Actions

Work Header

Once upon a time in Ogygia

Summary:

Manami falls into Ogygia. There he falls in love.

Notes:

เรื่องนี้เป็น AU ที่ไม่เกี่ยวข้องกับจักรวาลหลักนะคะ ตัวละครไม่ได้เป็นนักกีฬาจักรยานแบบในจักรวาลหลัก

(See the end of the work for more notes.)

Work Text:

การพ่ายแพ้นั้นเลวร้ายมาก เลวร้ายมากสำหรับบุตรแห่งไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะ สงคราม และกีฬา และมันยังยิ่งเลวร้ายขึ้นได้อีก เมื่อการพ่ายแพ้นั้น เกิดขึ้นเมื่อเรายอมทำความสะอาดเท้าสกปรกให้ศัตรูของเราอยู่ แล้วโดนศัตรูคนนั้นหลอก! ใช่แล้ว มานามิ ซังกาคุพึ่งพลาดท่าให้สไครอนไป

 

ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายแกล้งตามน้ำ แล้วหาทางทุ่มเจ้าสารเลวนี่ให้ตกหน้าผาซะเอง แต่ไม่นึกว่าทันทีที่เขาคุกเข่าลง เขาก็ถูกหมอนั่นเตะจนตกหน้าผาลงมาทันที

 

พวกเทพแห่งโอลิมปัสห่วยแตก เขาต้องออกเดินทางเพื่อทำภารกิจให้แท้ ๆ แต่กลับต้องจบชีวิตของตัวเองได้อนาถาสุด ๆ แบบนี้อย่างนั้นหรือ

 

ระหว่างที่ร่างกายกำลังร่วงหล่นลงมาจากหน้าผาสูง ถ้าอิงตามกฎแรงโน้มถ่วงที่เขาเรียนจากวิชาฟิสิกส์ที่โรงเรียนแล้ว ร่างกายของเขาคงจะแหลกทันทีที่สัมผัสกับผิวของน้ำทะเล

 

มานามิได้หลับตาลงยอมรับชะตากรรมของตัวเอง ยังไงเสียเขาก็เหนื่อยล้าเสียเกินจะทนอยู่แล้ว กว่าจะมาถึงขนาดนี้ได้ 

 

ในใจแอบนึกหวังว่า ไนกี้ผู้เป็นมารดาของตนจะรู้สึกเสียใจบ้าง ที่ลูกบังเกิดเกล้าคนนี้กำลังจะต้องไปที่เฮดีส 

 

อา ภารกิจยังไม่สำเร็จแบบนี้ จะสามารถไปอยู่ที่ทุ่งอีลีเซียมได้มั้ยนะ

 

มานามิเริ่มนึกขอโทษให้กับเพื่อนร่วมทางของตน ที่คงจำเป็นต้องดำเนินภารกิจของตัวเองต่อไปแค่สองคน เพราะขาดเขาไปหนึ่ง

 

เริ่มอธิฐานขอให้ภารกิจนั้นลุล่วงแม้จะขาดตัวเองไป และหวังว่าความตายที่ตนกำลังเผชิญอยู่นั้นจะไม่ทรมานนัก

.

.

.

"คุณครับ ลืมตาขึ้นมาก่อนสิ ขยับตัวไหวรึเปล่าครับ" เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นใกล้เขา ใกล้มาก ๆ จนมานามิคิดว่าคนพูดต้องอยู่ใกล้ตนมากแน่ ๆ แล้วยังความรู้สึกเหมือนกำลังโดนเขย่าตัวนี่อีก เขาพยายามลืมตาให้ตื่น แม้ว่าเปลือกตาของตนจะหนักแค่ไหนก็ถาม

 

"อา" พอลืมตาขึ้นมา ภาพแรกที่เขาเห็นก็คือเด็กชายคนหนึ่งที่น่าจะอายุไล่เลี่ยกับเขา มานามิคาดว่าอีกฝ่ายน่าจะมีอายุสิบเจ็ดปีเท่ากับตัวเองแน่ 

 

มานามิใช้มือขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น แล้วยันตัวขึ้นมานั่งให้เรียบร้อย ตอนนี้เขาน่าจะกำลังนั่งอยู่บน...ชายหาด มานามิหันไปมองคนที่ปลุกเขาขึ้นมาอีกครั้ง 

 

เขาเป็นเด็กชายสวมแว่นตากลม ดวงตากลมโตสีฟ้าสดใส ผมสั้นสีดำสนิท ผิวขาวที่โดนแดดเผา กับเสื้อยืดสีส้มที่เหมือนกับของเขา เสื้อยืดที่มีเขียนเป็นคำว่า Half Blood หรือเลือดผสม

 

ทันทีที่ตั้งสติได้ และแน่ใจว่าตัวเองยังไม่ตาย เพราะที่นี่ไม่ใช่เฮดัสแน่ ๆ มานามิก็รีบคว้าไหล่ของเด็กชายข้างหน้าไว้ แล้วรัวคำถามใส่อีกฝ่ายทันที

 

"เธอเองก็เป็นเลือดผสมเหมือนกันใช่มั้ย! ที่นี่คือที่ไหนกันน่ะ! แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน! เธอก็ด้วย! ทำไมผมถึงไม่เคยเจอเธอเลย ตอนอยู่ในค่าย!" มานามิรัวคำถามไปมากมายเสียจน คนถูกถามทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรเริ่มตอบคำถามไหนก่อนเลย

