Actions

Work Header

Temporary Memory

Summary:

22 BBY Tragedy

Notes:

yeah, Me Again. Failed to translate the previous fic. Plz use translator

Work Text:

ความทรงจำที่เสื่อมสลายไปตามเวลาเหมือนรูปที่เก็บไว้นานเกินไป เป็นความทรงจำที่ไม่คงอยู่ตลอดกาล

 

    “สุขสันต์วันครบรอบสิบเอ็ดปี... แต่งงานกับข้าเถอะ”

    สองร่างนั่งอยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหนังและผ้ากำมะหยี่ชั้นดี มีหน้าต่างทรงกลม และแสงเทียนสีส้มอ่อนที่คอยให้แสงสว่าง ในมือทั้งสองมีแก้วทรงกระบอกมีที่ลวดลายทองตกแต่งรอบแก้ว พร้อมมีเหล้าชั้นเลิศที่วุฒิสมาชิกบางคนไม่สามารถครอบครองได้อยู่ในแก้ว มือหนายกแก้วขึ้นมาสูดกลิ่นสุราราคาแพง ก่อนที่ปากหนาจะสัมผัสกับขอบแก้วและลิ้มรสหวานอมเปรี้ยวที่แสนโอชา ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับคนที่ตนกำลังพิงอยู่ข้าง ๆ

    “ท่านจะถามผมทุกรอบที่ครบรอบเลยเหรอ” แจงโก้พูดพร้อมกับแกว่งน้ำสีแดงชมพู เชยชมแสงสะท้อนบนผิวน้ำ

    ดูกูหัวเราะเบาก่อนที่จะใช้มือเรียวจับไปที่หน้าของคนที่กำลังพิงเขา

    วันนี้เป็นวันครบรอบสิบเอ็ดปีที่แจงโก้ เฟทท์ได้เขามาอยู่ในชีวิตของเคานท์ดูกู วันนี้เมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้วแจงโก้ได้ผ่านการทดสอบสุดอันตรายจากดาร์ท ไทเรนัส ฝีมือของเขาเป็นที่น่าพอใจต่อซิทลอร์ดที่กำลังหาต้นแบบสำหรับแผนการกองทัพโคลน และแน่นอนว่าแจงโก้ตอบรับข้อเสนอแต่มีเพียงคำขอร้องเดียว คือโคลนคนแรกที่ไม่ได้ปรับแต่ง และเร่งอายุ ดูกูซึ่งได้รับคำขอก็เพียงคิดว่าชายคนนี้ต้องการผู้สืบทอดของความน่าเกรงขาม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม

    แจงโก้แต่งกายด้วยชุดที่สบาย ๆ เป็นโอกาสหายากที่นักล่าค่าหัวมือฉมังจะถอดชุดเกราะของเขา ชุดที่เฟทท์ใส่คือเสื้อแขนยาวผ้าร่มสีไลแลคออกเงิน พร้อมผ้าคลุมปอนโชลายทาง กางเกงขายาวสีดำ และรองเท้าหนังสีดำ

    มือเรียวค่อย ๆ เลื่อนจากหน้าไปที่ไหล่ของคนรัก และโอบกอด ทั้งคู่อยู่ในความเงียบ ห่างไกลจากสงคราม ไม่มีเสียงระเบิด เสียงบลาสเตอร์ เสียงตะโกนกรีดร้อง และกลิ่นดินปนกลิ่นสนิมของเลือด มีเพียงเสียงลมหายเบาของสองร่าง และความอบอุ่นที่แบ่งปันให้แก่กันและกัน

    ทั้งคู่อยู่อย่างงั้นเป็นเวลานาน ก่อนที่แจงโก้จะขยับลุกนั่งในท่าเท้าแตะพื้น ดูกูคิดว่านักล่ากำลังจะออกไปล่า และจากเขาไป แต่แจงโก้ไม่ได้ลุก

    “สิบสอง…”

    ดวงตาของชายแก่เบิกกว้าง

    “รอปีที่สิบสอง… แล้วผมจะคิดดู…” คนพูดไม่ได้มองหน้าคนฟัง

    ดูกูลุกขึ้นนั่งหลังตรง ก่อนจะหันหน้าไปมองคนที่หันหน้าหนีเพื่อหลบหน้าแดง ๆ แต่ดูกูก็เห็นหูที่แดงระเรื่อ

    “…เจ้าพูดเล่น” ท่านเคานท์รู้ว่านักล่าไม่ได้พูดเล่น

    แจงโก้ค่อย ๆ หันหน้าที่แดงก่ำ คิ้วหนาย่นจนจะเชื่อมติดกัน ปากที่เม้มจนเป็นเส้นตรง เขาไม่เคยทำหน้าแบบนี้ให้ใครเห็น ยกเว้นชายแก่ขี้แกล้งคนนี้

    ดูกูหัวเราะก่อนจะใช้มือไปลูบแก้มกลมแดงน่าเอ็นดู และใช้ปากจูบไปที่หน้าผากที่แต่งแต้มรอยย่น

