Chapter Text

มิเกลพูดได้เต็มปากว่าลูกสาวของเขากาเกรียลล่าเป็นเด็กดีแค่ไหน
ไม่ใช่ในทำนองลูกฉันเป็นคนดีแบบที่พ่อแม่มักเข้าข้างลูกของตนเองเสมอไม่ว่าจะทำผิดมามากแค่ไหนหรือเพราะเธอทำตามที่เขาสั่งทุกคำโดยไม่โต้แย้ง ไม่ แบบนั้นไม่ใช่เด็กดี แบบนั้นมันหุ่นยนต์ที่ถูกพ่อแม่ป้อนโปรแกรมให้เป็นในสิ่งที่พ่อแม่เคยพลาดหวังมาต่างหาก
กาเบรียลล่าของเขาเป็นเด็กน้อยผู้อ่อนโยนและฉลาดเฉลียว เรื่องหนักใจที่สุดที่มิเกลเคยต้องเผชิญในฐานะพ่อหม้ายที่เลี้ยงดูลูกสาวมาลำพังตลอดแปดปีคือการที่กาเบรียลล่าฟันพุแล้วร้องไห้ไม่ยอมไปหาหมอฟันเท่านั้น นอกเหนือไปจากนั้นแล้วกาเบรียลล่าไม่เคยสร้างปัญหาให้แต่อย่างใด
จนกระทั่งวันนี้….
“เราเก็บไว้ได้มั้ยคะ”
“แก๊บบี้…”
“นะคะ”
“นะคะ”
เสียงแรกคือเสียงออดอ้อนจากลูกสาวของเขา ในขณะที่เสียงที่สองคือลูกสาวของใครก็ไม่รู้ เพราะข้างกาเบรียลล่าคือเด็กหญิงวัยไม่เกินสามขวบที่มิเกลไม่เคยเห็นมาก่อน
แม่หนูน้อยมีเส้นผมสีแดงหยักขอดที่ดูราวกับขนแผงคอของสิงโต ดวงตาเป็นสีฟ้าสดใสฉายแววร่าเริงซ้ำยังไม่กลัวคนแปลกหน้าแม้แต่น้อย กระสีน้ำตาลแดงกระจายตัวอยู่ทั่วโหนกแก้มและสันจมุก เธอจูงมือกับกาเบรียลล่าอย่างสนิทสนม หัวเราะคิกคักและพูดตามลูกสาวของเขาไปเสียทุกคำ
มันเป็นวันอาทิตย์ที่อากาศดี มิเกลจึงตัดสินใจปิดร้านครึ่งวันและพากาเบรียลล่ามาเดินเล่นในสวนสาธารณะ เขาปล่อยเธอไว้บนม้านั่งเพื่อไปซื้อน้ำให้ พอกลับมาอีกทีกาเบรียลล่าก็ไปลักพาตัวเด็กที่ไหนไม่รู้มาเล่นด้วยเสียแล้ว
“ลูกคนไม่ใช่ลูกหมาแมวนะ Mija* เราเก็บเธอไว้ไม่ได้ ป่านนี้พ่อแม่เธอคงกำลังตามหาแย่แล้ว”
[Mija - ภาษาสเปน คำที่ใช้เรียกลูกสาว]
มิเกลเกลี่ยกล่อม เอาเหตุผลเข้าสู้ก่อนจะย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่กว่าคนทั่วไปต่อให้ค่อมตัวจนปวดหลัง ระดับสายตาของเขาก็ยังสูงเกินเด็กหญิงผมแดงไปหลายคืบอยู่ดี
“หนูน้อย เธอชื่ออะไร แล้วพ่อแม่อยู่ไหน”
“หนูชื่อเมย์เดย์” เด็กหญิงตอบเสียงเบาขณะหลบไปอยู่หลังกาเบรียลล่า “หนูมากับแด๊ดดี้ มะหม้าไปทำงานมาด้วยม่ายด้าย”
“แล้วแด๊ดดี้ของหนูอยู่ที่ไหน”
“ใต้ต้นไม้” เมย์เดย์ตอบ ยังคงเกาะขากาเบรียลล่าไว้แน่น “แด๊ดดี้หลับอยู่ หนูเลยไม่อยากกวน”
ปกติแล้วมิเกลไม่ใช่พวกที่ชอบตัดสินคนล่วงหน้า แต่สิ่งที่ได้ยินทำให้เขาไม่สบายใจเอาเสียเลย ปล่อยให้เด็กเล็กขนาดนี้คลาดสายตาไม่พอยังมางีบหลับในสวนสาธารณะอีก
หมอนี่ต้องเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องมากแน่ๆ
มิเกลบีบนวดสันจมูกก่อนจะหันไปทางกาเบรียลล่า
