Work Text:
“โอ๊ะโอ๋? อรุณสวัสดิ์ หวังว่าคงไม่ใช่ฉันที่ทำให้เธอตื่น” น้ำเสียงหล่อนแหบแห้ง กระทั่งนิ้วเล็ก ๆ ที่อยู่ในมือเธอเองก็เย็นเยียบ “แต่หน้าของเธอตอนหลับนี่น่ารักดีนะ ว่ามั้ย?”
ผ้าม่านผืนหนาถึงจะปิดสนิท ทว่าท่ามกลางความมืดมิดของห้องก็ยังมีแสงจากข้างนอกเล็ดลอดเข้ามา นั่นจึงไม่ยากเลยที่ดวงตาเราจะจับจ้องกันอย่างรู้ความนัย แม้มอสติม่าจะพึ่งตื่นจากฝันและตัวเธอเองนั้นยังไม่ได้นอนเลยก็ตามที ขณะกำลังคิด มือหล่อนที่ถูกคว้าไว้ก็ยังค้างเติ่งอยู่ห่างจากหน้าไม่ถึงคืบ
ความจริงจะเรียกว่ายังไม่นอนก็ไม่ถูกนัก หัวเธอวางอยู่บนหมอนทว่าตาทั้งสองยังไม่หลับ และถึงจะหลับแต่ในหัวก็ยังคิดวนเวียนเรื่องนู้นเรื่องนี้ไม่รู้จบ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเธอ เรื่องหล่อน หรือแม้กระทั่งเรื่องของเรา
จะเพราะสัญชาตญาณหรือกลิ่นหอมของใครอีกคนนั้นหวานเกินไปก็ไม่รู้ได้ที่ทำให้เท็กซัสกลายเป็นพวกนอนหลับไม่สนิท ยิ่งโดยเฉพาะในวันที่รู้ว่าหล่อนจะต้องออกไปจากเมืองเพื่อกลับสู่การเดินทาง ประสาทสัมผัสทุกอย่างก็ยิ่งทำงานไม่หยุดจนเวลาล่วงเลยถึงเช้ามืด เท็กซัสรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของคนข้าง ๆ ที่หลับไปก่อนหน้าและตื่นขึ้นมาในความมืดราวกับตาเห็นทั้งที่แกล้งหลับ ความสามารถในการได้ยินของพวกหมาป่าทำให้แม้แต่เสียงเสียดสีของผ้าบนร่างกายชัดเจนพอกับเสียงพูดคุย
แน่นอน... สิ่งเล็กน้อยแค่นั้นยังรับรู้แล้วนับประสาอะไรกับมือที่ยื่นมาอย่างจงใจ เกือบแล้วที่จะได้สัมผัสกับจมูกเธออย่างที่เจ้าตัวหวัง
ฮ่า นี่ไม่ใช่ว่าเธอตกหลุมพรางมอสติม่าเข้าแล้วเหรอ?
“จะไปแล้วงั้นสิ”
นิ้วเรียวยาว ข้อกระดูกที่ชัดเจน ร่องรอยบาดแผลจากอดีตเปลี่ยนผิวอ่อนนุ่มให้กลายเป็นหยาบกระด้าง เท็กซัสไม่เคยบอกให้หญิงสาวรับรู้ว่าเธอนั้นชอบตอนที่พวกมันปราศจากถุงมือขนาดไหน ชอบพอ ๆ กับที่เจ้าของของมันลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเธอ ในยามที่เราสองเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง
“อืม ถึงเวลาแล้วน่ะ” ไม่ถามออกไปยังไงคำตอบก็ชัดเจนอยู่ตรงหน้า ร่างสูงในชุดคุ้นตากับกระเป๋าคู่กาย บ่งบอกได้ดีว่ามอสติม่าไม่คิดรีรอที่จะจากลาสักนิด “แย่เลย ฉันทำให้เธอตื่นสิเนี่ย” หลงเหลือไว้เพียงกลิ่นหวานที่บาดลึกราวกับคมมีดมาทิ่มแทง
“ใช่ เธอมันแย่”
ยิ่งขยับ กลิ่นตามตัวก็ยิ่งกรุ่นกำจาย เท็กซัสจำได้ มันเป็นขวดสีฟ้าใสที่นึกเกลียดขี้หน้าตั้งแต่ได้กลิ่น ถึงอย่างนั้นก็คิดอะไรอยู่ไม่รู้ได้ถึงซื้อมาเป็นของขวัญให้กับใครอีกคนอย่างไม่รีรอ เสียงหัวร่อที่หาความจริงใจไม่ได้ คงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าหล่อนแสนจะพึงใจ
“ก็อย่างที่บอก ตอนเธอหลับมันน่ารักเหลือเกิน อดใจไม่ไหว”
นับตั้งแต่นั้นมาการมีอยู่ของมอสติม่าจึงไม่ใช่สิ่งที่จับต้องไม่ได้หรือคิดไปเอง เนื่องด้วยกลิ่นที่คุ้นเคยจะเป็นเครื่องยืนยันถึงการมีอยู่ของหล่อน พอ ๆ กับเมื่อกลิ่นจางไป ก็เป็นการย่ำเตือนให้รู้ว่ามอสติม่าคงกำลังอยู่ในการเดินทางอันแสนยาวนานเกินกว่าใครจะเอือมถึง สถานที่ไกลแสนไกล การเดินทางที่ทำให้เราคล้ายกับอยู่คนละซีกโลก ซึ่งน้อยครั้งที่สมาชิกเพนกวินโลจิสติกส์อย่างพวกเธอจะได้ไปเยือน
