Chapter Text
จากภาคผนวก The Lord of the Rings : the return of the king
เขา (เอคเธลิออน) ชักชวนชายฉกรรจ์ที่มีความสามารถ ไม่ว่าจากใกล้หรือไกลให้เข้ามารับราชการ และผู้ที่ทำความดีความชอบก็จะได้ปูนยศและตำแหน่ง การกระทำหลายๆอย่างของเขาได้รับการช่วยเหลือและคำแนะนำจากขุนทหารผู้หนึ่งซึ่งเขารักใคร่เหนือผู้ใด บุรุษผู้นี้ คนในกอนดอร์เรียกเขาว่า โธรองกิล แปลว่า อินทรีแห่งดวงดาว เนื่องจากเขาเป็นผู้มีความว่องไวและสายตาคม และบนเสื้อคลุมของเขาติดเข็มกลัดรูปดาวสีเงิน แต่ไม่มีใครรู้ว่านามจริงของเขาคืออะไร ทั้งไม่รู้ว่าเขาเกิดที่ไหน เขาเดินทางมาจากโรฮันซึ่งเขาได้ไปรับราชการกับกษัตริย์เธงเกล แต่เขาไม่ใช่ชาวโรเฮียร์ริม เขาเป็นขุนทหารที่เก่งทั้งทางบกและทางทะเล แต่เขาจากไปอย่างลึกลับดุจเดียวกับที่เขามา ก่อนยุคสมัยของเอคเธลิออนจะสิ้นสุดลง
โธรองกิลได้เตือนเอคเธลิออนอยู่เสมอว่ากำลังกบฏในอุมบาร์เป็นภัยต่อกอนดอร์และจะคุกคามเมืองบริวารทางใต้ถ้าเซารอนเปิดศึกขึ้น ในที่สุดเขาก็ได้รับอนุญาติจากเสนาบดืให้นำกองเรือเล็กๆกองหนึ่งไป เขาพาทหารแล่นใบมาถึงอุมบาร์ในคืนหนึ่งและได้จุดไฟเผากองเรือของพวกคอร์แซร์ ตัวเขาเองได้สังหารแม่ทัพที่คุมกองเรืออยู่ที่ท่าเรือนั้นในการต่อสู้ที่ท่าเรือง ครั้นแล้วเขาจึงยกทัพกลับโดยได้รับความสูญเสียเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเขามาถึงเพลาเกียร์ พวกทหารก็ต้องเศร้าใจระคนประหลาดใจ เขามิได้กลับมินาสทิริธที่ซึ่งลาภยศกำลังรอคอยเขาอยู่
เขาส่งคำอำลาไปยังเอคเธลิออนว่า “มีงานอื่นรอข้าพเจ้าอยู่ วันเวลาและเภทภัยอีกมากมายจะต้องล่วงผ่านไปก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้กลับมายังกอนดอร์อีกครั้ง หากนั่นคือชะตากรรมของข้าพเจ้า” ไม่มีใครรู้ว่างานเหล่านั้นคืออะไร และสิ่งที่มาเรียกตัวเขาไปคืออะไร แต่รู้กันเพียงว่าเขาลงเรือลำหนึ่งล่องข้ามแม่น้ำอันดูอิน และกล่าวอำลามิตรสหายและผู้ติดตามของเขาที่นั่น แล้วเดินทางจากไปตามลำพัง เมื่อมีผู้เห็นเขาครั้งสุดท้าย เขากำลังเดินมุ่งหน้าไปทางเทือกเขาเงา
การจากไปของโธรองกิลก่อให้เกิดความเศร้าในมินาสทิริธ และหลายคนลงความเห็นว่านี่คือการสูญเสียครั้งใหญ่ยกเว้นเดเนธอร์ บุตรแห่งเอคเธลิออน ซึ่งบัดนี้เติบใหญ่พอที่จะรับตำแหน่งเสนาบดีคนใหม่ได้แล้ว หลังจากนั้นสี่ปีเขาก็ได้ก้าวขึ้นตำแหน่งหลังจากการเสียชีวิตของบิดา
เดเนธอร์ที่ 2 เป็นบุรุษผู้หยิ่งทะนง กล้าหาญ สูง ผึ่งผายและมีความน่าเกรงขามกว่าบุรุษใดๆที่เคยปรากฏในกอนดอร์มานานนับหลายชั่วอายุคน นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มองเห็นการณ์ไกล และมีความรู้ อันที่จริงเขามีความละม้ายคล้ายกับโธรองกิลดุจดั่งเป็นญาติใกล้ชิดกัน แต่ทว่าเขากลับถูกมองเป็นที่สองรองจากคนแปลกหน้าผู้นั้นอยู่เสมอ ทั้งในสายตาของประชาชนและในความคิดของบิดาของเขา ในเวลานั้นผู้คนคิดว่าโธรองกิลชิงจากไปเสียก่อนที่ศัตรูคู่แข่งจะก้าวขึ้นมาเป็นนายของเขาแม้ว่าอันที่จริงแล้วโธรองกิลจะไม่เคยตีเสมอเดเนธอร์ หรือวางตนเกินเลยกว่าการเป็นข้ารับใช้บิดาของเขา มีเพียงเรื่องเดียวที่ทั้งคู่ขัดแย้งกันในการให้คำปรึกษากับเสนาบดี โธรองกิลมักเตือนเอคเธลิออนไม่ให้ไว้ใจซารูมาน พ่อมดขาวซึ่งอยู่ที่ไอเซนการ์ด แต่ให้ต้อนรับแกนดัลฟ์ พ่อมดเทา แต่ระหว่างเดเนธอร์และแกนดัลฟ์นั้นไม่ลงรอยกัน และหลังจากสมัยของเอคเธลิออนก็ไม่ค่อยมีผู้ต้อนรับผู้เฒ่าพเนจรในมินาสทิริธ ต่อมาภายหลังเมื่อทุกสิ่งกระจ่างแจ้ง หลายคนเชื่อว่า เดเนธอร์ผู้มีจิตใจซับซ้อน มองการไกลและลึกซึ้งกว่าผู้อื่นในยุคเดียวกันกับเขา ได้ค้นพบว่าโธรองกิลบุรุษแปลกหน้าผู้นี้แท้จริงแล้วคือใคร และมีความระแวงว่าโธรองกิลกับมิธรันเดียร์กำลังวางแผนจะมาแทนที่เขา
EAGLE
พรายศักราช 2980
กองทหารในชุดเกราะวาววับชุมนุมกันอยู่เบื้องหน้าลำน้ำอันดูอิน เรือหลายลำที่เห็นได้ชัดว่าผ่านศึกมาเมื่อไม่นานมานี้กางใบอยู่กลางสายลมอ่อน ธวัชแห่งเสนาบดีปลิวสะบัดรับแสงตะวันยามเช้าที่สาดผ่านหมู่เมฆมาได้เพียงเล็กน้อย ไกลออกไป เทือกเขายาวเหยียดเห็นเป็นเงาสีน้ำเงินเข้มทอดตัวสงบนิ่ง แต่เป็นความสงบที่น่าหวาดหวั่นเช่นเดียวกับความเงียบงันก่อนพายุใหญ่จะปรากฏ ร่างสูงใหญ่ในเสื้อคลุมสีเข้มยืนห่างจากกลุ่มทหารทั้งมวลทอดสายตาข้ามลำน้ำไปไกล จุดสิ้นสุดของสายตาอยู่ที่ใดมิมีผู้ใดอาจทราบได้ แต่เมื่อมีความเคลื่อนไหวเบื้องหลัง เจ้าของร่างนั้นก็หันกลับมาช้าๆ ใบหน้าคมเข้มค่อนข้างขรึมมีแววอิดโรยเล็กน้อย ขุนทหารผู้ก้าวเข้ามาค้อมศีรษะลงด้วยความเคารพ
“ขบวนเรือพร้อมแล้วขอรับ”
“ดี” รอยยิ้มเพียงนิดเดียวปรากฏขึ้น “มาร์ดิล ท่านนำกองเรือทั้งหมดกลับมินาสทิริธได้เลย”
คิ้วของขุนทหารผู้นั้นขมวดเข้า
“แล้วท่าน....”
