความเป็นไปของสึกิชิมะกับยามากุจิดูเหมือนจะการแบ่งออกมาคร่าว ๆ ดังนี้
|
|
กับสึกิชิมะ |
กับยามากุจิ |
|
ฮินาตะ |
ถามไถ่ความเป็นไปนาน ๆ ครั้ง |
รับฟังและให้คำปรึกษา |
|
คาเงยามะ |
รับรู้และชี้แนะเมื่อคิดว่าจำเป็น |
รับรู้และออกความเห็นเมื่อคิดว่าจำเป็น |
|
ยาจิ |
ทักถามและเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ |
ถามไถ่และคอยดูแล |
|
ทานากะ |
ให้คำแนะนำเมื่อโดนถาม |
ชวนคุยให้ผ่อนคลาย |
|
นิชิโนยะ |
แนะนำโดยไม่ได้ขอ |
แนะนำโดยไม่ได้ขอ |
|
อาซาฮิ |
ออกความเห็นเมื่อโดนถาม |
ออกความเห็นเมื่อโดนถาม |
|
เอ็นโนชิตะ |
บอกความเป็นไปของยามากุจิให้สึกิชิมะฟังเมื่อสบโอกาส |
บอกความเป็นไปของสึกิชิมะให้ยามากุจิฟังเมื่อสบโอกาส |
|
ไดจิ |
สังเกตอยู่เงียบ ๆ |
ให้คำชี้แนะและกำลังใจเป็นบางครั้ง |
|
สึกะวาระ |
ชวนคุยและถามความเป็นไปเป็นระยะ |
ชวนคุยและคอยสังเกต |
|
อากิเทรุ |
คอยดูแลเมื่อสบโอกาส |
× |
|
ชิมาดะ |
× |
คอยดูแลเมื่อสบโอกาส |
สึกิชิมะยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นวางสินค้านานกว่าที่รู้ตัว
เขาตัดสินใจซื้อกล้วยมาทาน สึกิชิมะไม่มียามากุจิคอยดูให้แล้วว่าเขาเอาแต่กินน้ำตาลประเภทไหนบ้าง เขาจึงพยายามดูแลตัวเอง เขาอยู่กับการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy – CBT) มาตั้งแต่เลิกกับยามากุจิใหม่ ๆ ปัจจุบันสึกิชิมะพยายามปรับพฤติกรรมแต่ละจุดให้ได้สัก 10% และหากรวมทุก ๆ 10% ของทุก ๆ พฤติกรรมเข้าด้วยกัน เขาก็อาการดีขึ้นได้
จนถึงตอนนี้ CBT ก็ยังเป็นวิธีเดียวที่สึกิชิมะเปิดใจด้วยอย่างแท้จริง เขาชอบอ่านเกี่ยวกับจิตวิทยาเชิงพฤติกรรมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เขาเคยเอาทฤษฏีต่าง ๆ มาล้อฮินาตะ เปรียบเปรยอีกฝ่ายกับสัตว์
เขาเคยพูดหยอกให้ยามากุจิฟัง “อาการอาเจียนของหมอนั่นก็ไม่ต่างกับเงื่อนไขพาฟลอฟแหละ เป็นเหมือนการตอบสนองประจำสถานการณ์นี้แล้วล่ะมั้ง ไม่ต้องห่วงนักหรอก” สึกิชิมะชอบเวลานัยน์ตาเล็ก ๆ ของยามากุจิส่องประกายสนอกสนใจเวลาฟังอะไรก็ตามที่ออกมาจากปากเสีย ๆ ของเขา หลายครั้งยามากุจิหัวเราะด้วยซ้ำ