“ลูกไปเจอเมย์เดย์ที่ไหนเหรอแก๊บบี้”
“ตรงนั้น” กาเบรียลล่าชี้ไปทางหย่อมของดอกเดซี่ที่ขึ้นอยู่ริมทะเลสาบ “หนูเห็นน้องอยู่คนเดียวเลยเข้าไปเล่นด้วย”
“ทำได้ดีมาก” มิเกลชม ลูบศีรษะลูกสาวไปด้วย ซึ่งเขาหมายความตามนั้นจริงๆ ใครจะรู้ว่าอาจเกิดอะไรขึ้นได้บ้างถ้ากาเบรียลล่าไม่ไปเจอเข้า เมย์เดย์อาจจะพลัดตกน้ำไปแล้วก็เป็นได้ “ทีนี้ก็ไปตามหาพ่อเมย์เดย์กัน”
แล้วค่อยคิดต่อว่าจะแจ้งสังคมสงเคราะห์ให้มาจัดการเจ้าคนโหลยโท่ยนี่ดีหรือไม่
แต่พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวเมย์เดย์ก็เริ่มออกอาการงอแง
“อุ้มๆ” เด็กหญิงว่าพลางชูแขนขึ้นสูง คงจะเริ่มเหนื่อยแล้ว
กาเบรียลล่าอุ้มไม่ขึ้น แน่แหละกำลังแขนของเด็กแปดขวบไม่มีทางสู้น้ำหนักเด็กสามขวบไหว เธอกำลังจะเซล้ม มิเกลจึงก้าวเข้าไปด้านหลัง ใช้แขนเพียงข้างเดียวก็สามารถช้อนอุ้มเด็กหญิงสองคนขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
“Gracious papi” กาเบรียลล่าเอ่ยเป็นภาษาสเปนในขณะที่เมย์เดย์นิ่งเงียบ
แย่ละสิ มิเกลลืมไปเลยว่าเด็กเล็กๆ ค่อนข้างกลัวเขาแค่ไหน บางคนถึงกับร้องไห้จ้าด้วยซ้ำตอนที่เขาเข้าใกล้ ซึ่งเขาไม่ว่าเด็กพวกนั้นหรอก แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนยังกลัวเขาด้วยซ้ำไป แต่นี่เขาถึงกับอุ้มเธอขึ้นมากะทันหันคงจะทำให้หวาดกลัว…
“ฉูงจัง!”
….ไม่น้อย
“ฉูงอีก ฉูงอีก”
แล้วแม่หนูน้อยผมแดงที่ควรจะสั่นกึกต่อชายร่างยักษ์อย่างเขาก็ปีนขึ้นไปขี่คอเขาเสียเองด้วยรอยยิ้มกว้าง
ไม่รู้เหมือนกันว่ามิเกลกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กาเบรียลล่าถึงได้หัวเราะลั่นขนาดนั้น แต่ก็คงดีแล้วละมั้ง
“พ่อหนูแต่งตัวยังไงจำได้มั้ยเมย์เดย์” มิเกลถามขณะปล่อยเกเบรียลล่าลงเดินโดยยังจูงมือกันไว้อยู่ เด็กตัวแค่นี้ยังเดินได้ไม่ไกลมาก แปลว่าเจ้าพ่อไม่ได้เรื่องคนนั้นต้องอยู่แถวนี้แน่ๆ
“สีชมพู!” เมย์เดย์ตอบพลางหัวเราะคิกคัก “วันนี้แด๊ดดี้เป็นสีชมพูไปทั้งตัวเลย”
แปลว่าสวมเสื้อกับกางเกงสีชมพูเหรอ? หรือว่าถือกระเป๋าสีชมพูมากัน?
มิเกลเลิกคิ้ว รู้ดีว่าวิธีมองโลกของเด็กต่างจากผู้ใหญ่ขนาดไหนเขาเลยไม่กล้าด่วนสรุป เอาเป็นว่าเดินวนรอบๆ ดูก่อนแล้วกัน เมย์เดย์เป็นเด็กที่ดูโดดเด่นไม่น้อย ซ้ำยังขี่คอเขาอยู่แบบนี้ไม่มีทางที่จะไม่สังเกตเห็น ถ้าพ่อของเด็กหญิงยังพอมีความรับผิดชอบเหลืออยู่บ้างป่านนี้น่าจะรู้ตัวแล้วว่าลูกหายพร้อมกับโหวกเหวกตามหาได้แล้ว
มิเกลคิดยังไม่ทันจะจบปะโยคดีด้วยซ้ำก็ได้ยินเสียงร้องลั่นมาจากด้านหลัง
“เมย์เดย์!!!!!”
“แด๊ดดี้!”
