Actions

Work Header

The Right Side

Summary:

เขาเป็นนายแห่งไฟ มีหรือจะไม่รู้ว่าตนกำลังประคองแสงอันริบหรี่อยู่ในมือมาโดยตลอด ถ้าไม่ระวังให้ดี มันอาจดับหายไปต่อหน้าต่อตา

Work Text:

Author’ s Note:

  • ชื่อเรื่องของฟิคนี้มีสองนัยค่ะ นัยแรกคือออรุกิโอมักยืนข้างขวาของคีฟรี ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ในเนื้อเรื่อง ส่วนอีกความนัยหนึ่งคือการที่ออรุกิโอคือข้างที่ถูกต้อง เป็นเส้นทางที่คีฟรีควรเลือก ในขณะที่การติดตามหมวกมีปีกคือเส้นทางที่ผิด
  • กล่าวได้ว่าชื่อเรื่องหมายถึงออรุกิโอ เขาคือคนข้างขวาของคีฟรีและเป็นด้านที่ถูกต้อง เขาไม่อยากให้คีฟรีหลงไปข้างที่ผิดค่ะ
  • ขอบคุณทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านฟิคเรื่องนี้นะคะ จริง ๆ แล้วฟิคนี้วางพล็อตตั้งแต่กลางปี 2021 ช่วงขึ้น arc ซิลเวอร์ไนท์ใหม่ ๆ เพิ่งได้มีเวลาเขียนเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เลยดูเหมือนว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังซิลเวอร์ไนท์ ไม่มีความวุ่นวายโกลาหลที่ตอนนี้เนื้อเรื่องกำลังเผชิญ ดูสงบสุขกว่าที่คาดนั่นเองค่ะ
  • สุขสันต์อีสเตอร์ซันเดย์ค่ะ ตั้งใจนำฟิคมาลงตั้งแต่วันกู้ดฟรายเดย์แต่ลืมค่ะ ฮา ไม่สามารถเอาอะไรกับคน ๆ นี้ที่ดองพล็อตไว้ตั้งแต่ปี 2021 จริง ๆ ค่ะ (/อาย) ขอประกาศเกียรติคุณแด่ chapter 40 สุด notorious สำหรับแรงบันดาลใจในวันวานให้แก่ฟิคในวันนี้ค่ะ
  • สำหรับเนื้อหาในเรื่อง เราเลือกให้คีฟรีแทนตัวเองว่า ผม เพราะคีฟรีใช้คำว่า โบะคุ เวลาพูดซึ่งค่อนข้างสุภาพ ส่วนออรุใช้ โอะเระ ก็เลยอยากคงความแตกต่างตรงนี้ไว้ แล้วสื่อถึงลักษณะนิสัยของทั้งสองออกมาได้ด้วยค่ะ
  • ฟิคนี้เล่าตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันกับความทรงจำอดีตค่ะ ช่วงที่อ้างถึงมีตั้งแต่ข้อสันนิษฐานว่าทั้งสองคนน่าจะแรกพู่หมวกกันก่อนภารกิจหอสมุด (สันนิษฐานจากช่องเดียวที่โผล่มา) ตอนที่คีฟรีรักษาตัวหลังถูกโจมตีที่ถ้ำงูโรโมโนน ตอนที่ 40 อันลือเลื่อง ไปจนถึงช่วงงานเทศกาลซิลเวอร์ไนท์ ฟิคนี้เกิดขึ้นตรงไหนสักแห่งในอนาคต หลังเทศกาลซิลเวอร์ไนท์ค่ะ
  • แอบเขียนสมัยคีฟรีเป็นอีโมบอยหน่อย ๆ ด้วย สารภาพว่าชอบ trope อีโมบอยกับนักเรียนดีเด่นของคู่นี้ค่ะ ฮา ถ้าโอกาสอำนวยและมีไอเดียผุดขึ้นมาก็จะเขียนอีโมบอยกับนักเรียนดีเด่นในสมัยนั้นอีกสักเรื่อง คงสนุกดีพิลึกค่ะ ทุกคนให้อารมณ์ประมาณว่า ยะเมะเตะ ออรุ นายจะเสียผู้เสียคนนะ ดะเมะดะโยะ! แต่นักเรียนดีเด่นเขาหลงตัวไปกับเด็กไม่รักดีแล้ว นักเรียนดีเด่นเขาชอบแบดบอยค่ะ แค่ก ๆ
  • เพราะแบบนั้น อีกหนึ่ง Headcanon ของเราคือ การที่คนในชุมชนจอมเวทย์ไม่ชอบคีฟรี เพราะคีฟรีไปทำออรุกิโอ นักเรียนดีเด่น เสียผู้เสียคนนั่นเองค่ะ
  • ฟิคนี้ลงไว้ใน ReadAWrite ด้วยเช่นกันค่ะ: คลิก
  • ขอปิดท้ายด้วย บ้านเธอไม่มีคีฟรีเป็นของตัวเองล่ะสิ ค่ะ
  • ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ คอมเม้นท์พูดคุยกันได้ค่ะ xx

 

 


 

The Right Side

 


 

 

เขาตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงจากในครัว

ออรุกิโอขยับตัวขึ้นจากฟูกนุ่มยวบและหมอนใบใหญ่ที่ช่วยหนุนหลังให้สบาย สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำให้ได้หลังใช้แรงงานมันอย่างหนักผ่านการนั่งหลังขดหลังแข็ง ปั่นงานให้ทันเส้นตาย

เงาวูบไหวฉาบผนังเมื่อเขาหยิบสมุดวงหนังขึ้นจุดเวทย์ไฟ พลางคลำทาง เดินสะโหลสะเหลผ่านทางเชื่อมไปยังอีกฝั่งของอะเทลิเยร์ เขาเชื่อว่าต้นเหตุของเสียงขวดโหลแตกกระจายนั่นคงเป็นคีฟรี เด็ก ๆ หยิบขวดโหลไม่ถึงแน่ และระยะหลังนี้ ดวงตาของคีฟรีก็แย่ลงอย่างมาก

ก็แล้วทำไมกันนะ ทำไมถึงเป็นว่าดวงตาของคีฟรีแย่ลง

ความคิดนี้โผล่มาจากไหนกัน

ทำไมจู่ ๆ ตนถึงมีความคิดเช่นนั้นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ปราศจากที่มาที่ไป ออรุกิโอขมวดคิ้ว รู้สึกว่าตัวเองอาจโหมงานมากเกินกำลัง ชักเอาความฝันมาปะปนกับโลกความจริง แต่บางสิ่งที่ติดอยู่ปลายความรู้สึกบอกกับเขาว่าเหมือนลืมอะไรไป

ลืมอะไรที่สำคัญมาก

แต่นึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร

จำได้แค่รสที่ติดอยู่ปลายลิ้น ทิ้งอวลไออ้อยอิ่งเหนือริมฝีปาก

เหมือนรสสัมผัสที่เศร้าและอาลัย

 

 

ออรุกิโอคลอนศีรษะตัวเองไปมา พยายามเรียกสติเปี่ยมเหตุผลอันดีของตัวเองกลับคืนผ่านม่านหมอกของขุ่นมัวของความง่วงงุน

สิ่งที่เขาจำได้ตอนพยายามเค้นสมอง นึกหาต้นสายปลายเหตุแก่ความคิดที่ว่าดวงตาของคีฟรีแย่ลง กลับเป็นภาพของเนินและลมที่พัดไหว สะบัดชายเสื้อคลุมให้ตีกันพั่บ ๆ กลางอากาศ น้ำหนักที่โถมลงตอนกำลังร่วงหล่น และภาพของดวงจันทร์ที่โน้มเงาลงมาจุมพิตแผ่นดิน แสงดาวจุมพิตฝากฟ้า

ความทรงจำประทับเช่นนั้นราวรอยจูบ

เขาเคยจูบกับคีฟรีมาก่อน แน่นอนละ ทุก ๆ ครั้งทิ้งร่องรอยไว้บนผืนความรู้สึกเขาเหมือนภาพเขียนสีเก่า ๆ เหมือนรอยจาง ๆ ของหมึกบนจดหมาย เหมือนดอกไม้ที่ทับไว้จนลืม เหมือนรอยสึกของโต๊ะไม้เปลือยที่ใช้งานมานาน และเหมือนหยดน้ำตาที่ทิ้งคราบไว้ตรงมุมกระดาษของนิยายรัก