 

"ขอ ขอเวลาให้ผมพูดก่อนแปปนึงสิครับ" เด็กชายแปลกหน้าปรามให้มานามิสงบลง มือทั้งสองจับข้อมือของคนผมฟ้าเอาไว้

 

พอมานามิรู้ตัว ว่าตนเองร้อนรนเกินไป เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วถอนออกยาว ๆ ครั้งหนึ่ง เพื่อตั้งสติของตน เอ่ยปากขอโทษเด็กชายสวมแว่นที่เมื่อกี้ตนเองวู่วามเกินไป

 

"ก่อนอื่น ผมขอแนะนำตัวเองก่อนละกันนะครับ ผมชื่อมานามิ ซังกาคุนะ" มานามิเอามือทาบลงที่อก แล้วรีบแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายทันที 

 

"มานามิคุงสินะครับ ผมชื่อโอโนดะ ซาคามิจินะครับ" เด็กที่บอกว่าตัวเองชื่อซาคามิจิส่งรอยยิ้มที่อ่อนโยนมาให้ แต่น่าแปลก ที่รอยยิ้มนั้นดูเศร้าสร้อยและแฝงไปด้วยความรู้สึกกังวลใจ คล้ายว่ากำลังรู้สึกผิด แต่ว่ากำลังรู้สึกผิดเรื่องอะไรกันล่ะ

 

"งั้นซาคามิจิคุงช่วยบอกฉันทีสิ ว่าที่นี่คือที่ไหนกัน" มานามิเริ่มถามสิ่งที่ตนสงสัยต่อทันที เพราะหากเขายังไม่ได้ไปที่เฮดีส เขาก็ยังมีสิทธิที่จะกลับไปหาพวกโดบาชิกับทาคาดะโจได้

 

"ที่นี่คือโอจิเจียครับ" มานามิมั่นใจว่าตนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าจากไหน และเรื่องอะไร

 

ผู้มาเยือนเริ่มมองไปรอบ ๆ เขามองเห็นต้นสนจูนิเปอร์ 

 

พอมานามิพยายามจะลุกขึ้นนั่ง กล้ามเนื้อก็อ่อนล้าไปหมด จนซาคามิจิต้องพยายามเขาไว้ ให้ยังนั่งอยู่เหมือนเดิม

 

"อย่าพึ่งนะ ตอนนี้มานามิคุยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะเดินไปไหนนะครับ" ซาคามิจิทำท่าเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วก็หยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาจากระเป๋าของกางเกงสามส่วนที่ใส่อยู่ แล้วส่งให้มานามิ "ดื่มนี่ก่อนสิครับ" มานามิรับมันมา แล้วเปิดออกดื่มทันทีโดยไม่สงสัยอะไรเลย

 

ของเหลวที่ไหลรินไปตามลำคอของเขาจนรู้สึกชุ่มชื้นมีรสชาติของข้าวห่อสาหร่ายที่เขาชอบกินอยู่ด้วย นั่นทำให้เขารู้ทันที ว่าตนกำลังดื่มน้ำทิพย์อยู่ นั่นทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว

 

"ดีขึ้นแล้วสินะครับ" ซาคามิจิพูดโดยที่ไม่ได้รอให้มานามิตอบอะไรกลับไป เด็กชายสวมแว่นตากลมเริ่มร้องเพลง บทเพลงที่มานามิไม่รู้จัก แต่ก็รู้สึกผ่อนคลายยามฟังเสียงหวานจับใจของอีกฝ่าย ความเจ็บปวดคลายลง ราวกับว่าบทเพลงของซาคามิจิกำลังช่วยเยียวยาบาดแผลของเขาอยู่

 

"ซาคามิจิคุงเป็นบุตรแห่งอพอลโลเหรอ" คนถูกถามยังไม่ให้พูดตอบ แต่เพียงพยักหน้าเบา ๆ และร้องขับเพลงบทเพลงเยียวยาให้มานามิต่อจนบาดแผลของเขาหายไปหมด 

 

"มานามิคุงพักรักษาตัวให้สบายก่อนนะครับ อยู่ที่นี่จะไม่มีอะไรมาทำร้ายมานามิคุงที่นี่ได้แน่นอนครับ" 

.

.

.

จากนั้น มานามิก็ตื่นขึ้นอีกครั้งในถ้ำ ถ้ำที่ไม่เหมือนกับถ้ำไหนที่เขาเคยเยือนมาก่อน ถ้ำนี้มีเพดานที่ประดับด้วยคริสตัลหลากสีสัน ทั้งสีขาว สีม่วง สีฟ้า แถมยังได้นอนบนเตียงที่ปูด้วยฝ้ายนุ่ม ๆ อีก ถ้ำถูกแบ่งแต่ละโซนด้วยผ้าม่านสีขาว ข้างในนี้มีสิ่งของมากมาย ทั้งพิณ เครื่องทอผ้า สมุนไพรแห้ง เช่น ไทม์กับโรสแมร์รี่ มานามิไม่นึกเลยว่าตนจะได้เจอเตาผิงในถ้ำ มีหม้อกำลังต้มสตูอยู่ด้วย

