Actions

Work Header

Blooming in the summer

Summary:

ฟิคร่วมงานอีเว้น #5USecretSatoru ค่ะ
ของขวัญจากซานต้า Merlin ให้คุณ CJupiter
--------
Blooming in the summer : ยามดอกพีชผลิบานในหน้าร้อน

Notes:

(See the end of the work for notes.)

Work Text:

โกะโจ ซาโตรุ ใช้เวลาเพียง 5 วินาทีหลังจากที่ได้พบกับอิตาโดริ ยูจิในครั้งแรก ก็สามารถเปลี่ยนความคิดจาก ‘ไอ้เด็กซื่อบื้อนี่ ทำไมถึงได้ทำอะไรโง่ ๆ อย่างนี้เนี่ย!?’ เป็น ‘ไอ้เด็กซื่อบื้อนี่ ทำไมถึงได้น่ารักอย่างนี้เนี่ย!?’

ใช่แล้ว

หลังจากที่เกิดมาได้ 17 ปี ในที่สุดรุ่นพี่อัลฟ่าสุดหล่อ พ่อรวย สุดแสนเพอร์เฟคอย่างโกะโจ ซาโตรุก็มีความรัก ท่ามกลางความทรมานของเหล่าเพื่อนสนิทอย่างเกะโท สุงุรุ และอิเออิริ โชโกะอย่างช่วยไม่ได้

จากคำบอกเล่าของสุงุรุ เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นจากตอนเช้าของวันหนึ่ง…

**____________________________**

“…โกะโจ ออกไปซื้อน้ำชามาให้หน่อยดิ”

เสียงของโชโกะ เบต้าสาวดังขึ้นท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของเหล่านักเรียนในช่วงพักเบรกหลังจบคาบเรียนที่สาม ที่ตอนนี้คนถูกเรียกกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ดวงตาสีฟ้าภายใต้แว่นดำหันไปจับจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจความหมาย

“หา?”

ตอนนั้นเองที่เสียงอันคุ้นเคยของเพื่อนสนิทที่เป็นอัลฟ่า สุงุรุได้ดังขึ้นจากที่นั่งข้าง ๆ “แกล้งทำเป็นลืมเหรอซาโตรุ ใครกันนะที่เมื่อเช้าบอกว่าจะเป็นเบ๊ให้ทั้งวันน่ะ อ้อ ส่วนของฉันขอเป็นน้ำส้มโอที่ตอนนี้กำลังฮิตนะ”

คนฟังคิ้วกระตุกในทันที นึกออกแล้วว่าในตอนเช้าของวันนี้ อาจเพราะด้วยความเบื่อหรืออะไรก็ไม่อาจรู้ได้ทำให้เขาเอ่ยปากบอกเพื่อนทั้งสองคนไปว่า ‘คอยดูนะ เดี๋ยววันนี้ตอนสอบเก็บคะแนนวิชาเลขฉันต้องได้เต็มแน่ ๆ ถ้าทำไม่ได้เดี๋ยวจะยอมเป็นเบ๊ให้ทั้งวันเลยเอ้า!’ โดยมีสีหน้าของสุงุรุที่สามารถตีความได้ว่า ‘เอาจริงดิ?’ และเสียงผิวปากคล้ายกับกำลังสนุกของโชโกะเป็นปฏิกิริยาตอบรับ

การสอบเก็บคะแนนที่กล่าวถึงนั้นเกิดขึ้นภายในคาบเรียนที่หนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วซาโตรุแล้วเป็นคน หัวดี ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เจ้าตัวมักจะสอบได้คะแนนเต็มอยู่บ่อยครั้ง ยกเว้นในครั้งนี้…

9.5/10

เขาโดนหักคะแนนไปเล็กน้อยโทษฐานลายมือไก่เขี่ยจนแยกไม่ออกระหว่างเลข 1 กับเลข 7 แม้ว่าจะพยายามโต้แย้งกับอาจารย์ยากะแล้วแต่ก็ยังไม่เป็นผล และด้วยเหตุนั้น…

ซาโตรุเลยกลายมาเป็นเบ๊ชั่วคราวให้ทั้งสองอย่างช่วยไม่ได้

“อะไรกัน ซาโตรุ นายจะกลับคำพูดของตัวเองงั้นเหรอ? แต่ก็เข้าใจได้ล่ะนะ นายมันคุณชายบ้านโกะโจนี่นา จะยอมมาเป็นเบ๊ให้คนธรรมดาอย่างพวกเรามันก็ดูแปลก ๆ ไปหน่อย” สุงุรุพยายามพูดจาให้ดูน่าเห็นใจแต่กลับรู้สึกเหมือนโดนดูถูกยังไงชอบกล ส่วนโชโกะก็คอยพยักหน้ารับสนับสนุนเต็มที่

“เออ ๆ แค่ไปซื้อให้ก็พอใช่ไหม” ร่างสูงเอ่ยตัดบทอย่างนึกรำคาญแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะหยุดชะงักเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “เดี๋ยวนะสุงุรุ โรงเรียนเรามีขายน้ำส้มโอด้วยเหรอ?”

“ไม่มี”

“หะ!?”

“แต่มีขายที่ร้านสะดวกซื้อข้างโรงเรียนนะ”

คู่สนทนาหรี่ตามองคนพูดอย่างทอดถอนใจ “สุงุรุ พักเบรคมีเวลาแค่สิบนาทีนะ”

“รู้ แต่ถ้านายไม่เอาแต่ยืดยาดจนถึงตอนนี้ ด้วยขายาว ๆ ของนายคงใช้เวลาไปกลับไม่เกินห้านาทีหรอก”

พอถึงตอนนี้ โชโกะที่เป็นฝ่ายเงียบมาตลอดกลับพูดขึ้นบ้าง “เหลือเวลาพักอีกแปดนาทีแล้วโกะโจ”

“บ้าเอ๊ย!” คนฟังเดาะลิ้นอย่างหัวเสียแล้วรีบก้าวเท้ายาว ๆ ตรงไปยังประตูห้อง เขาเดินลัดเลาะไปตามระเบียงที่ปูด้วยพื้นกระเบื้องอ่อนก่อนออกสู่ภายนอกอาคาร ทันทีที่ก้าวพ้นอาคารเรียน สายลมร้อนชื้นของเดือนกรกฎาคมก็พัดเข้าปะทะผิวหน้า โสตประสาทแว่วได้ยินเสียงร้องของจักจั่นรอบด้าน ตามด้วยวิวทิวทัศน์ของต้นไม้เขียวขจีที่ปรากฏแก่สายตา

โรงเรียนมัธยมปลายที่ซาโตรุกำลังเข้าศึกษาอยู่นั้นเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ เป็นสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ตรงบริเวณเนินเขารายล้อมด้วยพืชไม้ร่มรื่นนานาพรรณ ตัวอาคารและสิ่งก่อสร้างถูกออกแบบตามสมัยญี่ปุ่นโบราณ ซ้ำยังมีประวัติอันยาวนานจนเกิดเป็นค่านิยมที่พวกผู้มีอิทธิพลและมหาเศรษฐีมักจะส่งลูกหลานมาเรียนกันที่นี่ ซึ่งแน่นอนว่าซาโตรุเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

โกะโจ ซาโตรุ บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลโกะโจ หนึ่งในสามตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัทในเครือหลายพันแห่งและมีพนักงานที่กำลังจ้างงานอีกหลายแสนชีวิต ครอบครองตลาดในธุรกิจมากมายตั้งแต่กลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี ธนาคาร และคมนาคม มีทรัพย์สินที่สามารถเปิดเผยให้สาธารณชนรู้ได้รวมแล้วกว่าห้าล้านล้านเยน กล่าวง่าย ๆ คือเป็นเด็กหนุ่มที่มากด้วยอิทธิพลจนแม้แต่ผู้ใหญ่ยังต้องให้ความเคารพยำเกรงนั่นเอง

และไม่เพียงแค่นั้น เพราะตั้งแต่ตอนที่ซาโตรุแสดงตัวว่าเป็นอัลฟ่าเมื่ออายุได้สิบสองปี ความเคารพยำเกรงของทุกคนมีให้เขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

‘สมแล้วที่เป็นลูกชายของบ้านโกะโจ’

คนทั่วไปมักบอกกับเขาเช่นนั้น แต่ถ้าให้พูดกันตามตรง นอกจากประสาทสัมผัสด้านกลิ่นที่เหนือกว่าเบต้ากับไม่ต้องใส่ปลอกคอเหมือนพวกโอโมก้าแล้ว แม้แต่ตัวซาโตรุเองก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าการเป็นอัลฟ่านั้นมันดีอย่างไร หรือพวกผู้ใหญ่แค่พึงพอใจที่ได้เห็นเขาอยู่ในจุดสูงสุดของสังคมกันแน่

“ว่าแต่…วันนี้มันร้อนจริง ๆ แฮะ” เขาขยับปกคอเสื้อนักเรียนที่เริ่มชื้นเหงื่อ ทั้งที่เพิ่งเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนได้ไม่นานแต่อุณหภูมิกลับพุ่งขึ้นสูงจนถึงขนาดนี้ ซาโตรุถอนหายใจอย่างปลง ๆ

“ช่างเถอะ รีบไปรีบกลับดีกว่า”

อย่างน้อยก็จะได้กลับไปนั่งตากแอร์เย็น ๆ ในห้องเรียน จริงสิ ไหน ๆ ก็จะไปที่ร้านสะดวกซื้อแล้วถือโอกาสนี้แวะซื้อรามุเนะรสสตรอว์เบอร์รี่มาดื่มด้วยดีกว่า หรือจะซื้อขนมหายากที่ในโรงเรียนไม่มีขายติดมือมาด้วยก็ไม่เลว พอนึกถึงของหวานที่ชื่นชอบแล้วเด็กหนุ่มจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอีกครั้ง ขณะเดินไปตามทางที่เรียงรายด้วยต้นไม้สูงใหญ่ตลอดสองข้างทาง หากมองจากตรงนี้ จะสามารถมองเห็นถนนที่ปูด้วยทางม้าลายกับผู้คนสัญจรไปมาตรงด้านหน้าโรงเรียนได้อย่างชัดเจน ส่วนร้านค้าต่าง ๆ ที่ตกแต่งด้วยสีสันสดใสอยู่ถัดออกไปเป็นฉากหลัง

แต่ในทันทีที่ก้าวข้ามเขตโรงเรียนออกไป กลิ่นหอมหวานจาง ๆ ของลูกพีชผสมกับกลิ่นคล้ายละอองแดดได้ลอยกระทบฆานประสาท เรียกความสนใจของซาโตรุให้หันไปจับจ้องยังทิศทางนั้นทันที

ตรงบริเวณทางเดินริมถนนใกล้กับทางม้าลาย มีร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีดำทั้งตัวกำลังยืนหันหลังให้เขา ท่ามกลางแสงตะวันที่ส่องผ่านจากช่องว่างของหมู่แมกไม้เหนือศีรษะ ตกกระทบกับผิวสีแทนจนทำให้ร่างนั้นดูลอยเด่นราวกับภาพลวงตา ก่อให้เกิดความรู้สึกคล้ายถูกดึงดูดจนไม่อาจละสายตาได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

โดยไม่ทันรู้ตัว ซาโตรุยื่นมือออกไปเหมือนจะคว้าร่างอันเลืองรางของอีกฝ่ายไว้ จังหวะเดียวกับที่สัญญาณไฟข้ามถนนเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงพอดี

รถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านไปด้วยความรวดเร็ว จนก่อให้เกิดลมพัดพาให้กลิ่นพีชปน ‘ขม’ ลอยฟุ้ง แพร่ซึมลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสของคนที่ไม่คุ้นชิน และทันใดนั้นเอง…..

เด็กหนุ่มในชุดสีดำก้าวเท้าลงไปบนถนน ซาโตรุเบิกตากว้าง

“เดี๋ยว!”

เขารีบคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้แล้วดึงเข้าหาตัว แต่ด้วยความตกใจประกอบกับคนในชุดดำเองก็ตัวหนักกว่าที่คิดเอาไว้มาก จึงทำให้ทั้งคู่สูญเสียการทรงตัวล้มลงนอนกับพื้นโดยมีคนตัวเล็กกว่าทับอยู่ด้านบน

ซาโตรุนอนมองท้องฟ้ากะพริบตาปริบ ๆ แต่เพียงครู่เดียวก็นึกถึงสิ่งที่ควรทำขึ้นมาได้ เขายันกายลุกขึ้นนั่งก่อนตำหนิคนก่อเรื่องอย่างรุนแรง

“นี่นาย! อยากตายหรือไงน่ะ!?” เขาดันไหล่ของคนที่อยู่ด้านบนให้ลุกขึ้น พลางนึกด่าอยู่ในใจว่า ‘ไอ้เด็กซื่อบื้อนี่ ทำไมถึงทำได้อะไรโง่ ๆ อย่างนี้เนี่ย!?’ ทว่าในวินาทีที่ได้สบสายตา โลกทั้งใบก็เหมือนกับหยุดนิ่ง

สำหรับซาโตรุ อีกฝ่ายนั้นไม่ใช่คนรูปงามที่สุดที่เขาเคยพบเห็น หากดวงตาสีอำพันกลมโตกลับเปล่งประกายงดงาม ประหนึ่งอัญมณีแวววาว จนร่างสูงที่ได้เห็นถึงกับใจเต้นระรัวอยู่ในอก

‘อะ! ไอ้เด็กซื่อบื้อนี่ ทำไมถึงได้น่ารักอย่างนี้เนี่ย!?’

รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังประหม่าจนถึงขีดสุด เขารีบเบือนหน้าหลบ แต่ขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ากำลังตัวสั่นน้อย ๆ เหมือนพยายามกลั้นเสียงสะอื้น ซาโตรุขมวดคิ้วก่อนหันมาจับจ้องที่ร่างเล็กอีกครั้ง

“นี่นาย…” เขาพูดได้แค่นั้นก่อนชะงักค้างเมื่อเห็นน้ำสีใสไหลออกจากหางตา จมูกสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกที่ปนมากับกลิ่นพีชจนทำให้หัวใจรู้สึกหนักอึ้ง และสิ่งนั้นก็ช่วยกระตุ้นสัญชาติญาณของความเป็นอัลฟ่าในตัวให้นึกอยากปกป้องคน ๆ นี้ขึ้นมา

ซาโตรุเอื้อมมือแตะที่ไหล่เล็ก “เป็นอะไรไปน่ะ?”

เพียงแค่นั้น ประหนึ่งความอดทนที่อีกฝ่ายฝืนกลั้นไว้ได้พังทลายลง เพราะในวินาทีถัดมาริมฝีปากบางได้รูปก็เหยียดเม้มแน่น ร่างเล็กพยายามก้มหน้าหลบสายตาทั้ง ๆ ที่ไหล่ทั้งสองสั่นเทิ้มจนดูน่าสงสาร หยาดน้ำตาตกลงบนเสื้อของคนที่อยู่ด้านล่างจนมองเห็นเป็นรอยเปื้อนจาง ๆ เจ้าตัวที่เห็นดังนั้นจึงเดาะลิ้นอย่างหัวเสียแล้วดันตัวอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน

“มานี่” เขาออกแรงดึงแขนของคนตัวเล็กกว่าให้เดินตาม จากนั้นจึงผลักให้เข้าไปหลบอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ริมถนนที่ลับตาผู้คน ดันหลังของคนน้ำตานองหน้าให้ชิดกำแพงจนหมดหนทางหนี ก่อนที่ซาโตรุจะปลดกระดุมคอเสื้อของตัวเองจนมองเห็นลำคอขาวเนียนเข้ากับผมสีอ่อนที่ยาวละถึงต้นคอ

ผิวแก้มของร่างสูงร้อนฉ่าเมื่อรู้สึกถึงดวงตาสีอำพันที่กำลังจ้องเขม็ง อาจเพราะด้วยความสงสัยหรืออะไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกเลยจริง ๆ ที่เขามีปฏิกิริยาตอบรับกับกลิ่นของคนอื่นได้รุนแรงจนถึงขนาดนี้

…จะโดนหาว่าแปลกหรือยังไงก็ช่าง แต่ว่า…

ร่างสูงใช้ปลายนิ้วลูบไปตามลำคอของตัวเองตรงบริเวณต่อมกลิ่น การทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยฟีโรโมนออกมา เคยได้ยินคนอื่นบอกมาเหมือนกันว่ากลิ่นของเขานั้นคล้ายกับกลิ่นของน้ำค้างในฤดูหนาวผสมกับกลิ่นของซิตรัสและอำพัน ซึ่งพอได้กลิ่นแล้วจะช่วยทำให้รู้สึกใจเย็นลงได้ ดังนั้น…

“นายน่ะ มานี่”

“เอ๊ะ?”

ซาโตรุอดคิดไม่ได้ด้วยว่าเสียงของคนตรงหน้าช่างน่ารักเหลือเกิน แต่เดี๋ยวสิ นี่ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องแบบนั้นเสียหน่อย พอตั้งสติได้แล้วจึงคว้าเอวบางไว้ก่อนดึงเข้าหาตัว โดยจงใจให้ปลายจมูกของของอีกฝ่ายฝังลงบนซอกคอของเขาพอดี

ร่างในอ้อมแขนสะดุ้งเฮือกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัวแข็งทื่อ ส่วนทางฝ่ายซาโตรุเองพอได้กลิ่นหอมหวานในระยะประชิดแล้วก็ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันไม่ต่างกัน อีกทั้งหัวใจยังเต้นระส่ำ รวมไปถึงปลายนิ้วที่โอบกอดเอวเล็กไว้ก็สั่นน้อย ๆ อย่างไม่อาจควบคุมได้ จนน่ากลัวเหลือเกินว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะรับรู้ได้ถึงความประหม่าที่เกิดขึ้นในอก

ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นและความมืดที่โรยตัวอยู่รอบด้าน ไม่รู้ว่าซาโตรุใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนกัน จนกระทั่งเขารับรู้ได้ถึงความโล่งใจที่ค่อย ๆ ปะปนมากับกลิ่นของอีกฝ่าย ในตอนนั้น เสียงระฆังบ่งบอกเวลาพักเที่ยงของโรงเรียนก็ดังก้องกังวาน จากนั้นไม่นานเสียงครึกครื้นของผู้คนที่ออกมาหาอะไรทานในช่วงกลางวันก็ดังเซ็งแซ่ คนในอ้อมแขนจึงค่อย ๆ ผละตัวออกอย่างช้า ๆ นัยน์ตากลมโตเงยขึ้นมองเขาด้วยความเขินอาย

“เอ่อ…ขอบคุณมากครับ”

แต่พอจะตอบไปว่าไม่เป็นไร คนตัวเล็กกว่าก็พูดแทรกขึ้น

“แล้วก็ขอโทษด้วยครับ พอดีคุณปู่ผมเพิ่งเสียไปไม่นาน ผมก็เลย…” ท้ายประโยคเอ่ยเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน แต่ซาโตรุก็เข้าใจ

…เพราะแบบนั้นก็เลยใส่ชุดดำเพื่อไว้ทุกข์สินะ

ตอนนั้นเองที่เจ้าของกลิ่นพีชก็พึมพำเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “…แย่แล้ว สายป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย” ว่าแล้วจึงโค้งคำนับรัว ๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้พูดอะไรสักคำ “เรื่องในวันนี้ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะครับ แล้วผมจะมาตอบแทนให้วันหลัง” ร่างเล็กพูดด้วยความรวดเร็วก่อนเดินจากไป ส่วนทางฝ่ายซาโตรุที่เพิ่งได้สติจึงรีบเดินตามหลังออกสู่ถนนกว้าง แต่ไม่ทัน…

เขาคลาดสายตาจากอีกฝ่ายท่ามกลางทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนอันคับคั่ง กลิ่นของคนจำนานมากตีกันจนเขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่ากลิ่นหอมหวานเจือแสงตะวันนั้นเดินไปทางไหน พร้อมกันนั้น ซาโตรุก็เพิ่งค้นพบความจริงสามประการดังนี้

ข้อแรก เขาเผลอโดดเรียนคาบที่สี่
ข้อสอง เขาไม่ได้ซื้อของให้สุงุรุและโชโกะ
ข้อสาม เขาลืมถาม เลยทำให้ไม่รู้ชื่อของคนน่ารักที่เพิ่งเจอเมื่อครู่นี้

…บ้าเอ๊ย

**____________________________**

หลังจาก ‘เหตุการณ์นั้น’ ผ่านมาได้ราวหนึ่งอาทิตย์ ซาโตรุก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

แรกเริ่มเดิมที สุงุรุตั้งใจจะแซวเรื่องที่เพื่อนสนิทโดดเรียนแถมยังไม่ยอมซื้อของมาให้ว่า ‘ไม่อยากเป็นเบ๊ให้ขนาดนั้นเลยเหรอ?’ อยู่หรอก แต่พอเห็นท่าทีที่แปลกไปของซาโตรุแล้วถึงได้รู้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น

หลังจากที่พยายามถามไถ่คนผมสีขาวด้วยความเป็นห่วง (หรือเรียกได้อีกอย่างว่า ‘เสือก’) อยู่พักใหญ่ เขาถึงได้รู้ว่าในวันนั้นซาโตรุได้เจอกับเด็กน่ารักมาก ๆ แถมยังตัว หอมมาก ๆ คนหนึ่ง แต่เพื่อนสนิทที่ว่าดันเกิดอาการสมองรวนอย่างกะทันหัน นั่นคือนอกจากจะลืมขอเบอร์แล้วยังลืมถามชื่ออีกต่างหาก สรุปว่านอกจากรู้ว่าน่ารักมาก ๆ กับตัวหอมมาก ๆ แล้วก็ไม่รู้อะไรอีกเลย ช่างน่าเศร้าจริง ๆ

แต่สำหรับคนที่เกิดมามีพร้อมทุกอย่างเช่นโกะโจ ซาโตรุ ทั้งเขาและโชโกะค่อนข้างมั่นใจว่าความประทับใจที่เจ้าเพื่อนตัวดีมีต่อเด็กคนนั้นคงเป็นเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบ อย่างมากคงใช้เวลาไม่เกินสองวันก็น่าจะลืมแล้วหันไปสนใจเรื่องอื่นแทน…

โดยหารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังคิดผิด…

จากการสังเกตุของสุงุรุ วันนี้คือวันที่แปดแล้วที่เพื่อนผมขาวมีท่าทีเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน อย่างเช่นพอมาถึงโรงเรียนในตอนเช้าก็เอาแต่นั่งซึมไม่พูดไม่จา แถมพอถึงเวลาพักเบรกก็ชอบออกไปยืนรอที่หน้าโรงเรียนบ่อย ๆ ทำตัวเหมือนกับว่า…

…ทำตัวเหมือนกับว่ากำลังมีความรักอย่างไรอย่างนั้น

สุงุรุเครียด เขารู้จักกับอีกฝ่ายมานานหลายปีตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมต้น จึงทำให้รู้ดีว่าปกติแล้วซาโตรุเป็นคนที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะชอบใครหรือว่าเชื่อใจใครเป็นพิเศษ ส่วนสาเหตุคงเพราะสภาพแวดล้อมในวัยเด็กที่มักถูกคนอื่นประจบสอพลออยู่เสมอเพื่อหวังผลประโยชน์จากทางธุรกิจของบิดา ดังนั้นนี่คงเป็นครั้งแรกเลยจริง ๆ ที่เขาเห็นซาโตรุยึดติดกับใครสักคนมากจนถึงขนาดนี้ เพราะงั้นในฐานะเพื่อนแล้วคงเป็นเรื่องปกติที่สุงุรุจะรู้สึกสนใจ (หรือเรียกได้อีกอย่างว่า ‘เสือก’) ตามไปด้วย

“นี่ สุงุรุ” เสียงเรียกที่ดังขึ้นทำให้คนผมดำหันไปทางต้นเสียง ก่อนพบเพื่อนสนิทกำลังนอนฟุบหน้าลงบนโต๊ะเรียนด้วยท่าทีซังกะตายคล้ายคนเบื่อโลกเต็มที่ “นายเป็นลูกนักการเมืองชื่อดังนี่นา ใช้อำนาจอะไรสักอย่างขอดูกล้องวงจรปิดของโรงเรียนไม่ได้เหรอ?”