เจ้าของร่างสูงคลี่ยิ้มที่แปลความหมายไม่ได้ก่อนที่จะหันกลับไปทางเทือกเขาสีน้ำเงินจางๆนั้น
“ข้าคงต้องอำลาพวกท่านที่นี่ เวลาของข้าหมดลงแล้ว”
สีหน้าของมาร์ดิลตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านจะไม่กลับไปพร้อมเราหรือขอรับ”
“ข้ามีงานและหน้าที่อื่นต้องกระทำอีก”
ใบหน้าของมาร์ดิลก้มลงต่ำ เขาสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะลดเสียงลง
“เพราะสาสน์ของท่านเดเนธอร์ใช่ไหมขอรับ”
“อย่ากล่าวโทษเดเนธอร์เช่นนั้น มาร์ดิล เรื่องที่ข้าจะไปไม่เกี่ยวอะไรกับเขา” เสียงนุ่มคงเส้นคงวา ไร้ร่องรอยแห่งโทสะ
“ข้าไม่เชื่อ” มาร์ดิลส่ายหน้า “ช่วงปีหลังๆนี่ใครๆก็ดูออกว่าท่านเดเนธอร์ระแวงท่านแค่ไหน”
“อย่าคิดว่านายของท่านเป็นคนใจแคบเช่นนั้น ทั้งข้าและเขาต่างก็รับใช้เอคเธลิออน หากเราทำประโยชน์ให้กอนดอร์ได้ทั้งคู่แล้วเหตุใดเล่าเราจึงต้องเป็นปฏิปักษ์กันด้วย”
มาร์ดิลนิ่งอั้น บุรุษตรงหน้าเขานี้ได้พิสูจน์แล้วถึงความจงรักภักดีต่อราชสำนักกอนดอร์มากมาย หากความไม่ลงรอยกันลึกๆระหว่างบุตรโทนของเสนาบดีแห่งมินาสทิริธกับที่ปรึกษาก็เป็นเรื่องซุบซิบในหมู่คนมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งๆที่ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง สิ่งคนทั้งสองแสดงออกมีแต่ความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
“เชื่อข้าเถิด หน้าที่ของข้าที่นี่จบลงเพียงเท่านี้ ข้ายังมีกิจอื่นๆในดินแดนไกลโพ้นที่ท่านไม่เคยพบเห็นอีกมากมายนัก ดังนั้นข้าจึงต้องไป” ปลายเสียงนั่นทอดอ่อนลง “แต่ท่าน.. หน้าที่ของท่านอยู่ที่นี่”
“ถ้าเช่นนั้นอนุญาตให้ช้าส่งท่านข้ามอันดูอินด้วยตนเองเถิด”
ใบหน้าคร้ามคมของบุรุษผู้กำลังจะจากไปคลี่ออกเป็นรอยยิ้มนิดๆอย่างที่เคยประทับใจทุกผู้คนมาแล้ว มือใหญ่ตบบ่าของขุนทหารคนสนิทหนักๆทีหนึ่งก่อนที่จะหันหลังกลับไป ใช่ว่าไม่อาวรณ์หากหน้าที่ต้องมาเหนือสิ่งอื่นใด และเขาหวังว่าสักวัน... จะได้กลับมาดินแดนนี้อีกครา
และเมื่อเรือลำเล็กที่มีมาร์ดิลเป็นผู้พายเข้าเกยอีกฝั่งของมหานทีอันดูอินแล้ว โธรองกิลรวบชายเสื้อคลุมเข้ากับตัวก้าวลงไปในน้ำตื้นลุยขึ้นไปยังแผ่นดิน และเมื่อเขาหันกลับมาอีกครั้ง ขุนทหารคนสนิทก็ทาบกำปั้นซ้ายที่หน้าอกและค้อมตัวลงต่ำด้วยความภักดีสุดหัวใจให้กับนายและสหายศึกร่วมเป็นร่วมตาย ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของผ้าคลุมนั้นยากที่จะแปลความได้แต่โธรองกิลก็ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ แสงตะวันสาดประกายกระทบดาวเงินบนเสื้อคลุงวาววับก่อนที่เขาจะหันหลังกลับและมิได้หวนคืนมายังแผ่นดินกอนดอร์อีก
จนกว่าแดนใต้จะต้องการเขาอีกครั้งหนึ่ง.....
