Work Text:
ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้มีอำนาจอยู่เหนือผู้อ่อนแอ และอัลฟ่าอยู่เหนือโอเมก้า
นาโอยะรู้ดีว่าชนชั้นเหล่านั้นมันห่างกันมากแค่ไหน
เขาเกิดมาเป็นโอเมก้าคนแรกในรอบหลายสิบปีของตระกูล
ท่ามกลางพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องอัลฟ่า นาโอยะทั้งถูกปกป้องและถูกกดหัวในเวลาเดียวกัน แต่ตัวเขานั้นไม่ใช่คนประเภทสิ้นไร้ไม้ตอกที่จะยอมให้คนกดหัวตลอดชีวิต เขาใช้ทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าแม้แต่โอเมก้าเองก็อยู่เหนืออัลฟ่าได้ และเขาทำได้จริงๆ เพราะแบบนั้นคนที่มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามจึงมีน้อยลง แต่ในทางกลับกันสายตากระหายอยากที่จะกดเขาลงใต้ร่างกลับมีเพิ่มขึ้น
หยิ่งผยอง ปากดี นิสัยเสีย นั่นคือคำจำกัดความของเซนอิง นาโอยะ บุตรชายคนสุดท้องของดอนเซนอิง
แต่ในความเป็นโอเมก้าเองก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ ด้วยฟีโรโมนเย้ายวนและรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยก็ปั่นหัวพวกอัลฟ่าได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่นาโอยะไปล่อลวง---แค่ก เจรจาธุรกิจกับตระกูลนากามุระที่อยู่เบื้องหลังแก๊งเทนเซย์มาได้ ก็ไม่มีใครคิดจะปริปากดูถูกออกมาให้ได้ยินอีก
อย่างน้อยแค่ต่อหน้าก็ยังดี ห้ามคนนินทาก็เหมือนบังคับให้น้ำตกไหลขึ้นข้างบนนั่นล่ะ
ยังไงก็ตาม เขาก็ได้พักร้อนเสียทีหลังจากเอาตัวเองลงไปคลุกในวังวนการช่วงชิงอำนาจมาหลายปี
นาโอยะจองโรงแรมที่ลอสแองเจลิส หิ้วกระเป๋าออกจากบ้านตัวปลิว เขาตั้งใจว่าครั้งนี้จะไม่พกบอดี้การ์ดหรือใครก็ตามไปแม้แต่คนเดียว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกไปข้างนอกคนเดียวแต่ป๊าเองก็ทำหน้าทำตาเหมือนเขาเป็นเด็กอนุบาลเพิ่งเดินกลับบ้านครั้งแรกอยู่นั่น เขารำคาญจนเอ่ยคำขาดว่าถ้าส่งใครตามมาจะไม่ยอมช่วยงานของตระกูลอีก ป๊าเลยยอมปล่อยเขาออกมาซะที
ขอโทษนะ เขาเคยสู้กับนักฆ่าสี่คนด้วยตัวคนเดียว นาโอยะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น
การนั่งเครื่องบินนานๆเองก็ส่งผลอยู่เหมือนกัน นาโอยะเลยนอนตายอยู่ในโรงแรมไปหนึ่งวันเต็มๆ หลังจากทานอาหารเช้าของโรงแรมเสร็จแล้วเขาก็ออกมาเดินเล่นตรงชายหาดใกล้ๆโรงแรม มองดูครอบครัวพาลูกหลานวัยกำลังซนออกมาเล่นน้ำอยู่ใต้ร่มชายหาด บ้างก็มีกลุ่มวัยรุ่นที่ว่ายออกไปปะทะคลื่นแล้วลอยคอกลับมา
บรรยากาศแบบนี้แทบหาไม่ได้เลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“Catch him! Thief!”
