Chapter Text
คาสึโทระสะดุ้งตัว
แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่กระชั้นตามแรงหอบหายใจ เครื่องปรับอากาศภายในห้องจะยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีอย่างที่ควรจะเป็นทว่าเม็ดเหงื่อกลับผุดขึ้นทั่วกรอบหน้า ความรู้สึกตกใจราวกับหัวใจจะกระดอนออกมานอกแผ่นอก ราวกับกำลังถูกฉุดให้ร่วงลงมาจากที่สูงอย่างแรงยังคงตราตรึง ภาพในความฝันช่างดูเหมือนจริงเสียจนทำให้ข้างในอกรู้สึกปวดเสียด ราวกับถูกของแหลมบางอย่างทิ่มแทงกลางอกจนปรากฏรูโหว่
เขาแนบใบหน้าลงกับฝ่ามือ มันสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ กระบอกตาร้อนผ่าว ภาพเงารางๆ ของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดของยามค่ำคืนเริ่มพร่ามัวและไหววูบด้วยน้ำตาที่จวนเจียนจะไหล ก่อนที่เขาจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
เหมือนกับทุกคืนที่ผ่านมา
ปล่อยให้เสียงสะอื้นไห้ดังก้องไปทั่วห้องพักที่ไม่ได้มีเครื่องเรือนอะไรมากไปกว่าเตียงหลังหนึ่ง และโต๊ะเขียนหนังสือที่บนโต๊ะมีกระดาษจำนวนมากถูกขยำเป็นก้อนวางสุมรวมกันอย่างไร้ระเบียบ ผนังปูนเปลือยสี่ด้าน หน้าต่างหนึ่งบาน และพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ
"ฝันร้ายหรือ?"
สุรเสียงทุ้มต่ำจากคนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ จนถึงเมื่อครู่เอ่ยถามขณะที่เริ่มขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มผืนบางร่นลงมากองที่เอวเผยให้เห็นแผ่นอกเปลือยเปล่าสีน้ำนมตัดกับเรือนผมสั้นสีดำสนิท โคมไฟหัวเตียงจะถูกเปิดขึ้น แสงไฟสีแสดส่องแสงขับไล่ความมืดทั่วบริเวณให้มลายหายไป เสี้ยวหน้าของผู้อยู่อาศัยร่วมชายคาที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงจากแหล่งกำเนิดแสงเพียงชิ้นเดียวภายในห้องปรากฏให้เห็นในสายตา
คาสึโทระปากคอสั่น ไม่อาจสกัดกั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ได้ ชื่อของคนตรงหน้าที่หลุดออกมาจากริมฝีปากจึงสั่นเครือจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ทว่าเจ้าของชื่อไม่คิดติดใจ บางทีคงเพราะมองว่านั่นเป็นเรื่องเล็กเกินกว่าจะใส่ใจหรืออาจจะเคยชินกับมันไปแล้วก็สุดจะรู้ หมอนั่นเพียงระบายยิ้มละมุนอย่างทุกครั้ง ตบลงบนหน้าขาตัวเองเบาๆ สองสามที รอจนกระทั่งคาสึโทระค่อยๆ พาร่างกายที่เกือบจะเปลือยเปล่ามาทิ้งตัวนั่งลงบนตัก จึงเอื้อมมืออีกข้างไปหยิบหวีแปรงในลิ้นชักโต๊ะหัวเตียง แปรงเส้นผมยาวสลวยนั้นอย่างเบามือ
ปลายนิ้วติดหยาบกระด้างอย่างคนขับขี่จักรยานยนต์ที่ปัดผ่านหัวไหล่ของเขาในบางจังหวะทำให้คาสึโทระขบเม้มริมฝีปากแน่น ภายในอกบีบรัดตัวอย่างรุนแรงราวกับต่อต้านความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้คนที่ไม่คู่ควรได้รับมันเฉกเช่นตัวเขา