“เฮ้อ ก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าทำแบบนั้นไม่ได้” นึกแล้วก็รู้สึกทึ่งที่ซาโตรุอยากเห็นหน้าเด็กคนนั้นอีกครั้งจนถึงขนาดไปข่มขู่ผอ.เพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ยังดีที่ทางโรงเรียนปฏิเสธโดยให้เหตุผลในเรื่องของความปลอดภัย ซาโตรุเลยจำใจกัดฟันยอมแพ้อย่างช่วยไม่ได้

“…น่าเบื่อเป็นบ้า” นัยน์ตาสีฟ้าใสหลุบลงอย่างเหนื่อยหน่าย “จะนอน อย่ามารบกวนนะ”

“รู้แล้วน่า” หากในทันทีที่สุงุรุเอ่ยจบ หัวหน้าห้องก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ พอดี

“เอ่อ คุณโกะโจ พอดีมีรุ่นน้องปีหนึ่งมาหาแน่ะ จะให้ทำยังไงดีครับ?”

คนถูกเรียกปิดปากเงียบ ตรงข้ามกับบรรยากาศรอบด้านที่หนักอึ้งด้วยกลิ่นของความฉุนเฉียวจนทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังอยู่ในอารมณ์ไหน ซ้ำร้ายที่หัวหน้าห้องคนนี้ยังเป็นเบต้าที่ไม่มีความสามารถในการรับรู้กลิ่น ดังนั้นคงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจอารมณ์ขุ่นมัวของซาโตรุได้โดยปราศจากการรับรู้ผ่านทางสีหน้าและคำพูดกระมัง

สุดท้ายแล้วจึงเป็นหน้าที่ของสุงุรุที่ต้องหันไปตอบคำถามแทน “ตอนนี้ซาโตรุกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่น่ะ จะให้ออกไปเจอน้องปีหนึ่งตอนนี้ก็คงไม่ดี ฝากไปบอกน้องเขาให้มาหาวันหลังเถอะ”

“อ่า เข้าใจแล้วครับ” เอ่ยแค่นั้นแล้วเดินตรงไปยังประตูห้องเรียน โดยมีสายตาของสุงุรุมองตามอยู่พักหนึ่งก่อนหันไปจับจ้องคนที่นั่งด้านข้าง

“ว่าแต่นายเถอะซาโตรุ เมื่อไหร่จะเลิกทำตัวแบบนี้สักที กลิ่นของนายมันทำให้คนในห้องอึดอัดนะ”

“ก็ช่างพวกนั้นสิ” จากนั้นจึงบ่นพึมพำอะไรสักอย่าง ก่อนจบประโยคว่า ‘…นายไม่เคยเห็นเด็กคนนั้น นายไม่มีวันเข้าใจหรอกสุงุรุ!’

“ไม่ได้จะพูดให้นายหมดหวังหรอกนะ แต่ฉันว่าเด็กคนนั้นคงไม่ใช่เด็กในโรงเรียนเราหรอก ที่นี่มีแต่ลูกเศรษฐี แถมส่วนใหญ่ก็รู้จักกันมาตั้งแต่ม.ต้น ขนาดฉันลองไปไล่ถามพวกปีหนึ่งปีสองแล้วยังไม่เห็นมีใครรู้จักเลย”

สุงุรุพูดอย่างใช้ความคิด จะว่าไปตอนนั้นซาโตรุเล่าอะไรให้เขาฟังนะ เด็กผู้ชายตาสีน้ำผึ้ง หุ่นดีเหมือนนักกีฬา พออยู่ใกล้ ๆ แล้วจะได้กลิ่นพีชผสมกับกลิ่นอบอุ่นคล้ายแสงอาทิตย์ยามเช้าอย่างงั้นเหรอ…?

ตอนนั้นเองที่ประตูห้องเรียนได้เปิดออก พร้อมกับสายลมอ่อน ๆ พัดกลิ่นหอมคล้ายพีชให้แล่นเข้าสู่ประสาทการรับรู้ของร่างกาย ซาโตรุลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ส่วนสุงุรุเบิกตากว้าง เรียกความสนใจจากคนทั้งห้องให้หันมาจับจ้องในทันที

“เอ่อ ซาโตรุ…?” เขาเรียก หากอีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบเหมือนไม่ได้ยิน ทว่าในวินาทีถัดมาก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัว เจ้าของชื่อก็วิ่งปราดออกจากห้องไปด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้สุงุรุตกอยู่ในความตะลึงงัน “เดี๋ยว! ซาโตรุ!?”

**____________________________**

ในตอนนั้น ราวกับสัญชาติญาณอัลฟ่าในตัวกำลังบ้าคลั่ง ซาโตรุรีบวิ่งไปตามทางขณะเพ่งสมาธิไปยังทิศทางนั้นโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น เป้าสายตาคือแผ่นหลังของเด็กหนุ่มในความทรงจำตรงสุดทางเดิน ร่างสูงรีบเข้าไปคว้าแขนไว้ หัวใจเต้นระรัวจนรู้สึกปวดร้าวในอก

“อ๊ะ! รุ่นพี่โกะโจ”

เด็กหนุ่มนัยน์ตาสีอำพันหันมาทำสีหน้าอึ้ง ๆ อยู่แวบหนึ่ง ทุกองค์ประกอบไม่ว่าจะดวงตา จมูก หรือริมฝีปากล้วนแล้วแต่งดงามมากกว่าที่เขาจำได้หลายเท่านัก ส่งผลให้คำพูดที่เตรียมไว้หากได้เจอหน้ากันอีกครั้งมีอันต้องหยุดชะงัก ร่างสูงจ้องมองอีกฝ่ายชนิดตาไม่กะพริบ

คงเห็นเขาเอาแต่จ้องมองเงียบ ๆ คนตัวเล็กกว่าจึงเอียงคอน้อย ๆ ก่อนส่งเสียงเรียกอีกครั้ง “รุ่นพี่โกะโจ?”

คนถูกเรียกได้สติในที่สุด “เอ๊ะ วะ ว่าไงนะ?”

“ผมกำลังถามรุ่นพี่อยู่ต่างหาก มีอะไรเหรอครับ?”

ซาโตรุไล่สายตามองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ในวันนี้เด็กหนุ่มสวมเสื้อฮู้ดสีแดงทับด้วยยูนิฟอร์มของโรงเรียนคู่กับรองเท้าผ้าใบดูเรียบง่าย ขนาดมองผ่านผืนผ้ายังเห็นถึงเค้าโครงของมัดกล้ามเนื้อสมส่วนคล้ายคนเล่นกีฬา ผิวพรรณยังคงดูสดใสไม่เปลี่ยน หากขอบตากลับดูหมองคล้ำไม่ต่างจากคนที่กำลังเหนื่อยล้า ส่งผลให้คนมองรู้สึกอดเป็นห่วงไม่ได้

ร่างสูงขมวดคิ้ว “นาย…เดี๋ยวสิ นายรู้จักฉันด้วยเหรอ?”

“แหงสิครับ ก็รุ่นพี่เป็นคนดังนี่นา ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จักทั้งนั้นแหละ”

นั่นมันก็จริง

“อ่า นั่นสินะ” เขายอมรับอย่างเขิน ๆ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากแขนของอีกฝ่าย ด้วยกลัวว่าเด็กคนนี้จะหายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง “นายชื่ออะไร?”

“อิตาโดริ ยูจิครับ” ใบหน้าอ่อนเยาว์คลี่ยิ้มให้จนดวงตาเล็กหยี แสงอาทิตย์สาดส่องใบหน้านวลให้ดูเจิดจรัสกว่าที่เคย “ว่าแต่รุ่นพี่เถอะ เมื่อกี้เห็นคนในห้องบอกว่ารุ่นพี่ไม่ค่อยสบาย ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วเหรอครับ?”

“หา?”

“เอ๊ะ หรือว่าผมฟังผิด?”

พอลองมานึกย้อนดู บางทีอาจเป็นข้ออ้างของหัวหน้าห้องในตอนนั้นก็ได้

“อ๋อ ไม่ต้องไปสนใจที่เจ้าหมอนั่นพูดหรอก ยูจินั่นแหละ มีธุระอะไรเหรอ?” เขาชอบความรู้สึกในตอนเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เป็นชื่อที่เรียบง่าย แต่สำหรับเขาแล้วเสียงนั้นช่างไพเราะราวกับเสียงดนตรีก็ไม่ปาน

“อ่า เรื่องนั้น…พอดีว่าผมทำเค้กมาให้รุ่นพี่น่ะครับ แทนคำขอบคุณเมื่ออาทิตย์ก่อน” เอ่ยพลางยื่นกล่องเค้กให้ ร่างสูงจึงรับมาถือไว้ในมืออย่างงงงัน “ส่วนเรื่องรสชาติไม่ต้องเป็นห่วง ตอนอยู่ม.ต้นผมเคยทำงานพิเศษที่ร้านขนมด้วยเพราะงั้นวางใจได้ครับ”

โดยปกติแล้วซาโตรุจะไม่รับของขวัญจากคนอื่น แต่กับยูจิคงเป็นกรณีพิเศษ ดวงตาสีฟ้าภายใต้แพขนตางอนจึงจับจ้องที่กล่องเค้กในมือด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจ

“ขะ ขอบใจนะ”

ยูจิหัวเราะน้อย ๆ อย่างน่าเอ็นดู “ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ผมต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณ ถ้าไม่ได้รุ่นพี่ช่วยไว้ล่ะก็ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง”

แม้จะเจือจาง แต่ทั้งน้ำเสียงและกลิ่นกลับแสดงออกถึงความรู้สึกตรงกันข้าม จนคู่สนทนารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีตามไปด้วย

“…ยูจิ นายโอเคนะ?”

เขาถามเพื่อความแน่ใจ หากริมฝีปากได้รูปของคนตัวเล็กกว่ากลับเหยียดเม้มแน่น รับรู้ได้ถึงความโทมนัสที่ค่อย ๆ แพร่ซึมลึก

พอได้รับความเงียบมาเป็นคำตอบ ซาโตรุจึงยกมือขึ้นแตะใบหน้านวลอย่างถือวิสาสะ

“ยูจิ…?”

สัมผัสนั้นส่งผลให้คนตัวเล็กกว่ารีบเบือนหน้าหลบ

“เปล่าครับรุ่นพี่ ผมไม่เป็น…” สิ้นคำ หยาดน้ำใสกลับเอ่อล้นที่เบ้าตา ยูจิสะดุ้งเฮือกนิดหนึ่งก่อนพยายามถอยหนี “แปลกจัง ขอโทษครับ ดันมาให้รุ่นพี่เห็นสภาพน่าอายแบบนี้ซะได้”

คล้ายกับมีแรงกระตุ้นจากส่วนลึกในอก ซาโตรุรีบโอบไหล่เล็กไว้ก่อนพาเข้าไปหลบในห้องวิทยาศาสตร์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน คงเพราะเป็นเวลาพักเที่ยงที่ไม่มีคน บรรยากาศภายในห้องจึงดูมืดสลัวและเงียบงันกว่าที่เคย ซาโตรุปิดประตูแล้วล็อกกลอน ส่วนยูจิเบิกตากว้าง

“เอ่อ รุ่นพี่ครับ…?”