ม.ปลายเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ของชีวิต ก็แค่นั้น ทว่า เขาคิดถึงสึกิชิมะคนนั้น เขาคิดว่ายามากุจิก็อาจคิดถึงตัวเขาในตอนนั้นเหมือนกัน
หรือเขาอาจเข้มงวดกับตัวเองมากไป คุโรโอะกับโบคุโตะดูจะมองว่าเขาจัดการกับชีวิตได้ดี แต่นั่นเพราะสึกิชิมะลงแรงนำเสนอตัวเองในรูปแบบมั่นคงที่สุดต่อหน้าพวกเขา
เอ็นโนชิตะเคยออกความเห็นว่าสึกิชิมะใช้ความสุภาพเป็นปราการ ลักษณะการพูดและบุคลิกอันคงที่นั้นทำให้ยากจะบอกว่าตอนไหนเขาดูเฉยเกินปกติ (“มีอะไรก็ขอความช่วยเหลือนะ เมื่อไรก็ได้” เอ็นโนชิตะบอก แล้วสึกิชิมะก็เพียงคิด ไม่จำเป็นหรอกครับ รุ่นพี่ก็ไม่ใช่กัปตันของผมอีกแล้วด้วย – ยามากุจิเองก็ไม่ใช่แล้วเหมือนกัน กระนั้นสึกิชิมะก็รู้สึกขอบคุณ เขาจึงพูดขอบคุณ – เอ็นโนะชิตะพูดไม่ผิดเรื่องความสุภาพของเขา)
ก่อนที่สึกิชิมะจะตัดสินใจแสวงหาความช่วยเหลือจริง ๆ นั้น ยามากุจิเคยพยายามอยู่หลายครั้ง (“คือว่านะ สึกกี้ มหา’ลัยก็พอมีช่องทางอยู่ใช่ไหมล่ะ ลองทำนัดกับที่ปรึกษาสักคนน่าจะไม่เป็นไรนะ ไหน ๆ ก็ฟรีอยู่แล้วด้วย”/“สึกกี้ มีสัมมนาหนึ่งชั่วโมงเรื่องสติบำบัดล่ะ สนใจไปกับฉันไหม”) ซึ่งถูกขัดขวางด้วยการบอกปัดของสึกิชิมะ หรือบางครั้งก็เป็นคำโกหกทื่อ ๆ (“ฉันไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น”/“ฉันแค่ยุ่ง”/“ฉันแค่เหนื่อย”/“เดี๋ยวก็ดีขึ้น เหมือนทุกครั้งแหละ”/“ช่วงนี้ก็ไม่เป็นไรไม่ใช่รึไง”/“นายแค่กังวลไปเองเพราะพวกเราไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันเหมือนก่อน”/“ไม่ต้องมาคิดแทนฉัน!”)
สึกิชิมะกดหยุดเพลง Shunkashuutou ที่เล่นวนมา
เข้าสู่ความเงียบ
เขาเร่งฝีเท้าโดยไม่จำเป็น แล้วนั่งลงบนม้านั่ง ทานกล้วยให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนจะตัดสินใจไปร้านคาเฟ่ สั่งน้ำเปล่าและกาแฟร้อนใส่ครีม ทั้งที่เชื่อว่าสมองตัวเองไม่จำเป็นต้องใช้คาเฟอีนในวันนี้
ยามากุจิมักจะสั่งกาแฟดำร้อน และช่วยสั่งให้สึกิชิมะเป็นประจำ (“วันนี้เอาช็อคโกแลตร้อนหรือกาแฟดี สึกกี้?”) มีการปฏิสัมพันธ์หลายครั้งที่เขาช่วยทำแทนสึกิชิมะ ใส่ใจ แทนส่วนของสึกิชิมะ
รัก ในส่วนที่เขาไม่รัก
พอได้นั่งลงซดกาแฟ สึกิชิมะก็หยิบมือถือขึ้นมาหาชื่อยามากุจิในคอนแท็ค
กดโทร
ไม่มีใครรับสาย