กองทหารเดินทางกลับมาถึงมินาสทิริธท่ามกลางความปิติของชาวเมือง ไม่เพียงแต่ครอบครัวที่ได้ผู้เป็นที่รักกลับคืนมา หากยังหมายถึงความสงบสุขอีกอย่างน้อยระยะหนึ่งด้วย ข่าวจากการศึกที่อุมบาร์ว่ากองเรือของคอร์แซร์ถูกเผาจนเรียบโดยที่กอนดอร์สูญเสียน้อยมากกระหึ่มก้องทั่วนครตั้งแต่วันก่อนแล้ว เสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังทั่วทุกมุมเมือง แะเมื่อประตูเมืองเปิดเพื่อต้อนรับการกลับมาของกองทัพ เสียงร้องตะโกนเรียกนามของโธรองกิลก็กระหึ่มก้องทั่วนคร หากแต่เมื่อไม่เห็นแม้เพียงเงาของคนผู้นั้นเสียงต่างๆก็ซบเซาลงไปบ้าง แต่นามของเขาก็ยังมีคนร้องตะโกนสลับกับเสียงเชียร์ในขณะที่กองทัพเคลื่อนพลไปตามถนน
บนเชิงเทินสูงแห่งปราสาทขาว สายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ที่ขบวนทหารที่กำลังเคลื่อนพลมาตามถนนช้าๆ สีหน้าของบุรุษผู้นี้ว่างเปล่า เฉยเมยแต่ในหัวใจหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความรู้สึกยินดีในชัยชนะเพื่อกอนดอร์นั้นมีอยู่แต่ความหวั่นเกรงที่ก่อตัวขึ้นมาหลังจากเขาได้ทราบความสำคัญที่ซ่อนเร้นอยู่ในการปรากฏตัวของโธรองกิลนั้นยากที่จะสงบลงได้ เดเนธอร์ทราบแล้วว่าบุรุษผู้นั้นมิได้หวนคืนกลับมาจากการศึกในครั้งนี้แต่กลับปลีกตัวจากไป
ผิดหวัง เสียดาย และโล่งใจปนเปกันอย่างแยกไม่ออกและในความรู้สึกนั้นหัวใจกลับกลายเป็นว่างโหวง
คนเราบางคราอาจไม่รู้จักคนที่รักเลยก็ได้ แต่กลับศัตรูแล้วจำเป็นต้องรู้จักให้ดีกว่า
หากแน่ใจแล้วหรือว่าคนผู้นั้นเป็นศัตรูจริงๆ หรือเป็นเพียงเพราะทายาทเสนาบดีเช่นเขาคิดเอาว่าเป็น
นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในชีวิตของเดเนธอร์ที่2 ที่ในใจเกิดความไม่สงบจนยากที่จะมองสิ่งที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน
--------------------------------
พรายศักราช 2963 เฮนเนธอันนูน อิธิลิเอน
กองทหารที่ซุ่มตัวอยู่หลังเนินดินและหมู่ไม้นิ่งเงียบหากบรรยากาศเขม็งเกลียวขึ้นทุกขณะ สายลมอ่อนโชยชาย กลิ่นหญ้าหอมๆปะปนกับกลิ่นไม้สนหากไม่มีผู้ใดใส่ใจ ดวงตาทุกคู่หลังที่ซุ่มจับอยู่ที่เนินสุดท้ายด้วยความหวังระคนหวาดหวั่น
การศึกกับคนเถื่อนที่ไคร์อันดรอสไร้ข่าวมาสามวันแล้ว กองกำลังที่นี่ไม่สามารถออกไปจากที่มั่นได้ด้วยคำสั่งของขุนทัพเฉียบขาดเสมอและกองสอดแนมที่ถูกส่งออกไปมิมีผู้ใดได้กลับมาพร้อมข่าวสารแม้แต่เพียงผู้เดียว และวันนี้หากไม่เห็นกองทัพยาตรากับมา กองกำลังที่ซุ่มอยู่นี้จะต้องทำลายที่ซ่อนและเดินทัพกลับมินาสทิริธตามคำสั่งเดิมโดยไม่มีข้อแม้ใด นี่คือคำสั่งเด็ดขาดของผู้นำทัพก่อนจะจากไปเมื่อห้าวันก่อน ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นทางออกที่ดูมืดมดเต็มทีในยามที่กองทัพคนเถื่อนลาดตระเวนอยู่อย่างแน่นหนาและรอคอยเวลาที่จะบดขยี้กำลังของกอนดอร์อยู่แล้ว
เสียงฝีเท้าม้าควบกระทบพื้นดังอื้ออึง พลซุ่มต่างขยับกายเตรียมพร้อม สายตามุ่งตรงไปยังเนินสุดท้ายเป็นจุดเดียว ถึงแม้ท่าทีจะยังสงบนิ่งมั่นคงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจทุกดวงเต้นแรงด้วยความหวังที่ปะปนไปด้วยความไม่แน่ใจในเหตุการณ์ที่กำลังจะดำเนินไป ชั่วพริบตาที่ธวัชขาวแห่งเสนาบดีโบกนะบัดเหนือเนินดินนั้นความตึงเครียดของเหล่าทหารก็สลายลงในทันที
ผู้นำของพวกเขากลับมาแล้ว และนั่นย่อมหมายถึงไคร์อันดรอสยังคงเป็นเขตแดนของกอนดอร์อยู่ ผีร้ายและคนเถื่อนยังไม่สามารถข้ามแนวป้องกันมาได้
หลังจากคำขานรหัสผ่าน หมู่ทหารทั้งกองก็เข้ามารวมตัวกันอีกคราภายใต้เงาของน้ำตกใหญ่ ร่างสูงในชุดเกราะก้าวออกมาจากหมู่คน และเมื่อบุรุษผู้นั้นถอดหมวกเกราะออกก็เผยให้เห็นใบหน้าเคร่งขรึมและดวงตาสีเทาองอาจ นายทัพแห่งกอนดอร์ บุตรชายโทนของเอคเธลิออนผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีแห่งราชอาณาจักรนั่นเอง หมู่ทหารค้อมศีรษะลงอย่างต่ำ
“เราโชคดีที่ศึกครั้งนี้เราได้ชัยแต่มันไม่ใช่แค่นั้น ปัญหาหนักอีกอย่างรอเราอยู่” นายทัพแห่งกอนดอร์กล่าวเสียงขรึม “ถึงตอนนี้เรายังไว้ใจอะไรไม่ได้เลย กำลังที่เรามีตอนนี้น้อยเกินไปจนไม่น่าวางใจและหากเราทิ้งทหารไว้ที่นี่โดยไม่กลับไปชายแดนด้านเหนืออีก ทางนั้นก็คงจะลำบาก”