 

แม้จะยังปวดศรีษะและกล้ามเนื้ออยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามยันตัวลุกขึ้นมานั่ง พอสังเกตดูตัวเอง ถึงรู้ว่าตอนนี้ตัวเองใส่ชุดใหม่แล้ว มันเป็นชุดและกางเกงผ้าฝ้ายสีขาว ซึ่งกางเกงเป็นแบบที่ต้องผูกเชือก ไม่เหมือนกับยีนส์ที่เขาใส่ก่อนหน้านี้เลย ส่วนร้องเท้ากับถุงเท้าหายไปไหนไม่รู้

 

มานามิลุกขึ้นจากเตียง พอไม่สวมรองเท้าแล้ว ทำให้เท้าเขาต้องสัมผัวกับพื้นหินที่เย็นเฉียบโดยตรง แต่นั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

 

เขาหันไปมองที่กระจกสัมฤทธิ์บนผนังถ้ำ พิจารณาใบหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนนั้น แก้มเขาตอบลงเล็กน้อยจากการเดินทางทำภารกิจกับเพื่อน ๆ ก่อนหน้านี้ ผมยังกระเซิงอยู่ คาดว่าเพราะพึ่งตื่นนอน เขาเลยใช้มือของตนจัดการกับผมให้เรียบร้อยมากกว่านี้

 

พอคิดว่าตอนนี้ตัวเองพร้อมแล้วที่จะออกไปข้างนอก มานามิก็รีบเดินตรงไปที่ทางปากถ้ำ เขาอยากสัมผัสกับแสงอาทิตย์เหลือทนแล้ว

 

ข้างนอกนี้เป็นทุ่งหญ้าสีเขียว มีดงต้นสนซีดาร์ สวนดอกไม้ น้ำพุ แล้วก็ริมชายฝั่งที่น้ำของทะเลสาบซัดเข้ามา ท้องฟ้าสำน้ำเงินที่อยู่ตรงหน้า ยิ่งช่วยยืนยันได้อย่างดี ว่ามานามิยังไม่ตาย

 

มานามิมองเห็นแผ่นหลังที่สวมชุดเสื้อยืดสีส้มอยู่ เด็กหนุ่มผมสั้นสีดำที่เขาเรียกว่าซาคามิจิคุงอยู่ตรงนั้น ถ้าเขามองไม่ผิด ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังขยี้ตาอยู่ เหมือนคนกำลังร้องไห้ แต่จะร้องไห้ทำไมล่ะ

 

มานามิสลัดความคิดนั้นออกไปทันที พยายามคิดว่าตนแค่มองอีกฝ่ายจากด้ายหลัง คงจะเข้าใจผิดไปเองเฉย ๆ เท่านั้น

 

ขาทั้งสองข้างค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ปากเริ่มเอ่ยทักทาย "เฮ้ ซาคามิจิคุง" 

 

เจ้าของชื่อหันกลับมาตามเสียงเรียก "มานามิคุงตื่นแล้วเหรอ ชอบชุดที่ใส่อยู่รึเปล่าครับ พอดีผมคิดว่าถ้าใส่ชุดนั้นน่าจะนอนได้สบายกว่าเสื้อยืดแบบนี้น่ะครับ" ซาคามิจิดึงเสื้อยืดของตนให้ดู

 

"ก็ใส่สบายดี ว่าแต่ผมหลับไปนานแค่ไหนแล้วล่ะ" คำถามนี้ทำให้ซาคามิจินิ่งไป

 

"ขอโทษด้วยนะ" น้ำเสียงของซาคามิจิเศร้าสร้อย "เป็นเรื่องยากที่จะบอกเวลาที่นี่น่ะ ผมไม่รู้เลย"

 

"งั้นไม่เป็นไรหรอกนะ แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงล่ะ" มานามิเริ่มตั้งคำถามแบบตอนที่มาถึงที่นี่อีกครั้ง พอเดินมาถึงตัวของซาคามิจิ เขาถึงได้รู้เพิ่ม ว่าอีกฝ่ายตัวเล็กและผอมกว่าเขามาก

 

"มานามิคุงร่วงลงมาจากท้องฟ้าครับ แล้วก็ตกลงในน้ำแถวที่เจอกับผมนั่นแหละ เรื่องรอดมาได้ยังไง ผมเองก็ตอบไม่ได้ แต่ผมบอกได้แค่ว่าที่นี่คือโอจิเจียครับ"

 

"ซาคามิจิคุงพอบอกได้มั้ย ว่ามันอยู่ใกล้กับเกาะหรือเขาลูกไหนบ้างรึเปล่า" มานามิพยายามจะปะติดปะต่อสถานที่ที่ตนจากมากับที่นี่ให้ได้

 

นี่ก็เป็นอีกครั้งแล้วที่ซาคามิจิอมยิ้มเศร้า ๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูน่ารักเพียงใด แต่มานามิก็ไม่ยินดีที่จะเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเศร้าแบบนี้

 

"น่าเศร้าที่ผมคงต้องตอบว่าไม่ใช่นะครับ โอจิเจียไม่อยู่ใกล้กับที่ไหนทั้งนั้น"

 