ครั้งนี้ก็ให้ความรู้สึกแบบเดียวกัน

แต่เขานึกอะไรไม่ออกเลย ออรุกิโอสาวฝีเท้าภายใต้ภวังค์ความคิดอันยุ่งเหยิง

เงาล่องลอยตามหลังเขาเหมือนผี

ก่อนจะสาดเข้าไปในห้องครัวเมื่อเขาเปิดประตู

คีฟรีที่กำลังนั่งหมอบบนพื้น หยิบเศษแก้วอย่างระมัดระวัง หันควับอย่างระแวดระวังภัยเหมือนแมวหมอบคู้ สายตาคมกริบเหมือนกริชที่ตัดผ่านความมืดพอ ๆ กับแสงที่กำลังฉีกผ่านภาพเงา

เมื่อเห็นว่าเป็นเขาเอง อีกฝ่ายก็ผ่อนท่าทีลง ไหล่ค่อย ๆ คลาย

“ไง” เขาส่งเสียงฝ่าผ่านความมืดออกไป

“โทษที ผมทำนายตื่น” อีกฝ่ายผ่อนยิ้มออกมา เลนส์แว่นที่วาววับสะท้อนกับไฟตะเกียงจนดูอันตรายนั่นวูบผ่านแสงเงาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเผยให้เห็นดวงตานั่นอีกครั้ง ดวงตาข้างซ้ายที่ยังดีอยู่ เขาพยายามไม่ใส่ใจใบหน้าฝืน ๆ ที่คีฟรีปั้นใส่

“ไม่หรอก ว่าแล้วว่าต้องเป็นนาย ลับ ๆ ล่อ ๆ ในครัวกลางดึกแบบนี้”

เขาเดินเข้าไปทางขวาของคีฟรีเพราะเห็นมีเศษแก้วที่อีกฝ่ายยังเก็บไม่หมด กระจายอยู่ฝั่งนั้นพอสมควร

แน่นอน เขาย่อมเจาะจงเลือกทางขวา

เหมือนอย่างที่เลือกเสมอมา

 

 

ออรุกิโอคือคนทางขวาของคีฟรี

เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเผลอทำตัวเองบาดเจ็บจากมุมบอดนั่น

เมื่อก่อน เขาจึงมักอยู่ทางขวา เพราะมุมบอดจากการที่ตาข้างนั้นไม่มีอยู่ ทำให้คีฟรีเสียการหยั่งความลึกและการกะระยะที่ถูกต้องไป กว่าจะปรับตัวได้ก็เดินชนนั่นชนนี่ ทั้งยังหยิบของพลาดอยู่นานพอสมควรทีเดียว

เขาจึงยืนข้างขวา

คอยบังมุมโต๊ะไม่ให้อีกฝ่ายเดินชน และช่วยระวังแทนคีฟรีจากสิ่งต่าง ๆ ไม่ให้อีกฝ่ายเอาตัวเองเข้าไปใส่

เขาเดินทางขวา

คอยกันคนเวลามีใครเดินสวนขึ้นมา คีฟรีจะได้ไม่เดินชนเพราะมองไม่เห็น

เขานั่งฝั่งขวา

เวลาคีฟรีคล้ายอยากจะเอื้อมมือหยิบจับอะไร ก็จะดันเข้าไปให้เงียบ ๆ อย่างรู้ใจ

ตนทำทั้งหมดนั่นอย่างแนบเนียน พอบ่อยครั้งเข้าก็เริ่มเป็นไปเองโดยสัญชาตญาณ สุดท้ายก็ติดเป็นนิสัย อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะรู้แล้วได้อะไร เขาไม่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกอดสูที่ต้องให้ใครสักคนยื่นมือช่วย ทั้ง ๆ ที่การรับความช่วยเหลือจากใครสักคนในเวลาที่จำเป็น ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย

และเขาก็ไม่เคยคิดว่าคีฟรีแตกต่างออกไป

แม้อีกฝ่ายจะรู้สึกบกพร่องหรือผิดแผกเพราะมีบางสิ่งขาดหายก็ตาม

มันไม่ใช่สักหน่อย ออรุกิโอมักจะคิดอย่างนั้น มันไม่ได้ทำให้คีฟรีเป็นคีฟรีน้อยลง ไม่ได้ทำให้ใครขาดสิ่งใดที่ควรได้ควรมีเหมือน ๆ ผู้อื่น

เขาไม่รู้หรอกว่าความทรงจำที่คีฟรีถูกช่วงชิงไปจะบ่งบอกความหมายการเป็นตัวตนของคีฟรีอย่างไร

แต่สิ่งที่คีฟรีเป็นอยู่ จริง ๆ ก็คือคีฟรีอย่างที่เป็นมาตลอดมิใช่หรือ

ทว่า ต่อให้อยากจะเสนอความใจจริงเช่นนี้เพียงใด เขาก็ไม่เคยแตะต้องประเด็นอันอ่อนไหวซึ่งต้องคอยประคับประคองอย่างถนอมนี้ของอีกฝ่าย

ลึก ๆ แล้ว ออรุกิโอรู้ว่าตาข้างนั้นคือปมด้อยของคีฟรี การที่ไม่มีความทรงจำ ลึก ๆ ก็ทำให้เพื่อนของเขาชังตัวเอง ประเมินตัวเองต่ำจนรู้สึกว่าไม่คู่ควรแก่ความช่วยเหลือหรือความปราถนาดีจากใคร

และไม่คู่ควรกับรักจากใคร

เขาเป็นนายแห่งไฟ มีหรือจะไม่รู้ว่าตนกำลังประคองแสงอันริบหรี่อยู่ในมือมาโดยตลอด ถ้าไม่ระวังให้ดี มันอาจดับหายไปต่อหน้าต่อตา

ในอุ้งมือเขาเองแท้ ๆ

ตลอดกาล

 

 

“ผมเก็บเองได้” อีกฝ่ายบอกตอนที่เขาเอื้อมมือหยิบเศษแก้วชิ้นใหญ่ที่ด้านขวา

ออรุกิโอถอนหายใจ ก่อนจะพลุ่งขึ้นหน้าตายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขารู้จักอีกฝ่ายมานาน เห็นมาทุกมุม รู้ดีว่าต้องรับมือคีฟรีในรูปแบบต่าง ๆ เช่นไร

“ฉันนอนไม่หลับ”

คีฟรีชะงักมือ มองเขาเหมือนรอฟังอย่างไม่ใคร่จะเข้าใจนัก

“ชาที่นายเคยชงครั้งก่อนคืออะไรนะ ที่ช่วยให้หลับได้ดีน่ะ ตรงนี้ฉันเก็บเอง นายช่วยทำให้ฉันได้หลับเต็มอิ่มดี ๆ สักทีเถอะ” เขาจ้องอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ทำหน้าซูบซีดดวงตาลึกโหลเต็มที พลางโบกมือส่ง ๆ ต่างสัญญาณไล่อีกฝ่ายให้ลุกไปชงชาอ้อม ๆ

พื้นที่อันกระจัดกระจายแตกหักที่ตรงนี้จะได้เป็นของเขา

หรือไม่แล้ว คนก็ที่กระจัดกระจายแตกหักไม่แพ้กันก็ด้วย

แต่เพราะมันมืด

มืดเหลือเกิน

เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งที่ควรฉุกเฉลียวใจตนแต่แรก

 

 

คีฟรีมองใบหน้าของผู้เป็นเพื่อนสนิท

เป็นคู่หู

เป็นคู่คิด

และบางคนยังถึงกับบอกว่าดูเหมือนคู่ชีวิต

แต่เขาแทบไม่เห็นสิ่งใดเลย นอกจากความพร่ามัวเป็นวง ๆ ตรงที่น่าจะเป็นใบหน้าของออรุกิโอ

มันทำให้เขารู้สึกราวกับมีตะกั่วถ่วงในอกจนแทบหายใจไม่ออก แม้กระทั่งใบหน้าที่อยากสลักไว้ไม่ลบเลือนยังค่อย ๆ พร่าพร่านลง วันหนึ่ง เงาบนดวงตาก็คงไม่อาจฉายสะท้อนภาพของอีกฝ่ายได้อีก

วันนี้ สายตาเขาแย่ลงมาก ระยะหลังมักเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ และยิ่งกินเวลานานขึ้นเรื่อย ๆ กว่าจะกลับเป็นปกติ แม้แต่วงเวทย์ที่สลักอย่างประณีตไว้บนเลนส์ก็ยังไม่สามารถบรรเทาให้ทุเลาได้ เขาตั้งใจใช้ชีวิตผ่านค่ำคืนนี้จากแก่นรากหยั่งลึกของความเคยชิน พื้นผิวที่เคยสัมผัสผ่าน และเงาจาง ๆ ของสิ่งที่ไม่อาจมองเป็นวัตถุรูปธรรม