“ทางเหนือรอความช่วยเหลือจากเรานานเกินไปแล้ว พวกบัลคอธรุกไล่หนักมาก ข้าเกรงว่าทางโน้นจะต้านไม่อยู่ และพันธมิตรของเราก็จะถูกศัตรูรุกรานไปเสียก่อน” ทหารนายหนึ่งกล่าวตอบ
“นั่นคือสิ่งที่ข้ากังวลอยู่ เราไม่มีเวลาเดินทางกลับไปปราสาทขาวเพื่อขอกำลังเสริม ม้าเร็วของเราก็ถูกดักไว้หมดสิ้น” เดเนธอร์หันกลับมาตอบ “เราต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร”
ความเงียบงันอันน่าหนักใจแผ่ขยายไปทั่ว ไม่มีผู้ใดเสนอทางแก้ไขสถานการณ์ออกมาด้วยรู้อยู่ว่าไม่ว่าจะเลือกทางใดก็มีแต่จะสูญเสีย
เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะก่อนที่ร่างของพลตระเวนผู้หนึ่งจะโผล่มาจากหลืบหิน ทำความเคารพผู้ที่อยู่ในถ้ำก่อนที่จะรายงานว่า
“มีคนนำสารมาจากลอร์ดเอคเธลิออนขอรับ แต่.. เอ่อ.. ไม่ใช่คนเดิมที่เคยมา”
ดวงตาของเดเนธอร์หรี่แคบลงด้วยความประหลาดใจแต่เพียงแวบหนึ่ง สีหน้ายังคงนิ่งเฉยดุจเดิม ขุนทหารที่ยืนอยู่ข้างกายของเขาเป็นฝ่ายเอ่ยถามว่า
“แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นสารจากท่านเสนาบดีจริงๆ”
“เขาถือตราประจำตัวของเสนาบดีขอรับ ขานรหัสถูกต้อง มีศรแดง และมาเพียงคนเดียวตามกฏขอรับ”
เหล่าขุนศึกสบตากันวูบหนึ่งก่อนที่เดเนธอร์จะเอ่ยขึ้นเรียบๆเป็นการยุติข้อกังขาทั้งมวล
“เชิญเขาเข้ามา”
เพียงชั่วอึดใจ เสียงฝีเท้ากระทบหินก็ดังขึ้นอีกครา ผู้ที่อยู่ในถ้ำหินขยับกายเตรียมพร้อมภายใต้ท่าทางที่ดูสบายๆ ผู้เดียวที่ยังมีกิริยาเป็นปกติก็คือบุตรชายโทนของเสนาบดีแต่แววตาสีเทาก็ระแวดระวังขึ้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวมิได้วางใจในสถานการณ์เท่าใดนัก คนสองคนปรากฏกายขึ้นจากหลืบหิน คนหนึ่งคือพลตระเวนคนเมื่อครู่ อีกหนึ่งเป็นชายแปลกหน้าที่ไม่มีผู้ใดเคยพบมาก่อน มิใช่คนนำสารส่วนตัวของเอคเธลิออนซึ่งบุตรชายของเขารู้จักดี
เสื้อคลุมถูกตลบพ้นจากศีรษะเผยให้เห็นใบหน้ากร้านคมสัน แวบแรกขุนทหารทั้งปวงรู้สึกได้ว่ามีความละม้ายคล้ายกันอย่างประหลาดระหว่างนายทัพแห่งตนและบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ อาจเป็นด้วยวัยที่ใกล้เคียงกัน รูปกาย สีผมและดวงตาที่ละม้ายกันอันย้ำเตือนให้นึกถึงมนุษย์นูเมนอร์ผู้ยิ่งยงในอดีต
ผู้มาใหม่ค้อมตัวลงอย่างต่ำก่อนจะยื่นกระบอกเงินเล็กๆที่ประทับตราประจำตัวของเอคเธลิออนส่งให้กับเดเนธอร์โดยมิได้เอ่ยคำใดท่ามกลางสายตาพินิจพิจารณาจากทุกคน บุตรชายโทนของเสนาบดีแห่งกอนดอร์คลี่กระดาษออกจากม้วนช้าๆ
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนที่เดเนธอร์จะม้วนสารกลับคืนใส่กระบอกเล็กๆตามเดิมและแปรสายตามาจับจ้องที่คนนำสาร
ร่องรอยจากการเดินทางไกลอย่างเร่งรีบปรากฏให้เห็นบนเสื้อคลุมและรองเท้าทั้งฝุ่นผงและคราบดินโคลนแห้งกรังแต่รูปลักษณ์ที่สูงใหญ่ก็ยังคงสะดุดตาไร้ท่าทีเหน็ดเหนือย สายตาของบุรุษผู้นี้ทอดลงต่ำเสมอแต่เมื่อยามที่เขาตวัดสายตาขึ้นมองก็จะเห็นว่าสายตานั้นคมวาวราวเหยี่ยวหนุ่ม
“เจ้าชื่ออะไร” ทายาทเสนาบดีเอ่ยถาม
“โธรองกิล”
อินทรีแห่งดวงดาวคือความหมายของนามนั้น เจ้าของนามกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสม่ำเสมอว่า
“ท่านคงแปลกใจเพราะท่านไม่เคยพบข้ามาก่อน ข้าพึ่งเดินทางมาจากโรฮันนำข่าวสารจากกษัตริย์เธงเกลมาให้กับเสนาบดีแห่งกอนดอร์ และข้าอาสามาทำงานนี้ด้วยตนเอง”
สายตาของเดเนธอร์มีแววตริตรองหากโธรองกิลยิ้มนิดๆ
“ข้าเข้าใจว่าท่านยังไม่รู้จักข้าดีนักและเพราะเหตุนั้นทำให้พวกท่านไม่ไว้ใจข้า แต่อย่างไรข้ายืนยันได้ว่าทหารจากมินาสทิริธไปถึงชายแดนแล้ว พวกท่านไม่จำเป็นต้องยกกำลังไปสมทบอีกด้วยทหารม้าแห่งโรฮันภายใต้การนำของเดออร์แห่งอีสต์โฟลด์ได้จัดการศัตรูในส่วนหน้าไปแล้ว อย่างน้อยเราก็สามารถวางทหารไว้ที่นี่เพื่อรักษาที่มั่นและส่งคนมาสับเปลี่ยนหลังจากที่เรากลับมินาสทิริธได้”
