Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Category:
Fandoms:
Characters:
Additional Tags:
Language:
ไทย
Stats:
Published:
2022-11-18
Updated:
2024-10-08
Words:
87,105
Chapters:
10/?
Comments:
4
Kudos:
7
Hits:
181

สี่นาที สามสิบสาม: Four thirty-three (Writer: Etrebko/Translator: FallingRaindrops)

Summary:

คุณครูของเขายิ้มให้เล็กน้อย “วิเศษไปเลยนะ หยาง”
เบร็ตยิ้มแหย ๆ กลับ “ดีใช่ไหมครับ”
“ใช่ ดีใจด้วยนะ นายเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว”

นักดนตรีสามารถควบคุมธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ผ่านบทเพลง และเมื่อสิบสี่ปีก่อน รัฐบาลก็ได้ประกาศว่านักดนตรีเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคง และพยายามลบพวกเขาออกจากประเทศนี้ด้วยทุกวิธีที่ทำได้

เบร็ต หยาง อายุ 24 ไม่ได้เล่นหรือฟังดนตรีมาตั้งแต่สิบขวบ เขาทำงานน่าเบื่อ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แต่แล้วตำรวจก็จับกุมเขาและลากเข้าคุกด้วยข้อหาเป็นนักดนตรี ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อได้แอบซ่อนในวิทยาลัยดุริยางค์ภายใต้การฝึกสอนของ เอ็ดดี้ เฉิน (ครูสุดเฮี้ยบ ถ้าจะให้พูดล่ะนะ) เขาจะต้องฝึกการใช้พลังนี้ พร้อมกับการเรียนทฤษฎีดนตรี ภายใต้ภาวะสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

Notes:

สวัสดีค่ะ Four thirty-three เป็นผลงานของคุณ Etrebko ซึ่งเราชอบมาก ๆ เพราะรวมทั้งดนตรีคลาสสิคและเวทมนตร์ไว้ด้วย ขอบคุณคุณ Etrebko ผู้เขียนที่อนุญาตให้แปลเรื่องนี้ สามารถไปตามเขาได้ที่ twitter @charminade ค่ะ
และผู้แปลก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ หวังว่าทุกคนจะชอบที่เราแปล เหมือนกับที่เราชอบต้นฉบับมาก ๆ เลยนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ

Chapter 1: บทที่ 1

Chapter Text

เบร็ตมักจะอ่านนิยายตอนนั่งรถกลับบ้าน

รถไฟใต้ดินทั้งร้อนทั้งเบียดเสียด เป็นแบบนี้เสมอ ยิ่งในฤดูร้อนที่นักท่องเที่ยวพยายามอัดกันเข้าตู้รถไฟเล็ก ๆ ด้วยความกระตือรือร้นที่จะใช้ช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมให้คุ้มค่า ก่อนจะถูกบังคับให้กลับเข้าชีวิตประจำวันแสนน่าเบื่อในเดือนกันยายนอีกครา ไม่เช่นนั้น เขาคงทันสังเกตผู้ชายสวมฮู้ดที่จ้องเขาไม่วางตา แต่ก็นั่นแหละ เขาดำดิ่งในนิยายที่อ่านมากไป อย่างไรเสียคงไม่ทันรู้ตัวอยู่แล้ว และเขาก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าสตอล์กเกอร์คนนั้นตามเขาขึ้นรถไฟอีกสายที่คนไม่มากนัก สายนั้นมุ่งออกไปยังชานเมืองที่ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่เพราะค่าเช่าถูกกว่าเยอะ

เขาแทบไม่เคยนั่งบนรถไฟ เขาคิดเสมอว่าอาจจะมีคนที่จำเป็นต้องนั่งมากกว่า เพราะอย่างนั้นเลยยืนตลอดทางกลับบ้าน ใช้เวลา 20 นาทีบนรถอ่านตอนล่าสุดที่เพิ่งอัพ และหาตอนเก่า ๆ กลับมาอ่านเพื่อความบันเทิงจนกว่าจะมีตอนใหม่ ถ้าเขานั่งลง เขาอาจจะทันเห็นสายตาแปลก ๆ จากคนแปลกหน้าที่จ้องเขาตลอดเวลาสะท้อนบนหน้าต่างสีดำข้างหน้าเขา แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ตาจ้องโทรศัพท์ไม่วาง อยู่ในห้วงนิยายบนเว็บไซต์ AO3 และเหนื่อยล้าจากงานห้องสมุดที่ทำมาทั้งวันจนไม่สนใจอย่างอื่นอีกแล้ว