    “โบบาจะรู้เรื่องนี้มั้ย” ดูกูกล่าวถึงลูกชาย

    โบบา เฟทท์ ลูกชายของแจงโก้ หรือคำขอเดียวที่ดูกูได้รับ เด็กคนนี้เป็นเหมือนเชือกที่ผูกพวกเขาไว้ ในตอนแรกเชือกนั้นยาวเกินกว่าจะวัด แต่ตอนนี้มันผูกมัดทั้งคู่ไว้แน่น ตอนแจงโก้ได้รับทารกโคลนของเขาครั้งแรก ชายวัยกลางคนที่ไม่เคยดูแลเด็ก ถึงแม้เขาจะศึกษาการเลี้ยงเด็กมาแล้ว แต่เมื่อเอาเข้าจริง ๆ เขาไม่สามารถทำให้ลูกชายของเขาหยุดร้องไห้ได้ ในตอนแรกท่านเคานท์ที่เห็นได้เห็นนักล่าเจอปัญหาที่ใหญ่กว่าการล่า เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้าช่วย และยังสั่งให้แจงโก้เอาเด็กไปให้ดรอยเลี้ยงแทนเสีย สิ่งที่ซิทลอร์ดได้กลับมาคือ สายตาที่จ้องเขม็ง มองแล้วรู้สึกเจ็บปวดกว่าโดนไวโบรเบลดแทงเสียอีก แต่นานวันเข้าที่ดูกูเห็นแจงโก้มีสภาพโทรมลงจนเกือบจำไม่ได้ว่าเขาคือนักล่าค่าหัวที่เก่งที่สุดในกาแล็กซี ท่านเคานท์จึงยื่นมือเข้าช่วย

      “เจ้าควร…มีคนช่วยเลี้ยงเด็ก”

      “ฮะ…”

      “เจ้าคงเจออะไรที่ยากกว่าการล่า-”

      “ฮะ ท่านพูดอะไรนะ”

      “เจ้าดู—”

      “ฮะ—”

    หลังจากที่ดูกูทำให้แจงโก้หลับโดยการใช้พลัง ท่านเคานท์ก็มองดูเด็กทารกที่กำลังหลับไหลในอ้อมแขนของเขา มันทำให้เขานึกถึงตอนที่เขายังอยู่ในภาคีเจได เขามักจะไปเยี่ยมพวกเด็ก ๆ ที่เจไดลักพาตัวมา พวกเขามักจะนอนไม่หลับ และร้องไห้เพราะคิดถึงครอบครัวที่พวกเขาได้จากมา ดูกูมักจะเป็นคนที่ไปปลอบประโลมให้เด็ก ๆ ได้หลับไป และหลังจากเหตุการณ์นั้นเคานท์ดูกูช่วยแจงโก้เลี้ยงดูโบบาตลอดจนตอนนี้เด็กชายได้มีอายุสิบปีแล้ว

    “เราจะรู้กันแค่สามคน แต่ท่านอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับโบบาตอนนี้” แจงโก้พูดพร้อมใช้มือหนาเล่นเคราสีเงินของดูกู

    ท่านเคานท์โน้มตัวไปหานักล่าค่าหัว

    ทั้งคู่ชิมเหล้ารสเลิศในปากของอีกคน


    โบบาถูกแต่งตัวด้วยชุดเนื้อผ้าชั้นดี เสื้อแขนยาวสีฟ้าอ่อน กางเกงขาว และรองเท้ารบสีเทา มีเข็มขัดและผ้าคลุมประดับที่ตัว เด็กชายเดินเล่นอยู่ในห้องพักพรางคิดว่าทำไมเขาต้องใส่ชุดนี้ ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออก ปรากฏร่างของพ่อของเขา เขาใส่เสื้อแขนยาวสีฟ้าหม่นมีปลายแขนเสื้อ กางเกงสีดำยาว รองเท้ารบสีดำ พร้อมผ้าคลุมไหล่สีฟ้าทะเลที่ตกแต่งด้วยมุกสีนิน และกระเป๋าใส่ปืนคู่ใจของเขา

    “พ่อ!” เด็กชายร้องเรียก ก่อนจะวิ่งไปพาชายตรงหน้า

    “ไปกันเถอะ เคานท์ดูกูรอเราอยู่” แจงโก้พูดก่อนจะย่อตัวลงไปตรวจดูความเรียบร้อยของลูกชาย

    ทั้งคู่เดินออกจากห้องพัก พวกเขาอยู่ในปราสาทแห่งเซเรนโน ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของเคานท์ดูกู ผู้นำกองทัพฝ่ายแบ่งแยกอิสระ โบบามาที่นี่เป็นครั้งคราว พ่อของเขาพามาที่นี่เพื่อส่งมอบภารกิจที่สำเร็จให้แก่ท่านเคานท์ โบบาเคยได้พักที่แห่งนี้ไม่ถึงสิบครั้ง และเขามักได้ห้องพักเดี่ยวเวลามาที่นี่ หลังจากเดินมาสักพักแจงโก้ก็พาเขาหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่ หลังจากประตูถูกเลื่อนออกก็ปรากฏท่านเคานท์ในชุดที่เขาใส่ประจำ แต่สีเสื้อถูกเปลี่ยนเป็นสีขาว กางเกงดูสีอ่อนลง รองเท้าสีเทาเข้ม และมีผ้าคาดไว้บนบ่า

    ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้อง โบบาสังเกตเห็นฉากผ้ากำมะหยี่สีเขียวพร้อมพรมสั้นสีเทาแดง มีอุปกรณ์คล้ายกล้องถ่ายภาพพร้อมดรอยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โบบามองไปรอบ ๆ แล้วมองไปที่พ่อของเขา พ่อของเด็กชายก็มองเขาเช่นกัน ก่อนมือหนาจะแตะไปที่หลังของเด็กชาย และพาเขาเดินไปหาชายแก่ที่ยืนอยู่ตรงฉาก ‘ถ่ายรูป’ คำตอบของคำถามที่ยังไม่ทันได้ตั้งดังในหัวของเด็กชาย

    เด็กชายถูกจัดตำแหน่งให้อยู่ระหว่างท่านเคานท์และพ่อของเขา ดรอยเริ่มเตรียมอุปกรณ์ก่อนจะให้สัญญาณว่าพร้อม มือหนาถูกวางบนไหล่ของซ้ายของเด็กชาย ไม่นานมือเรียวก็ถูกวางไว้บนไหล่ข้างขวาเช่นกัน


    หนึ่งร่างนั่งอยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหนังและผ้ากำมะหยี่ชั้นดี มีหน้าต่างทรงกลม และแสงเทียนสีส้มอ่อนที่คอยให้แสงสว่าง ในมือข้างหนึ่งมีแก้วทรงกระบอกมีที่ลวดลายทองตกแต่งรอบแก้ว พร้อมมีเหล้าชั้นเลิศที่วุฒิสมาชิกบางคนไม่สามารถครอบครองได้อยู่ในแก้ว มือเรียวยกแก้วขึ้นมาสูดกลิ่นสุราราคาแพง ก่อนที่ปากบางจะสัมผัสกับขอบแก้วและลิ้มรสหวานอมเปรี้ยวจนแสบคอ ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับความว่างเปล่า

    “สุขสันต์วันครบรอบสิบสองปี...”

    “... เจ้าโกหกข้า...”

    เขาอยู่ในความเงียบ ห่างไกลจากสงคราม ไม่มีเสียงระเบิด เสียงบลาสเตอร์ เสียงตะโกนกรีดร้อง และกลิ่นดินปนกลิ่นสนิมของเลือด มีเพียงเสียงลมหายแผ่วเบาของหนึ่งร่าง และความหนาวเหน็บที่กัดกินจิตใจของเขา

    แจงโก้ชอบรสหวานอมเปรี้ยว


    โบบาไม่เคยได้กลับมาที่ปราสาทแห่งเซเรนโนอีกหลังจากการตายของพ่อของเขา ตอนนี้ปราสาทไร้ซึ่งเจ้าของ เป็นเพียงซากปรักหักพังที่มีพืชพันธุ์เติบโตทั่วบริเวณ เขาเดินสำรวจในปราสาท ได้ย้อนคืนความทรงจำเก่า ๆ ที่ยังหลงเหลือในซาก ร่างหนาเดินผ่านห้องรับประทานอาหารที่เขานั่งร่วมท่านเคานท์และพ่อของเขา ห้องของเขาที่เขามักได้ใช้พักผ่อนเวลามาอยู่ที่ประสาท และชายหนุ่มก็มาหยุดอยู่ที่ห้องของอดีตเจ้าของปราสาท เขาเดินสำรวจรอบในห้อง จนเขาไปเจอห้องลับ

    นักล่าค่าหัวเดินเข้าไปในห้องลับ ข้างในห้องมีโซฟาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหนังและผ้ากำมะหยี่ที่ขาดรุ่งริ่ง มีหน้าต่างทรงกลมที่กระจกได้แตกออกจนหมด และเชิงเทียนที่มีไขเทียนติดอยู่มากมาย ร่างหนาเดินไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ภาพ ๆ หนึ่งที่มีเศษผ้าบดบังไว้ มันคือภาพเมื่อสิบสองปีก่อน ภาพที่เขาตอนเด็กอยู่ตรงกลางระหว่างอดีตผู้นำกองทัพฝ่ายแบ่งแยกอิสระ และอดีตนักล่าค่าหัวมือฉมัง มือของทั้งสองอยู่บนไหล่ของเขา ตัวภาพนั้นผุสลายไปตามกาลเวลาโบบาค่อย ๆ ก้าวสองเท้าเพื่อมองใบหน้าเหล่าพ่อของเขาที่อยู่ในรูปที่กำลังจะผุสลาย เป็นภาพที่ถ่ายไม่กี่เดือนก่อนที่พ่อของเขาจะจากไปตลอดกาล ตอนนั้นตัวเขาสูงเพียงอกของพ่อ เขาสำรวจภาพเป็นเวลานาน จนเห็นว่ามือของทั้งสองที่วางอยู่บนไหล่เล็ก ๆ ของเขานั้นมีแหวนอยู่ที่นิ้วนาง