Chapter Text
พระองค์เทพอามุน โปรดรับฟังคำวิงวอนของข้า ให้ข้าและเขาอยู่ใต้ผืนฟ้าเดียวกัน
“เฮ้! อเล็กซิส เหม่อมองอะไรของนาย”
ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากภวังค์ มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดระแวง
“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกหูแว่วนิดหน่อย”
“โฮ่ ปากบอกไม่อยากมาแต่นายทำตัวเหมือนพวกเนิร์ดอียิปต์ยิ่งกว่าฉันซะอีก” lorenzo ยกแขนกอดคอเพื่อนตัวเองตบไหล่พลางหัวเราะเล็กน้อย “ว่าแต่ได้ยินอะไรล่ะ เสียงคำสาปแช่งของฟาโรห์รึไง”
“ช่างฉันเหอะ รีบไปต่อได้แล้วหยุดพาหลงสักที”
“ฉันเจอวีธีแก้ปัญหาแล้วเพื่อน” ว่าจบชายผมดำผายมือไปยังเด็กที่อยู่ด้านหลัง “อย่าดูถูกเชียว เด็กแถบนี้น่ะเป็นเจ้าถิ่นทั้งนั้น ยอมจ่ายหนักสักหน่อยแทบเข้าได้ทุกที่”
อเล็กซิสหรี่ตามองเพื่อนสนิทอย่างรู้ทัน “พูดแบบนี้หมายความว่าไง นายจะปล้นสุสานเหรอ”
“ไม่ใช่สักหน่อย แค่อยากเห็นใกล้ ๆ เท่านั้นเอง ขโมยของมันไม่ดีนะ”
“แล้วเข้าพื้นที่หวงห้ามมันดีรึไง ไอ้บ้านี่! อย่าพาฉันลงหลุมไปด้วยนะเว้ย”
“โอเค ๆ ฉันล้อเล่น ใครจะโง่ให้โดนจับล่ะ ฉันแค่จ้างให้เจ้าเด็กนี่เป็นไกด์ตลอดทริปของเราเท่านั้นเอง”
“ให้มันจริงเถอะ”
เสียงของผู้คนหลั่งไหลทั่วพิพิธภัณฑ์ อเล็กซิสมองบรรยากาศรอบตัวอย่างเบื่อหน่าย จริงอยู่ที่เขาเรียนศิลปกรรมศาสตร์ แต่รู้เพียงแค่ว่าสมัยนั้นเกิดศิลปะแบบไหนขึ้นบ้าง ไม่ได้รู้ลึกยันฟาโรห์แต่ละองค์ คนที่ดังมากจนจำได้มีแต่รามเสสที่ 2 ละมั้ง ที่เหลือเขาจำไม่เห็นได้
“ไอแผ่นหินปลอม ๆ นั่นมันน่าสนใจตรงไหน”
“สนุกออก นักประวัติศาสตร์เถียงกันยับเลยนะว่ามันถูกปลอมแปลงขึ้นมา”
“ปกติมันมีวิธีตรวจสอบไม่ใช่เหรอ”
“ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะตรวจอีกกี่ครั้งผลออกมาว่ามันอายุ 3000 กว่าปี”
“ไม่มีทาง ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่เกิดด้วยซ้ำ”
“นายพูดวนเหมือนพวกนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังไงซะแผ่นหินก็ดึงนักท่องเที่ยวได้เยอะ ถ้าฉันเป็นคนดูแลพิพิธภัณฑ์ก็คงเอามาจัดแสดงหาเงินแบบนี้”
พวกเขาสองคนคุยกันขณะเบียดฝูงชนเข้ามาตรงหน้าแผ่นหิน มันวางอยู่มีกระจกครอบทับกั้นด้วยที่กั้นตามปกติ อเล็กซิสหรี่ตามองมุมขวาล่าง เหมือนจะมีอีกข้อความหนึ่งแต่มันเล็กมาก แถมร่องรอยจางกว่าข้อความด้านบนอีก หากไม่เพ่งดี ๆ คงไม่สังเกตเห็น
“นายดูสิตรงมุมขวาล่าง นั่นมันภาษาเยอรมันไม่ใช่เหรอ”