กว่าอีกฝ่ายจะเล่นกับเส้นผมของเขาจนพอใจเข็มสั้นของนาฬิกาบนผนังก็ล่วงเลยไปจนถึงเลขห้า ความรู้สึกง่วงงุนค่อยๆ เพิ่มทวีคูณพอๆ กับแสงแดดแรกของวันที่ส่องลอดเข้ามาผ่านหน้าต่างที่มีอยู่เพียงบานเดียวในห้อง เปลือกตาของคาสึโทระหนักอึ้ง หากแต่ทุกคราที่ปิดเปลือกตาลงภาพของร่างไร้ลมหายใจและกลิ่นของธาตุเหล็กที่ลอยฟุ้งในอากาศ ก็ยังคงตามหลอกหลอนไม่เลิกราจนยากที่จะทำใจให้หลับลงได้อย่างสงบสุข
"พรุ่งนี้นายอยากทำอะไร"
คำถามจากคนด้านหลังเรียกสติของเขากลับมา
ไม่มีร้านขายมอเตอร์ไซต์ที่มืดสนิท ไม่มีร่างของซาโนะ ชินอิจิโร่ ไม่มีกองเลือด แม้แต่ไซเรนของรถตำรวจก็ไม่มี สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงผนังปูนเปลือยของห้องพักขนาดเท่ารูหนูที่พวกเขาใช้ซุกหัวนอน นาฬิกาเรือนเก่าคร่ำครึบนผนังที่ส่งเสียงน่ารำคาญออกมาในทุกๆ ครั้งที่เข็มวินาทีขยับไปยังช่องถัดไป และกลิ่นอับชื้นของสิ่งสกปรกที่โชยออกมาตามซี่ของเครื่องปรับอากาศซึ่งพวกเขาไม่มีเงินมากพอที่จะจ้างคนมาทำความสะอาดมัน
"อยากไปทะเล"
ตอบออกไปทั้งๆ ที่ยังนั่งหันหลังให้อีกฝ่าย หลบซ่อนความวูบไหวภายในนัยน์ตาสีทรายเอาไว้ภายใต้คำโป้ปดโดยการแสร้งทำเป็นทอดสายตามองไปยังแสงสีขาวไกลลิบตรงสุดขอบฟ้า แม้ในใจจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำลงไปล้วนแต่เป็นเพียงความพยายามที่ไร้ประโยชน์ก็ตามที
"งั้นพรุ่งนี้เราไปทะเลกันนะ"
สิ้นประโยคนั้น ความอบอุ่นจากร่างกายของอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ถ่ายทอดมายังคาสึโทระ เขาไม่มีทีท่าขัดขืนเมื่อถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด ทั้งยังปล่อยตัวให้เจ้าของตักจัดท่าทางให้ตามใจราวกับเป็นตุ๊กตาหุ่นกระบอกไร้เชือก อีกฝ่ายสวมกอดเขาจากทางด้านหลัง วางใบหน้าลงบนบ่า ลมหายใจเจือกลิ่นนิโคตินที่รินรดลงมาบนผิวเนื้อบริเวณต้นคอชวนให้รู้สึกจั๊กจี้พิลึก คาสึโทระปิดเปลือกตาลง พยายามบังคับตัวเองให้จินตนาการภาพของผืนทรายสีทองยาวสุดลูกหูลูกตา และน้ำทะเลสีฟ้าอ่อนที่ส่องแสงพราวระยับราวกับนัยน์ตาของทูตสวรรค์ ทว่าภาพที่มองเห็นด้านหลังเปลือกตากลับมีเพียงภาพของทะเลเลือดสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือดอันน่าสะอิดสะเอียนชวนให้อยากสำรอกเอาของเก่าออกมา สุดท้ายเขาจึงเลิกล้มความพยายามที่จะข่มตานอนในที่สุด
เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายถามขึ้นว่า
"อยากได้อะไรอีกหรือเปล่า"
