Work Text:
กรอบรูปที่กระจัดประจาย กระจกใสบนภาพที่แตกไปทั่ว รอยของแก้วคมกริบอยู่ทุกทิศทาง
ความเจ็บปวดและโทสะโหมกระหน่ำราวกับพายุซัดเข้าหาชายฝั่งสะท้อนอยู่ภายในดวงตาสีคราม
เสียงตะโกนของทั้งสองคนปนเปกัน คำพูดที่ดังกลบหูหนวกปิดบังสายตาจากเหตุผลจนมืดบอด
คนทั้งคู่กลับหลงทางจากเหตุผลด้วยอารมณ์ที่ชักจูงอยู่
พวกเขาต่างผ่านการทะเลาะกันหลายครั้งตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะรุนแรงมากแค่ไหนสุดท้ายก็กลับมาปรับความเข้าใจกันได้เสมอ
นั่นคือสิ่งที่ต่างฝ่ายคิด
ความอดทนของฝ่ายใดฝ่ายนึงกำลังจะหมดลง สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่อาจจะดับเหมือนกับเถ้าถ่านหลังไฟป่าที่รอความเข้าใจชะล้างดึงความสัมพันธ์กลับขึ้นมาจากความผิดใจ
ถ้าหากเขาไม่พูดออกไปมากกว่านี้...
กลิ่นบุหรี่ที่ยังคงคลุ้งภายในห้อง บรรยากาศอันน่าอึดอัด ความขุ่นมัวจุกเสียดแน่นภายในอกถูกดันออกมาด้วยความอยากเอาชนะเล็กๆจากคนในชุดกาวน์เสียเอง
"การรู้จักกับคุณเป็นข้อผิดพลาดที่สุดในชีวิตของผม!!"
เขาทำลงไปแล้ว...
ดวงตาที่วูบไหวจากคนตรงข้ามตอบสนองกับประโยคสุดท้าย
เพื่อนสมัยเด็ก.. คนสำคัญ คนรักของเขากำลังเงี่ยหูฟังประโยคที่ไม่ต้องการให้ได้ยินมากที่สุด
แต่แม้จะพูดออกไปไม่นานและควรที่จะหยุดก้าวล้ำไปมากกว่านี้ แต่กลับไม่สามารถหยุดประโยคต่อไปได้ราวกับการอาเจียนคำพูดออกมาอย่างไร้ที่สิ้นสุด
"ผมหวังว่าผมจะไม่ต้องเจอคุณอีกเลย!" เซโน่อยากจะปิดปากตัวเอง ลากตัวเขาออกมาจากห้องนั่งเล่นฝ่าความจองหองที่มองไม่เห็นออกไป หากแต่วาจาที่สวนทางกับความคิดยิ่งยากต่อการย้อนกลับ
แสตนยังคงยืนนิ่ง ผมที่เคยถูกรวบไปด้านหลังหลุดกระเซิงตกลงบังครึ่งหน้า มีเพียงบุหรี่ใกล้มอดที่สั่นระริกในมือ
ความเงียบปกคลุมภายในห้อง เจ้าของคำพูดเริ่มเสียใจกับสิ่งที่ออกมาจากปากไปเมื่อครู่ บางทีนั่นอาจจะล้ำเส้นเกินไป เขาควรที่จะออกปากคืนคำพูดในตอนที่ยังทำได้...
บางทีตนควรจะเป็นฝ่ายยอมลดทิฐิแล้วหาทางแก้ไขการสนทนาที่มีแต่ความบาดหมางนี้ให้จบลง
"ได้"
แสงแหบพร่าของนายทหารหนุ่มแทรกกลางความเงียบ หน้าที่ก้มลงเงยขึ้นมาสบตาด้วยความแน่วแน่อันแข็งกร้าวหลังจากผ่านการตัดสินใจ ประกายของความเจ็บปวดฉายผ่านใบหน้าอันงดงามที่บิดเบี้ยวจากคำพูดที่เหมือนกับมีดที่ตัดสะบั้นความสัมพันธ์ลง
"ลาก่อน เซโน่"
แสตนลีย์เดินผ่านออกไปในทันที ก่อนที่นักวิททยาศาสตร์จะหันกลับเพื่อรั้งแขนเอาไว้ เสียงปิดประตูบ้านที่ดังไล่หลังพร้อมกับรถที่สตาร์ทค่อยๆเลือนหายไปเกินกว่าที่ตนจะตามทันไหว
ทำลงไปแล้ว...
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ...
ถ้าหากไม่มัวแต่ปล่อยให้ความสะใจเล็กๆบดบังเหตุผลล่ะก็..