นั่นคือแผนก่อนที่เขาจะเผลอทำขวดแก้วตกจากชั้น

ปลุกคนที่เขาไม่อยากพบมากที่สุดในเวลานี้ขึ้นมาจากอีกฝั่งของอะเทลิเยร์

เขาย่อมไม่อยากพบออรุกิโอ

ไม่อยากให้อีกฝ่ายพบเข้ากับความจริงที่เขาพยายามปกปิด

หากอีกฝ่ายรู้ว่าดวงตาเขาแย่ลงมากเพียงใด…

เขาตัวแข็งทื่อ พยายามใช้ข้อได้เปรียบของเงามืดอำพรางตัวเองจากทัศนะของอีกฝ่ายที่จับเศษแก้วไปพลางไล่ให้เขาไปชงชา

อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคงทำให้ความพยายามที่จะปกปิด เลวร้ายลงอีก

เขารามือจากเศษแก้ว ขยับตัวลุกขึ้นอย่างเสียไม่ได้ ออรุกิโอยังคงก้มหน้าก้มตาอยู่กับพื้น เขาอาศัยจังหวะนี้คลำทางไปยังตู้เก็บอุปกรณ์เซรามิค

ใบหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้จะชนเข้ากับขอบเคาน์เตอร์อย่างแรง เป็นออรุกิโอที่เงยหน้าขึ้น แต่เขาคงกลบเกลื่อนมันลงไปได้ ถ้าไม่ใช่ในจังหวะต่อมาชนเข้ากับเก้าอี้ที่ตั้งขวางทาง มือพยายามไขว่คว้าหาอะไรทรงตัว จึงลงเอยด้วยการกวาดทุกวัตถุบนนั้นร่วงกราวลงกับพื้น แตกกระจายเหมือนเสียงดนตรีที่ไม่อาจฟังเสนาะหู

“คีฟรี?”

เขาได้ยินอีกฝ่ายทำเสียงสูง เปี่ยมด้วยความกระวนกระวายเร่งร้อน และแม้จะไม่ได้มองไปเพราะก้มหน้า เท้าศอกกับโต๊ะครัว บีบคลึงหัวตาอย่างกรุ่นโกรธ เขาก็ยังรู้สึกถึงสัมผัสที่ไหล่ ออรุกิโอปรี่เข้ามาหาทันที แต่เขาอยากหลีกหนี จึงทรุดตัวลงกับพื้น กลางดงลูกโอ๊กที่กระจัดกระจาย

ออรุกิโอหย่อนตัวลงเสมอกับเขา

“คีฟรี ให้ฉันดูหน่อย นายเป็นอะไรมากรึเปล่า” ความร้อนรนห่วงหาแผ่กระจายทั่วบริเวณจนเขาสัมผัสได้ ออรุกิโอยื่นมือมาแตะไหล่ทั้งสองข้างของเขา ช้อนใบหน้าลงมา พยายามให้เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย

เขาไม่อยากให้ออรุกิโอเห็นตอนตนกำลังอ่อนแอ แตกสลาย

จึงพยายามผลักไสคนตรงหน้าให้พ้นตัว

มือของออรุกิโอชะงักค้างกลางอากาศเมื่อเขาขยับหนี ปัดมือออกด้วยแรงซึ่งมากเกินกว่าที่ตั้งใจ เขาไม่ได้ปฏิบัติเช่นนี้ต่ออีกฝ่ายนานมากแล้ว นับตั้งแต่เพิ่งรู้จักกันใหม่ ๆ ตอนที่เขายังไม่ใช่เขาในรูปแบบที่ดีนัก แล้วใจเขาก็กระตุกในชั่วจังหวะชีพรดังกล่าว ไม่มีสักเศษเสี้ยวความคิดใดที่เขาอยากทำร้ายความรู้สึกอีกฝ่าย

แต่เขาเพิ่งทำ

ด้วยการปฏิเสธความปรารถนาดี หักหาญน้ำใจห่วงหาอาทร ราวกับอีกฝ่ายคือสิ่งไม่จำเป็น ไม่มีความหมายอะไร

เขาเงยหน้าขึ้นทันที ร่องรอยบนใบหน้าและแววตาเจือด้วยความละอายระคนรู้สึกผิด เว้าวอนรอนขอคำอภัย เขาไม่เคยแสดงออกเช่นนี้มาก่อน ที่ผ่านมา เขาถนอมความสัมพันธ์กับคนสำคัญคนเดียวในชีวิตคนนี้เสมอ

เขามองคนตรงหน้า พยายามเพ่งผ่านความพร่ามัว ทั้งหมดที่เขาเห็นคือเนื้อตัวอีกฝ่ายที่แข็งทื่อ ไม่ใช่ในแบบที่ถูกกระทบกระเทือนความรู้สึกสะท้านหวั่นไหว แต่ดวงตาเบิกกว้างราวเพิ่งถูกดลใจให้ฉุกเฉลียว

เขามองเข้าไปในดวงตาสีน้ำเงินจัดนั่น

ในแววตาที่เหมือนรักอันเจ็บปวด ร้าวราน เขาเห็นความประหวั่นพรั่นพรึงและตื่นตระหนก

ราวถูกความจริงพุ่งชนเข้าอย่างจังจนทำได้แต่แข็งค้าง

และเขาก็รู้ในทันทีว่าอีกฝ่ายจับต้นชนปลายได้เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว

ถามว่าสายตาที่รักอย่างร้าวรานนั่นฟาดฟันเขาให้ดับดิ้นได้หรือไม่

ก็คงต้องบอกว่าใช่

 

 

ชายหนุ่มวางมือลงเหนือผมสีอ่อนที่ปรกลงปิดดวงตาข้างขวา และปัดมันให้มิดชิดกว่าเดิมอย่างอ่อนโยน ด้วยรู้ว่าคีฟรีที่กำลังไม่ได้สติย่อมต้องการเช่นนั้น

เด็ก ๆ กำลังหลับอยู่ แต่เขาที่ใช่ว่าเคยชินกับการได้นอนเต็มตาอะไรมากมายก็พอใจจะตื่นมาตรวจดูคีฟรีเป็นระยะ ทั่วทั้งห้องหม่นแสงเป็นสีฟ้าอมเทาเมื่อท้องทะเลด้านนอกนั่นดำดิ่งลึกสู่ห้วงรัตติกาลที่เหล่าจอมเวทเนรมิตให้มันคงคุณลักษณะของกลางวันและกลางคืนตามอย่างโลกเบื้องบน

การทดสอบที่ถ้ำงูแห่งโรโมโนนนั่น ลงเอยได้เลวร้ายมากทีเดียว

คีฟรีบาดเจ็บสาหัส

เด็กคนหนึ่งถูกเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตด้วยเวทมนตร์ต้องห้าม

เขาไม่อยากคิดเลยว่าถ้าริเช่ไปตามตัวเขามาได้ไม่ทันการละก็

ออรุกิโอทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง และก็อีกนั่นแหละ ที่มันเป็นข้างขวาเหมือนเช่นที่แล้ว ๆ มา เสมอ ๆ

แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้เป็นคนข้างขวาแล้ว

เพราะเพื่อนของเขาอยู่กับสภาพของตัวเองจนชิน เหมือนกับที่เขาไม่ได้เป็นคนที่อีกฝ่ายจะเปิดอก พูดคุยทุกเรื่องได้ด้วยอีกต่อไป อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ใช่กับเรื่องเกี่ยวกับหมวกมีปีกและการไล่ตามทวงคืนสิ่งอันเป็นของตัวเองกลับมา สิ่งอันน่าทรมานเหล่านั้นที่คีฟรีไม่เคยยอมปล่อยวางออกจากใจ

ทั้งสองอย่างนั่น คนตรงหน้าแบกรับไว้เหมือน ๆ กับที่เขายังคงชอบจะเป็นคนข้างขวาและเป็นที่พึ่งพิงของอีกฝ่ายนั่นแหละ

ทว่า แม้ตนจะไม่ได้เป็นคนทางขวาอีกต่อไป

ก็ยังอยากจะเป็นข้างที่ถูกต้องของอีกฝ่าย

อยากให้อีกฝ่ายเลือกเขาเป็นข้างที่ถูกต้อง ไม่ใช่การเลือกไล่ตามข้างที่ผิดอย่างหมวกมีปีก