ใช่ ในสารนั้นเป็นคำสั่งให้เดเนธอร์ยกทัพกลับมินาสทิริธโดยทิ้งกำลังไว้รักษาไคร์อันดรอสเพียงส่วนหนึ่งโดยไม่ต้องทำตามแผนเดิม
เพียงชั่วอึดใจเดียวรอยยิ้มนิดๆปรากฏบนใบหน้าขุนทัพแห่งกอนดอร์
“ข้าขอบใจท่านมากที่นำข่าวน่ายินดีนี้มาสู่พวกเราทั้งหมด ขอถามท่านด้วยเถิดว่าท่านจะเดินทางกลับพร้อมเราหรือไม่ หรือท่านมีกิจธุระอันใดที่กษัตริย์มาร์กมอบหมายอีก”
“ข้าเป็นเพียงคนส่งสาร หน้าที่ของข้าหมดลงเท่านี้ นอกเหนือจากนี้ก็สุดแล้วแต่ท่านจะมอบหมาย”
“ถ้าเช่นนั้นข้าเชิญท่านกลับมินาสทิริธพร้อมกันด้วยจะดีกว่า” เสียงเรียบเรื่อยของเดเนธอร์กล่าวตอบ
บุรุษแปลกหน้าผู้นำสารค้อมศีรษะลง
“ตามบัญชาของท่าน”
“นำชายผู้นี้ไปพักผ่อน”
ขุนทัพแห่งกอนดอร์ให้สัญญาณเรียกทหารผู้หนึ่งเข้ามานำโธรองกิลไปยังคูหาอื่นแล้วหันมาทางเหล่าขุนพลที่ยังยืนนิ่งอยู่
“พวกท่านก็เช่นกัน พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะเดินทางแต่เช้า เออาร์นิล ท่านแบ่งกำลังคนไว้ที่นี่หนึ่งในสามมอบให้หัวหน้ากอง รักษาที่มั่นไว้ แจ้งพวกเขาด้วยว่ากองกำลังสับเปลี่ยนจะมาถึงหลังจากเรากลับถึงมินาสทิริธเร็วที่สุด”
ก่อนที่เออาร์นิลจะเดินลับออกไป เขาหันกลับมาหาผู้เป็นนายอีกครั้งหนึ่ง
“เดเนธอร์…ท่านไว้ใจชายแปลกหน้าคนนั้นในเวลาเช่นนี้หรือ”
“ทำไมล่ะ…เขามีสารจากท่านเจ้านคร” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย
“ข้าไม่ไว้ใจเขา” เออาร์นิลตอบสั้นๆ “เขาดูไม่เหมือนคนเดินสารธรรมดาๆ”
รอยยิ้มที่ยากจะแปลความปรากฏบนใบหน้าคมสันของขุนทัพหนุ่มแห่งกอนดอร์
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใครเราคงได้รู้ในเร็ววัน อย่างน้อยข้าก็ไม่ปล่อยให้เขาคลาดสายตาไปในระยะนี้หรอก”
โธรองกิล บุรุษผู้ปรากฏกายในช่วงเวลาคับขันของนคร ทำให้เสนาบดีมากด้วยประสบการณ์เช่นเอคเธลิออนไว้ใจขนาดให้เป็นผู้แจ้งข่าวสำคัญที่หากพลาดอาจทำให้การสงครามแปรเปลี่ยนเป็นอีกรูปหนึ่งได้ ในฐานะของทหารผู้หนึ่ง เดเนธอร์อดกังขาไม่ได้และยิ่งในฐานะของบุตรชายที่รู้จักบิดามาตลอดชีวิต นั่นยิ่งทำให้เขาแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก
ชั่วระยะเวลาอันสั้น เหตุใดเสนาบดีแห่งกอนดอร์จึงได้ไว้ใจคนแปลกหน้าถึงเพียงนี้
และเมื่อถึงนคร คำตอบต่างๆคงจะกระจ่างแจ้งขึ้น เดเนธอร์หวังเช่นนั้น
-------------------------------
สายตาของทหารหาญเมื่อยามที่เห็นกำแพงนครมินาสทิริธดุจกะลาสีเรือเห็นชายฝั่งมาตุภูมิ กองทัพเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัวเมื่อใกล้ถึงนครแห่งนั้น จากจุดที่เห็น สีขาวของปราสาทคล้ายแท่งหินสูงตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางนครล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองที่สร้างเป็นส่วนหนึ่งของสันเขา บางคราตัดผ่านเป็นช่องประตูโค้งในสันผา บางคราแล่นวกเวียนตามไหล่เขา ราวกับผู้สร้างจงใจให้นครเก่าแก่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสูงเสียดฟ้าที่เป็นฉากอยู่เบื้องหลัง งดงามกว่าน้ำมือมนุษย์ในยุคปัจจุบันจะสามารถสร้างสรรได้ ทุ่งหน้าเมืองเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ เสียงไชโยโห่ร้องรับกองทหารที่เดินทางกลับบ้านดังไปตลอดทาง
บุรุษแปลกหน้าเงียบขรึม สายตาของเขาจับอยู่ที่ไหล่เขาสูงชันด้านหนึ่งซึ่งประกอบเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงชั้นที่ห้าของเมือง ณ จุดนั้นมีลานกว้างและสิ่งก่อสร้างอยู่ไม่มาก เพียงมองจากจุดนี้ก็จะเห็นว่าบริเวณที่เห็นนั้นเงียบสงัดกว่าที่อื่น สายตาของทหารนายหนึ่งที่อยู่ในขบวนใกล้ๆกันมองตามไปก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ที่ท่านมองอยู่เป็นสุสานของบรรพกษัตริย์”
โธรองกิลหันมายิ้มนิดหนึ่ง
“ข้าเห็นความสงบ….ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ห่างออกไปก็ตามที”
“เสียดาย…..ประชาชนของเราร้างกษัตริย์มานานนักหนาแล้ว เสนาบดีเป็นผู้ธำรงรักษากฏระเบียบแห่งนครไว้และจนถึงบัดนี้ กษัตริย์คงเป็นเพียงตำนานของเราเท่านั้น” คำกล่าวถึงเสนาบดีแฝงรอยภาคภูมิแต่กลับหม่นหมองลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงกษัตริย์ “ยามที่นครของเรารุ่งเรืองถึงขีดสุด…..ข้าเองก็อยากมีโอกาสได้เห็นสักครา”
