Chapter Text
จดหมายถึงปี ๑๙๐๗ จากข้อมูลจะทราบได้ว่ามีทั้งหมดเกือบ ๑๗ ถึง ๒๐ ฉบับ สามารถรวบรวมมาได้ทั้งสิ้น ๓ ฉบับ ถึงแม้คุณนายฮิวจ์สและทางครอบครัวจะเก็บไว้อย่างดี ทว่าสภาพอันเสื่อมโทรมและร่องรอยเลอะเลือนที่มีมาอยู่ก่อนแล้วค่อนข้างยากต่อการกู้คืนใจความโดยครบถ้วน
คุณนายฮิวส์จและสามีพบกันในปี ๑๙๐๔ จากการนัดดูตัวอย่างเป็นทางการผ่านแม่สื่อซึ่งเป็นญาติของฝั่งภรรยา โดยสามีเดินทางมาจากอีสท์ซิตี้เพื่อเข้าพบกันในครั้งนั้น ทั้งคู่ใช้เวลาดูใจกันอยู่เกือบ ๒ ปี ขณะที่ฝ่ายภรรยายังคงได้รับการนัดดูตัวจากครอบครัวอยู่เรื่อย ๆ และยังคงเลือกที่จะตอบกลับจดหมายตั้งแต่ฉบับแรกที่ถูกส่งมาจากรั้วโรงเรียนเตรียมทหารฯ จวบจนสิ้นปี ๑๙๐๕ จดหมายฉบับนี้ถูกส่งจากรีแซมบูล (หรือที่รู้จักกันในตอนนั้นว่าเป็นตะเข็บชายแดนเก่า) แจ้งเรื่องการเดินทางมาเพื่อพบกันอีกครั้งและการเข้าร่วมกองปราบปรามความไม่สงบในเหตุการณ์จลาจล ณ อิชวาล สามีที่จบการศึกษาด้วยอายุเพียง ๒๑ ปี ได้รับคำสั่งให้เข้าร่วมทันทีที่ขึ้นเดือนมกราคมในปีถัดมา ทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันเพียง ๑ สัปดาห์เท่านั้นที่เซ็นทรัล ก่อนสามีเดินทางกลับไปยังตะวันออกอีกครั้งเพื่อรายงานตัวเข้าร่วมยังดินแดนอิชวาล
เมษายน , ๑๙๐๖
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่คาดไม่ถึง กราเซีย ขอพระเจ้าคุ้มครองคุณเช่นกัน
ผมดีใจจริง ๆ ที่ได้ยินชื่อของตนเองตอนเสมียนตะโกนเรียกให้ผมรับซองที่มีตัวอักษรอันเป็นลายมือของคุณปรากฏอยู่ คงดูไม่สำรวมนักหากผมกล่าวเป็นถ้อยแถลงต่อหน้าคุณ อย่าง ‘ผมอยากเจอคุณเหลือเกิน’ รึ ‘ที่รัก’ พรรค์นั้น ผมหวังว่าคุณจะไม่โกรธผมถ้าหากผมเร่งรัดคำพูดแบบนี้ ผมเพียงอยากเจอคุณ และผมไม่อาจรู้ได้โดยถ่องแท้ว่าผมจะอยู่รอดท่ามกลางความบ้าระห่ำเหล่านี้ได้อย่างไร (ตัดตวัด)
หากคุณจะทิ้งผมไป มันไม่เป็นไร กราเซีย ไม่จำเป็นต้องมางานศพของผม คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางจากเซ็นทรัลเพื่อรับอัฐิหรือซากอันเปื่อยเน่าของผม หากนั่นเป็นความกรุณาอย่างสุดท้ายที่เราทั้งสองจะมีต่อกัน คุณฉลาดกว่าผมเสมอ คุณคงพอเดาได้ และผมก็ช่างโง่เง่าเหลือเกินบนสถานที่แห่งนี้ ผมทั้งคิดถึงคุณ และเริ่มตระหนักรู้เพียงเล็กน้อยว่าผมประสาทไปแล้วโดยสิ้นเชิง (ตัดตวัด) พระเจ้าทราบดี! ผมอธิษฐานทุกวันทีเดียวว่าผมวันหนึ่งผมคงสามารถใช้ชีวิตอยู่โดยมีความคิดเหมือนกับเมื่อสองหรือสามชั่วขณะก่อนเข้าร่วมอิชวาล ผมอธิษฐานทุกวันว่าจะได้พบกับคุณ กราเซีย โดยที่ไม่ใช่สม (ขีดฆ่า) ร่างไร้วิญญาณของผมเท่านั้นที่จะกลับไปหาคุณ ขอคุณเพียรตั้งมั่นภาวนาให้กองกำลังของเราข้ามผ่านสมรภูมิแห่งเกียรติยศพ้นจากอิชวาลกับสหายของพวกมัน หากคุณภาวนาให้ผมด้วย ผมคงสามารถตายตาหลับได้ — ผมหมายความตามที่พูดทั้งหมด กราเซีย