นับตั้งแต่เขารู้จักคีฟรีครั้งแรก อีกฝ่ายก็ไม่มีดวงตาข้างนั้น เบลดารุทสนิทสนมกับอาจารย์ของเขา จึงมีโอกาสได้พบปะกับบ่อเกิดของข่าวลือที่แพร่สะพัดทั่วหอประชุมใหญ่คนนี้บ่อยครั้ง เด็กผู้ชายผู้เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ต้องห้าม คนที่ถูกช่วยออกมาจากป่าเงาแห่งซูลิสทัส เวลานี้อยู่ใต้ปีกของเบลดารุท

เขาไม่ได้สนใจเรื่องเล่าลืออะไรนัก เพียงแค่ได้ยินผ่าน ๆ เวลาผ่านทางเดินในโถง โดยส่วนมากก็แค่รับฟังโดยไม่นึกอยากจะเข้าร่วม

หอประชุมใหญ่ไม่ใช่สถานที่ปรานี เขาเองก็ใช้เวลาปรับตัวตอนมาจากก็อดลีย์ ถ้าจะมีสิ่งที่เขานึกสนอกสนใจก็คงเป็นความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเด็กคนนั้นที่ใคร ๆ พูดถึงจะลำบากกับการอยู่ที่นี่หรือไม่ เพราะแบบนั้น เขาถึงได้เดินวนเวียนตามบันไดอันมากมาย ไต่ขึ้นไปยังอะเทลิเยร์ของเบลดารุทเพื่อทำความรู้จักเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่จริง ๆ เขาไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้

และนั่นคือตอนที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น

อาจารย์ไม่ชอบให้เขาไปยุ่งกับคีฟรี

เหตุผลคือเด็กนั่นไม่มีอะไรดี จะทำให้เขาเสียผู้เสียคนเข้าสักวัน

ทว่า นับจากวันที่เห็นเด็กผู้ชายอายุรุ่นเดียวกับตน แต่กลับดวงตาว่างเปล่า ชืดชาเหมือนไร้ชีวิต หากจะมีประกายใด ๆ ก็คงเป็นเพียงกระแสความขมขื่น เขาก็ไม่คิดจะยอมฟังอาจารย์สักครั้ง

มันเป็นครั้งแรกที่เขาไม่เชื่อฟัง

ใคร ๆ ก็พากันเยินยอว่าเขาเป็นอัจฉริยะ เป็นดาวแห่งความหวัง เป็นนักเรียนดีเด่น ทุก ๆ คนคาดหวังกับเขาไว้สูงมาก และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไปคลุกคลีกับคนที่ถูกเรียกขานว่าเด็กมีปัญหาแห่งหอประชุมใหญ่

แต่ก็ไม่นานนักที่ใครต่อใครเริ่มชินกับข้อเท็จจริงที่เด็กสองคนนี้สนิทสนม ไปไหนมาไหนด้วยกัน เป็นเพื่อนเรียนเพื่อนเล่น และเริ่มรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไปก็เท่านั้น จึงค่อย ๆ ยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างช่วยไม่ได้ไปเอง

ออรุกิโอหยิบแว่นตากลมของเพื่อนสนิทมาสำรวจมอง มันชำรุดหมดสภาพ เขาจึงคิดว่าตนควรอาศัยเวลาว่างในช่วงนี้เพื่อซ่อมมัน พออีกฝ่ายตื่นขึ้น ก็จะได้ใช้พอดี

นั่นเป็นตอนที่เขาเห็นวงเวทย์ราง ๆ บนเลนส์ข้างซ้าย

เมื่อยกมันต้องแสง พิจารณาดูด้วยความแปลกใจ สิ่งที่ตามมาคือความตื่นตะลึง หัวใจหล่นวูบ

เขารู้ดีว่าสัญลักษณ์เหล่านั้นรวมกันแล้วเกิดเป็นเวทมนตร์เช่นใด

เพื่อนของเขากำลังสูญเสียการมองเห็น ถ้าไม่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องสลักสัญลักษณ์เหล่านี้ไว้ มือพลันกำมันแน่นโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกนึกคิดมากมายพรั่งพรูออกมา ใจหน่วงหนักเหมือนมีโลหะถ่วง เหตุใดตนจึงเป็นคนที่อีกฝ่ายเชื่อใจไม่ได้ ทำไมเรื่องนี้จึงไม่บอกให้รู้ กับเรื่องทั้งหมดที่เคยผ่านมาด้วยกัน เขาก็ยังคงเป็นคนที่ไม่อาจฝากฝังความเชื่อใจได้หรือ

แต่สิ่งที่มีมากกว่าความเสียใจและผิดหวังกระนั้น คือความเป็นห่วง

เขานึกอยากจะปลุกอีกฝ่ายขึ้นเขย่า ๆ ไต่ถามเอาเรื่องราวให้รู้แล้วรู้รอด

ทว่าทั้งหมดที่เขาทำได้ และรู้ดีว่ามันเป็นการดีที่สุดสำหรับคนที่เขารู้จักดีอย่างคีฟรี คือการให้เวลา

บางทีอาจเป็นหลังจากนี้ ตอนที่มีโอกาสอยู่ด้วยกันลำพัง เขาจะพูดกับคีฟรีให้รู้เรื่องรู้ราว

บอกว่าเขาพร้อมจะเป็นแขน เป็นขา เป็นดวงตาให้อีกฝ่ายอย่างไร

 

 

“ออรุ” เสียงนั้นแผ่ว บางเบา ราวสัมผัสของขนนกตกต้องผืนความเงียบ

เจ้าของชื่อมองที่มาของกระแสเสียงนั่น ไม่กล้าเอ่ยคำใด กลัวกระทบกระเทือนแตะต้องสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งยวดในการเข้าหา

เขาไม่รู้ว่าอะไรเจ็บกว่ากัน

การได้สัมผัสจับต้อง

หรือการที่ไม่อาจจับต้องได้

ความเจ็บแล่นผ่านขึ้นมาจากปลายนิ้วปลาบหนึ่ง มือที่หวังจะยกขึ้นจับอีกฝ่ายเผลอปัดผ่านคมของเศษแก้ว บางที อาจเป็นการที่อีกฝ่ายจะเจ็บหากเขาจับต้องกระมัง การที่เขาจะเจ็บนั้นไม่กระไรเลย

เขาเอื้อมมือออกไป แต่คีฟรีกลับคว้ามันไว้ที่กลางอากาศก่อนเข้าถึงตัว

 

 

คีฟรีไม่เคยยอมให้ใครแม้แต่จะยื่นมือเข้าใกล้ใบหน้ามุมขวาของตัวเอง สีหน้าอีกฝ่ายจะแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยตอนที่รู้สึกถูกคุกคาม

แต่เขามักรู้สึกลำพองใจนิดๆ ด้วยตนมีสิทธิพิเศษอยู่คนเดียว

“นายเจ็บมากไหม” เขาเคยถามตอนที่คีฟรีเสยผมที่จงใจปรกลงมาข้างนั้นเพื่อปิดดวงตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่ปิดสนิทและมีรอยแผลเป็นเกรอะกรัง

“นาน ๆ ทีมันก็เจ็บขึ้นมา”

เขาจำได้ บนห้องใต้หลังคาเหนือหอคอยที่เราสองคนชอบแอบขึ้นไปนั่งฝึกวาดและประดิษฐ์วงเวทย์ใหม่ อ่านตำรา และซุกซ่อนแผนการลับ ๆ ของเราสองคนไว้ใต้เสียงกระซิบกระซาบ ราวกับป้อมเล็ก ๆ ที่สร้างไว้ซ่อนตัวจากสังคมของหอประชุมใหญ่

ตอนนั้น เขาก้มหน้าดูข้อมูลเกี่ยวกับหมวกมีปีกที่รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มหนาที่กางบนตัก ขณะคีฟรียื่นหน้าเข้ามาตามคำชี้ชวนของเขา จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา เรามองตากันและก็รู้ว่ามันจะเกิดขึ้น

อีกฝ่ายวางริมฝีปากลงบนปากของเขาไว ๆ มันนุ่มและรู้สึกดี

ตอนนั้นคือความอยากรู้อยากลอง ยังไม่รู้ขอบเขต และไม่ประสีประสา

 

 

ออรุกิโอมองใบหน้าเขา เสยผมข้างขวาขึ้น และแตะปลายนิ้วเบาๆ ลงที่รอยแผลรอบ ๆ ดวงตานั้น ก่อนจะประทับริมฝีปากลงไปแผ่วเบา หนวดเคราของออรุกิโอทำให้เขารู้สึกจักจี้ แต่มันไม่เจ็บ

เขาทาบมือทับมือข้างนั้นก่อนจะเลื่อนลงมา งับริมฝีปากเข้าที่ปลายนิ้วนั่น

รสของเลือดและเหล็กละลายปนในปาก

.