“หากวันใดที่กษัตริย์เสด็จกลับมาท่านคงได้พบกับวันนั้น” โธรองกิลตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
“ข้าชื่อเออาร์นิล ประจำอยู่ในกองทหารสังกัดของท่านเดเนธอร์มานานแล้ว”
“โธรองกิล….ข้าเชื่อว่าท่านคงรู้จักนามของข้าแล้วในฐานะคนนำสาร”
ดวงตาของเออาร์นิลจับอยู่ที่รอยยิ้มของบุรุษแปลกหน้าก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“ถ้าข้าไม่รู้ว่าท่านมาจากโรฮันข้าคงนึกว่าท่านเป็นเชื้อสายตระกูลขุนนางในกอนดอร์นี่เอง เพราะรูปลักษณ์ของท่านคล้ายกับคนของเรามากกว่าชาวโรเฮียร์ริม”
“ข้ามิใช่ชาวโรเฮียร์ริม เป็นเพียงคนเร่ร่อนจากแดนเหนือที่มีโอกาสได้รับใช้กษัตรย์มาร์กเท่านั้น”
คำตอบของชายหนุ่มไม่ได้ให้ความกระจ่างแจ้งอันใดแก่นายทหารคนสนิทของเดเนธอร์หากวิธีที่โธรองกิลพูดก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเขาปิดบังอันใดอยู่ ราวกับว่าคำตอบเช่นนี้คือความชอบธรรมแล้ว
ลานน้ำพุหน้าหอสูงร้างผู้คน บ่อน้ำพุไหลรินเพียงเบาๆ มีเพียงซากต้นไม้แห้งๆต้นหนึ่งทอดกิ่งก้านสีน้ำตาลแข็งๆลงแตะกับผิวหน้าของน้ำใสในบ่อ ดวงตาของโธรองกิลมีริ้วรอยรำลึกถึงบางสิ่ง
เจ็ดดารา เจ็ดดวงศิลา หนึ่งพฤกษาขาว
เสนาบดีแห่งกอนดอร์รอพวกเขาอยู่ในท้องพระโรงยาวลึก ผนังศิลาทั้งสองด้านไม่แขวนผ้าปักงดงามอันใดหากเป็นภาพเขียนสีลงบนเนื้อหินโดยตรง เดเนธอร์และนายทหารอีกสองสามคนเข้ามาพร้อมๆกันด้วย เสียงฝีเท้าของทุกคนกระทบพื้นหินดังก้องกังวาน โธรองกิลกวาดสายตามองภาพที่ผนังศิลาทั้งสองด้านหากสายตาหยุดอยู่ที่ภาพๆหนึ่งในมุมค่อนข้างมืด ภาพของบุรุษหนึ่งในชุดเกราะมือถือดาบหักนอนอยู่ที่พื้น เบื้องหน้าเป็นร่างสูงใหญ่ดำทมึนในมือมีดาบยาว แหวนสีทองส่องประกายอยู่บนนิ้ว บุรุษหนุ่มก้มศรีษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงทำความเคารพแล้วก็เลยผ่านไปหากกิริยานั้นอยู่ในสายตาของเดเนธอร์โดยตลอด
บัลลังก์ว่างเปล่าแต่มีเก้าอี้ศิลาตัวหนึ่งตั้งอยู่บนยกพื้นชั้นแรกหน้าบัลลังก์นั้นและเสนาบดีแห่งกอนดอร์รอพวกเขาอยู่บนเก้าอี้ เอคเธลิออนลุกขึ้นยืนต้อนรับทั้งหมดก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง เด็กรับใช้โผล่เข้ามาอย่างเงียบเชียบพร้อมกับเก้าอี้เท่าจำนวนคนที่เดินเข้ามา เสียงเกราะและดาบกระทบกันเบาๆเมื่อทุกคนนั่งลงบนเก้าอี้
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน พวกท่านคงได้รับข่าวจากข้าแล้วซินะ”
เดเนธอร์ก้มศรีษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงรับ แสดงว่าบิดาของเขาส่งโธรองกิลไปจริงๆ
“ลูกไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางเหนือเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้”
“โรฮันส่งเดออร์นายพลแห่งมาร์กไปช่วยแล้ว เราตรึงกำลังต้านพวกอีสเตอร์ลิงกับพวกบัลคอธไว้ได้ พวกมันคงต้องกลับไปตั้งหลักอีกพักใหญ่ ม้าเร็วพึ่งกลับมาถึงก่อนพวกเจ้าจะกลับมาเพียงชั่วโมงเดียวนี่เอง ต้องขอบคุณกษัตริย์เธงเกลมากในเรื่องนี้”
สายตาของเสนาบดีเฒ่าแห่งกอนดอร์มองมาทางบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่คนสุดท้ายของกลุ่มแวบหนึ่งแต่ก็อยู่ในการสังเกตของผู้เป็นบุตรชาย
“พวกท่านคงสงสัยในความเป็นมาของโธรองกิลซินะ” รอยยิ้มบางๆของเสนาบดีปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น ความรู้เท่าทันและเข้าใจในตัวบุตรชายทำให้เอคเธลิออนทราบดีว่าไม่มีวันที่เดเนธอร์จะไว้ใจโธรองกิลได้ในสถานการณ์เช่นนี้เว้นแต่ว่าจะมีสิ่งอื่นใดที่ทำให้ความกังขานั้นหมดลงไปได้ นั่นเป็นส่วนดีของบุตรชายคนเดียวที่เขาชื่นชม และนั่นก็เป็นข้อเสียอีกเช่นกัน เขาไม่ต้องการให้บุตรชายโทนกลายเป็นคนขี้ระแวงไปเสียทุกอย่าง นั่นจะทำให้การทำงานในภายภาคหน้าของเดเนธอร์ลำบากยิ่งขึ้น ขุนพลแห่งกอนดอร์ทุกคนหันมามองทางบุรุษผู้ถูกกล่าวถึงเป็นตาเดียวยกเว้นเพียงแต่เดเนธอร์ผู้ซึ่งไม่มีทีท่าอันใดเปลี่ยนแปลง โธรองกิลลุกขึ้นยืนค้อมศรีษะให้กับเอคเธลิออนหลังจากเสนาบดีเฒ่าพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้กล่าวได้