“เออว่ะ ปาหี่อะไรวะเนี่ยนอกจากอังกฤษแล้วยังมีเยอรมันมาอีก ฉันว่ามันเป็นของปลอมแหงเลย”
“เล็ดลอดให้ออกมาจัดแสดงได้ยังไง ขนาดพวกเรายังไม่อยากเชื่อ”
“นายไม่ได้ยินที่พวกนักประวัติศาสตร์ทะเลาะกันสินะ ดีที่เจ้าหนูไกด์ชั่วคราวฟังครบทุกคำ แปลให้ฉันเรียบร้อยด้วย”
อเล็กซิสมองเด็กหนุ่มข้าง ๆ lorenzo พยักหน้ารับคำชม เหมือนจะแบมือขอทิปเพิ่มกลาย ๆ ด้วย เขารีบเบนสายตาออกทันที
“เล่ามา”
“จริง ๆ พวกเขาต่างไม่คิดจะเอามาโชว์อยู่แล้วแต่มีคนนึงขอไว้น่ะสิ เห็นว่าคนนั้นเก่งมากเป็นที่ยอมรับของนักอียิปต์วิทยาและนักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ ฟังจบช็อคกันหมดที่คนนี้ดันเป็นคนขอให้จัดแสดงเอง ในเมื่อเขาเก่งขนาดนั้นทำไมถึงมองไม่ออกว่าเป็นของปลอม” ดอนไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“เถียงกันประมาณนี้ล่ะ เพราะเสียงดังจนนักท่องเที่ยวคนอื่นเริ่มมองเลยหลบเข้าไปคุยในห้องสำหรับเจ้าหน้าที่ เจ้าหนูตามฟังต่อไม่ได้”
แค่คนเดียวกลับมีอำนาจถึงขนาดเลือกวัตถุโบราณขึ้นจัดแสดงได้เลย? หรือจะเป็นเด็กเส้นมีคนคอยหนุนหลังกัน การเอาหลักฐานที่มีข้อกังขาขนาดนี้ออกสู่สายตาชาวโลกเหมือนจะดีในแง่การดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา แต่ในแง่การทำงานมันทำให้ความน่าเชื่อถือหดหาย ไม่แปลกที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีจะต่อต้าน
เขามองแผ่นป้ายอธิบายเกี่ยวกับแผ่นหินนี้ เดิมทีเคยขุดเจอในสุสานของฟาโรห์รามเสสที่ 4 แต่ของบางส่วนถูกขโมยขายทอดตลาดไป เพิ่งหาเจอและยึดคืนมาได้ นิทรรศการครั้งนี้จึงนำขึ้นมาจัดแสดงแยกต่างหาก แสดงว่าข้อความที่สลักอยู่รามเสสที่ 4 เป็นผู้เขียนงั้นเหรอ
“นายว่าใครเป็นคนสลักไว้ ตอนเดินผ่านฉันอ่านประวัติของรามเสสที่ 4 มาดูไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับข้อความในแผ่นหินนี่ตรงไหน”
ประโยคหลักสามประโยคนั้นใช้สรรพนามแทนอีกคนว่า him ไม่ใช่ her รามเสสที่ 4 มีราชินีเป็นผู้หญิง หรือว่าอาจจะหมายถึงชู้รักที่เป็นชาย?
“จะไปรู้เหรอ โซนจัดแสดงนั้นฉันสนใจแค่เจ้าชายเพนทาเวอร์เท่านั้นแหละ รู้แค่ว่ารามเสสที่ 4 เป็นคนฆ่าเฉย ๆ ”
“ใครอีก ทำไมชื่อไม่เหมือนคนอียิปต์”
“ชื่อจริงน่าจะเรียกว่า เพนทาเร แต่คนมักเขียนเป็นเพนทาเวอร์ ตอนเห็นชื่อฉันนึกว่าเขามีเชื้อสายกรีกหรือโรมันซะอีก”
“อืม…ฉันไม่ได้อ่านเรื่องของคนนี้” ปกติ lorenzo ไม่สนใครที่ดูเป็นตัวประกอบหรือพวกนิรนามนี่นา