"ช่วยอธิบายให้ผมเพิ่มทีได้มั้ย" มานามิยังคงไม่เข้าใจ 

 

"ที่นี่เป็นเหมือนกับเมืองลับแลครับ เพียงแต่มันเป็นเกาะ มันสามารถอยู่และไม่อยู่ได้ทุกที่ ดังนั้นมานามิคุงเลยพักอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยแน่นอนครับ เพราะจะไม่มีอสูรกายตนใดมาที่นี่ได้"

 

"แล้วทำไมซาคามิจิคุงถึงอยู่ที่นี่ล่ะ ทำไมไม่อยู่ที่ฮาล์ฟบลัดเหมือนกับผม ซาคามิจิคุงก็เป็นมนุษย์กึ่งเทพนี่ แถมยังมีชุดของค่ายด้วย"

 

"จริง ๆ ชุดนี่ผมทำมันขึ้นมาเองน่ะครับ มันช่วยให้ผมได้รำลึกถึงคน ๆ หนึ่งที่สำคัญกับผมมาก ๆ น่ะ"

 

"งั้นหมอนั่นก็เป็นมนุษย์กึ่งเทพจากค่ายผมเหมือนกันน่ะซี่ พอจะบอกชื่อของเขามาได้ไหม เผื่อว่าผมจะรู้จักเขา" การได้ยินว่าอีกฝ่ายเคยเจอเลือดผสมจากค่ายเดียวกันมาก่อน ทำให้มานามิตื่นเต้น ถ้าตอนนี้คนคนนั้นไม่อยู่ที่นี่ ก็แสดงว่ามีวิธีออกไปจากที่นี่

 

"เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกครับ ถ้ามานามิคุงรู้จักเขาจริงก็อย่าพูดเรื่องนี้กับเขาดีกว่า เดี๋ยวจะทำให้เขาไม่สบายใจซะเปล่า ๆ" คำตอบที่ซาคามิจิพูดออกมา มีความเศร้าปนอยู่ในน้ำเสียงอย่างชัดเจน มานามิมั่นใจมาก ว่าคนที่ทั้งคู่กับลังพูดถึงอยู่ ครั้งล่าสุดที่ได้คุยกับซาคามิจิคงจะไม่ดีนัก

 

"มานามิคุงกลับไปพักก่อนเถอะครับ" มานามิเห็นด้วยกับความคิดนี้ แม้ว่าความเจ็บปวดและบาดแผลจะหมดไปแล้ว แต่ความเหนื่อยล้ากลับยังหลงเหลือยู่ เขามั่นใจว่ามันคงสะสมมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะระหว่างทำภารกิจ เวลานอนเขามักฝันถึงภาพที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่แน่ ๆ

.

.

.

มานามิตื่นขึ้นอีกครั้งในตอนกลางคืน เขาเดินออกไปข้างนอกถ้ำอีกครั้ง พร้อมสวมผ้าคลุมไปด้วย ครั้งนี้ซาคามิจิกำลังปลุกอะไรสักอย่างอยู่ที่สวน น่าแปลกที่ต้นไม้เล็ก ๆ ที่อีกฝ่ายกำลังปลูกอยู่นั้น มีสีเงินที่ใกล้เคียงกับดวงดาวบนท้องฟ้าตอนนี้เลย

 

"อ้าว มานามิคุงตื่นแล้วเหรอครับ" เหมือนว่าอีกฝ่ายจะังเกตเห็นเขาแล้ว 

 

"อื้ม แล้วซาคามิจิคุงกำลังปลูกอะไรอยู่เหรอ" มานามิเดินเข้ามาใกล้ ๆ ซาคามิจิที่กำลังใช้พลั่วขุดดินอยู่

 

"ต้นมูนเลซครับ" ซาคามิจิอธิบาย ขณะขุดดินไปด้วย "มันปลูกได้แค่ตอนกลางคืนเท่านั้น แสงของมันสวยมากเลยนะ"

 

"ผมก็เห็นอย่างนั้น" มานามิมองใบหน้าเปื้อนดินของอีกฝ่าย เลนส์ของแว่นตาที่อีกฝ่ายสวมอยู่สะท้อนกับแสงของต้นมูนเลซจนเขามองไม่เห็นดวงตาของซาคามิจิ

 

"ถ้าที่ค่ายหรือบ้านของผมมีแบบนี้บ้าง มันต้องเจ๋งมากแน่ ๆ" มานามิพูดออกมา ในใจนึกจินตนาการภาพบ้านพักหมายเลขสิบเจ็ดหรือบ้านไนกี้มีแบบนี้บ้าง มันต้องสุดยอดมาแน่ ๆ เพราะคงไม่มีบ้านไหนมีแบบนี้

 

"บ้านที่ไหนเหรอครับ" น้ำเสียงครั้งนี้ฟังดูไร้เดียงสา อีกฝ่ายตอนนี้ดูเด็กลงมาก กว่าตอนที่คุยกันก่อนหน้านี้

 

"บ้านของฉันในค่ายน่ะ ที่ลองไอส์แลนด์ไง"

 

"ลองไอส์แลนด์งั้นเหรอครับ" ซาคามิจิพูดย้ำด้วยความไม่เข้าใจ

 