อีกทั้งเพราะไม่เคยกล่าวลากันต่อหน้า จึงทำให้ความคิดถึงหรือความห่วงหาไม่มีผลต่อความรู้สึกมากนัก ทว่าตอนนี้ ชั่วโมงนี้ ณ จุดจุดนี้ เราต่างต้องจากกันทั้งที่ยังรับรู้ถึงเสียงฝีเท้าของอีกฝ่าย เสียงลมหายใจที่คล้ายเสียงกระซิบ อุณหภูมิร้อนของกันและกันแผ่กระจายก่อให้เกิดความอาลัยที่ทำให้ยากจะปล่อยมือ
“คงอีกนานกว่าจะกลับมาใช่ไหม?”
“นั่นสิ” เอียงหัวเล็กน้อยราวกับใช้ความคิด ขณะมืออีกข้างที่ว่างไม่วายทำตัวซุกซน มอสติม่าใช้มันจิ้มไปตามใบหน้าเธออย่างย่ามใจ “บางทีมันอาจจะเร็วกว่าเดิมก็ได้” ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นลูบเบา ๆ จนอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าไปรับสัมผัสนั้นราวกับสัตว์เชื่องตัวหนึ่งที่ “หรือไม่... บางที มันอาจจะนาน นานเกินกว่านั้น นานจนทำให้เธอทนไม่คิดถึงฉันไม่ไหวเชียวแหละ”
“หลงตัวเอง น่าหมั่นไส้”
“เฟียก็ชอบบอกฉันแบบนั้น”
“ใคร”
“เรียกง่าย ๆ ก็คงประมาณผู้ดูแล แต่เรียกให้สนิทก็คือเพื่อนคนสำคัญ ใจดีนะแต่ปากร้ายเหมือนกับเธอเลย” ผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง คนที่มักทำหน้าตาไม่สบอารมณ์อยู่บ่อย ๆ เท็กซัสเคยเห็นเป็นบ้างบางครั้งตอนที่มอสติม่ามาหาเธอ ประกบชิดยิ่งกว่าเหงาตามตัว คงเป็นคนที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการเฝ้าระวังเด็กดื้อไม่ให้ไปก่อเรื่องน่าเหนื่อยใจ
“อยู่กับเธอน่ะ คงเหนื่อยน่าดู”
“ฉันไม่ดื้อนะ” ทำตัวตาใสพูดออกมาได้อย่างไม่อายปาก “ฉันเป็นเด็กดี เชื่อฟัง แล้วก็ทำตามหน้าที่” ปรากฏรอยยิ้มที่มองดูก็รู้ว่าเป็นยาพิษเคลือบไปด้วยน้ำตาล ไม่ เธอจะไม่บอกว่าเจ้าหล่อนน่ารักหรอก มอสติม่าสำหรับเธอน่ะมันน่าตี น่าตีให้ร้องไห้เสียมากกว่า
“มองแบบนี้คิดจะตีกันล่ะซี”
“รู้ดี”
“เอาไว้กลับมาจะยอมให้ตีก็แล้วกัน” หล่อนเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่ตีบอกเวลาก่อนจะย้ายสายตามามองเธอ “ส่วนตอนนี้คงต้องไปแล้วล่ะ”
“ฉันส่งเธอได้แค่นี้”
“อะไรกัน ไม่คิดจะรั้งกันหน่อยหรือ?” มอสติม่าโน้มตัวเข้ามาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ เส้นผมบางส่วนร่วงหล่นลงมาคลอเคลียกับใบหน้าไม่ต่างจากเงามืดที่คืบคลาน “เธอไม่เคยรั้งฉันเลยสักครั้งนะ เท็กซัส”
“ไร้สาระน่า” เธอจะทำในสิ่งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ทำไม สู้ยันตัวขึ้นเพื่อให้ปากเราสัมผัสกันง่ายยังดีเสียกว่า
จูบบนริมฝีปาก จูบเบา ๆ ไม่คิดตักตวงหรือล่วงล้ำ ทั้งที่ใจจริงแล้วอยากจะดึงอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้กว่านี้ ออกแรงกระตุกอย่างเอาแต่ใจสักที แม่นางฟ้าตกสวรรค์ตัวดีคงไม่พ้นตกลงมาในอ้อมกอดเธอ
ความจริงที่ว่ามอสติม่าไม่ผูกพันตนไว้กับสิ่งใด ใครก็รู้ กระทั่งโรดไอร์แลนด์ก็ไม่อาจเอาอิสระของเจ้าหล่อนไปได้ แล้วนับประสาอะไรกับคนที่มีแต่ผ้าห่มอยู่ในมือตอนนี้เช่นเธอ
เท็กซัสเข้าใจดี และบางทีอาจจะดีเกินไป จึงไม่คิดเอ่ยปากบอก ไม่เคยแม้แต่จะรั้งเจ้าตัวไว้ให้เสียเวลา
“...”