เสียงทุ้มนุ่มหูกับรอยยิ้มนิดๆของคนจรจากแดนเหนือจับใจใครหลายคนในท้องพระโรงแห่งนั้น
“ข้ามาจากโรอันโดยประสงค์ของกษัตริย์เธงเกล พระองค์ทรงทราบข่าวศึกที่ติดพันอยู่ทั้งทางเหนือและที่ไคร์อันดรอสและไม่ลืมคำสัญญาแต่เก่าก่อนระหว่างกอนดอร์และโรฮัน ข้าและเดออร์นำทัพมาด้วยกัน ท่านเดออร์แยกไปทางเหนือส่วนข้ารับหน้าที่นำสารจากกษัตริย์มาร์กมาส่งที่มินาสทิริธ และก็ได้รับบัญชาจากเสนาบดีให้ช่วยนำข่าวไปบอกพวกท่านต่อที่ไคร์อันดรอสด้วย”
นี่เอง ทำไมเอคเธลิออนจึงไว้ใจให้คนแปลกหน้านำข่าวสารอันสำคัญไปได้ กษัตรย์มาร์กและเสนาบดีแห่งกอนดอร์เป็นสหายสนิทกันมานานแสนนานตั้งแต่ครั้งยังเป็นชายหนุ่มที่กระตือรือร้นในการทำงานให้กับบ้านเมือง กษัตริย์เธงเกลเคยอยู่ในคณะเสนาบดีแห่งกอนดอร์ยามเมื่อทูร์กอน บิดาของเอคเธลิออนผู้ซึ่งป็นเสนาบดีคนก่อนยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคู่ผ่านสงครามและร่วมกันทำงานมานานมากตราบจนกษัตริย์เฟงเกล พระบิดาของเธงเกลสิ้นพระชนม์ เธงเกลจึงต้องกลับโรฮันเพื่อสืบทอดราชวงศ์เอออร์ลต่อไป ทั้งสองจึงแยกจากกันนับแต่นั้นหากมิตรภาพของคนทั้งคู่ก็ยังแน่นแฟ้นมิเสื่อมคลาย
คนที่สหายรักส่งมาจะไม่ไว้ใจได้หรือ หากเดเนธอร์มิได้คิดเช่นนั้นทั้งหมด
ใครจะรู้ หากวันใดกษัตริย์มาร์กคิดเป็นอื่น วันนั้นคงเป็นวันที่กอนดอร์ต้องรับศึกรอบด้าน
ใครจะว่าระแวงหรือคิดมากเกินการแต่เดเนธอร์ก็ถือเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องมองให้รอบด้าน ทุกวันนี้กอนดอร์อยู่กลางศึก และไม่ได้แข็งแกร่งเช่นในอดีตกาล กอนดอร์จะมัวหวังพึ่งผู้อื่นมิได้ เวลานี้เธงเกลทรงส่งคนมาและบิดาของเขาก็ท่าทางจะไว้เนื้อเชื่อใจชายผู้นี้เอาเสียด้วยยิ่งทำให้เขาต้องระวังมากขึ้น ความช่วยเหลืออาจเป็นเพียงสิ่งบังหน้า สิ่งใดที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้
หากเดเนธอร์ก็ยังมิได้เชื่อว่าโรฮันมีจุดประสงค์ร้ายต่อกอนดอร์ไปเสียทั้งหมด เพราะเหตุว่าหากกษัตริย์มาร์กทรงดำริเช่นนั้นจริงจะช่วยกอนดอร์ทำศึกด้วยเหตุอันใด รอให้มินาสทิริธแตกพ่ายแล้วนั่งรอเก็บผลประโยชน์มิดีกว่าหรือ
“กษัตริย์เธงเกลส่งสารมาถึงข้าและอนุญาตให้โธรองกิลอยู่ช่วยการศึกกับเราได้ ซึ่งข้าก็ยินดี” เอคเธลิออนกล่าวสืบไป
“ข้าเพียงอยากถามสองสามคำถาม” เดเนธอร์หันมาทางผู้เป็นบิดาซึ่งเอคเธลิออนก็พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
“ท่านมิใช่ชาวโรเฮียร์ริม และมิใช่คนของกอนดอร์แล้วไฉนท่านถึงมารับใช้กษัตริย์มาร์กและคิดจะมาช่วยเราในยามนี้ หรือว่ากอนดอร์มีลาภยศอันใดที่ท่านประสงค์”
รอยยิ้มนิดๆของโธรองกิลยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อได้สดับวาจาอาจหาญตรงไปตรงมาของบุตรชายโทนแห่งเสนาบดี
“ข้ามิได้ประสงค์อันใดมากไปกว่าความสงบของแผ่นดินเกิด ข้าเป็นเพียงพรานป่าเร่ร่อนจากดินแดนเหนือที่พบเห็นความเดือดร้อนในแดนใต้ที่อาจมีผลกระทบกับบ้านที่ห่างไกลของข้าได้ ท่านเองก็เช่นกัน สามารถนิ่งดูดายได้หรือหากท่านรู้ว่าแผ่นดินเกิดกำลังมีภัย”
เดเนธอร์ก้มศรีษะลงเล็กน้อย คำตอบของโธรองกิลไม่ได้ให้ความกระจ่างอันใดเลยแต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เขาคาดไว้แล้ว
“ข้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านกล่าว โธรองกิล…โปรดอภัยให้ข้าด้วยที่ข้ากล่าวเช่นนั้น สิ่งที่ท่านกล่าวนั้นจริงแท้อย่างที่สุด ไม่ว่าผู้ใดก็รักแผ่นดินเกิดและคงไม่ยอมให้ใครมากระทำย่ำยีได้”
นัยยะแห่งคำพูดนั้นกระทบโดยตรงกับผู้มาใหม่ หากวันใดที่โธรองกิลมีทีท่าที่บ่งว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อกอนดอร์ เขานั่นแหละจะเป็นคนที่จัดการเรื่องนี้เองโดยไม่เลือกวิธี สายตาของเดเนธอร์บอกอย่างชัดแจ้ง
เอคเธลิออนปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปตามทางของมันและเป็นฝ่ายจับตามองอยู่อย่างเงียบๆ สุดท้ายแล้วเสนาบดีเฒ่าก็เอ่ยขึ้นว่า
