Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Categories:
Fandoms:
Relationship:
Characters:
Additional Tags:
Language:
ไทย
Stats:
Published:
2024-12-26
Updated:
2024-12-26
Words:
50,211
Chapters:
5/?
Comments:
6
Kudos:
14
Bookmarks:
3
Hits:
652

Some Little Things

Chapter 1: Friends

Chapter Text

 

Under The Skin - Fan Fiction

แฟนฟิคชัน คู่มือนักล่า (เวอร์ชั่นซีรีส์ รับชมได้บน iQIYI)

 

Pairing: ตู้เฉิง x เสิ่นอี้

Rate: PG-13

 

I. เพื่อน

 

นักวาดภาพเหมือนแซ่เสิ่นนามอี้ผู้นั้นเป็นอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรก็ดีหรือเป็นนักสืบก็ได้เขาล้วนเป็นเอก เพราะแท้ที่จริงความเก่งกาจของเขามิใช่ได้มาจากการฝึกฝนขัดเกลาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นผลจากมันสมองอันยอดเยี่ยมเสียส่วนใหญ่

 

ทั้งหมดนั้นตู้เฉิงประจักษ์ด้วยตาเนื้อของตนเองแล้วทั้งสิ้น แม้หัวหน้าหน่วยสืบสวนสถานีย่อยผู้นี้จะมิชอบขี้หน้าเสิ่นอี้ตั้งแต่คราแรกที่พบกันในห้องสอบสวนเมื่อเจ็ดปีก่อน ทว่าในท้ายที่สุดเมื่อผ่านเรื่องราวทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายมาด้วยกัน ตู้เฉิงจึงเปิดใจยอมรับเสิ่นอี้จากหัวใจ พวกเขาไม่เพียงเป็นเพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเพื่อนที่พึ่งพาและเชื่อใจกันได้แม้เมื่อมีเหตุคับขันนอกเหนือจากหน้าที่

 

พวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากก็เท่านั้น

อาจจะมากเกินไปนิดหน่อย…

 

“ตู้เฉิง คุณก็กลับไปนอนเถอะ เดี๋ยวผมเรียกรถก็ได้”

 

เสิ่นอี้วางดินสออีอีในมือลงเมื่อเห็นว่าคู่หูสัปหงกจนหัวเกือบโขกโต๊ะไปสามรอบแล้ว หัวหน้าทีมสืบสวนสะบัดหน้าไล่ความงัวเงียจนแก้มที่กลมเป็นพิเศษของเขาเขย่าไปมา เสิ่นอี้กดยิ้มบาง วันนี้เขาอยากทำงานล่วงเวลา ตั้งใจจะสเก็ตช์ภาพคนร้ายคดีชิงทรัพย์และใช้มีดแทงเหยื่อต่อเนื่องให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้ทั้งทีมจะได้นำไปขยายผลและเร่งตามจับคนร้ายได้ก่อนที่มันจะลงมืออีก

 

“คุณไม่มีสิทธิ์บอกให้ผมไปไหนจนกว่าจะสอบใบขับขี่ผ่านนะ”

 

ได้ยินเช่นนั้นนักวาดภาพเหมือนของสถานีย่อยเป่ยเจียงพลันหุบยิ้ม ดวงตาดอกท้อที่เหมือนสะท้อนความง่วงงุนไว้ชั้นหนึ่งตลอดเวลาดูเศร้าสลดกว่าเดิมขณะเหลือบมองคู่หู ตู้เฉิงกลอกตามองไปทางอื่น เหตุเพราะแมวนั้นมักจะใช้ดวงตาออดอ้อนคน

 

“เรื่องนี้คุยจบไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ? คุณจะให้ผมสอบใบขับขี่ไปทำไมในเมื่อไม่มีรถ อีกอย่างคือผมไม่มีแพลนด้วย เงินเดือนตำรวจก็เท่านี้ ผมยังไม่พร้อมเป็นหนี้ก้อนโตหรอก”

 

เขาเอ่ยประโยคเหล่านี้อย่างเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติยิ่ง อันที่จริงน้ำเสียงแบบนี้ของเสิ่นอี้คือความเด็ดขาดที่ยากจะโต้แย้ง แต่ตู้เฉิงเคยชินเสียแล้ว เขาไม่ใช่พวกล่าถอยง่าย ๆ เมื่อเห็นแมวดื้อ หมายักษ์เช่นเขาก็คงทำได้เพียงก่อกวนไปเรื่อย ๆ นับเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง

 

“งั้นผมคงต้องไปส่งคุณทุกวันแล้วล่ะ”

 

เสิ่นอี้หัวเราะ หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาวาง เคาะปลายดินสอกับริมฝีปากบางของตนเองอย่างใช้ความคิด เขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าบทสนทนาระหว่างกันมันวนอยู่ในอ่างแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นคืนนั้นกระมัง คืนที่ไปปาร์ตี้เป็นเพื่อนพี่ตู้ชิง เขาดื่มไปหลายแก้วจนมึนงง ตู้เฉิงผู้นั้นที่ร้อยวันพันปีก็ไม่มีทางมางานสังสรรค์กับพี่สาวกลับปรากฏตัวขึ้น นั่นเป็นครั้งที่สองที่ตู้เฉิงช่วยดื่มแชมเปญในแก้วของเขาจนหมด