คีฟรีงับปลายนิ้วเขา ไล่ไปทีละนิ้วราวประทับตรา

“คีฟรี” เขาเรียก ผ่อนสำเนียงให้อ่อนเสียงลง

แต่ประโยคที่เหลือหายไปเมื่ออีกฝ่ายขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เหมือนระวัดระวังและรอเติมเต็มช่องว่างแห่งความยินยอม ก่อนจะกลืนเสียงของเขาลงไปด้วยจุมพิตนั่น ดูดซับเอาถ้อยคำของเขาไปเป็นของตนโดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไร

มันมีรสของโลหิตและอะไรสักอย่างที่เศร้า

อะไรสักอย่างที่อาลัยเจือปนอยู่

แล้วเขาก็จำได้ ทำไมตอนพยายามนึกว่าความคิดที่คีฟรีค่อย ๆ สูญเสียการมองเห็น ถึงมีรสสัมผัสเหมือนความอาวรณ์และหม่นระทม

 

 

ที่เนินนั่น ลมพัดสะบัดไหว

คีฟรีถอดหมวกออกมา เอ่ยวาจาอย่างเข้าอกเข้าใจดีว่าหากเขารู้ทุกอย่าง ย่อมต้องพยายามทุกทางเพื่อจะช่วย เขาเป็นคนอ่อนโยนนัก และในตอนสุดท้าย เขาย่อมต้องให้อภัยอีกครั้งแน่

อีกครั้ง

ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่อีกฝ่ายใช้วิธีนี้กับเขา

ลบความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับผืนแห่งบาปที่ทับซ้อนกันลงมาเป็นพันชั้น ยากจะคลี่คลายออกมาจนถึงแก่นแท้แห่งความจริง

เขาย่อมตระหนกเมื่ออีกฝ่ายสวมหมวกนั่นลงมาบนศีรษะเขา คำขอโทษที่เอ่ยออกมาพร้อมกันนั้นเป็นไปทั้งถวิลหาและเย็นชา เสื้อคลุมของคีฟรีสะบัดขึ้นด้านบนตอนที่โถมร่างลงมาหา เขาจำเสียงลมนั่นได้เหมือน ๆ กับที่จำรอยจูบได้

คีฟรีจูบเขาตอนที่ปล่อยร่างของเราลงสู่พื้น

โน้มลงมาเหมือนดาวตกบรรจบแผ่นดิน

กิ่งต้นใบเงินจุมพิตผืนน้ำ

ดวงจันทร์คล้อยลงจูบฟากฟ้า

คีฟรีคือดวงดาวนั้น และเขาคือผืนทราย

เพียงได้แค่คอยส่องสะท้อนเงา

เมื่อลมพัดผ่านก็ปัดภาพเงานั้นพร่าไป ก่อนจะส่องสะท้อนใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เฝ้ามองฝ่ายเดียวจากตรงนี้อย่างเดียวดาย

 

 

แม้ใจจะตกต่ำด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ โกรธกรุ่นโกรธา แต่เขาก็ยังไม่ขยับไปไหน

ยังคงอยู่ตรงนั้น

ที่เดิม

ดวงตาสะท้อนภาพของอีกฝ่าย

เสนอตัวเคียงข้าง สัมผัสที่ปลายนิ้วนั้นอุ่นเมื่อจรดกับริมฝีปากของอีกฝ่ายทีละนิ้ว ทีละนิ้ว คีฟรีมักทำเช่นนี้ทุกที ยามต้องการง้องอน เอ่ยคำขอโทษ และแสดงความรู้สึกผิด ที่แย่กว่านั้นคือ เขาหลงติดกับ ปล่อยเลยตามเลยทุกครั้ง

นับว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อการสร้างนิสัยเสียให้อีกฝ่าย

ออรุกิโอรู้สึกถึงก้อนความรู้สึกบางประการจุกขึ้นมาถึงกลางอก มันร้อนผ่าว ขณะเดียวกันก็อึดอัด ทำให้ไร้เสียง ขาดถ้อยคำ หายใจไม่ออก

พอแล้ว

เขาไม่ใช่ผืนพรมหน้าบ้านไว้รองรับอารมณ์สักหน่อย ใช้งานเสร็จก็สลัดทิ้ง ไม่มีประโยชน์ก็ไม่ใคร่จะสนใจความรู้สึกกัน ไม่ใส่ใจหากไม่ต้องการ

“พอได้แล้ว คีฟรี คนเราก็มีขีดจำกัดนะ” ยังไม่ทันจบคำ ดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่ายก็มองมาเหมือนรวดร้าวอยู่ข้างใน

ใครจะรวดร้าวมากกว่ากันหรอกหรือ

ออรุกิโอส่ายหน้า คนที่แพ้ให้ตลอดเพราะรู้สึกมากกว่าคือคนที่ต้องรับเอาความรวดร้าวทั้งหมดมาไว้อยู่แล้ว

“มาเถอะ ฉันจะพานายกลับห้อง”

เขาบอก คิดเพียงว่าจะจัดการกับเรื่องทั้งหมดนี่ทีหลัง บอกความรู้สึกของเขาออกไป ความสัมพันธ์ทั้งหมดนี่เริ่มเป็นพิษขึ้นเรื่อย ๆ และเขาไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ ณ ขณะนี้ คีฟรีเละเทะยุ่งเหยิงมากเกินไป ทั้งอารมณ์และประจุความรู้สึก เขาไม่อยากจะถือสาเอาความ คาดคั้นเอากับคนที่ดวงตาแทบไม่เห็นสิ่งใด

“แต่เราต้องคุยกัน หลังจากนายรู้สึกดีขึ้นแล้ว” เขายืนกรานหนักแน่น

คีฟรีไม่ขยับ แต่ดึงข้อมือเขาไว้

จูบหนักหน่วงขึ้นทุกทีจนเขาไล่ตามลมหายใจตัวเองไม่ทัน

อีกฝ่ายผละออกเมื่อรู้ว่าป้อนอากาศให้เขาต่อไม่ได้เมื่อเขาขืนตัวเอง

“ออรุ” เสียงนั้นบางเบาในกระแสอันพลิ้วพรายของความมืด ราวเสียงกระซิบของคนรักพร่ำคำหวานตอนข้ามราตรีกาลไปด้วยกัน

“ขอโทษนะ ผมขอโทษ”

เขามองอีกฝ่ายอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะจูบลงที่ข้างแก้มของอีกฝ่าย แผ่วเบากว่าเสียงกระซิบของตัวเอง “ฉันไม่อยากให้เราสองคนเป็นปัญหา เราจะคุยกันดี ๆ ไม่ได้เลยเหรอ ฉันกับนาย เราเป็นทีมเดียวกันมาตลอด”

อีกฝ่ายพยักหน้า สายตาไม่ถอนออกไปจากดวงตาของเขา

เขาเคยเห็นสายตาแบบนั้นมาก่อน ทำไมเขาจะบอกไม่ได้

นี่เป็นความสัมพันธ์ที่จะมีอะไรดีงามงอกงามตามมาหรือ

แต่เขาไม่ได้คาดหวังความดีงามใดตั้งแต่แรก

เขาคิดแค่ว่า ถ้าคีฟรีวิ่งไล่ตาม เสาะแสวงหาความสุขใจ เขาก็อยากจะเป็นจุดหมายปลายทางนั้น

แม้อีกฝ่ายจะมองสิ่งอื่น

มองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งอันแท้จริง สิ่งอันที่แท้แล้ว ตามหามาตลอดเลยก็ตาม

 

 

ตอนที่เขามาถึง ทุกอย่างก็จบลงหมดแล้ว

แต่จะเรียกว่าสิ้นสุดลงด้วยดีหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในเมื่อคนสองคนที่ลงไปฟัดกันอย่างดันทุรังนี้ เห็นชัดว่า สะบักสะบอมด้วยกันทั้งคู่

เขาถอนหายใจพลางสอดแขนหิ้วปีกเพื่อนสนิทขึ้นจากพื้นหิน วงล้อมของพวกคนที่มุ่งดูและลงขันพนันกันอย่างออกรสมากกว่าจะห้ามเริ่มสลายตัว ชัดเจนว่าก่อนหน้าตนจะมา พวกเขาไม่ทำอะไรสักนิดนอกจากยืนติดตามเรื่องราวแสนสนุกตรงหน้าราวกับความหรรษาส่วนตัว