ซาโตรุวางกล่องเค้กลงบนโต๊ะสีขาวข้างตัวแล้วหันมาสบตากับอีกฝ่าย เอนหลังชิดกับขอบโต๊ะ หัวใจเต้นกังวานในห้องอันเงียบสงบ

“ยูจิ…” มือหนาปลดกระดุมคอเสื้อของตัวเอง เว้นจังหวะอยู่ครู่หนึ่งเพื่อดูท่าทีของอีกฝ่ายว่าจะปฏิเสธหรือไม่ แต่แล้วในอกก็ต้องรู้สึกปลาบปลื้มเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าจ้องมองเขาชนิดตาไม่กะพริบ ซ้ำผิวแก้มเนียนยังถูกย้อมเป็นสีระเรื่อจนซาโตรุเห็นแล้วยังอดอมยิ้มไม่ได้ “มานี่สิยูจิ”

เอ่ยพลางลูบบริเวณข้างลำคอของตัวเองอีกครั้งไม่ต่างจากในวันนั้น กลิ่นเย็น ๆ คล้ายน้ำค้างหอมฟุ้ง รู้สึกได้เลยว่าคนตรงหน้ากำลังพยายามข่มกลั้นความรู้สึกที่อยากกระโจนเข้าหาเขา ทั่วทั้งตัวจึงเริ่มเกร็งน้อย ๆ อย่างไม่อาจห้ามได้ เห็นแล้วกระตุ้นความอำมหิตในใจให้นึกอยากแกล้งขึ้นมายิ่งนัก

ซาโตรุเรียกชื่อของอีกฝ่ายอีกครั้ง “อย่าทำให้รุ่นพี่ต้องรอนานสิ ฉันแค่อยากช่วยให้ยูจิใจเย็นลงเหมือนคราวที่แล้วแค่นั้นเอง” ริมฝีปากบางชุ่มชื่นคลี่ยิ้ม ก่อนแสร้งทำสีหน้าเศร้าสร้อย “อ่า หรือว่ายูจิไม่ต้องการความช่วยเหลือจากฉันแล้ว?”

“ปะ เปล่านะครับ! ผมแค่เกรงใจรุ่นพี่ต่างหาก!” รีบปฏิเสธเป็นพัลวันทั้งที่หน้าแดงแจ๋

“งั้นก็มาสิ”

คนตัวเล็กกว่าช้อนตามอง ความเขินอายยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ยอมก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายแต่โดยดี

ยูจิหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างสูงในระยะที่ห่างกันแค่เอื้อม นัยน์ตาน้ำผึ้งหันมาสบสายตาเป็นเชิงขออนุญาตอีกครั้ง พร้อมกันนั้นซาโตรุจึงพยักหน้าเบา ๆ พร้อมกับอ้าแขนต้อนรับ ยูจิจึงเอนตัวพิงอีกฝ่ายแล้วเคลื่อนจมูกเข้าใกล้

สำหรับซาโตรุ เขารู้สึกว่าทั้งสีหน้าและท่าทางเขินอายของอีกฝ่ายนั้นช่างดูน่ารักยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น พาลทำให้ส่วนลึกในใจเกิดความรู้สึกละโมบนึกอยากครอบครองขึ้นมา กับเด็กหนุ่มที่ทั้งงดงาม ส่องประกายและอบอุ่นจนถึงขนาดนี้ จนแวบหนึ่งที่เขานึกอยากโอบรัดอีกฝ่ายไว้แล้วกัดคอตีตราความเป็นเจ้าของขึ้นมาจริง ๆ

แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วยูจิจะทำยังไงนะ จะโกรธ จะเกลียดเขา…หรือว่าจะร้องไห้กันแน่?

แค่นึกถึงก็สั่นสะท้านขึ้นมา เขาเปิดปาก จ้องไปที่หลังคอของเด็กหนุ่มที่กำลังซบหน้าลงบนอก ซาโตรุขยับเข้าใกล้คล้ายถูกดึงดูด แต่แล้วก็ต้องหยุดการเคลื่อนไหวเมื่อยูจิก็พูดขึ้นมาว่า

“…พ่อกับแม่ของผมน่ะเสียไปตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก ที่ผ่านมาก็เลยอยู่กับปู่แค่สองคน” กระแสเสียงนั้นฟังดูเนิบนาบคล้ายกับกำลังนึกถึงอดีตอันแสนไกล “จนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วพอคุณปู่เสีย ผมถึงได้รู้ว่าตอนนี้ผมเหลือตัวคนเดียวบนโลกแล้วจริง ๆ” ท้ายประโยคเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ จนซาโตรุที่ได้ยินยังรู้สึกเศร้าตาม

เพราะแบบนั้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วถึงได้ทำอะไรแบบนั้นสินะ…

ซาโตรุเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะถึงแม้ว่าเขาจะเกิดมาในตระกูลโกะโจที่มีผู้คนมากมายล้อมรอบ แต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็พูดได้ยากว่าอยู่ในระดับที่ดีต่อกัน ยิ่งกับคนภายนอกที่คอยเข้าหาเพื่อประจบสอพลอด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ดังนั้นตั้งแต่เด็กเขาจึงรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียวเสมอมา เพราะงั้น…

“ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นนะ” เขาใช้ฝ่ามือประคองพวงแก้มใสให้หันมาสบสายตา ก่อนโน้มตัวลงเพื่อแตะหน้าผากของตัวเองเข้ากับคนตัวเล็กกว่าอย่างรักใคร่ “แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอก เพราะจากนี้ไปฉันจะอยู่กับยูจิเอง ดีไหมล่ะ?”

เขาสังเกตุเห็นว่าตอนนี้ผิวหน้าของยูจิกลายเป็นสีแดงจัดแม้จะอยู่ในห้องอันมืดสลัว กระทั่งกลิ่นพีชยังเปลี่ยนจากความเศร้าโศกเป็นเขินอาย ตกใจ…

และดีใจในเวลาเดียวกัน

เพียงแค่นั้นก็ทำให้ซาโตรุยิ้มได้อย่างน่าชื่นตาบานแล้ว

**____________________________**

หลังจากแยกย้ายกับยูจิที่ห้องวิทยาศาสตร์ ซาโตรุก็เดินตัวลอยกลับไปยังห้องเรียน จงใจกินเค้กอย่างละเมียดละไมด้วยบรรยากาศผิดกับตอนเช้าลิบลับเพื่ออวดให้สุงุรุเห็น

“แล้ว…?” เพื่อนสนิทยอมจำนน สุงุรุนั่งเท้าคางมองคนกินของหวานอย่างนึกเหนื่อยใจ

“ก็จะอะไรซะอีก ในที่สุดฉันก็เจอเด็กน่ารักคนนั้นแล้วยังไงล่ะ” เอ่ยพลางตักเค้กครีมสดเข้าปาก “เด็กคนนั้นชื่ออิตาโดริ ยูจิ อยู่ห้องปี 1-B แถมฉันยังขอเบอร์มาแล้วด้วยนะ” ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่ายูจิอยู่ห้องเดียวกับเมงุมิที่รู้จักกันมานานเพราะครอบครัวมีความเกี่ยวข้องกันทางธุรกิจ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ให้ช่วยสืบเรื่องของยูจิได้สินะ ร่างสูงคิดในใจ

คนฟังเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “อิตาโดริ? นายหมายถึง…‘อิตาโดริ’ คนนั้นน่ะเหรอ?”

“คนนั้นน่ะคนไหน?”

“เห— นายแทบเป็นบ้าเพราะเด็กคนนั้น แต่ดันไม่รู้ว่าน้องเขาเป็นใครเนี่ยนะ?”

ซาโตรุนิ่วหน้า หันไปจ้องคนพูดด้วยสายตาเครียดเขม็ง “เล่ามาสุงุรุ นายหมายความว่ายังไง?”

“ใจเย็นน่า ไม่ได้พูดถึงในทางไม่ดีหรอก แต่น้องเขาเป็นคนดังนะ” คนผมดำแสร้งถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อโดนข่มขู่ทางสายตา “อย่างที่นายรู้ว่าโรงเรียนเรามีแต่พวกลูกหลาน V.I.P แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางคนที่มีความสามารถพิเศษจริง ๆ อย่างเช่นอิตาโดริที่เข้ามาเรียนด้วยทุนนักกีฬา”

คำบอกเล่าส่งผลให้ซาโตรุนึกถึงเรือนร่างสมส่วนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของยูจิ ที่หุ่นดีแบบนั้นเป็นเพราะเล่นกีฬาสินะ

“เห— ยอดไปเลยนี่นา”

“ก็นะ แต่ที่บอกว่าเป็นคนดังน่ะ ฉันหมายถึงนอกจากอิตาโดริจะดังในฐานะนักเรียนทุนแล้ว น้องเขายังเป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนด้วยต่างหาก” ว่าแล้วจึงปรายตามองเพื่อนสนิทที่ตอนนี้กำลังตัวแข็งทื่อในท่าตักเค้กเข้าปาก “ก็อิตาโดริเป็นเบต้าที่นิสัยดี ยิ้มง่าย ชอบช่วยเหลือคนอื่น ถึงขนาดที่ทุกวันจะได้รับจดหมายรักกับของขวัญเต็มล็อกเกอร์เลยล่ะ ดีออกน้า สูสีกับนายเลยล่ะซาโตรุ”

ทว่าคนฟังที่คิดว่าจะโมโหเพราะแรงหึงกลับไปสนใจเรื่องอื่นแทน “เดี๋ยวนะ ยูจิเป็นเบต้า!? ตัวหอมขนาดนั้นไม่ใช่โอเมก้าหรอกเหรอ!??”

“เท่าที่รู้มาคือไม่ใช่นะ นายก็รู้ว่าโอเมก้าเป็นนักกีฬาตัวจริงไม่ได้หรอก แค่เป็นเบต้าแล้วได้เป็นนักกีฬาตัวจริงนี่ก็เก่งมากแล้วล่ะ ไม่ได้ถามอิตาโดริมาเหรอ?”

แน่นอนว่าไม่ได้ถาม เพราะการที่ร่างกายของเขามีปฏิกิริยารุนแรงกับยูจิจนถึงขนาดนั้น แถมเจ้าตัวยังมีกลิ่นหอมจนน่าหลงใหลแม้เพิ่งเคยได้กลิ่นแค่ครั้งแรก ไม่ว่าจะคิดในแง่มุมไหน ก็ต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายคือโอเมก้าอยู่แล้วสิ!

ทว่าสิ่งที่สุงุรุพูดมาก็มีเหตุผล ด้วยความที่เป็นลูกของนักการเมืองชื่อดัง แถมยังมีเส้นสายเยอะเลยทำให้เข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ หรือบางที…เขาจะเข้าใจเรื่องของยูจิผิดไปจริง ๆ?

ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ เพียงแค่คิดว่ายูจิไม่ใช่โอโมก้าที่เขาสามารถกัดเพื่อสร้างพันธะ มีเซ็กส์จนอีกฝ่ายตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรแก่เขาได้ เพียงแค่นั้นในใจลึก ๆ ของซาโตรุก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมา

สุงุรุมองคนทำหน้ามุ่ยแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ดูออกง่ายเป็นบ้าเลยนะซาโตรุ พอดีเลย วันนี้อิตาโดริมีซ้อมที่ชมรมหลังเลิกเรียน ถ้านายยังสงสัยในความรู้สึกของตัวเองอยู่ ทำไมถึงไม่ลองไปเจอน้องเขาอีกทีล่ะ”

“…แล้วทำไมนายถึงรู้ตารางซ้อมของยูจิ?”