ในตอนนั้นเองก็เหมือนมีใครสักคนตะโกนโหวกเหวก นาโอยะลดแว่นกันแดดลง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังไล่ตามคนที่สวมฮู้ดอยู่และตอนนี้ฝ่ายหลังกำลังตรงมาหาเขาพอดี ตอนแรกนาโอยะไม่คิดจะสนใจและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจแต่จู่ๆหมอนั่นก็วิ่งมาชนเขาจนเกือบล้ม ด้วยสัญชาตญาณนาโอยะคว้าอีกฝ่ายทุ่มข้ามไหล่แล้วบิดแขนจนส่งเสียงดังกร๊อบ หัวขโมยคนนั้นสบถออกมาเป็นคำหยาบคายชุดใหญ่ ไม่นานตำรวจในพื้นที่ก็เข้ามาควบคุมตัวไป รวมไปถึงผู้หญิงที่ถูกวิ่งราวคนนั้นด้วยที่ต้องไปให้ปากคำ แต่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องสนใจอีก
“excuse me”
จนกระทั่งตอนเที่ยงที่เขานั่งทานมื้อเที่ยงง่ายๆในร้านอาหารท้องถิ่น เขาได้เจอผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง และมันทำให้เขาแปลกใจเพราะอีกฝ่ายเองก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน ทางนั้นขอบคุณเขาหลายครั้งทีเดียวที่ช่วยเหลือ พอได้คุยไปคุยมาจึงประหลาดที่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน แถมยังเป็นอัลฟ่าอีกด้วย
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้เจออัลฟ่าเพศหญิง ถ้าพูดง่ายๆก็เหมือนอัตราการเกิดของโอเมก้าเพศชายนั่นล่ะ
“ฉันนี่โชคไม่ดีเลย ตั้งแต่ลงเครื่องมาก็เจอแต่เรื่อง” อีกฝ่ายบ่น
“เป็นช่วงดวงตกล่ะมั้ง ถึงฉันจะไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ก็เถอะ” นาโอยะไหวไหล่
“ฉันชื่อโนบาระ คุณล่ะ?”
“นาโอยะ” ชายหนุ่มตอบสั้นๆโดยละนามสกุลเอาไว้ ทั้งที่ดูน่าสงสัยขนาดนั้นแต่ผู้หญิงคนนั้นกลับยิ้มกว้างโดยไม่ได้ถามอะไรต่อ
เท่าที่หลอกถามข้อมูลมา อีกฝ่ายเหมือนจะเพิ่งเคยมาเที่ยวต่างประเทศคนเดียวเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็มีบ้างที่ติดตามเจ้านาย (เจ้าหล่อนว่าอย่างนั้น) มาทำธุระแต่ยังไม่เคยออกมาเที่ยวคนเดียวเลย พอฟังแล้วนาโอยะก็เอ็ดไปหลายครั้งว่าทำไมถึงเชื่อคนแปลกหน้าง่ายๆ ถ้าโดนหลอกไปจะทำยังไง
เจ้าหล่อนก็เพียงยิ้ม ดวงตาสีอัลมอนด์พลันทอประกายวาววับ
“ฉันน่ะเซ้นส์ดีนะ คุณไม่ใช่คนประเภทนั้นหรอกนาโอยะซัง”
แววตานั้นทำให้นาโอยะไม่อาจละสายตาไปได้
การเที่ยวกับคนแปลกหน้าก็เหมือนการปลดล็อคบางอย่าง พวกเขาสามารถเผยตัวตนส่วนหนึ่งออกไปได้โดยที่ไม่ต้องเกรงใจเหมือนตอนอยู่กับคนที่รู้จักเขาตอนสวมหน้ากากเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ และนาโอยะไม่จำเป็นต้องทำตัวเองเป็นนายน้อยตระกูลเซนอิงอีกต่อไป เขาเพิ่งเคยเจอคนที่สามารถโต้เถียงกับเขาได้อย่างเผ็ดร้อนเป็นครั้งแรกเลยรู้สึกสนุกมากเวลาได้ถกเถียงกัน อย่างไรเสียเขาก็จองโรงแรมเอาไว้เป็นอาทิตย์ เจ้าหล่อนเองก็เช่นกัน ดังนั้นที่แรกที่ทั้งสองจะไปตะลอนเที่ยวก็คือดิสนีย์แลนด์
“เอ้านี่!”