ความคิดมากมายถาโถมภายในหัวดังก้องไม่หยุด เซโน่เหม่อมองหน้าบ้านของตัวเองจ้องไปยังถนนที่นำพาคนรักของเขาไปไกลสุดลูกหูลูกตา
เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆสังเกตุเห็นความผิดปกติจากเจ้าของบ้านที่ยังนั่งอยู่ร่วมชั่วโมง ชายผิวสีเดินเข้ามาใกล้พยายามพูดอะไรบางอย่าง น้ำเสียงห่วงใยส่งไปไม่ถึงสติที่ตัดขาดจนร่างกายหยุดชะงักเหมือนกับตุ๊กตาไร้ชีวิต
โบรดี้สะกิดไหล่ของคนที่นั่งเหม่ออีกครั้ง กึ่งบังคับให้เซโน่ยืนขึ้นกลับเข้าไปนั่งบนโซฟาในบ้าน คนที่นั่งอยู่ยังคงไม่พูดอะไรกับเขา ถ้าหากมีคนแกล้งพูดว่าคนตรงหน้าวิญญาณหลุดออกไปก็คงจะเชื่อในทันที
คนในชุดลำลองกอดอกถอนหายใจ ตั้งแต่ที่รู้จักกับทั้งคู่นั้น แสตนและเซโน่แทบจะไม่เคยทะเลาะกันอย่างรุนแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน บ่อยครั้งที่แสตนมักจะเป็นฝ่ายยอมการถกเถียงหลังฟังเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์หนุ่มอธิบาย หรือไม่ก็คนผมบลอนด์มักจะเป็นฝ่ายเฝ้ารอให้เซโน่ใจเย็นลงเพื่อเริ่มปรับความเข้าใจกัน
"เซโน่ นายจะไปค้างที่บ้านฉันก่อนมั้ย?" โบรดี้ออกปากชวนคนที่นั่งเหม่อ กังวลเล็กๆว่าถ้าปล่อยเอาไว้คนในชุดกาวน์อาจจะไม่ลุกไปไหนจนสลบบนโซฟาในวันต่อไป
"ผม.. ผมไม่เป็นไร.. ผมไม่อยากรบกวนภรรยาของคุณ" คนผมสีเงินฝืนยิ้มเสียงสั่นคลอเล็กๆอย่างปิดไม่มิด เดินไปส่งโบรดี้หน้าประตูหลังเพื่อนบ้านของเขาชวนซ้ำอีกครั้งก่อนขอตัวกลับหลังได้ยินคำปฏิเสธ
"ถ้าแสตนติดต่อมา... ผมฝากให้คุณบอกเขาทีว่าผมอยากจะพูดกับเขาอีกครั้ง"
เจ้าของบ้านทิ้งท้ายก่อนเอ่ยคำลาพร้อมขอโทษอีกครั้งที่รบกวน
จากวันผ่านเป็นสัปดาห์ และจากหลายสัปดาห์ผ่านไปจนเป็นเดือน.. เซโน่ส่งทั้งข้อความผ่านมือถือและเขียนจดหมายส่งไปให้แสตนอย่างสม่ำเสมอ ปลายสายถูกตัดทุกครั้งแม้จะพยายามโทรติดต่อไปหลายต่อหลายครั้งแต่กลับไม่มีการโทรกลับมา
ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นช้าๆ ทุกครั้งที่มีจดหมายมาส่งเขาทำได้แค่วิ่งลงไปหาซองสีขาวจ่าหน้าถึงชื่อตนที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคยไม่ต่างกับคนเขลาที่เฝ้ารอหวังอย่างลมๆแล้งๆ
เสียงปลายสายของโทรศัพท์ที่ไม่มีคนรับเปลี่ยนเป็นเสียงฝากข้อความ นิ้วชี้เคาะมือถือซ้ำๆเพราะความเครียดโดยไม่รู้ตัว
"แสตน...ผม..."
เซโน่ส่ายหน้าเล็กๆ บังคับให้ตัวเองหายใจเข้าลึกๆ
"ถ้าคุณได้ยินข้อความนี้ได้โปรดช่วยตอบกลับมาด้วย ไม่ว่าทางไหนก็ได้.."
"ถ้าหากคุณยังฟังผมอยู่..."
เขาไม่ควรปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือกว่าเหตุผลจนพลาดพลั้งเหมือนกับครั้งที่แล้ว.. เซโน่ถอนหายใจก่อนจะกดวางสายกลับเข้าไปภายในห้องทำงานของตัวเองอีกครั้งเพื่อเคลียร์งานที่คั่งค้าง
แม้จะทะเลาะกันจนผ่านมาหลายเดือน แต่คนรู้จักในกองทัพช่วยบอกข่าวคราวของแสตนเสมอมาทำให้เขาหายห่วงไปบ้างแต่นั่นก็แค่เรื่องผิวเผินด้วยประโยคเดิมๆที่ตอบกลับมา
บางทีแสตนอาจจะรู้ว่าตัวเขาจะต้องมาถามเลยสั่งให้คนอื่นๆตอบไปอย่างส่งๆโดยไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไป
และอาจจะเพื่อกีดกันตนออกจากชีวิตให้ได้มากที่สุด...