“ก็บอกแล้วไงว่าโรงเรียนเรามีแต่พวกลูกหลานคนดังมาเรียน ในฐานะว่าที่นักการเมืองในอนาคต รู้อะไรหลาย ๆ อย่างไว้ตั้งแต่สมัยเรียนก็ไม่เสียหายนี่นา รวมถึงอิตาโดริที่ในอนาคตอาจจะเป็นนักกีฬาทีมชาติก็ด้วย”

“…แถวบ้านเรียกเสือกนะ สุงุรุ”

…และด้วยเหตุนั้นในช่วงเวลาหลังเลิกเรียน ซาโตรุจึงเดินทางมาที่โรงยิมซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามจากอาคารเรียนวิชาสามัญ พอเดินลัดเลาะผ่านสนามกรีฑาขนาดใหญ่ก็จะพบกับอาคารไม้ทรงโดมทันสมัย ขนาดอยู่ด้านนอกยังได้ยินเสียงเชียร์ดังทะลุออกมาจากตัวอาคาร ซาโตรุค่อย ๆ เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปด้านใน ก่อนพบนักเรียนจำนวนมากกำลังยืนล้อมสนามบาสเก็ตบอลในร่มจนมองแทบไม่เห็นการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่เลยแม้แต่น้อย

ช่วยไม่ได้ งั้นขึ้นไปบนชั้นสองก็แล้วกัน

ที่โรงยิมแห่งนี้มีทางขึ้นชั้นสองเอาไว้ใช้สำหรับชมกีฬา จากบนนั้น ซาโตรุใช้เวลาเพียงปราดเดียวก็พบยูจิที่กำลังวิ่งอยู่ในสนาม เรือนร่างสมส่วนปราดเปรียวเลี้ยงลูกบาสผ่านผู้เล่นของทีมตรงข้ามได้อย่างสวยงาม ก่อนใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีชู้ตลูกบาสลงห่วงท่ามกลางเสียงชื่นชมมากมายของกองเชียร์

การเคลื่อนไหวนั้นดูคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติมากจนซาโตรุเห็นแล้วยังรู้สึกทึ่ง ให้บรรยากาศแตกต่างจากเด็กหนุ่มที่กำลังเศร้าโศกเนื่องจากสูญเสียคุณปู่ไปไม่นานลิบลับ

ในสนาม ยูจิหันไปแตะมือแสดงความยินดีกับเพื่อนร่วมทีม ในจังหวะเดียวกับที่ดวงตาสีอำพันเหลือบขึ้นมาเห็นซาโตรุเข้าพอดี

แวบหนึ่งที่สีหน้าอ่อนเยาว์นั้นแสดงออกถึงความประหลาดใจ แต่เพียงชั่วขณะก็เลือนหาย กลายมาเป็นสีหน้าที่แต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มคล้ายกับว่าดีใจที่ได้เจอ

ยูจิยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่เรียบง่ายไม่หวือหวา พร้อมกันนั้นก็ตอกย้ำลงไปในหัวใจของซาโตรุเต้นผิดจังหวะ ส่งข้อมูลผ่านไปยังสมองให้เข้าใจว่า “ความรัก” นั้นมันเป็นยังไง

ทำไมถึงเพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้นะ…

ที่ด้านล่าง เสียงโค้ชเป่านกหวีดหมดเวลาฝึกซ้อมก็ดังขึ้น ซาโตรุจึงรีบลงบันไดไปยังชั้นล่าง ก่อนพบยูจิที่กำลังพูดคุยอยู่กับโค้ชและเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ดูจากท่าทางแล้วคงกำลังสรุปผลการซ้อมของวันนี้อยู่กระมัง เพราะหลังจากที่ผู้สูงวัยกว่าพยักหน้าให้เป็นเชิงให้แยกย้าย ยูจิก็ยิ้มกว้างแล้ววิ่งเข้ามาหาเขาอย่างกระตือรือร้น

“รุ่นพี่มาหาใครเหรอครับ? เอ๊ะ หรือว่ามาหาผมหรือเปล่านะ?”

น่ารัก

ซาโตรุมองท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ ของรุ่นน้องแล้วอดคิดแบบนั้นไม่ได้

“ก็ไม่เชิง พอดีมีธุระแถวนี้ก็เลยแวะมาดูนิดหน่อย ว่าแต่ซ้อมเสร็จแล้วเหรอ?” เขาโกหก โชคดีเหลือเกินที่ยังคงทำสีหน้าและน้ำเสียงได้เป็นปกติ หากสายตากำลังโลมเลียอีกฝ่ายในชุดกีฬาตั้งแต่หัวจรดเท้าก็ตาม

“เสร็จแล้วล่ะครับ จริงสิ ถ้ารุ่นพี่ไม่ว่าอะไรช่วยรอผมสักแปบนึงได้ไหม ผมอยากชวนรุ่นพี่ไปทานข้าวเย็นด้วยกันน่ะ” ยูจิเอามือไพล่หลังแล้วเอียงคอ ท่าทางน่ารักใสซื่อจนทำให้คนมองนึกอยากจะกลืนกินลงไปทั้งตัว พริบตาหนึ่งที่ในสมองจินตนาการถึงภาพระหว่างเขากับยูจิในห้องเก็บของที่ไม่มีคน เสื้อผ้าของทั้งคู่ต่างหลุดรุ่ย ร่างสูงฝังใบหน้าลงกับซอกคอของคนอ่อนวัยกว่าเพื่อสูดกลิ่นพีชให้ชุ่มปอด ก่อนฝังเขี้ยวให้จมคอแล้ว…

“รุ่นพี่ครับ?”

เขาได้สติอีกครั้งเมื่อยูจิเรียก “อะ อ๋อ ได้สิ จะรออยู่แถวนี้แหละ”

“ขอบคุณครับ!” เอ่ยอย่างซาบซึ้งโดยไม่รู้รับรู้ถึงความคิดของคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย ว่าแล้วจึงวิ่งหายเข้าไปในประตูด้านหลังของโรงยิมด้วยความรวดเร็ว

**____________________________**

สำหรับซาโตรุ วันเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับยูจิช่างสวยงามและผ่านไปด้วยความรวดเร็วยิ่งนัก เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ได้พบกันครั้งแรก ซาโตรุก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับเด็กรุ่นน้องคนนี้ ทั้งด้วยสุงุรุเป็นคนเอาข้อมูลมาบอกและยูจิเป็นคนบอกเองเนื่องด้วยนิสัยช่างพูดของเจ้าตัว

ยูจิเป็นคนกินง่าย แต่ของกินที่ชอบที่สุดคือพวกเมนูข้าวหน้าต่าง ๆ หรือไม่ก็พวกเมนูเส้น ของกินที่ไม่ชอบไม่มี เป็นลูกคนเดียว มีนิสัยชอบช่วยเหลือคนอื่นเพราะได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากคุณปู่ตั้งแต่เด็ก ชอบใส่เสื้อฮู้ดกับรองเท้าผ้าใบจนถึงขนาดที่ว่าใส่ทุกวันก็ยังไม่รู้สึกเบื่อ สเปกที่ชอบคือผู้หญิงตัวสูงและมีสะโพก (ซาโตรุกำหมัด) แถมที่น่าตกใจคือมีความถนัดทางด้านกีฬามากจนเคยโดนทาบทามให้ไปเล่นทีมชาติในรุ่นเยาวชนมาแล้ว

นอกจากนี้…

“เอ๊ะ? ยูจิอยู่หอของโรงเรียนงั้นเหรอ?”

ซาโตรุเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจต่อหน้าเด็กรุ่นน้องที่ตนชื่นชอบ ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่อากาศร้อนจัด แม้โรงเรียนจะอยู่ในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนก็ตาม แต่ยูจิที่เป็นนักกีฬาของโรงเรียนยังคงต้องมาฝึกซ้อมตามคำสั่งของโค้ชทุกวัน ซาโตรุจึงถือโอกาสนี้มาโรงเรียนด้วย โดยให้เหตุผลว่าถ้าหากอยู่ที่บ้านแล้วจะอ่านหนังสือเตรียมสอบสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยไม่รู้เรื่อง ซึ่งตรงนี้ ถ้าหากใช้สมองคิดสักหน่อยก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่าซาโตรุนั้นโกหกทั้งเพ ด้วยเหตุผลข้อแรกว่าคนอะไรเอาหนังสือมาอ่านที่โรงยิม และข้อสอง พอซาโตรุมาถึงก็เอาแต่จ้องมองเด็กรุ่นน้องผมชมพูชนิดตาแทบไม่กะพริบ หาใช่หนังสือเรียนในมือไม่

แต่ถึงอย่างนั้นเด็กใสซื่ออย่างยูจิก็ยังเชื่อ…

“อื้อ ตอนแรกก็อยู่กับปู่ในอพาร์ทเม้นท์แถว ๆ โรงเรียนแหละครับ แต่พอคุณปู่เสียก็เลยย้ายเข้ามาอยู่ในหอ แบบว่าอยู่คนเดียวมันก็เหงาน่ะ”

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาพักเบรกระหว่างซ้อม ทั้งคู่จึงถือโอกาสนี้ออกมาหาไอศกรีมเย็น ๆ ทานเพื่อดับอุณหภูมิอันร้อนผ่าวของร่างกาย จะว่าไปตั้งแต่รู้จักกับยูจิมารสนิยมความชอบของเขาก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือของหวานรสโปรด จากที่เคยชื่นชอบของหวานรสสตรอว์เบอร์รีก็เปลี่ยนมาเป็นของหวานรสพีชแทน จากการคาดเดา ซาโตรุคิดว่าสาเหตุคงมาจากความอยากกัด อยากลองชิมเนื้อของยูจิว่าจะหวานล้ำเหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้หรือไม่ แต่ในเมื่อกัดเจ้าตัวไม่ได้เขาเลยหันไปทานของหวานที่มีกลิ่นคล้ายกันเพื่อระบายความอยากแทน

ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากที่เพื่อน ๆ ของเขาต่างรู้ความจริงในข้อนี้ ทั้งคู่ต่างทำสีหน้ากระอักกระอ่วนประหนึ่งเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกก็ไม่ปาน

‘…จะทำอะไรก็ตามใจ แต่อย่าให้อิตาโดริรู้ก็แล้วกันนะ อ้อ แล้วก็อย่าเผลอไปกัดน้องเขาจริง ๆ ล่ะ’ สุงุรุกล่าว

‘…นายไปหาจิตแพทย์บ้างก็ดีนะ’ โชโกะพูดขณะอัดควันบุหรี่เข้าปอด ดูท่าทางเครียด

ในขณะที่ซาโตรุกำลังนึกอยู่ว่าเขาตอบพวกเพื่อน ๆ ไปว่าอะไร เสียงของยูจิก็เรียกความสนใจจากเขาได้พอดี

“ไปอยู่หอแรก ๆ ก็ไม่ชิน แต่โชคดีที่ได้ฟุชิงุโระที่อยู่ห้องข้าง ๆ คอยช่วยเหลืออยู่หลายอย่าง ถึงหมอนั่นจะเป็นคนเงียบ ๆ แต่พอสนิทกันแล้วถึงได้รู้ว่าหมอนั่นเป็นคนดีมากเลยครับ”

ณ วินาทีนั้น ซาโตรุได้สาบานกับตัวเองในใจอย่างหนักแน่น ว่าภายในอาทิตย์หน้าเขาจะต้องทำให้หุ้นของบริษัทฟุชิงุโระและเซนอิงร่วงให้ได้ โทษฐานที่ทำให้เขาหมั่นไส้ บังอาจมาสนิทสนมกับยูจิเกินความจำเป็น

แต่เดี๋ยวนะ…

“แต่เมงุมิเป็นอัลฟ่าไม่ใช่เหรอ? ทำไมยูจิถึงอยู่ห้องติดกับอัลฟ่าได้ ไม่อันตรายเหรอ??”