แน่นอน เช้าเกินไป เขาควรรู้ดีกว่านี้
สึกิชิมะกินยา แล้วนั่งเท้าคาง เขาเพิ่งยอมรับการกินยาเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วนี้เอง และรู้สึกเหมือนติดกับดัก เพราะภาวะที่เขาได้รับวินิฉัยนั้นแฝงความเป็นไปได้ที่เขาอาจต้องอยู่กับมันไปตลอด ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในศัพยภาพของมนุษย์ในการผลิตยาแต่ละชนิด เขาแค่หวังเอาชนะโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมัน – ความทระนงอันผิดที่ผิดทางกระมัง – ถ้าเป็นยามากุจิคงบอกได้ว่าเขาควรเอาศักดิ์ศรีของตนไปอยู่ที่ไหน
ชื่อของยามากุจิวาบขึ้นบนหน้าจอมือถือ
สึกิชิมะกดรับ
พวกเขาเอ่ยทักตามธรรมเนียม เสียงฟังดูคล้ายไม่ตื่นดีทั้งคู่ หรือก็คือ เสียงของยามากุจิฟังดูยังไม่ตื่นดี เสียงของสึกิชิมะฟังดูพูดไม่เต็มปาก
‘สึกกี้ มีอะไรเหรอ’ – ท่ามกลางความงัวเงีย คือความกังวล
สึกิชิมะบีบมือถือราวกลัวมันหล่น เม้มปาก เฉียบพลันนั้นเพิ่งตระหนักว่าหัวใจเต้นรัว จนหวั่นแทนซี่โครงตน ไม่ได้มีแค่ยามากุจิคนเดียวอีกแล้วที่เรียกเขาว่าสึกกี้ แต่มีเพียงยามากุจิคนเดียวที่ทำให้ชื่อนั้นฟังดูเหมือนกำลังเรียกตัวตนที่ดีที่สุดของเขา
ความสุภาพคือปราการ สึกิชิมะมักจะไม่ตั้งปราการนี้กับยามากุจิ แต่ตอนนี้ มันกลับดูเป็นทางเลือกเดียว
“ยามากุจิ สะดวกคุยรึเปล่า”
‘ก็ว่างอยู่’
สึกิชิมะพิจารณาจะบอกว่าเขาบังเอิญมานั่งอ่านหนังสือตรงคาเฟ่ที่พวกเขาเคยมาด้วยกันเป็นประจำ (อาจแจกแจงให้ชัดเจนขึ้นว่าร้านไหน เพราะพวกเขามีร้านประจำอยู่ประมาณสามร้านในละแวกเดียวกันนี้) แล้วชวนยามากุจิมาดื่มกาแฟยามเช้า หากอีกฝ่ายสะดวก
ทว่า การวาดภาพสถานการณ์นั้นชวนให้หายใจไม่ออก เขาจึงหาจุดลงตัวอื่น : “นายเป็นยังไงบ้าง”
‘อ๊ะ... ก็...’ เสียงนั้นฟังดูเหมือนคนตื่นเต็มตามากขึ้น ยามากุจิเริ่มเล่าอะไรไปเรื่อยเปื่อย – งานพิเศษ งานกลุ่มที่ยังต้องทำ ก่อนถาม ‘แล้วสึกกี้ล่ะ’
“ก็เรื่อย ๆ” สึกิชิมะตอบ “เพิ่งเขียนเรียงความจบ ว่าจะเดินไปส่งที่คณะสัก 9 โมงเช้า”
โดยเฉลี่ยแล้ว เวลามนุษย์คุยภาษาเดียวกัน การเว้นช่วงก่อนสลับพูดกันในบทสนทนานั้นจะอยู่ที่ 0.15 – 0.2 วินาที
ณ วินาที่นี้ คือการหยุดชะงักนานกว่านั้นอย่างแน่นอน