เขาลงจากรถและออกจากสถานี ยังเหลือทางต้องเดินอีกสัก 7 นาที และเขาก็กะว่าจะอ่านนิยายไประหว่างทางนี่แหละ ถ้าเขาไม่อ่าน เขาคงทันสังเกตว่าถนนรอบข้างช่างเงียบสงัดอย่างประหลาด ไม่มีเสียงรถเร่งเครื่องพยายามฝ่าไฟแดงให้ทัน ไม่มีหญิงชราพาหมาขนฟูตัวเล็กออกมาเดินเล่น ไม่มีกลุ่มผู้ชายนั่งดื่มเสียงดังที่มุมของบาร์ ไม่มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นเดินออกจากร้านค้าพร้อมโซดาและมันฝรั่งทอด หรือบางทีก็มีว้อดก้าที่ไปสรรหามาด้วยวิธีที่ไม่ค่อยจะถูกกฎหมายเท่าไรนัก แต่เขาก็อ่านและเดินต่อไป ถลำลึกในเนื้อเรื่องโดยไม่สนใจว่าชายสวมฮู้ดยังคงตามเขาทุกฝีก้าว

เขาเดินไปสักพักก่อนเริ่มรู้สึกปั่นป่วน ถนนมีอะไรแปลก ๆ ค่ำคืนนี้ก็แปลก แต่เขาก็ระบุแน่ชัดไม่ได้ เขารู้สึกว่ามีคนตามหลังเขามา แต่ก็ตามหลังมาติด ๆ เสียจนมองไม่เห็นหากไม่เหลียวกลับไปดู ไม่มีอะไรหรอก เขาคิด ก็คนพวกเดียวกันที่มุ่งกลับบ้านหลังทำงานหนักมาทั้งวัน คนอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งเยอะ แต่ยังไงก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี เขาเลยเอาโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกงพร้อมเร่งฝีเท้า เตรียมวิ่งและตะโกนถ้าเกิดเหตุคับขันขึ้นจริง ๆ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองเดินบนทางเท้าเบา ๆ เป็นจังหวะมั่นคงคล้ายเมโทรโนม
หนึ่ง
สอง
หนึ่ง
สอง
หนึ่ง
สอง
หนึ่ง
สอง

ดังก้องเหมือนเสียงหัวใจเต้น ทำให้เขากระวนกระวายโดยไม่มีสาเหตุ เขาเร่งฝีเท้าอีก เตรียมพร้อมจะวิ่งเมื่อไรก็ได้ ยังต้องเดินอีกตั้ง 5 นาทีกว่าจะถึงบ้าน แถมไม่มีคนรอบข้างให้เขาขอความช่วยเหลือได้เลย เขาปลดล็อกโทรศัพท์ ดูรายชื่อสายเข้าออกและกดหาเบอร์แรกโดยไม่มองด้วยซ้ำ หวังเพียงแค่ใครก็ตามที่โทรหาจะรับสาย เขากลั้นหายใจรอเสียงจากโทรศัพท์ เสียงอะไรก็ได้ แต่โทรศัพท์ก็นิ่งอย่างกับแบตหมด ไม่มีสัญญาณ ไม่มีเน็ต ไม่มีไวไฟ เป็นบ้าอะไรวะ?

เขารู้สึกคันยุบยิบเมื่อสัมผัสได้ว่าคนแปลกหน้าเริ่มเข้ามาใกล้ขึ้น เขาได้กลิ่นมันด้วยซ้ำ เป็นกลิ่นควันขม ๆ ราวกับมันสูบบุหรี่อย่างหนัก น่ารังเกียจที่สุด เขาใกล้ถึงบ้านแล้ว ตึกของเขาอยู่อีกแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น เขาต้องวิ่ง ต้องวิ่งเดี๋ยวนี้ แต่สมองก็ดูสับสนและขาก็ไม่ตอบสนองอะไรเลย เขารู้สึกว่ามันคว้าแขนเขาไว้ เขาเตรียมจะร้องกรี๊ด แต่ในทันใดนั้นเองมือนั่นก็โดนปัดออก เขาได้ยินเสียงตึง! ก่อนสตอล์กเกอร์คนนั้นจะล้มไปกองที่พื้น โดยมีผู้หญิงกดตัวมันลงบนทางเท้า