“ไม่นี่ครับ ก็ผมเป็นเบต้านี่นา”

ระบบหอพักของโรงเรียนนี้จัดให้อัลฟ่าและเบต้าอาศัยอยู่ร่วมกัน ส่วนโอเมก้าจะแยกให้ออกไปอยู่อีกอาคารหนึ่ง

…ซึ่งซาโตรุเองบางทีก็ชอบลืมว่าเด็กคนนี้คือเบต้าไปเสียสนิท

“เรื่องนั้นน่ะ ไม่ได้คิดว่ายูจิจะโกหกหรืออะไรหรอกนะ แต่ยูจิเป็นเบต้าจริง ๆ เหรอ?”

“เบต้าแหละครับ คุณปู่ผมเป็นอัลฟ่าก็จริง แต่พ่อกับแม่ของผมเหมือนจะเป็นเบต้าด้วยกันทั้งคู่ แถมผมเองก็ไม่เคยมีอาการรัทหรือว่าฮีทด้วย จมูกก็ไม่ได้กลิ่น ก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นเบต้าแหละ” คนอธิบายกัดไอศกรีมแท่งรสโซดาเข้าปาก สีฟ้าของน้ำหวานให้ความรู้สึกสดใสคล้ายกับภาพของท้องฟ้าในวันนี้ ยูจิเล่าเรื่องขณะทอดสายตามองตรงไปข้างหน้าขณะเล่าเรื่องในอดีตอันแสนไกล

“เสียใจแฮะ ตอนที่เจอกันครั้งแรก เห็นยูจิยอมอยู่นิ่ง ๆ เลยนึกว่าจะได้กลิ่นจากฉันซะอีก” รุ่นพี่พูดกระเซ้า ส่วนคนฟังสะดุ้งเฮือก

“นะ นั่นก็เพราะรุ่นพี่โกะโจพยายามช่วยปลอบผมอยู่ต่างหาก ถึงผมจะไม่ได้กลิ่นก็เถอะ แต่พอมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนแบบนั้นแล้วมันก็รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ นะ!” คนตัวเล็กกว่ารีบแก้ตัวเป็นพัลวันจนใบหูออกสีระเรื่อ ก่อนเบือนหน้าหนีแล้วใช้ปลายลิ้นตวัดเลียไอศกรีมที่กำลังละลาย ซาโตรุจ้องท่าทางนั้นผ่านแว่นดำอย่างเลื่อนลอย “ส่วนรุ่นพี่โกะโจเป็นอัลฟ่าสินะครับ?”

คนถูกเรียกกะพริบตาปริบ “อ่า ใช่แล้วล่ะ รัทครั้งแรกตอนอายุสิบสอง ลำบากเป็นบ้า”

“เห— แต่ก็สมกับเป็นรุ่นพี่โกะโจดีนะครับ ร่างกายรู้ตั้งแต่เด็กเลยว่าควรเป็นอัลฟ่า แบบว่าอยู่ข้างบน เดี๋ยว ผมหมายถึงอยู่เหนือคนอื่น หยะ อย่าขำสิครับ!”

น่ารักจังน้า

“เป็นเด็กเป็นเล็ก ลามกจังนะเรา” คำแซวนั้นยิ่งทำให้คนฟังหน้าแดงหนักเข้าไปใหญ่ ยูจิรีบกินไอศกรีมจนหมดแท่งแล้วลุกขึ้นจากที่นั่งข้างร้านค้า โดยไม่ลืมหันมาโวยวายใส่ร่างสูงแก้เขิน

“ผมไปซ้อมแล้วนะ! รุ่นพี่ก็เลิกยิ้มแบบนั้นได้แล้ว!!” ใบหน้าหวานแดงจัดจนถึงหู ว่าแล้วยูจิจึงวิ่งตรงไปยังโรงยิม ทิ้งให้ซาโตรุอยู่เพียงลำพัง ร่างสูงมองแผ่นหลังของยูจิที่ค่อย ๆ ห่างออกไป หากในใจกลับรู้สึกอบอุ่นคล้ายถูกแสงแดดยามเช้าโอบกอดเอาไว้อย่างนุ่มนวล

**____________________________**

เวลาผ่านไปจนเข้าสู่ภาคเรียนที่สอง เดือนกันยายนที่อากาศยังคงร้อนจัดสลับกับฝนที่ตกหนักจนทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ภายในห้องเรียนของเด็กม.ปลายปีสามที่ทุกคนต่างทำสีหน้าเคร่งเครียดเนื่องจากใกล้ได้เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั่วทั้งห้องจึงตกในสภาวะอึมครึมไม่ต่างจากบรรยากาศฝนตกภายนอกหน้าต่าง ทั้งการสอบวัดระดับเอย การเลือกมหาวิทยาลัยและคณะที่ใฝ่ฝันเอย เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีผลกับอนาคตทั้งสิ้น รวมไปถึงซาโตรุด้วยเช่นกัน

หลังจากคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ แต่หาใช่เรื่องเรียนเหมือนกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นไม่

ซาโตรุตัดสินใจแล้วว่า…

“จะสารภาพรักกับยูจิล่ะ”

ประโยคนั้นลอยเข้าหู ไม่สิ จงใจพูดให้เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันฟังมากกว่า

เกะโท สุงุรุ ละสายตาจากหนังสือ ‘How to การเป็นผู้นำลิง’ ในมือก่อนหันมามองคนพูดด้วยสายตาเหนื่อยใจ

“ได้ข่าวปิดเทอมหน้าร้อนก็อยู่กับอิตาโดริแทบทุกวัน ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่ขอคบอีก?”

ราวกับแทงใจดำ คนถูกถามปั้นหน้าอิดออดเล็กน้อยก่อนตอบเสียงแผ่ว “…ก็ฉันไม่มันใจว่ายูจิจะตอบตกลงนี่นา”

“คนมั่นหน้าอย่างนายเนี่ยนะไม่มั่นใจ แปลกจัง”

“ช่างฉันเถอะน่า เอาเป็นว่าวันนี้ฉันอยากขอคำปรึกษาจากนายหน่อย” ว่าแล้วจึงขยับตัวนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางจริงจัง จนเพื่อนสนิทเห็นแล้วยังเผลอทำท่าจริงจังตาม “ฉันอยากสารภาพรักกับยูจิ เลยอยากถามความเห็นของนายหน่อยว่าฉันควรจะทำยังไง ควรแต่งตัวแบบไหน แล้วสถานที่ควรเป็นแบบส่วนตัวหรือว่าเป็นที่สาธารณะดี ที่คิด ๆ ไว้ก็มีพาไปกินข้าวที่โรงแรม (หกดาว) ของที่บ้าน หรืออาจจะเช่าโตเกียวสกายทรีคืนนึงเอาไว้ขึ้นไปดูวิวกับยูจิ แล้วก็เตรียมช่อดอกไม้ช่อโตเท่านี้” ว่าแล้วร่างสูงจึงยกมือขึ้นสองข้างประกอบท่าทาง “หรือไม่ก็อาจจะซื้อแหวนเพชรให้ แต่ เอ๊ะ คิดอีกทีจุดพลุเป็นตัวอักษรบอกรักยูจิท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนก็ไม่เลว นายคิดว่าไง?”

สุงุรุเครียด

“…นี่นาย” คนผมดำรู้สึกมึนตึบ ขมับกระตุกเป็นระยะ “ซาโตรุ นายเองก็ถูกบอกรักมาตั้งเยอะ ทำไมถึงไม่ลองเอาของพวกนั้นมาลองปรับใช้ดูบ้าง?”

คนฟังทำหน้าแหย “ไม่มีทาง ฉันอยากทำให้ยูจิประทับใจนี่นา” ว่าแล้วจึงตะปบไหล่ของเพื่อนสนิทแล้วเขย่าอย่างอ้อนวอน “ช่วยฉันด้วยเถอะสุงุรุ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก ถ้าโดนยูจิปฏิเสธล่ะก็…ฉันคง…”

“เออน่า ถึงได้พยายามช่วยอยู่นี่ไง” เขาผลักอีกฝ่ายออกอย่างนึกรำคาญ ในใจคร่ำครวญนึกหาโชโกะที่ตอนนี้ดันไม่อยู่ในห้องเรียน เผื่อจะช่วยกันพูดจาเตือนสติซาโตรุได้บ้าง “ว่าแต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงคิดจะสารภาพรักขึ้นมาล่ะ?”

“เรื่องนั้น…เพราะว่าอีกไม่นานพวกเราก็จะเรียนจบกันแล้ว เลยคิดว่าถ้าปล่อยไว้ยูจิอาจจะโดนลิงที่ไหนก็ไม่รู้แย่งไปก็ได้”

“ไม่แปลก ก็อิตาโดริเป็นเด็กเนื้อหอมนี่นา”

“แต่มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิ” ซาโตรุเอ่ยขึ้นอย่างขัดใจ “อันที่จริง ฉันรู้สึกว่าหมู่นี้ยูจิดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล”

คำบอกเล่าส่งผลให้คนฟังเผลอทำสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย สุงุรุเท้าคางขณะมองหน้าคนพูด “แปลกยังไง?”

“สองสามวันมานี้ยูจิดูใจลอยแปลก ๆ เหมือนจะมีไข้ แถมกลิ่นก็หอมขึ้นกว่าปกติ จะบอกว่ากลิ่นหวานขึ้นก็ได้มั้ง”

สุงุรุหรี่ตามอง “ซาโตรุ ถึงบ้านนายจะเป็นโกะโจ แต่นายห้ามไปกัดน้องเขานะ” เขาเอ่ยห้ามกึ่งข่มขู่

“รู้แล้วน่า นายนี่ก็ชอบพูดแต่เรื่องเดิม ๆ อยู่ได้ เป็นพวกย้ำคิดย้ำทำหรือไง?”

“เป็นพวกย้ำคิดย้ำทำก็ดีกว่าเป็นพวกโรคจิตล่ะ คนอะไรจ้องน้องเขาอยู่ได้ ถ้าเป็นปลากัดป่านนี้คงท้องไปแล้วเนี่ย” สุงุรุเอ่ยอย่างเหน็บแหนม “พูดถึงท้อง จะว่าไปอาการของอิตาโดริที่นายเล่ามาก็คล้าย ๆ กับพวกโอเมก้าก่อนฮีทเลยนะ”

“หา? จะบ้าเหรอไง ก็ยูจิเป็นเบต้า—“

ทันใดนั้นประตูห้องเรียนก็เปิดดังปัง ตามด้วยร่างของโชโกะที่เดินปราดเข้ามาหาทั้งคู่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าของเด็กสาวดูเคร่งเครียดต่างจากเวลาปกติ แม้กระทั่งคู่หูอัลฟ่าเห็นแล้วยังรู้สึกใจไม่ดีไปด้วย

“โกะโจ” เบต้าสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ไร้ซึ่งความสนิมสนมหยอกล้อผิดกับที่แล้วมา “ใจเย็น ๆ แล้วฟังให้ดี ตอนนี้อิตาโดริกำลังแย่”

เพียงแค่นั้น อะไรบางอย่างในตัวของซาโตรุก็คล้ายกับจะขาดผึง เขาลุกขึ้นยืน มองหน้าอีกฝ่ายอย่างต้องการคำตอบ

“หมายความว่ายังไง? โชโกะ แล้วตอนนี้ยูจิอยู่ที่ไหน?”