สึกิชิมะไม่แน่ใจว่าเขารอให้ยามากุจิพูดอะไร กระทั่ง :
‘งั้นฉันไปเจอสึกกี้ที่หน้าตึกชีววิทยาศาสตร์ไหม แล้วอาจจะหาอะไรทานกัน’
สึกิชิมะก้มหน้า “อืม”
แล้วพวกเขาก็พบกันตามนัด ใช่ว่าสึกิชิมะจะไม่เคยเห็นยามากุจิผ่านตาตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา เขาเพียงอนุญาตให้ตัวเองพิศมองอีกฝ่ายอย่างเต็มตาก็คราวนี้
แรกสบตา สึกิชิมะคิดว่าต่างคนต่างเห็นแผลเป็นของกันและกัน แต่แผลเป็นเหล่านั้นไม่ใช่การฟกช้ำอักเสบอีกแล้ว อย่างน้อย ก็ไม่ใช่ในส่วนที่พวกเขามอบมันให้แก่กัน
สึกิชิมะหมายจะพูดถึงอะไรก็ตามที่นึกออก หมายจะเลี่ยงความเงียบในบรรยากาศ หวังให้เสียงพูดของยามากุจิทำให้อากาศรู้สึกโล่งสบายขึ้น เพราะนั่นคือพรสวรรค์ของยามากุจิเสมอมา สึกิชิมะกะจะพาดพิงถึง Jurassic World : Fallen Kingdom ที่กำลังถ่ายทำอยู่ ว่าจะพูดถึงทานากะนิดหน่อย บางทียามากุจิอาจแปลกใจที่สึกิชิมะได้คุยกับทานากะบ่อยเกินคาด ในขณะที่สึกิชิมะคาดว่ายามากุจิคงได้คุยกับนิชิโนยะมากกว่าที่เขารู้ บางทีพวกเขาอาจจะหัวเราะกันเรื่องนี้นิดหน่อย – ความรู้สึกเหมือนมี ‘รุ่นพี่ประจำตัว’ นั่น แล้วเสียงหัวเราะนั่นก็จะคลายเงื่อนปมในอกของสึกิชิมะสักนิด แม้เพียงนิดเดียว
เขาขยับปาก ตระหนักว่าริมฝีปากเริ่มแห้งจากอากาศฤดูใบไม้ร่วง ไร้เสียงใดเล็ดลอดออกมา
ความเงียบของสึกิชิมะมีหลายเฉดสี ยามากุจิรู้จักทุกเฉดของมัน หากเป็นเมื่อก่อน บทสนทนาของพวกเขาจะเป็นไปในทางนี้ :
“สึกกี้ ?”
“หือ ?”
“นึกยังไงถึงชวนคุยขึ้นมาวันนี้เหรอ มีอะไรอยากเล่าให้ฉันฟังรึเปล่า”
สึกิชิมะพยายามไม่ไปคิดถึงมัน สิบเปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนความคิดแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นคือความคิดที่ไม่จำเป็น อย่าขึ้นรถไฟความคิดนั้น
สมัยก่อน สึกิชิมะจะประสานนิ้วเข้าด้วยกันขณะเริ่มบทสนทนาชวนกระอักกระอ่วน ข้อนิ้วของเขาจะเป็นสมอยึดอาการวิตกกังวล – เขาเลิกทำแบบนั้นตั้งแต่อายุสิบแปด
สมัยก่อน ยามากุจิเคยจับมือประสานนิ้วกับเขา – เขาอยากให้ยามากุจิทำแบบนั้นอีกครั้ง
และแล้ว ยามากุจิก็ยิ้ม ไม่ใช่รอยยิ้มเขินอาย หรือยินดี หากเป็นรอยยิ้มแก้เก้อ เขาจะยิ้มแบบนี้เวลาสังเกตสึกิชิมะยามอารมณ์ไม่คงที่
“สึกกี้?”