“ข้าอยากให้โธรองกิลอยู่ที่นี่สักพัก พวกคอร์แซร์มีท่าทีที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจนักและเราก็ต้องการคนที่ชำนาญการรบทางน้ำ ซึ่งเธงเกลบอกว่าเจ้ามีความรู้ในเรื่องนี้”
“แล้วแต่ท่านประสงค์ ดาบของข้ายินดีรับใช้กอนดอร์เสมอ” บุรุษผู้มาจากโรฮันคุกเข่าลงตรงหน้า
“ดี พวกเจ้าออกไปได้ ข้าจะคุยกับลูกชายของข้าต่อสักหน่อย”
เมื่อทุกคนหายไปจากสายตาของเสนาบดีแห่งกอนดอร์แล้ว ใบหน้าเหี่ยวย่นก็หันมาทางบุตรชายคนเดียว
“พ่อดีใจที่เจ้าปลอดภัย”
“ท่านพ่อให้คนส่งข่าวไปทันเวลาพอดี หากช้ากว่านี้อีกไม่นานข้าอาจไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้วก็ได้”
“พ่อรู้ว่าเจ้าจะกลับมา” คำตอบของผู้เป็นบิดามั่นคงนัก “เรื่องของโธรองกิลข้าเข้าใจว่าเจ้ายังไม่วางใจนัก แต่ข้ากับเธงเกลมีการติดต่อกันโดยตลอด ชายผู้นี้รับใช้กษัตริย์มาร์กมานานหลายปีแล้วเพียงแต่มิได้ออกหน้า เดออร์กับเขาออกลาดตระเวนและทำสงครามร่วมกันบ่อยครั้งที่ชายแดน คนส่วนมากจึงไม่รู้จักเขา เธงเกลไว้ใจเขามาก”
เดเนธอร์พยักหน้าช้าๆ
“ข้าพอจะนึกออก แต่ถ้าเขามีความสำคัญมากเหตุใดเล่ากษัตริย์เธงเกลจึงยอมให้เขามาที่นี่”
“เพราะข้าเป็นผู้ขอ”
คำตอบนั้นทำให้เดเนธอร์แปลกใจ บิดาของเขากล่าวสืบไปว่า
“กอนดอร์กำลังร่วงโรย ลูกข้า เราต้องการคนใหม่ๆที่จะช่วยให้อาณาจักรของเรายืนอยู่ได้ท่ามกลางภัยอันตรายรอบด้าน และหากกอนดอร์ยืนอยู่ได้ โรฮันก็ปลอดภัย สองแคว้นเราต้องร่วมมือกัน”
มือเหี่ยวย่นของเสนาบดีแห่งกอนดอร์ตบบ่าของบุตรชายโทนหนักๆ
“เจ้ามองรอบตัวสิ คนรอบข้างเจ้าล้วนสูงวัย ข้าไม่อยากให้เจ้าสืบทอดบ้านเมืองต่อท่ามกลางพวกคร่ำครึ ข้าต้องการคนหนุ่มที่มีหัวคิดไว้ให้เจ้าใช้สอย เราก็ไม่ได้เสียอะไรจากการนี้มิใช่หรือ”
บุตรชายโทนแห่งเสนาบดีค้อมศีรษะรับโดยไม่กล่าวคำใดอีก
----------------------------------------------------
โธรองกิลแยกออกมาจากกลุ่มของขุนพลที่ออกมาจากท้องพระโรงพร้อมๆกันหลังจากมีผู้แจ้งให้ทราบถึงสถานที่ๆเขาจะใช้พำนักและรหัสผ่านทางเข้าออกในแต่ละชั้น ร่างสูงใหญ่เดินลดเลี้ยวผ่านระเบียงหินขาวมาสู่สวนร่มครึ้มด้วยเงาไม้ใหญ่อันหาได้ยากยิ่งในศเวตนคร บุรุษหนุ่มผู้มาจากโรฮันแหงหน้าขึ้นมองเงาไม้เหนือศรีษะดวงตาปิดลงชั่วครู่ หัวใจล่องลอยกลับไปสู่แดนเหนือ…..ดินแดนที่มีไม้ใหญ่เกี่ยวพันกันหนาทึบ แม้กระทั่งแสงตะวันยังยากที่จะลอดผ่าน ดินแดนที่หัวใจร่ำร้องอยากกลับไปทุกนาที เสียงสายลมอ่อนกระทบใบไม้ที่ส่ายไหวเบาๆพัดพาเอาความระลึกถึงไปสู่ผู้ที่อยู่แสนไกล
ใบไม้ทุกใบ….เตือนให้ระลึกถึงข้า….หากท่านยังคิดที่จะจดจำข้าเอาไว้….
ถ้อยจำนรรจรดลึกอยู่ในหัวใจมิอาจลืมเลือน
นานนักที่เขาจากแผ่นดินนั้นมา ใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นสีทองร่วงหล่นไปในสายลมยะเยือกเพื่อที่จะเห็นใบอ่อนระบัดใหม่ในยามที่หิมะละลาย กี่รอบปีแล้วที่มิได้หวนกลับไป ใบไม้ที่เขาคะนึงหาจะยังอยู่ ณ แห่งเดิม จะยังคงเป็นใบไม้เขียวใบเดิมอยู่หรือไม่เขามิอาจรู้ แต่ถึงเวลานี้ เวลาที่หน้าที่ต้องมาก่อนสิ่งใด ในซอกมุมลึกๆของหัวใจก็ยังถวิลหา...
แต่เมื่อใดเล่า เขาจึงจะมีโอกาสนั้นอีกครา ฤามันจะไม่มาถึงอีกเลยก็สุดจะรู้
To be continued
บางตอนจาก "จารึกจากโรฮัน" หอสมุดแห่งกอนดอร์
เดออร์ นายพลแห่งมาร์กเป็นบิดาแห่งเอโอมุนด์ เดออร์ถือกำเนิดและเติบโตที่อีสต์โฟลด์ รับราชการในกษัตริย์เธงเกลเป็นทหารคู่ใจมาตั้งแต่กษัตริย์เธงเกลขึ้นครองราชสมบัติ เดออร์สมรสกับเฟรอาวินแห่งสโนว์บอร์นและมีบุตรชายเพียงคนเดียวคือเอโอมุนด์ซึ่งเกิดในปี 2950 เอโอมุนด์ถูกเลี้ยงดูในเอโดรัสมาตั้งแต่ยังเยาว์และสนิทสนมกับเธโอเดนโอรสแห่งกษัตริย์เธงเกลเสมือนเป็นพี่น้อง เดออร์เสียชีวิตในการศึกที่เอนท์วอชเพื่อขับไล่ผีร้ายในปี 2968 หลังจากนั้นสี่ปีเอโอมุนด์รับตำแหน่งนายพลแห่งริดเดอร์มาร์กแทนผู้เป็นบิดา เอโอมุนด์สมรสกับเธโอดวิน ธิดาองค์สุดท้องแห่งกษัตริย์เธงเกลและมีบุตรธิดาคือกษัตริย์เอโอแมร์และเอโอวีน