"เดี๋ยวนะ ซาคามิจิคุงไม่รู้จักงั้นเหรอ" ครั้งนี้เป็นมานามิเอง ที่ต้องประหลาดใจอีกครั้ง

 

"ขอโทษด้วยครับ พอดีว่าผมไม่ได้ออกจากที่นี่...นานมากแล้ว" ซาคามิจิดูไม่สบายใจยามที่พูด "ผมรู้แค่ว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมาก เพราะเฮอร์มีสคอยแวะมาเล่าให้ผมฟังบ้าง แต่ผมไม่รู้จักที่นั่นเลย"

 

"แล้วทำไมซาคามิจิคุงถึงไม่ลองออกไปข้างนอกดูบ้างล่ะ" 

 

"ผมออกไปไม่ได้หรอครับ" ซาคามิจิไม่ขุดดินต่อแล้ว เขาปักปลายพลั่วลงบนดินแล้วปล่อยไว้แบบนั้น "มันเป็นบทลงโทษที่ผมควรได้รับ" คำตอบนั้นทำเอามานามิเบิกตากว้าง เขาไม่เข้าใจว่าคนที่ดูไร้พิษภัยแบบนี้จะไปทำผิดอะไรให้ถึงขั้นต้องถูกลงโทษ

 

"บทลงโทษงั้นเหรอ! ซาคามิจิคุงทำอะไรลงไปล่ะ!" มานามิรีบร้อยมากไปหน่อย จนทำให้เผลอพูดเสียงดัง

 

"ก็ไม่เชิงว่าผมทำอะไรหรอกครับ" ซาคามิจิก้มหน้างุด พยายามหลบสายตาจากมานามิ

 

"ทำไมกันล่ะ คนเราสามารถแก้ตัวใหม่ได้นี่ แล้วทำไมซาคามิจิคุงต้องโดนจองจำไว้แบบนี้ล่ะ"

 

"ไว้เจอกันตอนเช้าดีกว่าครับ ราตรีสวัสดิ์นะครับมานามิคุง" ซาคามิจิยอมเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ทำให้มานามิเห็นว่าตอนนี้อีกฝ่ายน้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ทันทีที่พูดจบประโยค ซาคามิจิก็เดินหนีเขาออกไปทันที

.

.

.

เนื่องจากร่างกายของมานามิยังพักฟื้นได้ไม่สมบูรณ์ เขารู้ว่าระหว่างเดินทาง การต่อสู้กับอสูรกายนั้นยากลำบาก แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะมีผลในระยะยาวแบบนี้

 

แต่ละวันในโอจิเจียของเขา นอกจากการนอนพักบนเตียง มานามิจะออกไปนั่งเล่นบนทุ่งหญ้าบ้าง ม้านั่งแถวน้ำพุบ้าง คอยมองดูธรรมชาติรอบ ๆ แต่ความจริงแล้ว เขากำลังมองซาคามิจิที่อยู่ท่ามกลางเหล่าธรรมชาติและสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่

 

อีกฝ่ายยามยิ้มแย้มและคอยร้องเพลงไปด้วย ขณะที่กำลังทำงานต่าง ๆ อยู่ ซาคามิจินั้นดูน่ารักมากขณะที่กำลังยิ้ม โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายกำลังร้องเพลงอยู่

 

บางครั้งสายตาของทั้คู่ก็ประสานกัน แต่ทันทีที่มานามิยิ้มให้ ซาคามิจิก็มักจะรีบบ่ายหน้าหนีออกไปทันที

 

มานามิมั่นใจ ว่าอีกฝ่ายกำลังขีดเส้นใต้ขั้นระหว่างตัวเองกับมานามิอยู่

 

แต่ทำไมล่ะ

.

.

.

บางครั้งทั้งสองคนก็นั่งคุยกัน ที่สวนดอกไม้บ้าง ชายหาดบ้าง ม้านั่งที่น้ำพุบ้าง เพียงแค่ซาคามิจิมักจะหลบตามานามิตลอด

 

มานามิเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ซาคามิจิฟัง ทั้งเรื่องภารกิจไปจัดการกับยักษ์ที่เป็นหนึ่งในบุตรของไกอาของตน ทั้งเรื่องโดบาชิแล้วก็ทาคาดะโจ ทั้งเรื่องรุ่นพี่แต่ละคนในค่าย หรือรุ่นน้องที่เขาคอยสอนสิ่งที่รู้ให้ มีครั้งหนึ่งที่มานามิจับสังเกตได้ ว่าซาคามิจิสะดุ้งตกใจครั้งหนึ่ง ตอนที่เขาเล่าเรื่องวีรกรรมที่สองพี่น้องชินไคทำตอนแข่งพายเรือแคนูครั้งล่าสุดที่ค่าย

 

แน่นอนว่าทุกครั้งที่สายตาของทั้งสองประสานกัน ซาคามิจิจะรีบหลบตาเขาก่อนทันที

 

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แถมอีกฝ่ายยังมีท่าทางเหมือนกับกำลังรู้สึกผิดอีกด้วย

 

"ทำไมล่ะ ซาคามิจิคุง" การปล่อยให้ตัวเองได้แต่สงสัย โดยที่ไม่หาคำตอบให้ได้ นั้นฝืนมากเกินไปแล้ว สำหรับใครสักคนที่กระหายในชัยชนะแบบมานามิ 