รอยยิ้มของยามากุจิมีหลายเฉดสี สึกิชิมะรู้จักทุกเฉดของมัน ตั้งแต่แก่นแก้วไปถึงอ่อนโยน หวาดหวั่นไปถึงมั่นหมาย เขาปรารถนาจะระบายรอยยิ้มเหล่านั้นขึ้นใหม่อีกครั้ง
บัดนี้ ทุกสิ่งที่เขาคิดถึงมาอยู่ตรงหน้า – ผิวออกแทน ผมสั้นสีน้ำตาลมะกอก กระบนโหนกแก้มและจมูกที่ทำให้ดวงหน้าอีกฝ่ายดูอ่อนนุ่มลงในบางมุม แต่สึกิชิมะมักจะมองว่ากระเหล่านั้นทำให้ยามากุจิดูเป็นคนทนทายาดพิกล
สึกิชิมะชั่งใจตัวเลือกที่อยากคุย (หากสบโอกาส)
a. วันเกิดปีนี้นายมีแผนอะไรรึเปล่า ฉันว่าจะดูหนังสักเรื่อง (แต่ก่อนอื่น ปัจจุบันนายเดทกับใครอยู่รึเปล่า)
b. ฉันเคยสรุปว่าตัวเองเป็นเกย์ตั้งแต่อายุสิบห้า นั่นมีข้อมูลพื้นฐานมาจากการที่ฉันรู้สึกดึงดูดทางเพศเข้าหานาย แต่ไม่นานมานี้ ฉันค้นพบคำว่าเดมิเซ็กชวล ซึ่งหมายถึงคนที่ดึงดูดทางเพศเข้าหาคนที่มีการเชื่อมต่อด้านอารมณ์ความรู้สึกด้วยเท่านั้น ฟังดูเข้ากับตัวฉันมากกว่า แต่ฉันยังไม่คิดจะคุยเรื่องนี้กับจิตแพทย์ของตัวเองเท่าไร เหมือนกับว่ายังไม่วางใจนัก ? อีกอย่างใครจะอยากโยนข้อมูลความสับสนทางเอกลักษณ์ (Identity Disturbance) เข้าไปตอนนี้ จริงไหม
c. ช่วงแรกสุด ฉันได้รับวินิฉัยไปในทางวิตกกังวลและซึมเศร้าปานกลาง แต่สุดท้ายเหมือนจะได้ข้อสรุปเป็นโรคไซโคลไทเมีย อนึ่ง ไบโพลาร์ชนิดอ่อน อนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่าจำเป็นต้องดูแลรักษาไปชั่วชีวิต ฟังดูยาวนานนะ ชั่วชีวิต ?
d. ถ้าชั่วชีวิตนี้มีนาย ก็คงดี
“สึกกี้?” ยามากุจิก้าวขามาใกล้ขึ้น
สึกิชิมะยกมือขึ้นจัดแว่นตา แม้กรอบแว่นจะเข้าที่ดีอยู่แล้ว
เขานึกถึงครั้งแรกที่เขาจูบยามากุจิ มันเป็นจูบที่เบายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด – เป็นเพียงรอยข่วนของริมฝีปากฤดูใบไม้ร่วง แต่ยามากุจิไม่ว่าอะไร ยามากุจิเป็นฝ่ายเริ่มจูบลึกขึ้น ขณะประคองใบหน้าสึกิชิมะ คล้ายทำตามสัญชาตญาณ สึกิชิมะโล่งใจ เขาไม่เคยเชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง เขาเชื่อยามากุจิ
นับแต่การแตกแยก สึกิชิมะนับเวลา ดุจระเบิดเวลา คำนวณอิงทฤษฎี ดุจหุ่นยนต์ ราวกับรอดูข้อพิสูจน์จากจักรวาล
พวกเขาคุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว บางวิจัยก็ไม่ผิดเสียทีเดียวในแง่ของการเยียวยา แผลไม่ได้เจ็บเป็นบ้าเหมือนตอนมันฉีกใหม่ ๆ ไม่กี่สัปดาห์แรก แม้การพบยามากุจิตอนนี้อาจไม่เป็นการรักษามากไปกว่าความโล่งใจ สึกิชิมะก็อยากซึบซับมันไว้ทั้งหมด เขาคงมีสันดานโลภของอีกาอยู่ในตัวมากกว่าที่คิด