“อยู่ที่หอพัก วันนี้อิตาโดริไม่สบายก็เลยขออาจารย์กลับไปนอนพักที่ห้อง”

สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาคือสิ่งที่เขาถาม แต่ก็ยังไม่หายค้างคาใจอยู่ดี

คงรู้สึกถึงสายตาที่คาดคั้นคำตอบ โชโกะจึงเอ่ยต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “มีรายงานแจ้งเข้ามาจากหมอประจำหอพักที่เข้าไปเยี่ยมอิตาโดริ…” เด็กสาวเสยผมขึ้นทัดหู ท่าทางดูหอบเล็กน้อย คิดว่าพอรู้ข่าวคงรีบมาที่นี่ทันทีโดยไม่ได้หยุดพัก “ดูเหมือนเราทุกคนจะเข้าใจผิดไป เรื่องแบบนี้ไม่ปกติแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…”

เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง จ้องมองตาสีฟ้าเพื่อดูปฏิกิริยาของคู่สนทนา

“…สรุปว่าอิตาโดริเป็นโอเมก้า และตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงฮีทครั้งแรก”

ไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ จากทั้งคู่ แต่เพียงครู่เดียวซาโตรุก็เป็นฝ่ายที่ได้สติก่อน เขากำหมัดแน่น

“เดี๋ยว แต่บ้านของยูจิไม่เคยมีใครเป็นโอเมก้า เพราะงั้น…”

“ก็ถึงได้บอกไงว่าเคสนี้มันไม่ปกติ นาน ๆ ทีที่โรงพยาบาลก็มีเรื่องแบบนี้เหมือนกัน คนที่มีเพศรองไม่ตรงกับกรรมพันธ์ุของครอบครัวน่ะ” พอได้ยินโชโกะที่เป็นหลานสาวของคุณหมอชื่อดังระดับประเทศพูดแบบนี้แล้วก็แย้งไม่ออก ร่างสูงรู้สึกได้เลยว่าเลือดในกายเย็นเฉียบ แต่ขณะเดียวกัน ณ มุมหนึ่งในใจกลับรู้สึกยินดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ยูจิเป็นโอเมก้า…?

…โอเมก้าของเขา…

ภาพของยูจิในฤดูร้อนผุดขึ้นในความทรงจำ ความรู้สึกมากมายเริ่มตีกันมั่วในใจ ทั้งหวง ห่วง ดีใจ แล้วก็กังวลใจ ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนเบียดเสียดกันอยู่ในใจของซาโตรุจนแทบคลั่ง

ระหว่างที่ซาโตรุยังคงจัดการกับความคิดของตัวเองไม่ได้ สุงุรุที่เอะใจในอะไรบางอย่างจึงแย้งขึ้น

“แต่ตอนนี้ยูจิอยู่ที่หอ ที่ ๆ มีอัลฟ่าอยู่กันเต็มไปหมดเนี่ยนะ?”

โชโกะหันไปพยักหน้ารับ “ใช่ เพราะไม่มีใครคิดว่าอาการป่วยของอิตาโดริคือโอเมก้าที่กำลังฮีท แถมตอนนี้การจะย้ายอิตาโดริออกมาจากหอก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้วด้วย”

คำพูดนั้นเรียกสติของซาโตรุได้ในที่สุด “…ว่าไงนะ?”

“โอเมก้าก่อนฮีทน่ะเป็นช่วงที่ทั้งอารมณ์แล้วก็ร่างกายอ่อนไหวมาก ถ้าเข้าไปใกล้…”

“ไม่ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” ซาโตรุพูดขัดเด็กสาวที่กำลังพยายามอธิบาย ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกำลังโกรธจัด ไม่สิ กำลังหึงหวงจนแทบบ้าต่างหาก

อย่าว่าแต่มีคนอื่นมาแตะต้องเลย เพียงแค่คิดว่ามีคนมาเข้าใกล้ยูจิในสภาพที่ปกป้องตัวเองไม่ได้แบบนั้น เส้นเลือดในสมองก็เหมือนจะเต้นตุบ ๆ ขึ้นมา อีกทั้งภาพตรงหน้ายังดูวูบไหวและสั่นพร่า ชีพจรเต้นถี่ขึ้น

คงสัมผัสได้ถึงกลิ่นของความหึงหวง สุงุรุจึงรีบเข้ามาห้าม “ใจเย็น ๆ ซาโตรุ เดี๋ยวพวกอาจารย์ก็คงหาทางจัดการเรื่องนี้ได้เองแหละ นายอย่าทำอะไรวู่วามนะ”

“ใช่แล้ว ตอนนี้พวกอาจารย์สั่งห้ามนักเรียนทุกคนเข้าใกล้หอพัก เดี๋ยว โกะโจ นายจะไปไหนน่ะ!”

วูบหนึ่งที่ประสาทหูเหมือนจะได้ยินเสียงห้ามของโชโกะดังแว่วจากที่ไกล ๆ แต่ทว่าในตอนนี้ซาโตรุไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว เขารีบวิ่งออกนอกห้อง ในใจนึกหาแต่เด็กน่ารักกลิ่นพีชคนนั้น

…ยูจิ

ร่างสูงวิ่งตรงไปยังหอพักโดยไม่สนใจถึงฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ บางทีอาจไม่มีอะไร ยูจิอาจจะปลอดภัยดี แต่ความกังวลที่ไม่ได้เห็นสภาพของอีกฝ่ายด้วยตาตัวเองทำให้เขารู้สึกหวาดวิตก

ในที่สุดซาโตรุก็มาถึงอาคารเป้าหมายในสภาพที่เปียกโชกไปด้วยฝน จากตรงนี้ สามารถมองเห็นได้ว่าตรงประตูทางเข้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าอยู่ เขาจึงเดินอ้อมไปทางด้านหลังแล้วแอบเข้าไปทางหน้าต่างบานหนึ่งที่ไม่ได้ล็อก ภายในอาคารนั้นค่อนข้างมืดสลัว ทางเดินปูด้วยไม้ขัดมันสีเข้มตัดกับกำแพงสีขาวสะอาดตา ออกแบบตามสไตล์ญี่ปุ่นโบราณคล้ายกับสิ่งปลูกสร้างอื่นในโรงเรียน ส่วนบันไดชั้นสองตั้งอยู่ลึกเข้าไปตรงสุดทางเดิน

เสียงฝนจากด้านนอกพัดกระหน่ำจนหน้าต่างดังกุกกัก รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าภายในหอพักไม่มีคนอยู่เลยตามที่โชโกะบอก แต่ถึงอย่างนั้นจมูกก็ยังรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมหวานจาง ๆ ที่ลอยอยู่ทั่วบริเวณตรงชั้นหนึ่ง เขาไม่เคยมาที่นี่ แต่พอตามกลิ่นหอมที่แสนยั่วยวนไปเรื่อย ๆ เขาก็พบกับห้องที่ได้ยินเสียงเบา ๆ ดังขึ้นจากอีกฟากของประตู

ซาโตรุกลืนน้ำลายลงคอ เอื้อมมือแตะลูกบิด ย้ำกับตัวเองในใจอย่างหนักแน่นว่าเขามาที่นี่ก็เพราะเป็นห่วงยูจิแค่นั้น และถ้าหากรู้ว่ายูจิสบายดีเขาก็ควรกลับ

ทว่าในทันทีที่เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไป ความตั้งใจที่เคยย้ำเตือนไว้กับตัวเองก็หายไปจนหมดสิ้น ภายในห้องขนาดสิบเสื่อที่ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบเรียบง่าย พอมองเข้าไปแล้วจะเห็นแค่เตียง โต๊ะหนังสือกับตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กตามอุปนิสัยอันเรียบง่ายของเจ้าตัว ผนังด้านในติดโปสเตอร์รูปนางแบบผมทองชื่อดัง ทั่วทั้งห้องหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นหวานคล้ายพีชที่กำลังสุกงอม

เสียงประตูส่งผลให้เจ้าของห้องที่นอนคลุมโปงอยู่บนเตียงสะดุ้งโหยง ร่างนั้นลุกขึ้นนั่งบนเตียงทั้งที่ยังกอดผ้าห่มเอาไว้แน่น ใบหน้าหวานจ้องมองแขกผู้มาเยือนจากช่องว่างของผ้าหนา

“รุ่นพี่โกะโจ…?”

คงเบาใจที่เห็นว่าเป็นเขา ยูจิจึงเลิกผ้าห่มขึ้นจนผืนผ้าลื่นหลุดลงถึงเอว เผยให้เห็นผิวเนียนสีน้ำผึ้งที่ตอนนี้ถูกย้อมจนดูมีเลือดฝาด เจ้าตัวสวมแค่เพียงเสื้อยืดตัวใหญ่สีขาวและกำลังนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทีที่แสนอ่อนล้า สุดชายผ้าคือต้นขาเรียวยาว สะท้อนแสงไฟสีสลัวที่ไม่ว่าใครเห็นแล้วก็รู้สึกเหมือนถูกเย้ายวน

เพียงแค่คิดว่าในอนาคตข้างหน้า จะภายในอีกไม่กี่ปี ไม่กี่เดือน หรืออีกแค่ไม่กี่วัน ความเป็นไปได้ที่ยูจิจะถูกคนอื่นแย่งชิงไปก็ทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน ถ้าอย่างนั้น…

“ยูจิ เป็นยังไงบ้าง อาการดูไม่ค่อยดีเลยนะ” เสียงของเขานั้นแหบพร่า แม้จะพยายามตั้งสติไม่ให้ทำอะไรบู่มบ่าม แต่ทุกองค์ประกอบในร่างกายกลับกำลังเรียกร้องหายูจิอย่างบ้าคลั่ง

เจ้าของห้องมองเขาอย่างเลื่อนลอยคล้ายหมดแรงตอบ นัยน์ตาสีฟ้าจึงประสานเข้ากับดวงตาสีอำพันที่กำลังวูบไหวท่ามกลางเสียงฝนภายนอกหน้าต่าง ซาโตรุยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้อง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเอ่ยเอื้อนสิ่งที่อยู่ในใจออกไป

เพราะว่าอยากได้มาก ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็จะปล่อยยูจิไปไม่ได้…

“ให้ฉันช่วยไหม?”

ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ไม่ว่าจะมองนานแค่ไหนก็ไม่เคยเบื่อเลยสักครั้งแสดงออกถึงความงุนงง ซาโตรุจึงอธิบายต่อว่า

“ถ้าผูกพันธะกับฉันล่ะก็ ยูจิจะไม่ต้องลำบากเพราะอาการฮีทไปตลอดชีวิตเลยนะ”

…เพราะว่าชั่วชีวิตของโอเมก้านั้น สามารถผูกพันธะได้แค่ครั้งเดียว

ยูจิคงรู้ถึงความจริงในข้อนั้น เพราะในวินาทีถัดมาดวงตากลมโตจึงเบิกกว้างขึ้นอย่างคนตกใจ เขาเพ่งมองมายังซาโตรุ คล้ายกับจ้องมองเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ฟั่นเฟือน ยูจิเม้มริมฝีปากสีระเรื่อแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยรอยยิ้มว่า

“ได้สิครับ”

หัวใจของซาโตรุแทบหยุดเต้น

ยูจิยิ้มให้เขาคล้ายกับวันนั้นในหน้าร้อน

วันที่เขารู้ตัวว่าตกหลุมรักยูจิเป็นครั้งแรก…

“ถ้าหากเป็นรุ่นพี่ล่ะก็ผมยินดีครับ”

ซาโตรุนึกอยากถามอีกฝ่ายว่าเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาหรือเปล่า? เพราะถ้าหากพูดแบบนั้นออกมาแล้วเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาทีหลัง ถึงตอนนั้นเขาก็คง…

ในขณะที่กำลังจะถาม ยูจิกลับยื่นมือออกมาหาเขาอย่างเชื่องช้าราวกับจะเชื้อเชิญ “มานี่สิครับรุ่นพี่”

ร่างสูงกลืนน้ำลายลงคอ เอื้อมมือไปล็อกประตูที่อยู่ด้านหลังก่อนสาวเท้าเข้าหายูจิด้วยร่างกายที่หนักอึ้ง เขานั่งลงที่ข้างเตียง พิจารณามองใบหน้าสีซับโลหิตราวกับจะหาความลังเลที่อาจหลงเหลืออยู่บนสีหน้านั้น หากยูจิเอากลับเอนตัวเข้าใกล้เขาแล้วหัวเราะ