 

"มานามิคุงหมายความว่าไงน่ะ"

 

"ทำไมซาคามิจิคุงเหมือนกำลังปิดกั้นอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ ซาคามิจิเหมือนจะคอยขีดเส้นใต้กั้นระหว่างเราตลอด"

 

"มานามิคุงคงจะรู้แล้ว ว่าโอจิเจียเลยเป็นที่คุมขังของคาลิปโซ ธิดาแห่งแอตลาสมาก่อน" ซาคามิจิยอมเปิดปากเล่าเรื่องของเขาให้มานามิฟังแล้ง เขาถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยแล้ว แล้วประกบมือทั้งสองข้างเข้ากับใบหน้าของตัวเอง

 

"แต่ตอนนี้ ที่นี่ถูกนำมาใช้คุมขังผมแทนแล้ว"

 

"แล้วทำไมซาคามิจิคุงถึงต้องมาอยู่ที่นี่ล่ะ"

 

"เพราะครั้งหนึ่งผมเคยสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับเทพเจ้าครับ" ซาคามิจิเงยหน้าขึ้นมา แล้วส่งยิ้มเศร้า ๆ มาให้มานามิ น้ำเสียงเองก็ไม่ต่างกัน มันฟังดูแตกร้าวและเจ็บปวดมากเกินกว่าที่เด็กอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีควรจะเปล่งมันออกมาได้ ทำเอามานามิใจอ่อนยวบ

 

"แต่ซาคามิจิคุงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของฝ่ายนั้นใช่มั้ยล่ะ"

 

"นั่นก็ใช่ แต่ยังไงที่นี่ก็ยังดีกว่าคุกที่ใช้คุมขังนักโทษที่อื่นมากนะครับ"

 

"แล้วทำไมตอนนั้นซาคามิจิคุงถึงสนับสนุนศัตรูของเหล่าเทพเจ้าเล่า พวกนั้นน่าจะชั่วร้ายและเลวร้ายมากนี่!"

 

"ช่วงเวลานั้น พ่อของผม อย่างที่มานามิคุงคิดนั่นแหละครับ อพอลโลถูกซุสลงโทษอย่างหนักครับ และบทลงโทษนั้นเองก็ไม่ยุติธรรมเช่นกัน"

 

"แต่บางครั้งเทพเจ้าก็ไม่ได้ทำตัวมีเหตุผลหมด ฉันเข้าใจนะ แต่อีกฝ่ายที่เธอสนับสนุนตอนนั้น..." ครั้งนี้ซาคามิจิไม่ปล่อยให้มานามิได้พูดจนจบ

 

"ใช่ครับมานามิคุง ฝั่งนั้นเองก็ชั่วร้ายไม่ต่างกัน แต่มานามิคุงเอง ที่อยู่ข้างพวกเทพเจ้าล่ะ เป็นเพราะว่าพวกเขาถูกต้องเหรอครับ หรือว่าเป็นเพราะว่าหนึ่งในนั้นมีครอบครัวของมานามิอยู่ด้วย" ครั้งนี้น้ำเสียงของซาคามิจิแข็งกร้าวขึ้น เสียงที่เปล่งออกมา ดังกว่าทุกครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้มานามิต้องสะอึกไปก็คือสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมา ใช่ เขาพร่ำบ่นอยู่ตลอดว่าเทะเจ้าห่วยแตก แต่ก็ยังทำเพื่อเทพเจ้าพวกนั้น เพราะไนกี้แม่ของเขาเองก็เป็นพวกนั้น

 

"ตอนนั้นอพอลโลถูกลงโทษให้ลงมาเป็นมนุษย์ธรรมดาครับ" ซาคามิจิพูดต่อ "ตอนนั้นผมเลยเลือกอีกฝั่งหนึ่ง"

 

"เลยต้องมาเป็นแบบนี้น่ะเหรอ"

 

"แต่เทพเจ้าหลาย ๆ คนก็ใจดีกับผมมากครับ อพอลโลมาเยี่ยมผมบ่อย ๆ อย่างพิณที่มานามิเห็นในถ้ำ เขาก็เป็นคนเอามาให้" น้ำเสียงของอีกฝ่าย บ่งบอกว่าตอนนี้คงกำลังน้ำตารื้นแล้ว

 

"พวกเขาคอยแวะมาเล่าเรื่องข้างนอกให้ผมฟังอยู่ครับ"

 

"แต่เขาไม่ให้ซาคามิจิคุงมีใครอยู่เป็นเพื่อนที่นี่เลยงั้นเหรอ" คำถามนี้เหมือนจะไปกระตุ้นบางสิ่งในตัวของอีกฝ่ายเข้า เพราะมันทำให้น้ำตาที่อีกฝ่ายพยายามกลั้นไว้ เอ่อล้นออกมาแทบจะทันที มานามิที่เริ่มทนไม่ไหวแล้ว จึงคว้าร่างของซาคามิจิเข้ามากอดเอาไว้

 

"พวกเขาส่งคนมาหาผมบ้างครับ วีรบุรุษที่บาดเจ็บแบบมานามิคุง" เสียงของซาคามิจิอู้อี้ เพราะพูดขณะที่ซบกับไหล่ของมานามิไปด้วย

 