“เอาอะไรมาให้ใส่เนี่ย” ชายหนุ่มเอื้อมไปแตะบนศีรษะที่เจ้าหล่อนเอาที่คาดผมมาคาดให้โดยไม่ทันตั้งตัว ดูเหมือนจะเป็น...หูจิ้งจอก?
เจ้าหล่อนเองก็เหมือนจะสวมหูกระต่ายสีเทาเอาไว้ด้วย เขาเลยนึกออกว่ามันเหมือนจะมีการ์ตูนของเด็กอยู่ ที่ตัวเอกของเรื่องเป็นกระต่ายกับจิ้งจอกอะไรทำนองนั้น
“เข้ากันจะตาย เอ้ายิ้มหน่อย!”
ตอนที่เจ้าหล่อนกอดคอเขาเพื่อเซลฟี่ นาโอยะได้กลิ่นหอมของส้มอยู่จางๆ แต่ก็เพียงพริบตาเท่านั้นเพราะเจ้าหล่อนวิ่งออกไปแล้ว
แน่นอนว่าทริปนี้สนุกมาก สนุกแบบสุดเหวี่ยงไปเลย
คืนสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับ พวกเขานัดกันมาดื่มที่บาร์แห่งหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างชนแก้วและหัวเราะให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องในชีวิต แก้วเปล่าค่อยๆเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งริมฝีปากของเขาถูกอีกฝ่ายช่วงชิงไป
ไม่ใช่ว่านาโอยะไม่เคยขึ้นเตียงกับใครมาก่อน แต่นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาไม่จำเป็นต้องยับยั้งสัญชาตญาณและล้วงหาข้อมูล ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ ปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามจิตใต้สำนึก
ร่างของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนพวกผู้หญิงที่เขาเคยกอดแต่มีกล้ามเนื้อพอประมาณเหมือนคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ที่โดดเด่นคงเป็นรอยสักรูปเถากุหลาบบนท่อนแขนซ้ายมากกว่า
“หุ่นดีเหมือนกันนะนายน่ะ” ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกายวาววับพร้อมกับลิ้นเล็กๆที่แลบเลียมุมปาก คล้ายกับหมาป่าที่กำลังพิจารณาว่าจะเริ่มกินเหยื่อจากส่วนไหนดี
แต่สำหรับนาโอยะมันค่อนข้างน่าเอ็นดู เหมือนกับแมวไม่มีผิด
“แน่นอน...อ๊ะ อย่าทำรอยนอกร่มผ้าเชียวนะ” ชายหนุ่มร้องออกมาเบาๆเมื่อโนบาระขบเม้มสร้างรอยสีกุหลาบบนแอ่งชีพจร แม่แมวสาวครางฮือในลำคออย่างขัดใจก่อนจะขยับริมฝีปากลงมายังเนินอก ค่อยๆปลุกปั่นอารมณ์ขึ้นทีละน้อยและทำให้ยอดปทุมชูชันขึ้นผ่านเสื้อตัวบาง
นี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่นาโอยะยอมให้ผู้หญิงเป็นดอม (dom)
เซ็กส์ของพวกเขาสองคนเหมือนกับแมวสองตัวฟัดกัน ต่างคนต่างไม่ยอมอยู่ล่าง ดังนั้นตอนที่ตื่นมาสภาพเตียงจึงค่อนข้างเละเทะเอาเรื่อง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองโดนเอาไปเท่าไรเพราะภาพตัดไปตั้งแต่รอบที่สองแล้ว โชคดีทางนั้นดูแลเขาหลังมีอะไรกันดีพอสมควรแถมยังไม่กัดหลังคอเขาด้วย คู่นอนดีแบบนี้บอกตรงๆว่านาโอยะเจอน้อยมาก ที่เขาเจอจะมีแต่พวกที่จ้องจะงับคอเขาเพื่อสร้างพันธะ ดังนั้นจึงต้องตีให้สลบสถานเดียว