มิเกลกะพริบตา แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นเมื่อก้อนสีชมพูกำลังวิ่งกระหืดกระหอบมาทางเขาจริงๆ เสียด้วย
พ่อของเมย์เดย์เป็นชายวัยสักสามสิบกลางไม่ก็ปลาย สันจมูกคดเล็กน้อยแบบที่สามารถบอกได้ทันทีว่าเขาน่าจะเคยทำจมูกหักมามากกว่าหนึ่งครั้ง ผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งตื่นนอน ที่จริงแล้วทั้งเนื้อทั้งตัวเขาตะโกนว่าฉันเพิ่งตื่นนอนและคว้าตัวลูกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะด้วยกันแบบงงๆ ด้วยซ้ำ แนวกรามเขียวครึ้มด้วยตอหนวดที่ไม่ได้โกน เสื้อยืดกางเกงวอร์มยับย่นทับด้วยชุดคลุมอาบน้ำสีชมพูสดใส และนั่น รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านไม่ใช่เหรอ?
หมอนี่ดูไม่ได้เรื่องยิ่งกว่าที่มิเกลจินตนาการไว้เสียอีก
และเพราะเมย์เดย์เรียกอีกฝ่ายว่าพ่อซ้ำยังป็นสีชมพูไปทั้งตัวจริงๆ มิเกลจึงอุ้มเด็กหญิงผมแดงส่งให้อย่างง่ายดาย
“หนูหายไปไหนมาพ่อเป็นห่วงแทบแย่!? ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ!”
พ่อของเมย์เดย์ดุทั้งน้ำตานองหน้า พลิกตัวเด็กหญิงไปมาเพื่อสำรวจเป็นการใหญ่
ท่าทางที่เห็นดูขวัญเสียซะจนมิเกลใจอ่อนไปหลายส่วนก่อนจะกลายเป็นยวบยาบไปเลยเมื่อเมย์เดย์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบดอกเดซี่ที่ทั้งคอหักและกลีบช้ำออกมา
“หนูไปเก็บมาให้แด๊ดดี้ แด๊ดดี้ไม่ร้องแล้วน๊า”
พอแม่หนูน้อยทำแบบนั้นแล้วใครจะกล้าดุต่อได้ลง
แม้แต่มิเกลเองก็ไม่กล้าดุพ่อของเมย์เดย์ต่อในใจเช่นกัน เพราะถ้าอีกฝ่ายเป็นพ่อที่ละเลยลูกจริงๆ เมย์เดย์คงไม่พยายามเก็บดอกไม้มาให้เช่นนี้หรอก ถึงจะยังมีความผิดโทษฐานที่เผลอหลับไปทั้งที่กำลังเลี้ยงเด็กก็เถอะ แต่มิเกลเป็นคนนอก ถ้าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอย่างทารุณกรรมหรือจงใจละเลยจริงๆ แต่เป็นแค่ความพลั้งเผลอเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
มิเกลกำลังจะดันหลังกาเบรียลล่าเพื่อถอยฉากหลบไปเงียบๆ ตอนที่มือเล็กป้อมชี้มาทางนี้
“หนูเจอเพื่อนใหม่ด้วย แก๊บบี้กับคุณลุงตัวฉูง”
“หวัดดีค่ะ” กาเบรียลล่าโบกมือทักทาย ส่วนมิเกลเพียงกดคางพยักหน้าให้เล็กน้อยตามมารยาทเท่านั้น
พ่อของเมย์เดย์ใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ อุ้มเด็กหญิงขึ้นแนบอกและเดินมาทางพวกเขา
“ขอบคุณมากเลยนะที่พาเมย์เดย์มาส่ง ผมกังวลแทบแย่ตอนที่ไม่เห็นเธอ” เขายื่นมือออกมา ทำท่าจะเอ่ยแนะนำตัวทว่าถูกมิเกลขัดเสียก่อน
“ลูกผมเจอเธอนั่งอยู่ริมทะเลสาบ คุณควรจะให้ระวังมากกว่านี้ กับเด็กวัยนี้คลาดสายตาแค่นิดเดียว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”
ไม่คิดรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย มิเกลหันหลัง จูงมือพากาเบรียลล่ากลับทันที
มิเกลไม่ใช่คนชอบสังสรรค์หรือโปรดปรานการเข้าสังคมแต่อย่างใด โลกของเขาเล็กแคบ ประกอบด้วยแค่น้องชาย ลูกสาว ร้านของเขาและคนรู้จักที่แทบจะนับได้ด้วยมือข้างเดียวเท่านั้น ซึ่งเขาไม่คิดจะขยายขอบเขตของมันออกไปแต่อย่างใด และกับพ่อที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวเช่นนี้ยิ่งไม่อยากเข้าไปใหญ่
และยังไงก็คงไม่มีทางได้เจอกันอีกแน่ๆ ถึงรู้ชื่อกันไปก็ไม่มีความหมายอยู่ดี
#######