"ใครสักคนที่จ้องการพักรักษาตัว จะถูกส่งมาที่นี่นาน ๆ นานครั้งครับ" ซาคามิจิพักหายใจ "อาจจะเว้นช่วงมากกว่าร้อยปีเลยกว่าแต่ละคนจะมาที่นี่ แต่คนล่าสุดที่มาที่นี่ พึ่งผ่านไปได้ไม่นาน แล้วมานามิคุงก็มาที่นี่" การต้องรู้ว่าคนในอ้อมกอดถูกจองจำไว้ในคุกนี้เป็นเวลานานขนาดนั้น ทำเอามานามิแทบเลือดขึ้นหน้า รู้สึกอยากจะสาปส่งเทพเจ้าคนที่คิดบทลงโทษนี้ขึ้นมา

 

"แต่ว่า" ซาคามิจิดูลังเลที่จะพูดต่อ "คนที่มาที่นี่.."

 

"ทำไมเหรอซาคามิจิคุง" มานามิคลายแขนของตน แล้วเปลี่ยนมาประคองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของอีกฝ่ายไว้แทน มือทั้งสองประคอลแก้มนิ่มเอาไว้ นิ้วโป้งพยายามเกลี่ยน้ำตาออก

 

"คนที่มาที่นี่ทุกคน คือคนที่ไม่สามารถอยู่กับผมตลอดได้ครับ"

 

"หมายความว่ายังไงน่ะ"

 

"คนที่พึ่งมาที่นี่คนล่าสุด มานามิคุงรู้จักเขาครับ ก่อนหน้านี้ยูโตะคุงมาที่นี่ แล้วก็มีเหตุให้จำเป็นต้องไป" 

 

มานามิพยายามคิดตาม นึกย้อนถึงเรื่องของรุ่นน้องตัวเอง จึงได้คำตอบหนึ่งผุดขึ้นมา

 

"คนที่มีภารกิจงั้นเหรอ"

 

"ครับ เทพีแห่งโชคชะตามักจะส่งวีรบุรุษที่จำเป็นต้องไปทำหน้าที่ต่อ ให้มาพักที่นี่ มานามิคุงเองก็ด้วย"

 

คนผมสีฟ้าเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ยูโตะออกมาทำภารกิจ พอกลับมาที่ค่าย ทุกคนต่างก็สงสัยกันหมด ว่าทำไมเจ้าเด็กคนนั้นถึงได้หม่นหมองลง และดูซึมไปมาก หากเปรียบเทียบกับตอนก่อนจะออกไปทำภารกิจครั้งนั้น

 

เพราะยูโตะต้องทิ้งซาคามิจิไว้ที่นี่นั่นเอง

 

"เป็นอย่างที่มานามิคุงบอกเลยครับ บทลงโทษนี้มันโหดร้าย เหล่านางฟ้าแห่งโชคชะตามักจะส่งคนที่กล้าหาญและมีเสน่ห์แบบมานามิคุงมาที่นี่เสมอ คนที่ทำให้ผมต้องเสียใจ" มานามิใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

 

"ซาคามิจิคุง...ชอบฉันงั้นเหรอ" คนถูกถามกลืนก้อนสะอื้น แล้วพยักหน้าให้เขา

 

"จะไม่ให้ผมตกหลุมรักมานามิคุงได้ยังไงกันล่ะครับ ก็คอยพยายามทำให้ผมยิ้มตลอดเลยนี่" มานามิเข้าใจแล้ว ว่าทำไมซาคามิจิถึงคอยหลบหน้า และขีดเส้นใต้เขาออก

 

และก็เข้าใจด้วย ว่าลึก ๆ ในใจของต้วเอง ที่คอยเอาแต่มองภาพของซาคามิจิยามอยู่ใต้แสงอาทิตย์ ยามที่รอยยิ้มของอีกฝ่ายถูกแต่งแต้มด้วยแสงที่ลอดผ่านแมกไม้ลงมา กระทบลงบนใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นดึงดูดเขามากแค่ไหน เขาเองก็ไม่อยากปล่อยมือจากซาคามิจิแล้วเหมือนกัน

 

มานามิอยากจะอยู่ที่นี่ อยากจะอยู่กับซาคามิจิ อยากอยู่ด้วยกันไปตลอด

 

"ถ้ามานามิคุงอยู่ที่นี่กับผมได้ กาลเวลาของที่นี่ก็จะทำให้มานามิคุงเป็นอมตะไม่แก่ ไม่ตายเหมือนกับผมนะ" 

 

นั่นฟังดูเป็นข้อเสนอที่หอมหวานที่สุด ตั้งแต่ที่เขารู้ว่าตัวเองเป็นเลือดผสม

 

แต่เขาไม่สามารถรับข้อเสนอนั้นได้

 

"ผมเองก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจของซาคามิจิคุงนะ ผมจะไม่มีวันทำมันเลย แต่ว่า" มานามิกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงไป แล้วฝืนพูดคำนี้ออกมา "แต่ฉันจำเป็นต้องรีบไปช่วยพวกบาชิคุง ฉันปล่อยทุกคนที่นั่นไปไม่ได้เหมือนกัน"

 

"มานามิคุงเองก็ต้องกลับไปเหมือนกันสินะ" 

 

น่าเศร้าที่มานามิจำเป็นต้องตอบว่าใช่ 

 

การพยักหน้าตอบนั้นควรจะง่าย แต่ครั้งนี้มันกลับยากเย็ญแสนเข็ญสำหรับเขาเหลือเกิน

 

"ยังไงก็ต้องไปจริง ๆ สินะครับ" ซาคามิจพูดแล้วก็จูบลงแก้มของมานามิครั้งหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน

 

"ตามมานี่เถอะครับ เดี๋ยวผมจะพามานามิคุงไปส่งนะ"

.