“เอาเรียงความเข้าไปส่งก่อนไหม” ยามากุจิถาม ด้วยเสียงที่ทำให้อากาศปลอดโปร่งขึ้น “เพิ่งทำของวิชาอะไรไปเหรอ”
“บรรพชีวินวิทยาน่ะ” สึกิชิมะตอบ เท้าไม่ขยับ แต่มือเขาขยับเสียแทน เขาจัดแว่นตาอีกครั้ง แล้วตระหนักถึงบางสิ่งเมื่อสายไป – ขอบตาร้อนผ่าว ลำคอตีบตัน
ดูไม่ได้
หลายปีที่รู้จักกันมา สึกิชิมะไม่เคยร้องไห้ให้ยามากุจิเห็น
“สึกกี้...” ยามากุจิก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด สึกิชิมะอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ออก
สึกิชิมะไม่เคยอยากได้คำตอบจากจักรวาล มากเท่าตอนนี้มาก่อน
e. ฉันคิดว่าฉันรักนาย
ครั้งแรกที่สึกิชิมะจูบยามากุจิ เขารู้สึกเหมือนมันเป็นจุดตายตัวแห่งกาลเวลา เขาไม่เชื่อในดวงวิญญาณด้วยซ้ำ แต่หากการมีอยู่ของมันเป็นอนันต์ เสมอมาและเสมอไป เขาคงรักยามากุจิตั้งแต่รากกำเนิดของนกชนิดแรกจากยุคบรรพกาล ตั้งแต่การค้นพบซากดึกดำบรรพ์ในยุค 1820 ตั้งแต่การก่อตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองเซ็นไดในยุค 1960 ตั้งแต่ตอนจับประสานมือกันในห้องชมรมพฤศจิกายนปี 2012 ไปจนถึง—บางทีในอนาคตมนุษยชาติอาจล่มสลายไปกับโรคระบาดสักประเภท เขาเข้าถึงธรณีวิทยามากกว่าดาราศาสตร์ แต่ถ้ามนุษย์ไปที่ดาวเคราะห์ดวงอื่น เขาก็จะรักยามากุจิที่นั่นเหมือนกัน เขาไม่เชื่อในการเกิดใหม่ แต่หากได้รับเลือกให้เกิดมาอีกครั้ง เขาจะเลือกยามากุจิโดยไม่ลังเล
f. ช่วยฉันหน่อย
“ฉัน—” สึกิชิมะยกหลังมือขึ้นปิดจมูก รู้สึกสมเพชตัวเองเมื่อน้ำมูกเริ่มไหล เขาไม่ใช่ประเภทที่จะวิงวอนร้องไห้ “ฤดูหนาวนี้ ใช้เวลาด้วยกันหน่อยได้ไหม”
ดวงตาของยามากุจิดูอ่อนลง หางคิ้วตกลง เครื่องหน้าทั้งใบหน้าของเขานุ่มนวลขึ้น สึกิชิมะชอบที่ใบหน้าของยามากุจิมีความอ่อนนุ่มปนเปกับความทรหด
สึกิชิมะรู้สึกถึงปลายนิ้วยามากุจิแตะที่นิ้วชี้ของเขา สัมผัสกริ่งเกรง สัญญาณแห่งการเริ่มใหม่จากศูนย์ พวกเขาประสานสองนิ้วเข้าหากัน ด้วยข้อนิ้วสองข้อ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น
นิ้วของพวกเขาหยาบ – ของสึกิชิมะจากการเล่นกีฬา ของยามากุจิจากการทำงานพิเศษ สึกิชิมะนึกสงสัยว่ายามากุจิจะยอมช่วยสอนจัมป์โฟลตเสิร์ฟให้เขาอีกไหม ถ้าเป็นแบบนั้นมือของยามากุจิคงหยาบมากกว่าเดิม ความหยาบนี้ยิ่งรู้สึกชัดขึ้นเพราะอากาศเย็น ดั่งรอยข่วนของฤดูใบไม้ร่วง
“เอาสิ สึกกี้”
g. อยู่ด้วยกันนะ ยามากุจิ
