Work Text:
ตัวข้าถือกำเนิดขึ้นบนโลก
ไม่ได้ถูกฟูมฟักจากครรภ์ มิได้กระเทาะออกจากไข่หรือก่อตัวขึ้นจากความชื้น ไม่ใช่กระทั่งสิ่งมีชีวิต เป็นกลุ่มก้อนของพลังมหาศาล เป็นตัวตนอันน่าพิศวงที่ก่อกำเนิดขึ้นจากพลังฟ้าดินทับซ้อนด้วยพลังจากตะวันและจันทรา
เช่นนั้นเหตุใดตัวข้าถึงมีความนึกคิดก็สุดจะคาดเดา
แรกเริ่มรู้ตัวข้าก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ข้าสัมผัสได้ถึงขุมพลังอีกสายที่ทรงพลังเทียบเท่าไหลเวียนหมุนวนร่วมกับข้า ไม่ทันครึ่งลมหายใจหลังจากที่รู้สึกตัว ข้ารู้ได้โดยพลันว่านั่นคือเจ้า ตัวตนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันกับข้านั่นเอง
หากเปรียบตัวข้าเป็นดั่งเพลิงกัลป์สีชาดที่เผาทำลายทุกสรรพสิ่ง เจ้าก็คือน้ำทิพย์สีครามกระจ่างใสที่จะดับทุกเปลวเพลิงให้มอดสิ้น
ข้ากับเจ้า เจ้ากับข้า แม้มิได้ห่มมังสาเดียวกัน หากแต่ตัวตนของเราหมุนวนเคียงคู่เป็นหนึ่งเดียวกันไม่แยกจาก
ข้าประสงค์ เจ้าตอบรับ
เจ้าปรารถนา ข้าดลบันดาล
ทุกอย่างหมุนวนสลับสับเปลี่ยนเช่นนี้เรื่อยไป
ทุกสิ่งที่ได้สัมผัส ทุกอย่างที่ได้เรียนรู้ ทุกสถานที่ที่ได้ไปเยือน ทุกเวลาที่มีตัวตนอยู่ ทั้งหมดนั้นข้าล้วนมีเจ้าอยู่เคียงคู่
นานเข้าด้วยผลพวงการเล่นสนุกของพวกเรา ก็มีเรื่องราวของเราสองถูกเล่าลือมากมายแว่วมาตามสายลม
เป็นทั้งเทพเจ้าและปีศาจ
เป็นทั้งภัยพิบัติและความอุดม
สรรค์สร้างทั้งความศรัทธาและความโกลาหล
ได้รับทั้งเสียงชื่นชมสรรเสริญและคำก่นด่าสาปแช่ง
หลังจากนั้นพวกมันก็เรียกขานพวกเราด้วยความกริ่งเกรงว่า ‘ไข่มุกพลังวัตร’
หากแต่วันหนึ่งเซียนเฒ่าน่าตายและลูกศิษย์กระจอกทั้งสองของมันก็ปรากฏตัว พวกมันมายุ่มย่ามรบกวนการเที่ยวเล่นของข้ากับเจ้า โอหังนัก
การรับมือลูกศิษย์ทั้งสองนั้นไม่ลำบากอะไรนัก ด้วยพลังอันท่วมท้นเพียงเซียนมนุษย์หรือเซียนปีศาจไม่กี่ตนพวกเราก็สามารถกำราบได้ง่ายดายไม่ครณามือ
ทว่าเพียงชั่วพริบตามุมมองโลกก็พลิกกลับ เตาหลอมทองเหลืองตกลงมาจากฟ้า ครอบเราทั้งคู่เอาไว้โดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อเซียนเฒ่าพลิกฝ่ามือฝาเตาก็ปิดลง ไฟสมาธิถูกจุดขึ้นเพียงอึดใจเปลือกนอกของพวกเราแตกสลาย
สัญชาติญาณของข้ากรีดร้องโดยพลัน มันร่ำร้องว่าตอนนี้เจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย
ไฟสมาธิไม่อาจทำร้ายข้าได้ด้วยเหตุผลใดข้าเองก็ไม่รู้และไม่คิดที่จะหาคำตอบ เนื่องด้วยตอนนี้ไฟที่ไม่แม้แต่จะทำให้ข้ารู้สึกอุ่นกลับเผาผลาญเจ้าราวจะทำลายเจ้าให้มอดสิ้น
ข้าพยายามแผ่ขยายตัวออกเพื่อโอบกอดคุ้มครองเจ้าจากไฟทั้งสี่ทิศ ทว่าเพลิงน่ารังเกียจนั่นราวกับทะลุผ่านข้าตรงเข้าไปทำร้ายเจ้าเป็นแม่นมั่น
เป้าหมายของไฟอัปรีย์นั่นคือการหลอมพวกเราเป็นสิ่งใหม่ หากแต่เพลิงนั่นร้อนแรงเกินไปสำหรับเจ้า หากใช้เวลานานเกินไปเจ้าอาจดับสูญหายไป
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้นข้าคิดวิธีช่วยเหลือเจ้าขึ้นมาได้ ข้าต้องทำมันที่นี่เดี๋ยวนี้ ถึงแม้ว่าตลอดมาสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าคิดจะทำก็ตาม
ข้าปล่อยเจ้า
ทันทีที่ข้าตัดตัวเองแยกออกจากเจ้า ข้าสัมผัสได้ถึงความตกตะลึงและเศร้าโศกจากเจ้า ข้าเองก็โศกเศร้าไม่ต่างกัน มันวูบโหวงและร้าวรานราวกับโดนแหวกควักดวงใจ แต่อย่างไรเสียมันย่อมดีงามกว่าการปล่อยเจ้าดับสลายไปโดยที่ข้าไม่แม้แต่จะทำอะไรได้อย่างแน่นอน
ข้ารู้ดีว่าข้าสามารถอยู่ไปได้อีกยาวนานมากพอได้เห็นจุดสิ้นสุดของโลกแต่มันไม่มีความหมายอันใดหากไม่มีเจ้า เพื่อไม่ให้อายุขัยที่ยืนนานต้องกลายเป็นความทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์.
นิรันด์ของข้า จำเป็นต้องมีเจ้า
ตัวข้าและเจ้าต่างโดนหลอมจนกลายสภาพเป็นเม็ดกลมสองเม็ดสีสดใสแยกจากกัน เป็นครั้งแรกที่ข้าสามารถพินิจเจ้าได้ตลอดตัว สีครามแวววาวกระจ่างใสของเจ้าทำให้ข้าเบาใจที่เจ้าไม่เป็นอันตรายใด
ถึงตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่เคียงคู่แล้วทว่าอย่างน้อยที่สุดก็ได้อยู่เคียงข้างกัน