.

.

การเดินมาที่ชายหาดครั้งนี้ช่างน่าเจ็บปวด การได้เดินจับมือคนที่รัก สำหรับบางคนมันคงเป็นความสุขเหลือล้น แต่สำหรับมานามิครั้งนี้มันไม่ใช่ นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เขาจะสามารถสัมผัสกอบกุมมือเรียวนี้ไว้ได้

 

นางฟ้าแห่งโชคชะตาไม่มีทางส่งเขามาที่นี่อีกครั้งแน่

 

"แพนี่จะพามานามิคุงไปส่งนะครับ" ซาคามิจิผายมือไปยังแพสี่เหลี่ยม มันทำจากซุง มีเสากระโดง และใบเรือสีขาว ดูไม่น่าจะลอยไปไหนได้ไกลเลย "มันค่อนข้างปลอดภัยเลยล่ะ" ดูเหมือนว่าซาคามิจิจะดูออกว่ามานามิคิดยังไง

 

"ขอโทษนะ"

 

"นางฟ้าแห่งโชคชะตาโหดร้ายครับ มานามิคุงไม่ต้องรู้สึกผิดต่อผมหรอก แค่จำผมได้ก็พอแล้ว"

 

ยิ่งมองรอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมา ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าซาคามิจินั้นเข้มแข็งแค่ไหน ความเศร้าโศกที่อีกฝ่ายต้องแบกรับไว้นั้น มากเกินกว่าที่เด็กอายุสอบเจ็ดควรจะได้รับ เทพเจ้าสร้างบทลงโทษที่ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็นมาให้ซาคามิจิ โดยการจองจำเขาไว้ที่นี่ชั่วนิรันดร์อย่างเดียวดาย และคอยส่งคนที่จะทำให้อีกฝ่ายตกหลุมรักมาที่นี่ ทันทีที่ซาคามิจิตกหลุมรักคนคนนั้น นั่นก็คือเวลาที่คนคนนั้นจะต้องจากไป

 

"ผมสัญญานะ ว่าจะไม่ลืมซาคามิจิคุง" มานามิประคองใบหน้าของอีกฝ่ายไว้ ใต้แว่นกลมนั้นยังมีน้ำตารื้นอยู่เลย ค่อย ๆ ก้มลงมอบจูบที่เชื่องช้าและอ่อนหวานให้กับอีกฝ่าย

 

มานามิจะคิดถึงซาคามิจิและจูบนี้ไปตลอดชีวิต

 

รวมถึงอ้อมกอดสุดท้ายนี้ด้วย

.

.

.

ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที เกาะโอจิเจียก็หายลับตาไปเลย มานามิมองเห็นเพียงแค่หมอกที่ปกคลุมทุกอย่างเอาไว้ เศร้าสร้อยและคับแค้นใจกับทุกสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้น ลอยอยู่บนแพอย่างโดดเดี่ยว

 

แต่ดูเหมือนว่าสายเลือดของเทพีแห่งชัยชนะ จะไม่คิดยอมแพ้แต่โชคชะตานี้

 

"สักวัน ฉันจะต้องพาซาคามิจิคุงออกไปจากที่นี่ให้ได้! ซาคามิจิคุงจะต้องหลุดพ้นจากคำสาปบ้า ๆ นี่! ขอสาบานกับแม่น้ำสติกซ์!"

 

ทันทีที่เสียงตะโกนของเขาจบ เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงก็แทบจะดังขึ้นมาไล่เลี่ยกัน อันเป็นสัญญาณว่าคำสาบานของเขาได้ดำเนินไปแล้ว

 

แม่น้ำสติกซ์ หากผิดสาบานไปแล้ว ผู้นั้นจะต้องตายลงอย่างหาทางแก้ไม่ได้ แม้แต่เทพองค์ไหนก็ไม่มีใครที่สามารถขัดแม่น้ำสติกซ์ได้

Notes:

รอบนี้ตั้งใจใส่ความกรีกแบบเพอร์ซี่ แจ็กสันมาเลยค่ะ โดยคำสาปนี้อิงมาจากตัวละครคาลิปโซที่ในเพอร์ซีโดนเทพเจ้าลงโทษไว้โดยกฏเดียวกันค่ะ ไม่รู้ว่าคุณนานาจะชอบมั้ยนะ

ปล.ตั้งใจให้มานามิเป็นบุตรแห่งไนกี้เพราะคาร์ส่วนตัว+การสาบานต่อแม่น้ำสติกซ์ตอนจบเลย

ปปล.ที่น้องซาคามิจิรู้สึกผิดในช่วงแรก ๆ คือน้องรู้สึกไม่ดีกับยูโตะค่ะ ด้วยความที่พึ่งจากกันไปไม่นาน