แต่ตามที่ตกลงกันก่อนหน้านั้น นี่จะเป็นเพียงวันไนท์สแตนด์เท่านั้น
ค่อนข้างน่าเสียดาย แต่ก็ดีแล้ว
พอกลับมาก็มีงานเป็นกองพะเนินรออยู่ เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว เขาเลยต้องจัดการมันให้เสร็จและหาเรื่องลาพักร้อนอีกรอบ
“อ้าว หมดแล้วเหรอ” นาโอยะรู้สึกแปลกใจเพราะมือที่เอื้อมออกไปโดยความเคยชินนั้นไม่ได้มีส้มวางไว้เหมือนเคย
ตั้งแต่กลับมาจากลอสแองเจลิสคราวนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองชอบกินส้มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อีกทั้งยังรู้สึกสบายใจขึ้นเวลาได้กลิ่นแบบนี้ เขาคิดว่าตัวเองอาจจะตั้งครรภ์แต่พอไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ไม่พบแต่อย่างใด
“บางทีอาจจะเป็นเพราะคุณได้พบคู่แห่งโชคชะตาแล้วล่ะมั้งครับ” คุณหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
คู่แห่งโชคชะตา
คำๆนั้นดูห่างไกลจากตัวเขาเหลือเกิน
สักวันนาโอยะคงต้องแต่งงานกับอัลฟ่าสักคนเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล ถึงจะเป็นโซลเมทแต่ถ้าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ตระกูลพวกเขาก็ไม่มีวันได้คู่กัน โลกที่เขาอยู่มันเป็นแบบนั้นล่ะ
“โอยะ...นาโอยะ...”
ห้วงความคิดถูกทำลายลงโยเสียงเรียกของผู้เป็นพ่อ นาโอยะกะพริบตาปริบ เสียงดนตรีที่บรรเลงคลอภายในงานและเสียงพูดคุยเบาๆของผู้คนรอบกายจึงทำให้เขาพอรู้สึกตัวเองอีกครั้ง
“ไม่สบายรึเปล่า” นาโอบิโตะถาม
“เปล่า แค่คิดเรื่อยเปื่อย” เขาเอ่ยพลางโคลงแก้วแชมเปญในมือ “ออกไปข้างนอกนะ มีอะไรก็ให้คนไปตามแล้วกัน”
“ตามสบายเลย”
ชายหนุ่มก้าวยาวๆออกไปจากบอลรูมทันที กลิ่นฟีโรโมนของพวกอัลฟ่าที่จงใจปล่อยออกมากดข่มกันทำให้เขารู้สึกเวียหัวจนอยากจะอ้วก พอได้ออกมานอกห้องที่มีอากาศถ่ายเทหน่อยจึงค่อยรู้สึกโล่งขึ้นมา
“อ้าว โอเมก้าตระกูลเซนอิงมาทำอะไรตรงนี้คนเดียวกัน”
นัยน์ตาสีเขียวกระจ่างหรี่ลงเมื่อเบื้องหน้ามีอัลฟ่าตัวโตย่างสามขุมเข้ามา เขาปัดมือที่ช้อนปลายคางขึ้นมาอย่างถือวิสาสะออก
“ไร้มารยาท กล้าดียังไงเอามือโสโครกนั่นมาแตะฉัน---อึ่ก”
เจ้านั่น...จงใจใช้ฟีโรโมน!
อา เขาถึงได้เกลียดไงที่ตัวเองเกิดมาเป็นโอเมก้า นาโอยะกัดปากจนเลือดไหลซิบ พยายามใช้ความเจ็บปวดสะกดกลั้นสัญชาตญาณของเพศรองเอาไว้
‘ แต่หมอต้องขอเตือนว่าถ้าคุณถูกกระตุ้นด้วยฟีโรโมนของอัลฟ่าอีกครั้ง คุณอาจจะมีสิทธิ์ฮีททันทีเพราะร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณหาคู่แห่งชะตา ’
ความร้อนผ่าวที่กำลังผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกาย เขาจะอดทนมันได้ถึงขนาดไหน
ยังไงก็ขอแค่หยิบมีดที่ซ่อนอยู่ออกมา...