หากไม่เหนือบ่าไปกว่าแรง โปรดส่งอาหารมาให้ผม คุณติดต่อเรื่องนี้กับมร.สลิปตันได้ (เบอร์โทรฯ.๕๒๐๑๔…) เขากลับมาทำงานกับบริษัทของกองทัพ ผมพบเขาก่อนหน้านี้ที่โรงทานประมาณสองถึงสามสัปดาห์ มันคงจะดีกว่าถ้าเรามีเส้นสายจากคนรู้จัก? ไม่ถึงกับต้องเป็นเค้กหรือคีซ ผมขอมันฝรั่งดี ๆ กับมันหมูสักกระป๋องก็เป็นเพียงพอ
ผมสัญญาว่าจะกลับไป ผมจะไม่ตายอยู่ที่นี่
ผมคิดว่าผมรักคุณ กราเซีย หากจบเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว ที่แรกที่ผมกลับไปจะเป็นคุณ และหากผมทำไม่ได้ พินัยกรรมกับสมบัติทั้งหมดของผมจะมีชื่อของคุณอยู่บนนั้น ผมยินดีมอบค่าสินไหมจากประกันกับบำเหน็จทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องพินอบพิเทา ผมยินดีที่จะให้คุณทั้งหมดของผม ผมขอเพียงแต่คุณอย่าเดินทางมารับศพของผมเท่านั้น ถ้าเป็นไปได้ ผมยินดีถูกฝังที่นี่ไปพร้อมกับสหายของเรา ผมพูดจริง กราเซีย ถ้าผมตาย ซึ่งผมไม่ ผมจะฝังอยู่ในนี้ (ตัดตวัด)
ปกิณกะ – ข้อความที่สามารถแกะได้จากร่องรอยการขีดเขียน สามารถคาดเดาได้ว่าเป็น (๑) ผมรักคุณ จากที่รักของคุณ เมส ฮิวจ์ส (๒) ผมรักคุณ รักของคุณ เมส ฮิวจ์ส (๓) ผมรักคุณ รัก (…) เมส ฮิวจส์
ทั้งนี้ในส่วนของข้อความขีดฆ่า คุณนายฮิวจ์สเล่าให้ฟังว่าสามีพูดถึงเรื่องนี้ภายหลัง เขาเพียงแต่ไม่มั่นใจในตอนนั้นว่าจะเขียนคำว่าสมองให้ถูกต้องอย่างไร สรุปได้คือ เขาลืมการสะกดที่ถูกหลักไวยากรณ์ไปชั่วขณะ และหลังจากจดหมายนี้คุณนายฮิวจ์สได้ส่งอาหารไปทั้งหมดตามรายการตามแจ้ง รวมเป็นมันฝรั่งสองลัง มันหมูและไส้กรอกเนื้อลูกวัวสำหรับหกมื้อ บีทรูต กะหล่ำปลีดอง และเค้กสองถึงสามชิ้น คีซผักโขมพร้อมกับหนึ่งกระปุกน้ำตาลก้อน สามีพูดถึงเรื่องนี้อย่างขบขันว่าเขากลายเป็นวีรบุรุษสงครามจากการปันของเหล่านั้นออกทั้งหมดในคืนเดียว
เรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับข้อความเหล่านี้คือการอ้างอิงจากกรณีที่เกิดขึ้นจริง — จากสารพันธ์ข่าวสารภายใต้คอลัมภ์ ‘ความรุนแรงและความสูญเสีย เม็ดทรายหยาดและปรารถนาจรดปลายปากกา’ (เซ็นทรัลนิวส์ ฉบับที่ ๐๙๕, ๑๙๐๘) เปิดเผยการรวบรวมบทสัมภาษณ์จากครอบครัวในงานระลึกทหารผ่านศึกครั้งที่ ๓ บางครอบครัวได้รับเพียงวัตถุคล้ายก้อนหินขนาดเท่ากับฝ่ามือ (ประมาณ ๕ นิ้ว) ลักษณะกลมและมีผิวขรุขระ สีเทาเข้มออกดำ เกือบจะคล้ายกับอิฐ ถูกใช้กันเป็นมุกขบขันตลกร้ายว่ามันคือสมองลูกชายของเขาเอง และเรื่องถูกเล่าเป็นวงกว้างมาตั้งแต่ช่วงการจลาจลเมื่อพิจารณาตามเวลาการเขียนอ้างอิงถึงคำพูดจากจดหมายของสามี การจบลงด้วยก้อนขนาด ๕ นิ้วสำหรับกลับคืนครอบครัวอาจไม่ใช่ภาพผลตอบแทนจากภราดรภาคในฝันของใครสักเท่าไรนัก ใจความสำคัญท้ายสุดจากญาติผู้เสียชีวิตอาจเป็นเพียงการเชื่อว่าบุตรของตนยังไม่ตาย และยังคงรอคอยการกลับมาจากอิชวาล — ‘ก็นะ! ผมดูอย่างไรมันก็เป็นก้อนหิน’ ทางครอบครัวให้สัมภาษณ์เช่นนั้น