ลิปมัน- ให้ความรู้สึกหนึบหนับ เย็น และมีกลิ่นหวาน ดึงดูดจนไม่อยากปล่อย แต่ที่สุดแล้วก็ทำได้เพียงแค่แลบลิ้นเลียเบา ๆ สัมผัสย่างอ้อยอิ่งเป็นการส่งท้ายก่อนเจ้าของมันจะผละออก
ไม่รู้แสงสว่างที่ทำให้เห็นเงาสลัวของมอสติม่าที่กำลังทาบตัวเป็นแสงของอะไร แสงตะวันสัญญาเตือนของยามเช้าหรือแสงสีเงินของดวงจันทร์ที่ใกล้ริบหรี่ เท็กซัสรู้เพียงว่ามันทำให้อดคิดถึงตอนเจอกันครั้งแรกไม่ได้ บนถนนทอดยาวมากมายผู้คน ไฟในเมืองล้วนเจิดจ้า แต่มอสติม่าที่เห็นกลับดูเลือนรางราวหมอกควัน
“ยังเช้าอยู่เลย พักผ่อนเสียเถอะ” ร่างของเธอถูกดันราบลงไป ถึงไม่ได้จูบกันแล้วแต่ยังอยู่ใกล้ ยิ่งพูดก็ยิ่งคล้ายกับกำลังร่ายมนตร์สะกด บางส่วนของริมฝีปากพาดผ่านไปมาพาทำเอาจั๊กจี้ชวนวาบหวิว
“ฝันดี เท็กซัส” ไม่เหมือนกับเด็กน้อยที่ได้จุมพิตราตรีสวัสดิ์บนหน้าผากแล้วกลับไปนอน เนื่องจากเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ว่าใครต่างก็เอาความยึดติดเป็นที่ตั้ง มือของเธอจึงเคลื่อนไปข้างหน้าตามแรงดึงเมื่อมอสติม่าถอยห่าง หากเธอนั้นยังจับมือของเจ้าตัวไม่ยอมปล่อย
‘เดี๋ยวก่อน’ เสียงในใจเธอตะโกนออกไปไม่รั้งรอ สวนทางกับการกระทำในความเป็นจริง
“หืม?”
‘อยู่ต่ออีกสักนิดเถอะนะ’
“นี่ ใครกันแน่ที่ดื้อ ไม่ใช่ว่าเธอกำลังทำฉันสายหรอกนะ” แม้ปลายเสียงจะทอดถอนดั่งว่าเหนื่อยใจ ทว่ารอยยิ้มนั้นก็ยังมอบให้คนที่จู่ ๆ ก็กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาอยู่ดี
‘รอให้เช้ากว่านี้อีกสักนิด’
“อยากจะพูดอะไรหรือเปล่า ถ้ามีล่ะก็ ฉันพร้อมที่จะรอฟังนะ”
“เดินทางดี ๆ อย่าทำให้ตัวเองบาดเจ็บ เข้าใจไหม” อยากเห็นแก่ตัวให้มากกว่านี้ ไม่ยากจะปล่อยความอบอุ่นสุดท้ายในช่วงเวลาอันหนาวเหน็บเช่นนี้ให้หลุดมือไปเลย
‘นี่-’
“ฮะ ๆ แน่นอน ฉันรับปาก”
‘ไม่ไปไม่ได้หรือ’