 

หลังจากนั้นเหตุการณ์เป็นเช่นไรก็ไม่ชัดเจนแล้ว เสิ่นอี้จำได้เพียงเลือนรางว่าตู้เฉิงขับรถไปส่งเขาที่บ้าน หิ้วร่างซวนเซของคนเมาเดินผ่านซอยมืด ๆ จนกระทั่งถึงห้อง เสิ่นอี้หลับไปทันทีและตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของอีกวัน พบว่าในห้องเรียบร้อยดี ทั้งแมวและเต่าได้กินอาหาร ส่วนตัวเขาก็เปลี่ยนใส่ชุดนอนเสียเรียบร้อย

 

ผู้ชายด้วยกันจะมีอะไรไปได้ล่ะ?

 

“รบกวนเกินไป คุณอย่าทำให้ยุ่งยากเลย คอนโดของผมอยู่ไม่ไกลเลยจริง ๆ ใช่ว่าผมไม่เคยปั่นจักรยานไปนู่นมานี่”

 

เสิ่นอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ตู้เฉิงย่อมรู้ว่าคนเขาจงใจฟื้นฝอยหาตะเข็บ นำเอาเรื่องที่หัวหน้าตู้คนนี้เคยกลั่นแกล้งเสิ่นอี้ไว้มายอกย้อน คนหน้าหนาเช่นตู้เฉิงย่อมไม่สะทกสะท้านกับเรื่องแค่นี้ เขากระแอม เอนตัวมาด้านหน้าขณะเท้าแขนกับโต๊ะทำงานที่เกือบจะกลายเป็นโต๊ะประจำอีกตัวของตู้เฉิง

 

“ถ้าขอโทษเรื่องในตอนนั้น คุณจะยอมทำตามใจผมมั้ย?”

“คุณชดเชยหมดแล้ว ผมเองก็ได้ปลดล็อคแล้ว ยังจะมีเรื่องไหนให้ค้างคาใจอีก?”

 

เสิ่นอี้บอกปัดเงื่อนไขอย่างไม่เหลือทางเลือกให้ตู้เฉิง รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ปรากฏบนริมฝีปากยิ่งส่งเสริมความน่าหมั่นไส้ให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ของนักวาดภาพเหมือนคนเก่ง ตู้เฉิงยิ้มเจ้าเล่ห์ หรือหากเป็นเพียงยิ้มธรรมดามันก็ดูมีลับลมคมในเสมอเมื่ออยู่บนหน้าเขา เสิ่นอี้แสร้งไม่สนใจแล้วลากดินสอต่อ ใบหน้าของคนร้ายปรากฏขึ้นในความคิดอย่างเลือนรางแล้วค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น

 

พับผ่าสิ เขาอยากจะทำงานให้เสร็จแล้วจริง ๆ

 

“งั้นก็สร้างหนี้ใหม่เป็นไง?”

 

ไส้ดินสอให้มือของเสิ่นอี้หักดังเป๊าะ รู้สึกจนใจอยู่บ้างเพราะคนผู้นี้ยังวอแวไม่เลิกเสียที เหมือนอะไรนะ…หมาหรือเปล่า จำพวกหมาตัวโต ๆ ที่ชวนให้เล่นปาบอลด้วย เสิ่นอี้เหล่มองคู่หูที่ยังยิ้มกวน เขาถอนหายใจเสียงหนักแล้วหยิบดินสอแท่งใหม่

 

“บอกมาเถอะ คุณต้องการอะไรกันแน่?”

“ไม่มี”

“ตู้เฉิง!”

 

หัวหน้าตู้หัวเราะเสียงร่วน เขาลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจพลางหาวหวอด สีหน้าพึงพอใจที่ทำให้เสิ่นอี้ชักสีหน้าใส่เขาได้ เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินอ้อมจากที่นั่งมายืนข้างเสิ่นอี้ มือหนึ่งค้ำอยู่บนโต๊ะวาดปรับระดับ อีกมือวางอยู่บนไหล่ของคู่หู เขาโน้มลงมองเค้าโครงของใบหน้าที่เริ่มปรากฏให้เห็นเอกลักษณ์บนหน้ากระดาษผ่านปลายดินสอของเสิ่นอี้

 

“ก็อยู่เป็นเพื่อนคุณไง เพื่อนกันก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น”

 