อีกครั้งที่แสตนยังคงไม่ตอบกลับ จดหมายมากมายที่เก็บแยกเอาไว้เป็นอย่างดีโดยไม่ถูกเปิดออก ข้อความเสียงเป็นเพียงอย่างเดียวที่คนในชุดลายพรางกดฟังอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เพราะการแยกขาดจากกันทำให้ยิ่งโหยหา แต่แสตนเลือกที่จะข่มใจตัดการติดต่อทุกด้านเท่าที่จะทำได้มากที่สุด
ประโยคสุดท้ายถูกเล่นวนอีกครั้ง และอีกครั้ง... บุหรี่มวนแล้วมวนเล่าถูกจุดขึ้นและลดร่อยหรอไปจนเหลือเพียงไม่กี่มวน
ต่อให้อยู่หรือกลับไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แม้จะขาดแสตนลีย์ไปจากชีวิต เซโน่จะยังคงตั้งสติและก้าวต่อไปได้
เพราะนั่นคือชายที่ตนรู้จักเป็นอย่างดี... เขารู้ว่าเซโน่จะไม่จมปลักกับความล้มเหลวในอดีต
และตัวตนของเขาจะถูกลืมเลือนไปเองตามกาลเวลาถ้ายังรักษาระยะห่างออกไปเรื่อยๆจนตัดขาดในที่สุด
นั่นเป็นทั้งหมดที่แสตนจะทำได้เพื่อให้อีกฝ่ายไม่ต้องเจอเขาอีก... เหมือนกับคำสั่งที่รั้งตรึงเอาไว้ร้อยเป็นโซ่ตรวนรอบคอ
เซโน่ตัดสินใจฝากข้อความเสียงอีกครั้งหลังยังไม่มีการติดต่อใดๆร่วมเดือน ตัดสินใจที่จะไปหาแสตนเองถ้าหากยังไม่ได้รับคำตอบจากครึ่งวิญญาณของตน
เสียงสัญญาณฝากข้อความดังขึ้นเป็นสัญญาณให้เริ่มพูด
"แสตน.. ผมเสียใจกับสิ่งที่ผมพูดออกไปครั้งนั้น"
"นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจริงๆผมไม่ต้องการที่จะตัดคุณออกไปจากชีวิตที่เหลือของผม และผมสำนึกกับเรื่องในครั้งนั้นตลอดมา"
"เพราะอย่างนั้น ได้โปรดเถอะแสตน..ได้โปรดกลับมาหาผมถ้าคุณยังฟังอยู่ในตอนนี้"
"ผมต้องการอนาคตที่มีคุณอยู่เคียงข้างผม แสตนลีย์"
หลังจากพูดทั้งหมดออกไป เซโน่เลือกที่จะถือสายรอเอาไว้จนสัญญาณเสียงดับลง
ไม่นานนักเสียงจากปลายสายดังขึ้น เจ้าของมือถือกดฟังแนบข้างหูโดยที่ไม่ดูหน้าจอด้วยความมั่นใจว่าปลายสายจะต้องเป็นคนที่เขารู้จักมากที่สุดในชีวิต
แต่นั่นกลับไม่ใช่เสียงของคนรักที่เขาเข้าใจ...
ข่าวการเสียชีวิตของคนรักพร้อมการแสดงความเสียใจด้วยน้ำเสียงทางการดังข้างหู มือปล่อยมือถือลงโดยไม่รู้ตัว
แสตนลีย์สไนเดอร์ถูกยืนยันว่าเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมงก่อนหลังมีคนพบศพของนายทหารระหว่างการออกปฎิบัติภารกิจ
เขาไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คำพูดสุดท้ายจะเป็นการจากลา..
ไม่เคยรู้เลยว่าประโยคในครั้งนั้นจะเป็นการบอกลาครั้งสุดท้ายอย่างไม่ตั้งใจ
คนผมสีเงินยืนนิ่งค้าง ร่างกายแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ความว่างเปล่าที่กลืนกินไปทั้งตัว เศษเสี้ยวของความเศร้าที่ผุดออกมาผ่านม่านน้ำตา
คำพูดที่ส่งไปไม่ถึงปลายทาง
รอยยิ้มที่จะไม่มีทางได้เห็นอีก
คนสำคัญที่สุดในชีวิตได้จากไปอย่างไม่หวนกลับถาวร
ตอนนี้เขาเหลือเพียงตัวคนเดียวไปตลอดกาล
End.