เวลาพอเหมาะพอเจาะเสียจนนึกขำ เงาของพวกเขาที่ฉายบนกำแพงปูนสั่นไหวเพราะเสียงหัวเราะเบาๆ ของคาสึโทระ- ช่างเป็นประโยคสามัญธรรมดาที่ชวนให้หัวเราะออกมาอะไรขนาดนี้
"อย่างกับว่าไม่ว่าฉันจะขออะไร นายก็พร้อมจะหามาให้งั้นล่ะ"
คนอายุน้อยกว่าเงียบไป เพราะพวกเขานั่งหันหน้าไปทางเดียวกันคาสึโทระจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าอย่างไร และสาบานได้ว่าเขาไม่ได้อยากรู้- ความรู้สึกนึกคิดเดียวที่มี มีเพียงความต้องการของตัวเองที่เด่นชัดและแน่วแน่มาโดยตลอดหลายสิบปี
มันเป็นความต้องการที่เรียบง่าย- ง่ายดายราวกับการหายใจเข้าออก ง่ายดายเสียยิ่งกว่าการพยายามแย่งคัตเตอร์คืนมาจากอดีตฆาตกร แล้วปามันออกไปให้ไกลพ้นมือของคนที่แผดเสียงร้องไห้ราวกับเสียสติ ง่ายดายเสียยิ่งกว่าการต้องมานั่งป้อนข้าวป้อนน้ำให้กับคนที่ไม่มีแม้แต่ความต้องการที่จะมีชีวิต ง่ายดายเสียยิ่งกว่าการต้องตื่นมากลางดึกและคอยรับมือกับพายุอารมณ์หลากรูปแบบของคาสึโทระ
ทั้งที่เป็นเช่นนั้นแต่คนที่กำลังโอบกอดเขาเอาไว้อย่างรักใคร่ในตอนนี้ก็ยังไม่คิดยอมแพ้ เพียงเพื่อเหตุผลข้อเดียวที่คาสึโทระมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนแต่กลับพยายามทำเป็นมองไม่เห็นโดยตลอดมา
"นายคงอยากได้นมอุ่นๆ สักแก้วก่อนเข้านอน"
อากัปกิริยาของอีกฝ่ายไม่ได้ห่างไกลจากที่เขาคิดเท่าไหร่นัก ออกจะเถรตรงจนสามารถคาดเดาได้ เขาส่ายหน้า แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นการพยายามเบี่ยงประเด็นอย่างไม่แนบเนียนของอีกฝ่าย เอ่ยด้วยเสียงเบาหวิวราวกระซิบว่า อยากเข้านอนแล้ว อีกฝ่ายจึงยอมคลายกอดแล้วเปลี่ยนมาจัดท่าทางของเขาให้นอนลง
เส้นผมสีดำแซมทองแผ่สยายไปทั่วหมอนสีขาวบริสุทธิ์ คาสึโทระปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง รอบข้างถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดไร้ขอบเขต รับรู้ได้ว่าผ้าห่มที่เคยกองอยู่ที่เอวถูกดึงขึ้นมาคลุมกายโดยฝีมือของคนที่ล้มตัวนอนอยู่ข้างๆ กัน ก่อนที่ภาพฝันร้ายจะค่อยๆ ถูกปัดเป่าให้หายไปด้วยไออุ่นจากท่อนแขนที่ดึงรั้งเอวของเขาเข้าไปในอ้อมกอด
คาสึโทระระบายยิ้มบางเบาแทนคำขอบคุณโดยไม่นึกใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นหรือไม่- แต่ก็คงเห็น เพราะเขาได้รับจุมพิตบางเบาบนหน้าผากกลมเกลี้ยงเป็นการตอบรับในเวลาต่อมา หูได้ยินเสียงโคมไฟหัวเตียงที่ปิดลง ความมืดเข้าโอบล้อมทุกอย่างอีกครั้ง
"กอดฉันทีสิ"
อีกฝ่ายกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น ทำตามคำขอของเขาโดยไม่แม้จะปริปากบ่น คำอวยพร "ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี" ถูกเอื้อนเอ่ยแทนการกล่าวว่า ราตรีสวัสดิ์
แม้ในใจของเขาจะไม่อยากให้วันพรุ่งนี้มาถึงแค่ไหนก็ตาม
.
.
.