“เฮ้ย”
โลกที่อยู่เบื้องหน้าพลันพลิกกลับ เจ้าคนที่กำลังจะข่มเหงเขาพลันถูกต่อยคว่ำ ฟีโรโมนของอัลฟ่าอีกคนที่เข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลานั้นไม่ได้ทำให้นาโอยะรู้สึกอึดอัดแต่กลับทำให้ทำนบในใจเขาพังทลาย
ยัยนั่นกำลังคร่อมอยู่เหนือผู้ชายสูงเกือบหกฟุตพร้อมกับรัวกำปั้นลงไป เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องกังวานอยู่ภายในระเบียงทางเดิน เมื่อเขาได้สติจึงรีบลากยัยนั่นออกมาก่อนเจ้านั่นจะตายคาหมัดเจ้าตัว
ทั้งรู้สึกยินดีและโหยหา
แต่มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“ทำไมหล่อนมาอยู่ที่นี่ได้!” “นาโอยะ? มาได้ไง”
พวกเขาทั้งคู่โพล่งออกมาพร้อมกัน
พอได้มานั่งจับเข่าคุยกันอย่างจริงจัง เขาเลยรู้ว่าผู้หญิงคนนี้อยู่ใกล้ตัวเขามากกว่าที่คิด
หล่อนเป็นเพื่อนของฟุชิงุโระ เมงุมิ ลูกชายของพี่โทจิที่ออกจากตระกูลไปเมื่อหลายปีก่อน ยัยนี่เป็นทั้งเพื่อนแล้วก็มือซ้ายของเจ้าเด็กเมงุมินั่น แน่นอนว่างานนี้เป็นงานที่หลานชายเขาเพิ่งมาเปิดตัวในสังคมเป็นครั้งแรก หล่อนเลยต้องติดตามมาด้วย
โชคชะตาจะเล่นตลกกันเกินไปแล้ว
“เจ้าหมอนั่น...ไม่น่ารีบลากออกมาเลย น่าจะให้ซัดอีกซักสองสามหมัด”
“พอเลย” เขาเอ่ยพลางดีดหน้าผากอีกฝ่ายไปเบาๆ “นั่นน่ะลูกชายคนเล็กของพวกโทวาคุ ไปซัดซะยับเดี๋ยวก็เป็นปัญหาหรอก”
“มันกล้าแตะนาย แค่นี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ” เจ้าหล่อนเอ่ยพลางกอดอกเสียงเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ
เดี๋ยวนะ
นาโอยะรู้สึกเหมือนสมองโดนไปฟ้าช็อตไปครู่หนึ่ง
ดวงตาสีอัลมอนด์มองเขาด้วยสายตาประมาณว่า ‘นี่นายไม่รู้จริงดิ’
“น่าจะรู้ตัวตั้งแต่ตอนนู้นแล้วมั้ง พวกเราน่ะ...”
“คุกิซากิ!”
ในตอนนั้นเองคำพูดที่เอ่ยออกมากลับถูกเสียงเรียกของอีกคนกลบ โนบาระลุกออกไปตามเสียงเรียกและฟาดหลังของคนที่เข้ามาขัดจังหวะดังป้าบใหญ่
แต่นาโอยะได้ยินมัน
‘ พวกเราน่ะ...คือคู่แห่งโชคชะตากันไม่ใช่รึไง ’
ก่อนจะกลับเข้าไปในงาน หญิงสาวผมสั้นหันมาส่งรอยยิ้มกว้างให้เขา
“แล้วจะมาจีบอย่างเป็นทางการนะ เซนอิง นาโอยะ”
ณ วินาทีนั้นถ้าหัวใจของเขาระเบิดออกมาได้คงระเบิดออกมาแล้ว