“วิ่ง!” ผู้หญิงคนนั้นตะโกน และเขาก็ทำตามโดยดี

เขาจดจ่อกับการกลับอพาร์ตเมนท์เขาเสียจนไม่ทันใส่ใจว่าถนนที่เขาออกมาเมื่อครู่ จู่ ๆ ดันมีผู้คนมากมาย พร้อมทั้งแสง สี เสียง และ โอ้พระเจ้า-นั่นไฟใช่ไหมน่ะ? เขาวิ่งเข้าตึกแบบไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น ในใจคิดโง่ ๆ อย่างเดียวว่าถ้าเขาตึกแล้วจะปลอดภัย

มีมืออีกคนคว้าแขนเขาไว้ เขาเลยถูกบังคับให้หยุดด้วยเด็กหนุ่มที่ไม่น่าจะแก่ไปกว่าเขาเท่าไรนัก ปากคนนั้นขยับ แต่เขาใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าคนนั้นพูดอยู่ กับเขา

“เฮ้ย! เข้าไปข้างในไม่ได้นะ พวกเขารอนายอยู่ มาสิ เราต้องไปกันต่อแล้ว มันจะมามากกว่านี้อีก ตามมาสิ!” เด็กหนุ่มกระชากข้อมือเขา และเขาก็ทำได้เพียงตามเข้าตรอก ผ่านกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะต่อสู้กันอยู่
และเขาก็ได้ยิน สิ่งที่ไม่ได้ยินมาแสนนาน เกือบลืมไปแล้วว่าเป็นเช่นไร ก้องกังวานแบบไหนในใจเขา เขารู้สึกถึงน้ำตาที่กำลังเอ่อล้น พร้อมริมฝีปากที่ยิ้มออกเล็ก ๆ

ดนตรี

ทำนองนั้นช่างคุ้นเคย และนิ้วของเขาก็พลิ้วตามไปโดยไม่รู้สึกตัวสักนิด กล้ามเนื้อยังคงจำท่วงท่าขณะเล่นได้อยู่แม้จะผ่านมาหลายปี และเขาก็ไม่ได้ฟังทำนองนั้นหรือทำนองไหน ๆ มาหลายปีแล้ว

“เฮ้ย! หยุดหาอะไรล่ะ? ฉันบอกให้ตามมาไง…”
“ดนตรี” เขาพูด ราวกับอยู่ในภวังค์ “พวกเขาเล่นดนตรีกันอยู่”

เด็กหนุ่มคนนั้นดันเขาเข้าตรอกและผลักให้ลงไปนั่งที่พื้น พวกเขาทั้งสองซ่อนตัวหลังถังขยะ
“ใช่ ใช่ ก็พวกเรากำลังเล่นดนตรีอยู่ไง เราเป็นนักดนตรี”

เมื่อนั้นแหละที่เบร็ตเพิ่งเห็นชายที่อยู่ข้างหน้าเขาสะพายสักอย่างไว้บนหลัง เคสไวโอลินนั่นเอง “นักดนตรี…” เขาทวน และคำนั้นก็เป็นดังบทสวด “แต่ว่า…”

“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว มันรู้ว่าพวกเรามาที่นี่ มันมีพวกมากกว่าเราตั้งเยอะ ฟังนะ…”

เสียงปืนดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงระเบิด และเสียงกรีดร้อง เบร็ตใช้เวลาสักพักก่อนจะนึกได้ว่าทั้งหมดนั้นเล็งมาที่เขา

“เฮ้ย ไม่เป็นไรน่า ฟังก่อน เฮ้ย!” พอเห็นว่าเบร็ตเกือบจะสติหลุดไปแล้ว ชายคนนั้นก็ดีดนิ้วใส่เพื่อดึงความสนใจกลับมา “ฟังฉัน ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ นี่สำคัญนะ มันจะเอานายเข้าคุก”

“อะไรนะ? ทำไมล่ะ?” คุก? เขาไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย!