พื้นน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาปรากฏอยู่ตรงหน้า
เสียงของคลื่นทะเลซัดเข้าหาชายฝั่งดังให้ได้ยินเป็นจังหวะ ลมหอบเอากลิ่นของเกลือทะเลและไอร้อนเข้ามาปะทะตัว จนอดไม่ได้ที่จะต้องกางแขนทั้งสองข้างออกไปเพื่อรับสัมผัส คาสึโทระสลัดรองเท้าผ้าใบที่สวมอยู่ออก ปล่อยมันทิ้งไว้ตรงขั้นบันไดสักขั้นด้วยรู้ดีว่าอย่างไรคนที่มาด้วยกันก็จะต้องจัดการกับมันแทนเขาอยู่ดี
ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าก้าวไปบนพื้นทรายหยาบกระด้างที่ร้อนระอุเพราะถูกแสงแดดยามเช้าส่องกระทบ คาสึโทระเร่งฝีเท้า เมินเฉยต่อคำเตือนของคนด้านหลังที่กำลังรีบเร่งดับเครื่องรถจักรยานยนต์ก่อนจะก้าวยาวๆ เดินตามเขาลงมาโดยไม่ยอมให้คลาดสายตาไปแม้สักวินาที
ชายเสื้อฮาวายตัวบางพลิ้วไหว เส้นผมสีดำแซมทองที่วันนี้ถูกมัดรวบเป็นมวยเอาไว้ด้านหลังขยับส่ายตามแรงลม คาสึโทระใช้มือทัดลูกผมจำนวนหนึ่งไว้ที่หลังหู ขณะที่ย่อตัวลงนั่งยองกับพื้น หยิบเอาเปลือกหอยเล็กๆ อันหนึ่งขึ้นมา ชูมันขึ้นส่องมันกับแสงอาทิตย์ ขณะที่พลิกหน้าหลังอย่างสนอกสนใจราวกับเด็กประถมที่ได้เจอของเล่นชิ้นใหม่
ครู่หนึ่งร่างเล็กทว่าปราดเปรียวจึงค่อยปรากฏขึ้นในระยะสายตา
รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นจิฟุยุนั่งลงกับพื้นในคุกเข่า ใช้มือสองข้างพับขากางเกงขายาวที่เขาสวมใส่อยู่ขึ้นให้อย่างใจเย็น แม้ในใจคาสึโทระจะคิดว่านั่นเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ เพราะอย่างไรมันก็ไม่มีทางที่จะไม่เปียก หากแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป ปล่อยให้คนอายุน้อยกว่าปฏิบัติต่อเขาราวกับว่าเขาเป็นของมีค่าชิ้นสำคัญจนกว่าอีกฝ่ายจะพอใจ เหนื่อยหน่าย และรามือไปเอง
ถึงจิฟุยุจะเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีวันนั้น เป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่ผีย่อมเห็นผี คนโป้ปดย่อมมองเห็นซึ่งคำโกหกของกันและกัน เหมือนกันกับที่จิฟุยุมองผ่านคำโกหกของคาสึโทระได้อย่างทะลุปรุโปร่งราวกับกวาดสายตามองผ่านแผ่นกระจกโปร่งใส คาสึโทระเองก็รู้ดีว่าคำว่าไม่มีวันของอีกฝ่ายไม่ได้ยาวนานดังที่กล่าวอ้าง
แต่เรื่องนั้นมันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
"ทำไมถึงอยากมาทะเล"
คนข้างตัวเอ่ยถามออกมาแบบนั้นเมื่อกลับมายืดตัวเต็มความสูงเรียบร้อยแล้ว คาสึโทระเหลือบตามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปยังเกลียวคลื่นตรงหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อพบว่านัยน์ตาสีฟ้าอ่อนคู่นั่นเองก็กำลังมองมาที่เขาอย่างพยายามหาคำตอบเช่นกัน
"ไม่รู้สิ" เขาเว้นช่วง สูดกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลเข้าจนเต็มปอด "เพราะวิญญาณทุกดวงต้องกลับคืนสู่ชายหาดละมั้ง"
อีกฝ่ายเงียบไป โสตประสาทได้ยินเพียงเสียงของคลื่นกระทบฝั่งและเสียงนกสีขาวพิสุทธิ์ร้องระงมราวเพลงบรรเลง ก่อนที่คาสึโทระจะทำลายมันลงด้วยประโยคสั้นๆ อย่าง