“แหะ ๆ ในที่สุดก็ได้กลิ่นของรุ่นพี่โกะโจแล้ว หอมมาก ๆ อย่างที่คิดเอาไว้เลยครับ”

เด็กคนนี้…

ซาโตรุจ้องมองคนตรงหน้าคล้ายกับจะแผดเผา ในขณะเดียวกัน ระยะห่างของคนทั้งสองก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ก่อนประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า รสสัมผัสในวินาทีแรกนั้นหอมหวาน เคอะเขิน ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนมาร้อนผ่าวขึ้นตามลำดับ กระตุ้นความหิวโซอย่างไม่รู้จักพอของซาโตรุจนเจ้าตัวต้องเปลี่ยนมุมบดเบียดริมฝีปากอย่างตะกละตะกลาม

เขาผลักยูจิให้นอนลงกับเตียงแล้วขึ้นทาบทับ ยึดข้อมือเล็กไว้กับเตียงแล้วสอดลิ้นเข้าช่องปาก ลมหายใจอุ่น ๆ แนบชิดกันในห้องอันคับแคบ

ยูจิ

…ยูจิ

…ฉัน……

“ผมชอบรุ่นพี่ครับ”

คำสารภาพที่ได้ยินทำเอาร่างสูงแทบลืมหายใจ โลกทั้งใบหยุดชะงัก ร่างสูงจับจ้องใบหน้าชื้นเหงื่อของคนด้านล่างที่กำลังส่งกลิ่นหอมรัญจวนเหมือนกับบอกว่ายอมจำนนต่อเขาแล้วทุกอย่าง

“ชอบมาตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ก่อนที่เราจะได้เจอกันที่หน้าโรงเรียนในวันนั้นซะอีก”

คนอ่อนวัยกว่าเบือนหน้าหลบสายตาอย่างเขินอาย แพขนตาสั่นระริก ซาโตรุจึงถือโอกาสนี้บรรจงจูบลงบนเปลือกตา ก่อนไล้ผ่านลงมายังพวงแก้มใส ริมฝีปาก ปลายคาง ก่อนหยุดอยู่ที่ซอกคอระหง ขบกัดจนผิวสีน้ำผึ้งเริ่มปรากฏรอยช้ำเป็นจ้ำ ๆ หากคนโดนกระทำกลับยิ่งส่งเสียงระส่ำตามการปลุกเร้า

“…วันนั้น ในตอนที่รุ่นพี่บอกว่าจะอยู่กับผมในวันที่ผมไม่มีใคร ผมถึงได้ดีใจมากจริง ๆ” นัยน์ตาคู่งามเริ่มเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม “เพราะงั้น…ถ้ารุ่นพี่เห็นว่าดี ก็ทำตามใจชอบได้เลยครับ”

คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาบีบคั้นหัวใจของคนฟังจนรู้สึกเจ็บ ทั้งที่อายุแค่สิบห้าแต่ต้องอยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพัง ไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดของเขาในตอนนั้นได้เยียวยาจิตใจของยูจิไว้มากมายถึงเพียงไหนกัน

คิดแล้ว ก็รู้สึกว่าช่างโชคดีจริง ๆ ที่ได้เจอกับยูจิในวันนั้น

“ฉันก็ชอบนาย ยูจิ”

ในวินาทีที่สารภาพ คนด้านล่างก็ตัวแข็งทื่อ คงเพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าความรู้สึกจะได้รับการตอบกลับ ซาโตรุจึงหัวเราะน้อย ๆ ต่อท่าทีนั้นแล้วใช้สันจมูกไล้ไปตามโครงหน้ามนอย่างนึกเอ็นดู

“ชอบนะ ยูจิ”

เจ้าของชื่อยังคงทำสีหน้าไม่หายงงงันต่อคำสารภาพรอบสอง แต่เพียงครู่เดียวก็ตั้งสติได้เมื่อรู้สึกถึงมือใหญ่ที่ล้วงเข้าไปใต้เสื้อ “ดะ เดี๋ยวก่อนสิครับ! รุ่นพี่ ที่พูดเมื่อกี๊นี้เป็นความจริงเหรอครับ?” ยูจิพยายามออกแรงห้ามคนตรงหน้าด้วยมืออันสั่นเทา อีกทั้งกระแสเสียงยังสั่นน้อย ๆ คล้ายกับกำลังหวาดหวั่นต่อคำตอบที่อาจได้รับ ดูแล้วช่างคล้ายกับลูกแมวที่กำลังหวาดกลัวจนคนมองชอบใจถึงขนาดไม่อาจละสายตาได้เลย

นัยน์ตาของทั้งสองมองประสานกัน รู้สึกได้เลยว่ายูจิกำลังกลั้นหายใจ

“อื้อ จริงสิ”

ในที่สุดหลังคำยืนยันอย่างหนักแน่นได้ซึมซาบเข้าสู่สมองของคนฟัง ท่าทีของยูจิก็ผ่อนคลายลง เจ้าตัวยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา หากน้ำหยาดใสกลับยิ่งเอ่อล้นออกมาด้วยความปิติยินดี

“…ดีใจจัง”ยูจิเอ่ยแค่นั้นแล้วปล่อยให้ร่างกายถูกโอบกอดเอาไว้อย่างแนบแน่น ซาโตรุจูบซับน้ำตา ในขณะที่ลมหายใจของคนเบื้องล่างเริ่มสั่นพร่า อาจเพราะด้วยอาการฮีทหรือกำลังตื้นตันต่อคำสารภาพก็ไม่อาจรู้ได้

ซาโตรุจุมพิตที่ริมฝีปากอย่างแผ่วเบาแล้วผละออก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีอำพันที่ชุ่มชื้นด้วยน้ำตา

“ยูจิ ที่ฉันถามเรื่องผูกพันธะน่ะ ฉันพูดจริงนะ”

นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามต้นขาเนียนด้านใน ก่อนขึ้นมายังหน้าท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อได้รูป เรือนร่างที่ปราศจากตำหนิใด ๆ ที่พอได้สัมผัสแล้วก็ยิ่งอยากกลืนกินไม่ให้เหลือแม้สักส่วน

…เด็กคนนี้เป็นของเขา

จิตใต้สำนึกของซาโตรุกระซิบบอกเช่นนั้น

แต่ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับการฟอนเฟ้นคนข้างใต้ ยูจิที่ใช้หลังมือปิดปากอยู่ก็พูดเสียงแผ่ว จนซาโตรุต้องเลิกคิ้วถามซ้ำอีกครั้ง

“เมื่อกี้ยูจิพูดว่าอะไรเหรอ?”

เจ้าของชื่อหน้าแดงจัดจนถึงหู “ระ รุ่นพี่ อย่าถามซ้ำสิ ผมอายนะ”

“เห— แต่พอเห็นยูจิหน้าแดงแบบนี้แล้วฉันก็อยากรู้นี่นา” เขายิ้ม โดยที่มือยังคงหยอกล้ออยู่กับผิวกายอันแสนอ่อนเยาว์ด้วยความพึงพอใจ แต่เพียงไม่นานมือนั้นก็ลากผ่านหน้าท้องก่อนเลื่อนลงไปยัง…

ยูจิสะดุ้งเฮือก “ระ รุ่นพี่โกะโจ!”

“หืม?” อัลฟ่าขานรับในลำคอ ปลายนิ้วเกี่ยวขอบกางเกงขาสั้นค้างไว้ในท่าทีหมิ่นเหม่จนยูจิเกร็งไปทั้งตัว “ถ้ายูจิยอมพูดล่ะก็ ฉันจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ก็ได้นะ”

“เอ๊ะ แต่ว่า…” คนโดนข่มขู่พูดได้แค่นั้นก่อนชะงักค้าง ท่าทางเขินอายจนถึงขีดสุด ยูจิช้อนสายตามองเขาด้วยความรัญจวน ในขณะเดียวกับที่ซาโตรุมองท่าทางนั้นด้วยใจเต้นระส่ำ

น่ารัก

น่าหลงใหล

น่าทะนุถนอม…

จากสายตาของเขาคงสื่อได้ถึงอะไรบางอะไรบางอย่าง เพราะในวินาทีถัดมายูจิก็ยกมือขึ้นปิดหน้า ส่งเสียงประท้วงอย่างเขินอาย

“รุ่นพี่ ขี้โกงนี่ครับ ทำหน้าอย่างนั้น” เอ่ยเสียงแผ่วราวเสียงกระซิบ ก่อนโผเข้ากอดแล้วฝังหน้าลงบนซอกคอของอีกฝ่าย ตัวของร่างเล็กร้อนแทบไม่ต่างจากไฟ “หยะ อย่างที่ผมบอกไปเมื่อกี๊ ถ้าหากเป็นรุ่นพี่โกะโจล่ะก็…ผมเต็มใจครับ”

ร่างข้างใต้กระซิบต่อด้วยความเขินอาย “ที่สำคัญ ผมเองก็ไม่ได้อยากให้รุ่นพี่หยุดซะหน่อย” ว่าแล้วจึงหันมาจูบทับริมฝีปากของคนโตกว่าทั้งที่ยังไม่หายเกร็ง ซาโตรุจึงจูบตอบ ให้ความรู้สึกเหมือนต่างฝ่ายต่างต้องการกันและกัน ไม่ว่ายังไงก็จะยอมไม่แยกจากกัน

“ยูจิ…” เมื่อถอนริมฝีปากออก ร่างสูงจึงลุกขึ้นนั่งแล้วเอนหลังพิงกำแพงที่ข้างเตียง โดยไม่ลืมช้อนร่างของยูจิให้ขึ้นมานั่งบนตักด้วย เขาพรมจูบลงบนหลังคออย่างรักใคร่โดยที่มือยังคงประสานไว้กับอีกฝ่าย “นายเชื่อใจฉันไหม?”

“แน่นอนครับ”

คำตอบที่ถูกเอ่ยออกมาในทันทีสร้างความพึงพอใจให้คนฟัง ซาโตรุคลี่ยิ้ม จุมพิตลงบนหลังคอระหง

“ยูจิ อยู่กับฉันตลอดไปนะ”

หากความสุขของพวกเขาคือการมีอีกฝ่ายอยู่เคียงข้าง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

ปลายลิ้นร้อนโลมเลียที่หลังคอ ก่อนประทับรอยกัดประหนึ่งคำสาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะอยู่เคียงข้างกันชั่วนิจนิรันดร์

 

**______________ End ______________**

Omake

- หลังจากบอนด์ ทั้งซาโตรุและยูจิก็อยู่ในห้องกันแบบนั้นสามวันสามคืน ลำบากสุงุรุที่ต้องเอาอาหารและน้ำเข้าไปส่งเนื่องจากซาโตรุไม่ไว้ใจใครให้เข้าใกล้ยูจิ
- แน่นอนว่าระหว่างนั้นนักเรียนที่เป็นเด็กหอก็เข้าไปในหอไม่ได้ เดือนร้อนเมงุมิที่ต้องไปนอนในโรงแรมตลอดสามวัน
- ยูจิไม่ท้องเพราะโชโกะพาไปฉีดยาคุมย้อนหลัง (ด้วยเทคโนโลยีในฟิค ถือว่าทำได้)
- ตระกูลโกะโจพอรู้เรื่องนี้ก็โกรธมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะซาโตรุคือผู้สืบทอดสกุลเพียงคนเดียว แถมพอเสนอโอเมก้าชั้นสูงให้เป็นคู่แต่งงานก็ถูกซาโตรุเมินสนิท
- ทั้งคู่แต่งงานกันทันทีหลังจากที่ยูจิเรียนจบจากมหาวิทยาลัย
- เพราะยูจิดันท้องเข้าพอดี
- โดยหารู้ไม่ว่าทั้งหมดเป็นแผนของรุ่นพี่โกะโจที่อยากสร้างครอบครัวกับยูจิไว ๆ

Notes:

เจอกันรอบหน้าที่งานให้ศีลให้พรค่ะ