ขณะที่เอ่ยเช่นนั้น หัวหน้าทีมย่อยกลับเอียงใบหน้ามาทางเสิ่นอี้อย่างกะทันหัน เปลือกตาสองชั้นของนักวาดภาพเหมือนเลิกขึ้นมากกว่าปกติ นั่นแสดงให้เห็นถึงการไม่ได้ตั้งตัว เขานิ่งค้างไปชั่วขณะ ในเวลาเดียวกันกับที่สมองรันข้อมูลขึ้นมาเร็วจี๋ จำพวกทฤษฎีกายวิภาคของใบหน้าและสัดส่วนทองคำ ใบหน้านี้ของตู้เฉิงไม่ได้จัดอยู่ในหมวดของความงามตามมาตรฐานสากล ตาเล็กคิ้วคมแถมยังแก้มกลมทั้งที่อายุเกินสามสิบแล้ว

 

ทำให้นึกถึงก้อนซาลาเปาจอมนักเลงอยู่บ้าง

 

“ใช้เวลาให้เต็มที่เถอะน่า มีคนอยู่เป็นเพื่อนดีกว่าไม่มีนะ”

 

คำพูดต่อมาพร้อมด้วยเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่โยกตัวออกไปทำให้เสิ่นอี้รีบส่ายหน้าไล่ความคิดอ่านไร้สาระ เขาพยักหน้าน้อย ๆ วันนี้คงแพ้แล้วให้แก่ความดื้อดึงของคู่หู เพราะคำว่า ‘เพื่อน’ คำนี้ของเขาสะกิดหัวใจให้คันยุบยิบมาตั้งแต่เมื่อครู่ เสิ่นอี้จึงไม่โต้แย้งอีก

 

เมื่อตู้เฉิงเห็นแล้วว่าแกล้งคนเขาไปเขาก็ไม่ตอบโต้ ท้ายที่สุดจึงหันเหความสนใจไปที่สิ่งอื่น เช่นว่าแกะขนมกิน ทว่าวันทั้งวันหัวหน้าตู้ของพวกหลี่หันกรำงานหนักจนหน้าคล้ำ กินไปได้สองสามคำก็เท้าคางหลับอยู่บนโต๊ะ เสิ่นอี้เหลือบมองคู่หูจอมดื้อดึงอย่างจนใจแล้วจึงเร่งมือสเก็ตช์ภาพของคนร้ายจนแล้วเสร็จในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา

 

เวลาตีสาม สองคู่หูทีมสืบสวนคดีอาชญากรรมก้าวออกจากสถานีย่อยของสำนักสันติบาล ตู้เฉิงหาวหวอดน้ำตาเล็ด ส่วนเสิ่นอี้นั้นสภาพเหมือนแมวที่ง่วงงุน เขาแทบจะหลับไปทันทีหลังจากที่ศีรษะสัมผัสเบาะรถ หัวหน้าทีมสืบสวนเหล่มองเพื่อนร่วมงานอย่างติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย เหตุเพราะเขาต้องขับรถไปเงียบ ๆ เช่นนี้เพราะเพื่อนร่วมทางชิงหลับไปก่อนแล้ว

 

ไฟถนนหน้าที่พักของเสิ่นอี้ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ตู้เฉิงยืนกรานจะมาส่งเขา เมื่อรถยนตร์คันใหญ่จอดลงอย่างนุ่มนวล คนขับก็ไม่ได้เร่งรีบปลุกเสิ่นอี้ ยังคงจ้องมองใบหน้าขาวซีดของคนหลับอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งแพขนตายาวนั้นกระตุกถี่แล้วเปิดขึ้น นัยน์ตากลมหวานเชื่อมโดยธรรมชาติกลอกมองเขา และยังไม่ทันที่ตู้เฉิงจะได้พูดอะไร เสิ่นอี้กลับเอ่ยขึ้นก่อน

 

“นอนที่นี่ก่อนเถอะ ตาคุณแดงจะแย่ ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องรอ”

 

เสิ่นอี้บ่นพึมพำก่อนจะปีนลงจากรถอย่างแมวงัวเงีย ไม่ได้รอคำตอบหรือถามซ้ำ แต่เดินดุ่มเข้าซอยนำหน้าคนที่ยังอึ้งอยู่ไปแล้ว ตู้เฉิงไม่ได้มีเวลาตัดสินใจนานนัก เขากุลีกุจอดับเครื่องยนตร์แล้วเดินตามเจ้าบ้านไป เร่งฝีเท้าไม่กี่ก้าวก็ถึงข้างกายเสิ่นอี้

 

“เสี่ยวเสวียนไม่ชอบผมเท่าไหร่ คุณว่ามันจะคิดว่าผมมาแย่งอาณาเขตมันไหม?”

“คุณเป็นหมา เสี่ยวเสวียนไม่ชอบคุณก็ถูกแล้ว”

“ก็จริง…ไม่สิ คุณหลอกด่าผมเหรอ!?”

 

เสิ่นอี้หัวเราะเสียงเบา ไม่ตอบคำถามแต่เร่งฝีเท้าจนกระทั่งนำไปหลายก้าว ตู้เฉิงที่ไหวตัวไม่ทันกดยิ้มหน่ายใจ เร่งฝีเท้าตามไปเพื่อคิดบัญชี เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังก้องสะท้อนไปมาอยู่ในซอย

 

 

TBC.