"ลงไปในทะเลกันเถอะ"
พูดพลางฉวยมือของอีกฝ่ายก่อนจะออกแรงดึงรั้งร่างเล็กให้เดินตามมาด้วยกัน ฝ่าเท้ารับรู้ได้ถึงเม็ดทรายเนียนละเอียดที่เปียกชื้น สัมผัสของพวกมันอ่อนนุ่มอย่างน่าประหลาด คลื่นทะเลหอบเอาเศษกรวดทรายแหลมคมลอยมากระทบหลังเท้าชวนให้รู้สึกแสบคันอยู่เป็นครั้งคราหากแต่คาสึโทระก็หาได้สนใจ จนน้ำที่เคยต่ำเตี้ยราวข้อเท้าเพิ่มสูงขึ้นมาจนถึงบั้นเอวจิฟุยุจึงได้เอ่ยถาม
"เราจะไปถึงตรงไหน"
เสียงของอีกฝ่ายสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะน้ำทะเลเย็นเฉียบในช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในทุกอณูของเสื้อผ้า หรือเพราะความหวั่นใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอกก็ยากจะล่วงรู้ และคำตอบของคาสึโทระคือ "ไม่รู้" เขายังคงเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายแม้ว่าเสื้อผ้าเหนือเอวจะเริ่มเปียกชื้นจนเริ่มรู้สึกหนาวหากแต่เท้าสองข้างก็ยังคงไม่ยอมหยุดก้าวไปข้างหน้า
กระทั่งรู้สึกได้ว่าข้อมือของตนถูกดึงรั้งเอาไว้จึงได้หันหลังกลับไปมอง- มัตสึโนะ จิฟุยุที่ทำหน้าราวกับคนจะร้องไห้ยืนอยู่ตรงนั้น คาสึโทระไม่ได้เอ่ยถามอะไร กลับยื่นมือออกไปตรงหน้า อีกฝ่ายตอบรับโดยการวางใบหน้าลงบนฝ่ามือของเขาอย่างเคยชิน แสงตะวันส่องอาบไล้ใบหน้าหล่อเหลาทำให้เขามองเห็นรอยคล้ำใต้ตาและร่องรอยอ่อนล้าของคนอายุน้อยกว่าได้ชัดเจนกว่าที่เคย
จิฟุยุกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป
เหมือนกับที่เขาเป็น
คิดพลางเกลี่ยนิ้วหัวแม่มือไปบนร่องรอยเหล่านั้น คำขอโทษแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปาก จิฟุยุส่ายหน้า ยังคงรักษาท่าทีนิ่งสงบเอาไว้ได้เหมือนอย่างทุกครั้ง
ไม่เคยแสดงสีหน้าโกรธเคือง ไม่แม้แต่จะตำหนิหรือดุด่า ไม่ว่าพายุอารมณ์ของคาสึโทระจะรุนแรงเพียงใดขอแค่คนอายุมากกว่ายังมีลมหายใจอยู่จิฟุยุก็พร้อมที่จะให้อภัย โน้มตัวลงมอบจุมพิตรสขมปร่ามาให้ โอบกอดเขาเอาไว้ในอ้อมแขน กระซิบเสียงเบาตรงริมหูว่า ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี ใช้ความอบอุ่นและเสียงชีพจรขับไล่ฝันร้ายของคาสึโทระให้หายไป แล้วเช้าวันใหม่ก็จะดำเนินมาอีกครั้ง เป็นเช่นนี้วนซ้ำเรื่อยไปราวกับเทปม้วนเก่าที่กรอวนไปมา สลับหน้าเอ ไปสู่หน้าบี ก่อนจะเล่นซ้ำหน้าเออีกครั้งอย่างไม่รู้จบ
สาบานได้ว่าคาสึโทระไม่เคยต้องการให้มันเป็นแบบนี้
เรื่องทุกอย่างไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ มันควรจะจบลงตั้งแต่วันนั้น- วันที่ใบมีดกรีดลงบนผิวหนัง วันที่น้ำในอ่างอุ่นร้อนและถูกย้อมไปด้วยสีแดงสด วันที่เขาร้องไห้เรียกชื่อคนที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ซ้ำๆ ราวกับหวังให้อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นเพื่อรับวิญญาณของเขาไปสู่การเดินทางอันยาวไกลด้วยกัน ทุกอย่างเป็นความผิดของจิฟุยุ เป็นเพราะหมอนั่น เพราะความอ่อนโยนของหมอนั่นที่ทำให้ส่วนลึกในจิตใจกระซิบแผ่วเบาว่า อยากจะมีชีวิตต่อไปอีกสักวัน ทั้งๆ ที่ไม่ควรเลยสักนิด
เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องแตกสลายลงไปเหมือนอย่างที่เขาเป็น บทละครโศกเรื่องนี้ควรจะจบลงเสียตอนนี้
"นี่ จิฟุยุ ช่วยหลับตาได้ไหม"
นัยน์ตาเฉดสีเดียวกับผืนทะเลตรงหน้าสั่นเครือราวกับคลื่นระลอกหนึ่งก่อตัวขึ้นภายในนั้น ถึงจะไม่เต็มใจแต่จิฟุยุก็ยอมหลับตาลง ยอมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นรูปปั้นเทพแห่งมหาสมุทรกลางท้องทะเล ยอมให้คาสึโทระดึงมือออกจากฝ่ามือที่เกาะกุม ยอมให้คาสึโทระเดินถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ไปยังบริเวณที่น้ำสูงขึ้นจนถึงแผ่นอก
"พวกเขาว่ากันว่าทะเลคือจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนเกิดขึ้นจากทะเล และเมื่อพวกเขาตายดวงวิญญาณทุกดวงย่อมกลับคืนสู่ผืนทะเล- นั่นรวมถึงวิญญาณของคนบาปอย่างฉันด้วยหรือเปล่า?"
"นายไม่เชื่อในพระเจ้าแต่กลับกังวลถึงเรื่องหลังความตายงั้นหรือ?"
คาสึโทระยักไหล่ "ผิดหรือไง" เขายกมือขึ้นทัดปอยผมสีทองที่พัดพลิ้วเพราะสายลมแห่งสารทฤดูที่พัดผ่าน "นับหนึ่งถึงสิบแล้วค่อยลืมตานะ"
"คาสึโทระคุง..."
"สัญญาสิ"
ทั้งๆ ที่คาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร แต่เขาก็ยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างไม่คิดโต้แย้ง
รู้อยู่แก่ใจดีว่าหากคราวนี้เขาไม่สามารถช่วยอีกฝ่ายเอาไว้ได้ทันมันจะเป็นเช่นไร หากแต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับไปดังใจนึก เพียงเพราะหนึ่งเหตุผล เสียงภายในหัวกรีดร้องโหยหวนอย่างน่าสังเวช- เหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยกับการต้องคอยขัดขวางความต้องการของอีกฝ่ายตลอดมา
ถ้านี่คือความต้องการเพียงข้อเดียวที่คาสึโทระเฝ้าร้องขอโดยตลอดมา คือสิ่งเดียวที่จิฟุยุไม่สามารถมอบมันให้กับอีกฝ่ายได้
เพราะแบบนั้นจึงเลือกที่จะหลับตา
นับเลขหนึ่งถึงสิบอย่างใจเย็น ทั้งที่มือสองข้างกำลังสั่นไหว เล็บเท้าจิกลงไปบนผืนทรายอ่อนนุ่ม แผ่นหลังของเขาชาวาบ และความรุ่มร้อนกลางอกที่น้ำทะเลเย็นเฉียบไม่สามารถช่วยบรรเทาลงได้
"สิบ"
และเมื่อดวงตาคู่นั้นลืมขึ้นอีกครั้ง คาสึโทระที่เคยยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่มีอยู่อีกแล้ว เหลือเพียงแค่ผืนน้ำที่แผ่กระจายออกเป็นระลอกคลื่นก่อนที่มันจะค่อยๆ สงบลงและไม่เหลืออะไรอยู่อีกเลย
ปล่อยให้ประโยคคำถามที่ตกค้างอยู่ภายในใจล่องลอยไปตามกระแสลม ลอยลมขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศเหนือหัว โลดแล่นไปในเกลียวคลื่นใต้ท้องสมุทรที่ลึกสุดหยั่ง ณ เส้นขอบฟ้าที่มองเห็นอยู่ไกลลิบ หรืออาจจะอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลกใบนี้ที่มีใครคนนั้นรออยู่