เพราะอย่างไรก็ป่วยการจะยุติ ถ้าคีฟรีไม่หัวร้อนบ่อยและการควบคุมตัวเองต่ำถึงขนาดนั้น

สัปดาห์หน้า เพื่อนเขาคนนี้จะทำภารกิจหอสมุดแล้ว ยังไม่ปล่อยวางกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ได้ที่ไหนกัน

ตัวการดังกล่าวเบือนหน้าหลบเขาทันทีแม้ไม่ทันได้เห็นสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจที่ฉาบทับอยู่ เหมือนคีฟรีจะรู้ว่าไม่พ้นทำให้เขาหนักใจเป็นอีกครั้งของวัน จึงไม่กล้าสู้หน้าและละอายเล็กน้อยที่ต้องให้เขาเห็นสภาพดูไม่ได้เช่นนี้

ก็เขาน่ะ นักเรียนดีเด่น

แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าคีฟรีคือเด็กมีปัญหาแห่งหอประชุมใหญ่มาตลอด

ออรุกิโอเปลี่ยนจุดวางสายตาจากคนที่ตนกำลังหิ้วปีกอยู่ไปทางคู่กรณี

อีสฮีทมีสีหน้าเรียบเย็น ยกข้อมือปาดมุมปากที่เลือดกบอย่างไม่ใส่ใจ

ท่าทีเช่นนี้คล้ายจะกำลังดูถูกคีฟรี แสดงชัดว่าตนไม่ให้ค่าแม้กระทั่งความถือโทษโกรธเคือง

และนั่นจุดประกายความโกรธได้ดีกว่าการถือสาหาความกลับเสียอีก

เขาใช้สายตาพิจารณาอีกฝ่ายเร็ว ๆ เห็นชัดว่าคีฟรีได้เปรียบกว่า แน่นอน สำหรับคนที่ต่อยตีบ่อยกว่า เทียบกันคนเสงี่ยมหงิมในหอตำราอย่างอีสฮีทแล้ว ก็ย่อมเป็นอย่างนั้น เขาถอนสายตากลับมา ก่อนจะแน่ใจว่าอีกสาเหตุที่คีฟรีเบือนหน้าหนีก็เพราะอยากจะซ่อนรอยแดงที่อีกข้างของใบหน้า

แต่แม้จะซ่อนซีกหน้าหนีจากเขาอย่างไร ก็ยังส่งเสียงฮึดฮัดฮึ่มแฮ่ผ่านไรฟัน เหยียดหยันในลำคอใส่อีกฝ่าย และถึงจะดูไม่ยี่หระต่อสถานการณ์ใด ทว่าก็ตาขวางทีเดียว มองดูอย่างกับหมาบ้าที่กัดจมเขี้ยวแล้วจะไม่ปล่อย

วงล้อมเริ่มสลายตัว กระจัดกระจายไปคนละทิศ ทิ้งเพียงส่วนน้อยที่ยังนึกสนุก อยู่ดูสถานการณ์คลี่คลาย เพราะทุกคนรู้ว่าออรุกิโอมาก็ไม่มีอะไรให้ดูมากแล้ว คีฟรีจะสงบเสงี่ยมลงเล็กน้อยเหมือนเกรงใจ และไม่อยากให้เพื่อนคนนี้เห็นตอนตัวเองไม่ใคร่จะเป็นผู้เป็นคน

เพราะในบรรดาผู้คนทั้งหมด ก็มีเพียงออรุกิโอเท่านั้นที่คีฟรีเก็บมาใส่ใจและอาทรต่อความรู้สึก

เขาลากคีฟรีกลับขึ้นบันไดไปบนหอคอยที่พัก ท่ามกลางหลายชั่วขณะแห่งความเงียบงัน อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น

“ทำไมนายไม่พูดอะไรเลย”

“นายอยากให้ฉันพูดอะไรล่ะ” เขากล่าว ความเงียบเริ่มกลายเป็นอะไรที่น่าอ่อนใจ อีกฝ่ายขยับตัวออกเล็กน้อยเพื่อหันหน้าเผชิญกับเขาได้ถนัด ๆ

“เปล่า แค่ปกตินายจะพูดมากกว่านี้”

เขาไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างคีฟรีกับอีสฮีท แต่รู้สึกไม่ชอบมาพากลต่อท่าทีของอีกฝ่าย ณ ตอนนี้เป็นอย่างมาก เพราะเขารู้จักทุกกิริยาท่าทีของคนตรงหน้าดี ทว่าคีฟรีไม่มีทางพูดออกมาเองแต่แรกอยู่แล้วว่าต้นสายปลายเหตุมีใจความเช่นใด เขาจึงเลือกตามน้ำไปเฉย ๆ

“นายหยุดตีกับอีสสักวันได้ไหม”

“นายไม่ชอบเหรอ” อีกฝ่ายถามกลับ ร่องรอยในดวงตาสื่อกระแสความกังวลที่เขาไม่เข้าใจ เขาเปิดประตูห้องของคีฟรี มันอยู่ชั้นบนสุดของหอคอย อากาศดี ก่อนจะดึงแขนอีกฝ่ายให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานใต้หน้าต่างกว้าง พยายามคิดหาคำตอบให้อีกฝ่ายฟังแล้วไม่คิดทำตัวกบฏใส่เขาอีกคน

“มันไม่ดีต่อตัวนายเอง และก็ภาพลักษณ์ของนายด้วย ผู้คนจะหันหลังให้นาย นายก็รู้สังคมของหอประชุมใหญ่ไม่ชอบให้มีอะไรนอกลู่นอกทาง แล้วนายก็ทำตัวขบถใช่เล่น” เขาพูดพลางหันไปทางชั้นวางของ มนต์น้ำมีอยู่ประปรายทั่วไปรอบห้อง

ให้ความรู้สึกสดชื่น

แน่ละ ก็นี่เป็นห้องของจอมเวทย์ผู้ชำนาญมนต์น้ำ

เขารินน้ำจากวงเวทย์ใส่คนโทเซรามิค เสียงน้ำรินไหลกลบกระแสสำเนียงแผ่ว ๆ จากด้านหลัง แต่เขาแค่หูดีเกินไป

“ช่างหัวพวกนั้นปะไร ผมขอแค่มีออรุคนเดียวก็พอแล้ว”

คีฟรีงึมงำในลำคอ คิดว่าเขาไม่ได้ยิน

เขารีบเบือนหน้าไปอีกฝั่งของผนัง ซ่อนซีกหน้าและแก้มเห่อร้อนของตัวเอง ทำทีเป็นหยิบยาจากชั้น เหมือนไม่ได้ฟัง

แต่เขารู้สึกได้ว่าดวงตาสีฟ้าใสคู่นั้นสำรวจมองเขาอยู่ ก่อนจะพูดต่อราวกับเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

“ถ้าผมอยู่ที่หอประชุมใหญ่ไม่ได้ ถ้าอย่างงั้นผมก็จะไปสร้างอะเทลิเยร์ของตัวเองที่ข้างนอก เลือกที่ไกล ๆ สักแห่ง ถึงตอนนั้นนายจะไปกับผมได้ไหม” คำถามนี้จู่โจมเข้ามาโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า เขาเกือบทำขวดยาลื่นไถลหลุดมือ แต่คว้าไว้ทัน พลางหันมองอีกฝ่ายเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน

“แค่ผมกับออรุ อยู่ด้วยกันไปตลอด ผมก็พอใจแล้ว”

“นายพูดอะไรของนาย ฉันก็ไม่ได้จะไปไหนสักหน่อย” เขาหันหลังกลับไปหาคู่สนทนาพร้อมด้วยคนโทใส่น้ำและแอมพูลยา ทำทีเป็นว่าไม่ได้ถือคำพูดของอีกฝ่ายเป็นจริงเป็นจังหรือใส่ใจนัก สนใจแผลฟกช้ำบนใบหน้านั่นมากกว่า

คีฟรีนิ่งไป อีกฝ่ายตระหนักดีว่าเขาเป็นความคาดหวังของจอมเวทย์รุ่นนี้ ด้วยอัจฉริยะด้านสิ่งประดิษฐ์และการประยุกต์ดัดแปลงวงเวทย์ให้ได้วัตถุเวทมนตร์ทรงประสิทธิภาพ สมประโยชน์การใช้งาน เขาย่อมต้องเลือกอยู่หอประชุมใหญ่ แสวงหาชื่อเสียงลาภยศหรือการยกย่องชื่นชมอยู่แล้ว เหตุใดต้องดั้นด้นไปตั้งรกฐานยังถิ่นห่างไกลผู้คน ห่างเหินจากเสียงเยินยอ ความรุ่งโรจน์