“ตอนนี้พวกเราช่วยนายไม่ได้ แต่ว่าเราสัญญา อีกไม่นานนี้แหละ แต่เราต้องการให้นายร่วมมือ ขอแค่…”

มีเสียงดังปัง! และถังขยะก็ปลิวว่อนข้ามหัวพวกเขาไป โดนเปิดโปงเสียแล้ว

“ซวยละ วิ่ง!” พวกเขาวิ่งไปจนสุดตรอก ปอดของเบร็ตแสบร้อนไปหมดเพราะไม่คุ้นชินกับการออกกำลังกาย เขาเริ่มกระสับกระส่าย พวกตำรวจใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แต่ชายคนนั้นก็ตะโกนคำสั่งนู่นนี่มา และเขาก็บังคับตัวเองให้รับฟัง

“…ทำแค่นั้นแหละ จำให้ได้ และเปล่งเสียงร้องเพลง!”

“อะไรนะ!?”

“จำความรู้สึกนั้นให้ได้ และเปล่งเสียงร้องเพลง!”

“ความรู้สึกอะไร?”

“ความรู้สึกตอนพวกมันทำลายฟลุ๊ตของนาย!”

อะไรนะ?

เขารู้สึกเย็นวาบ ผ่านมานานเหลือเกิน เขารู้สึกจุกที่คอและน้ำตารื้นจนมองไม่เห็น ไม่นะ จะคิดเรื่องนั้นไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำไมชายคนนี้ใจร้ายกับเขาจัง?

“ฉันรู้ว่านายจำได้” หมอนั่นว่า “และอยากให้นายจำด้วย” เขาชะงักไป เบร็ตเกือบสะดุดเขา หมอนั่นมองตาเขา จ้องอย่างดุเดือดเพื่อบอกความสำคัญของเรื่อง “อยากให้นายจำได้ และร้องเพลง ร้องทุกวัน ร้องต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเราจะหานายเจอ” เขาสัญญา และวิ่งต่อไป ทิ้งเบร็ตไว้ข้างหลัง เบร็ตคิดว่าหมอนั่นโดนยิง แต่เขาก็หลบได้ ก่อนจะหายไปในความมืด

เขาสับสนเหลือเกิน ทั้งเหนื่อย ทั้งกลัว จนไม่รู้เลยว่ามีชายสองคนจับแขนเขาไว้และลากเขาไปลานจอดรถใกล้ ๆ เพลงหยุดแล้ว เหลือแต่ความเงียบ เขาโดนผลักเข้าเบาะหลังก่อนรถจะเคลื่อนไปที่ไหนสักแห่ง แต่เขาก็ตกใจเกินกว่าจะทำอะไรได้นอกจากมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง เห็นไฟถนนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เขาเพิ่งจำเรื่องคุกที่ชายคนนั้นบอกเขาได้ตอนมาถึงแล้ว อาคารนั้นเหมือนโรงพยาบาลมากกว่าคุก ภายนอกดูเรียบง่าย มีหน้าต่างหลายบาน ข้างในก็ขาว เงียบสงัด และสะอาด มันผลักเขาเข้าโถงมากมาย บ้างก็เงียบ บ้างก็สวนแรงงานนักโทษคนอื่นที่เดินเข้าออก จนเขามาถึงโต๊ะที่มีผู้หญิงยิ้มกว้างด้วยฟันขาวที่ดูน่าหงุดหงิดพล่ามเรื่องของเขาที่เขาแทบไม่สนใจ เขารู้สึกกระวนกระวายขณะที่เธอพูดเกี่ยวกับสถานการณ์ของเขา และเขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะจดจ่อกับสิ่งที่เธอพูดพร้อมระลึกไปพลางว่าหายใจเข้าออกอย่างไร

เขาติดคุก
หายใจ

เขาถูกตั้งข้อหาเป็นนักดนตรี
หายใจ

นักดนตรีเป็นภัยต่อสังคมและตัวพวกเขาเอง ก็เลยต้องถูกขังไว้
หายใจ

เขาต้องอยู่ที่นั่นไปสักพัก เพื่อตัวเองและประชาชนคนอื่น
หายใจ

ไม่ มันไม่ให้โทรศัพท์เขาคืน
หายใจ

ไม่ เขาจะไม่ได้เจอหรือโทรหาพ่อแม่
หายใจ

ไม่ พวกมันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาต้องอยู่ที่นั่นนานแค่ไหน
หายใจ

ไม่ มันไม่ให้ข้อมูลมากกว่านี้
หายใจ

คืนนั้น ตอนที่พวกมันขังเขาไว้ในห้องขังเล็ก ๆ สีขาว เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดและทำได้เพียงทิ้งตัวบนเตียง ร้องไห้จนผล็อยหลับไป