แต่ไม่เลย

ที่จริง เขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นด้วยซ้ำ

ไม่เคยมีความคิดเหล่านั้นแวบผ่านเข้ามาในหัวสักกะผีก

ทั้งหมดที่เขาสนใจมีแค่ว่าคีฟรีจะอยู่อย่างไร จะไปสร้างปัญหาที่ไหน จะเจ็บตัวหรือเปล่า จะพาตัวเองเข้าไปยุ่งกับเรื่องอันตรายหรือไม่ เพราะแบบนั้น ต่อให้คนตรงหน้าจะไปไกลสุดหล้าฟ้าเขียวแค่ไหน เขาก็ตามไปอยู่นั่นเอง

ทว่า เขาไม่ได้บอกออกไปหรอก

คีฟรีขยับตัวเล็กน้อยตอนที่เขาเขยิบตัวขึ้นนั่งกับโต๊ะ ก้มหน้าลงแล้วเชิดใบหน้าอีกฝ่ายขึ้นมองให้ถนัดถนี่เพื่อแต้มยาลงไป เขาไม่อยากให้เบลดารุทเห็นลูกศิษย์ในสภาพนี้ จึงต้องรีบจัดการก่อนจะสายเกินทุเลา

“ไม่อยากไปกับผมเหรอ”

“ฉันไม่ได้บอกแบบนั้น” อีกฝ่ายจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขาจนเขารู้สึกว่าต้องพูดให้ชัดเจน มิเช่นนั้น คีฟรีคงไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ แน่ ทำไมจู่ ๆ คนตรงหน้าถึงรุกเร้าแบบนี้ได้ เกิดอะไรขึ้นตอนที่เขาไม่อยู่กันแน่นะ

“ฉันหมายถึง ฉันไม่ได้จะไปไหนจากนายสักหน่อย”

“แน่นะ” คีฟรีลุกขึ้นกะทันหัน เขาเขาแทบหงายหลัง ต้องยันมือไว้กับขอบโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าจริงจังที่เคลื่อนเข้ามาใกล้นั่น เมื่ออีกฝ่ายยืน ก็สูงคร่อมตัวเขา รู้สึกเหมือนเกมเปลี่ยนขั้วทันควัน เขาไม่ใช่ฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า หรือมีกำลังอยู่ในตำแหน่งคุมเกมเหนือกว่าอีกต่อไป

เพราะตำแหน่งของคีฟรีนั้นโน้มตัวลงจนเขาต้องกระถดตัวเล็กน้อยเพื่อให้เหลือช่องว่างระหว่างเราบ้าง พอให้หายใจหายคอได้หน่อย

แต่คีฟรีดูเหมือนไม่ยอมให้เกิดขึ้น

เขาขยับตัวใกล้อีก มือเอื้อมไปด้านหลัง ละเอาชายริบบิ้นเหนือยอดหมวกของเขาขึ้นมาไล้มันลื่นผ่านปลายนิ้ว ก่อนจะก้มลงจูบอย่างนุ่มนวลราวกับจูบเขาเสียเอง

เขาหน้าแดง

สำหรับจอมเวทย์แล้ว พู่ยอดหมวกคือสิ่งสำคัญ

“แน่สิ” เขาพูด พยายามดันแผ่นอกอีกฝ่ายออก แต่คีฟรีใช้ข้อได้เปรียบทางกายภาพและตำแหน่งยืน คร่อมตัวลงมาพลางเท้ามือลงกับโต๊ะ ประสานมือเข้ากับมือของเขาที่วางอยู่ก่อนหน้า ครอบครองเอาทั้งหมด ทั้งพื้นที่ เนื้อตัว คำพูดที่เขาอยากจะกล่าว รวมถึงจังหวะเต้นของชีพจร

เอาไปทั้งหมดนั่นแหละ

ดวงตาสีฟ้ามองมาเหมือนตามเก็บทุกร่องรอยที่ตัวเองชอบบนใบหน้าของเขา ก่อนจะขยับมือขึ้นเล็กน้อย เขาคิดว่าคีฟรีจะเชยแก้มเขาแล้วจูบลงมาเหมือนทุกที แต่อีกฝ่ายกลับเอื้อมมือไปด้านหลัง ปลดปลายพู่หมวกสีทองของตัวเองลงมา

เขารู้สึกว่าหัวใจของตัวเองข้ามหายไปหนึ่งจังหวะ

“สัปดาห์หน้าต้องไปทำภารกิจที่หอสมุดแล้ว ผมอยากให้ออรุมีมันไว้ และผมก็อยากเอาของออรุไปกับผมแทน”

เขาหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม

อาจเพราะคีฟรีไม่ได้โตมากับชุมชนเวทมนตร์ ไม่ได้เกิดที่หอประชุมใหญ่ ไม่รู้ธรรมเนียมบางอย่าง ไม่มีจอมเวทย์คนไหนแลกพู่ประดับกันหรอกถ้าไม่ใช่คู่รักที่หมั้นหมายกันหรือคู่แต่งงานที่ปลงใจร่วมชีวิต

แถมยังพูดออกมาอย่างจริงจังเสียขนาดนั้น

ถ้าเขาตอบตกลง มันก็เท่ากับว่าปลงใจร่วมหอลงโรงกันไปตลอดเลยไม่ใช่เหรอ

อีกฝ่ายที่ไม่รู้อะไรเลยกลับทำหน้าซื่อรอคำตอบอย่างคาดหวัง ทั้งที่เพิ่งขอให้ชีวิตเราผูกพันไปด้วยกันหน้าตาเฉย

ความเงียบก่อตัวขึ้นราง ๆ ไม่กี่ชั่วลมหายใจ

โดยไม่พูดอะไร เขาเอื้อมมือไปด้านหลัง ปลดริบบิ้นปลายหมวกของตัวเองออก ลู่มือตามผิวสัมผัสอันนุ่มลื่นอย่างกำมะหยี่ผ่านปลายนิ้วขณะส่งมันให้อีกฝ่ายรับมันไป ลากละผ่านปลายนิ้วอยู่ที่ตรงกลางระหว่างเรา

“รักษามันไว้ให้ดีล่ะ ฉันไม่รับคืนด้วยนะ”

“ผมไม่คิดจะคืนอยู่แล้ว” คีฟรีตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มหน้าลงมาจูบข้างแก้มเขา ขณะเขาจูบเปลือกตาอีกฝ่ายตอนที่ใบหน้านั้นผละกลับไป

เขาสงสัยว่าตอนที่ทั้งหอประชุมใหญ่เห็นพู่หมวกของเขาเปลี่ยนเป็นริบบิ้นยาวของคีฟรี ขณะที่ของคีฟรีเป็นพู่สีทองที่เห็นอยู่บนปลายหมวกเขาเสมอ จะมีเรื่องราวซุบซิบขนานใหญ่แผ่กระจายออกไปเหมือนคลื่นลมมรสุมเช่นใดบ้าง

ในวันรุ่งขึ้น ระหว่างเราเดินไปด้วยกันท่ามกลางเสียงซุบซิบที่ห้องโถงใหญ่ คีฟรีก็เอียงตัวลงมากระซิบข้างหูเขา

“ผมชอบที่พู่ประดับของผมอยู่บนตัวออรุนะ”

เขายิ้มกริ่ม คีฟรีมักแอบยื่นมือมาจับปลายริบบิ้นของเขาเสมอตอนที่มันยังอยู่กับเขา จับแล้วถูปลายนิ้วเบา ๆ เหมือนเยิรถวิลปลายผมของคนที่แอบชอบ อีกฝ่ายมักคิดว่าเขาไม่รู้ตัว บางครั้งตอนเดินข้าง ๆ กัน ก็แอบเยื้องตัวเดินข้างหลังเขาเล็กน้อยแล้วจับริบบิ้นให้มันไหลผ่านมือไปเมื่อเขาเดินนำขึ้นด้านหน้า

สำหรับคีฟรีแล้ว มันคือการฝากรอยจูบ

“แต่นายคงเหงามือน่าดูล่ะสิ” เขากระซิบตอบ

แล้วเราก็ยิ้มขบขันให้กัน

เขาเพิ่งรู้ทีหลัง อีสฮีทยั่วโมโหคีฟรี ถึงกับบอกว่าจะรอให้เขามาตามล้างตามเช็ดทุกปัญหาให้อย่างนั้นหรือ รอดูสิว่าเขาจะทนคีฟรีไปได้อีกสักกี่น้ำ

แล้วเขาก็นึกขอบคุณอีสฮีทอยู่หน่อย ๆ

“ออรุเองก็ชอบขยับแว่นตาผมเหมือนกัน” อีกฝ่ายพูดขึ้นบ้าง เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเหมือนเฉไฉ

 

 

บนริมฝีปากยังมีรสของความขมขื่น

เขาลากคีฟรีออกมาจากห้องครัวอันเละเทะนั่นได้ในที่สุด

อีกฝ่ายตัวสูงกว่าเขา การถูลู่ถูกังคนตัวสูงด้วยการพาดแขนกับบ่านั่นจึงดูทุลักทุเลมากทีเดียว

เขาวางคีฟรีลงกับขอบเตียง ก่อนจะนั่งลงให้ใบหน้าประสานกัน เขาเอื้อมมือไปดึงแว่นตาของอีกฝ่ายออก ไม่มีใครทำเช่นนี้กับคนใส่แว่นตาได้ถ้าไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากพอ เขาเคยทำแบบนี้ในที่สาธารณะ และนั่นกลับเป็นสัญญะความนัยที่บ่งชี้สถานะความสัมพันธ์ของเราได้มากมายกว่าคำพูดใด

เป็นการกระทำอันโจ่งแจ้งเปิดเผยโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งกว่าการจูบ

หรือการบอกรัก

 

 

เขาแปลกใจตอนที่กลับมาจากงานเลี้ยงกับไฮฮาร์ทแล้ว คีฟรียังคงนั่งรออยู่หน้ากระโจม

ยิ้มกว้างรับเขากับเจ้าโคไฮหนุ่มที่พาดแขนมากับบ่าเขาด้วยความเมามายกรุ่มกริ่ม ไฮฮาร์ทเห็นใบหน้าแช่มชื่นของคีฟรีเช่นนั้นก็รีบชักแขนกลับไปเก็บข้างตัวอย่างรวดเร็ว ยิ้มพลางสะอึกไปพลาง โบกมือขอตัวไปอีกทางอย่างว่องไว

“ยังไม่นอนเหรอ” เขาส่งเสียงทัก ไม่รู้สึกรู้สาหรืออนาทรใด ๆ ขณะเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในกระโจม

“ผมรู้ว่าออรุต้องดื่มหนักกลับมาแน่ ๆ น่ะ” คีฟรีตอบ ก่อนจะส่งน้ำมาให้ดื่ม “ผมไม่อยากให้นายล้มตัวที่ไหนก็นอนที่นั่นไปถึงเช้าในอากาศหนาว ๆ แบบนี้”

เขาพยักหน้ารับงึมงำ สมองประมวลผลอะไรไม่ค่อยจะได้ ก่อนจะส่งแก้วน้ำคืนคนตรงหน้า นั่นเป็นตอนที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมา

“ถอดออกได้ไหม”

เขาเลิกคิ้วเหมือนไม่เข้าใจ อย่างไรเสียสมองครึ่งหนึ่งก็ถูกกร่อนไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

“หน้ากากของนาย ขอผมถอดออกได้ไหม”

หน้ากากอะไร เขาไม่เข้าใจ

อ๋อ ใช่ ๆ เขาสวมหน้ากากลงวงเวทย์เพื่ออำพรางสภาพเหี่ยวแห้ง ซูบตอบ จากการถูกเส้นตายดูดพลังงาน

อีกฝ่ายไม่รอเขาตอบ ยื่นมือมาที่ข้างใบหู ข้อนิ้วละผ่านไรผมตรงขมับเขาเล็กน้อย มันเป็นสัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนโยน แต่รู้สึกจักจี้ ก่อนจะปลดหน้ากากออก เงาภาพลวงสลายหายไปทันที

“ค่อยดีหน่อย”

คีฟรียิ้มอย่างพึงพอใจ เหมือนดีใจกับการได้เป็นคนเดียวที่มีโอกาสเห็นสภาพเบื้องหลังของเขา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน เขารู้สึกใจปั่นป่วนเล็กน้อย เสียกระบวนนิดหน่อย มันเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ชิดใกล้ การกระทำที่สนิทสนม บ่งบอกความเคยคุ้น เป็นกันเอง ตลอดจนสัมพันธภาพอันลึกซึ้ง

มันร้องตะโกนบอกคนอื่นว่าอะไรที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเคยเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองแล้ว

เวลาเขาขยับแว่นตาของคีฟรีออกมา อีกฝ่ายมักรู้สึกเหมือนกันแบบนี้หรือเปล่า

 

 

เจ้าของดวงตาสีฟ้ามองข้ามศีรษะของออรุกิโอที่ซุกอยู่ตรงส่วนโค้งของไหล่เขาไปยังแว่นตาของตัวเองที่อีกฝ่ายถอดออกแล้ววางบนโต๊ะหัวเตียง

คนที่กำลังซุกอยู่กับตัวเขาเหมือนกลัวเขาหนีหายไปตอนหลับ ไม่กล้าเผชิญหน้าสะสางเรื่องราวกันดี ๆ ตอนตื่นขึ้นมา กลับชิงหลับไปก่อนเขาเสียดื้อ ๆ ทั้งที่ปากบอกว่าคืนนี้จะคอยดูเขาเอง เผื่อว่าอาการทางสายตาของเขาจะแย่ลง

คีฟรีไล้นิ้วผ่านแนวผมของอีกฝ่าย รู้สึกสงบใจที่ได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมออยู่ตรงหน้าอก

จังหวะชีพรของออรุกิโอใต้ปลายนิ้วของเขาตอนปัดผ่านขมับทำให้เขารู้สึกอุ่นใจที่ยังปกป้องอีกฝ่ายไว้กับตัวได้

สงบใจที่ยังมีออรุกิโอ

เขาไล้มือตามรอยต่อระหว่างต้นคอและไหล่ที่มีรอยแดงและรอยกัด ก่อนจะวางริมฝีปากจูบเหนือหน้าผากอีกฝ่ายเบา ๆ มองดูระมัดระวังราวไม่อาจกระทบกระเทือน และอ้อยอิ่งด้วยความเนิ่นนานกว่าปกติอย่างครวญเศร้าถวิลอาวรณ์ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปยังโต๊ะหัวเตียง ตั้งใจจะหยิบวงเวทย์

แต่แล้วก็ชะงัก

ความรู้สึกอุ่น ๆ ของผิวเนื้ออีกฝ่ายช่างดีนัก ไหล่และสรีระซึ่งรับกระชับพอดีกับร่างของเขาที่กอดอยู่ข้างหลังช่างเหมาะเจาะ จู่ ๆ เขาก็ไม่หลงเหลือความรู้สึกอยากจะขยับเขยื้อนตัวอีก ไออุ่นของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกดีและง่วงงุนเล็กน้อย ความคิดคล้ายปิดปรือลงเหมือนดวงตา

เขาเคยบอกว่าเวทมนตร์ของออรุกิโออ่อนโยนเสมอ เพราะออรุกิโอคือไฟที่อบอุ่น และเขาที่อยู่ใกล้อิทธิพลของไฟนั้นก็อุ่นใจและสงบลงได้เสมอ

บางที อาจขอแค่คืนนี้

คืนนี้เท่านั้น

แล้วในตอนเช้า เขาก็จะลบความทรงจำของอีกฝ่าย

ลบเลือนออกไป

แม้มันจะล้างไปจากความทรงจำของของคนตรงหน้า แต่กลับเลือนไปจากใจเขาไม่ได้ สลักประทับลงมาราวกับชั้นอันสลับซับซ้อนนับพันที่เขายังคงจดจำก็ตาม

บางที อาจจะพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

หรืออาจจะวันถัดไป

หรือบางที เขาอาจจะพร้อมพูดกับอีกฝ่ายแล้วก็ได้

ในตอนเช้า

ตอนที่เขาตื่นขึ้นมากับไออุ่นจากร่างอีกฝ่าย

แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน

อาจขลุกขลักระหว่างทางไปบ้างในบางที แต่ในตอนสุดท้ายก็จะประกบเข้ากันอย่างภาพต่อที่สมบูรณ์ได้เสมอ

เหมือน ๆ กับทุกครั้ง

ในที่ตรงข้างขวา ที่ออรุกิโอมักอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา

ข้างที่ถูกต้อง

ข้างที่ถูกที่ควร

 

END