“ประวัติเขาตายอนาถเห็นแล้วเวทนา ถูกลงโทษข้อหาลอบปลงพระชนม์รามเสสที่ 3 สภาพมัมมี่ยังอ้าปากค้างอยู่เลย ฉันว่าตอนตายต้องเจ็บปวดสุดๆ แน่” พูดไปก็ขนลุก เขายกมือสองข้างถูแขนเชิงปลอบตัวเอง
ที่ว่ารามเสสที่ 4 จัดการลงโทษพวกที่ขัดขวางการสืบราชบัลลังก์คือเจ้าชายคนนี้นี่เอง ข้อความในแผ่นหินตรงมุมขวาดูแล้วเดิมทีมีชื่อผู้สลักอยู่ น่าเสียดายที่มันเลือนหายไป จางตามกาลเวลาและการเปลี่ยนเจ้าของหลายคน
“ช่างเถอะ คิดไปไม่ได้อะไรขึ้นมา ปวดหัวเปล่า ๆ กลับโรงแรมเก็บแรงไว้เที่ยววันอื่นดีกว่า”
“…”
ก็จริงเขาจะคิดมากทำไม ดันเผลอจริงจังซะได้ อเล็กซิสมาเป็นเพื่อนดอนเท่านั้น แต่การมาคราวนี้อย่างน้อยถือว่าได้แรงบันดาลใจกลับไปทำโปรเจคจบตัวเอง อืม…บางทีวาดเกี่ยวกับอียิปต์ก็ดูใช้ได้
พวกเขานอนห้องเดียวกันเพื่อประหยัดค่าที่พัก lorenzo อาบน้ำเสร็จพอหัวถึงหมอนก็หลับลึกไปเสียแล้ว ส่วนเขานั่งวาดงานลูกค้าอยู่ตรงโซฟา ดีที่เงินจากดอนพอประทังชีวิตจนถึงสิ้นเดือน ช่วงนี้ไม่มีใครจ้างให้เขาวาดรูปเท่าไร เกือบถูกไล่ออกจากหอพักเพราะไม่มีเงินจ่ายด้วยซ้ำ
อาเซเนธ…
อเล็กซิสชะงัก เงยหน้าขึ้นมองรอบ ๆ
อาเซเนธ
ให้ตายเถอะ—หรือจะหูแว่วอีกแล้ว พอในห้องพักเงียบยิ่งได้ยินเสียงชัดกว่าเดิม เขาละมือจากงานเดินสำรวจห้องตัวเอง แม้จะยกหมอนหรือยกอะไรขึ้นดูก็ไม่เห็นที่มาของเสียง ถ้าไม่ใช่ลำโพงขนาดเล็กแล้วเสียงมาจากไหน? บอกก่อนว่าเขาไม่ใช่คนกลัวผี แต่สิ่งที่ได้ยินมันแปลกจริง ๆ
อาเซเนธ
คราวนี้เสียงดังขึ้นใกล้ตัว เหมือนมีใครกระซิบข้างหูเขา อเล็กซิสตกใจยกมือปิดหูทันที ในห้องนี้ไม่มีบุคคลที่สามด้วยซ้ำ เสียงมาจากไหนกันแน่
รออยู่นานก็ไม่มีเสียงดังรอบที่สี่ หยุดแล้ว จะว่าไปสิ่งที่ได้ยินเหมือนไม่ใช่ภาษาอังกฤษหรือเยอรมัน ตอนแรกนึกว่าเรียกชื่อเขาแต่ไม่ใช่ แค่ออกเสียงคล้ายกันเท่านั้น หรือเคยมีคนตายในห้องนี้?
“…”
เอ่อ งานไว้วาดวันอื่นแล้วกัน คืนนี้นอนก่อนดีกว่า เขาเก็บข้าวของจัดให้เข้าที่จากนั้นรีบกระโดดคลุมโปงลงบนเตียง พยามยามข่มตาหลับสุดชีวิต
ทันใดนั้นเกิดแสงสว่างลอดเข้ามาแม้แต่เขาที่หลับตาอยู่ก็รับรู้ได้ อเล็กซิสลืมตามองพบว่าแสงมันเกิดรอบตัวเขา
“อะไรเนี่ย!”
เขาลุกขึ้นปัดผ้าห่มออกจากตัว เพิ่งสังเกตว่าข้างๆ ไม่ใช่ดอนที่นอนอยู่บนเตียง มันขาวโพลนไปหมด
“lorenzo! เฮ้! ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย—เหวอ!”
พูดไม่ทันจบประโยคเตียงที่นั่งอยู่หายวับไป ตัวอเล็กซิสกระตุกราวกับตกลงจากที่สูง เขาลอยคว้างพร้อมกับผ้าห่มสุดท้ายตกกระทบบนผิวน้ำ
“ฮะ!…อุ๊บ” น้ำ?! ได้ไง น้ำมาจากไหน กำแพง? แสดงว่าไม่ใช่ทะเล ด้านบนเห็นแสงแดดลอดผ่านรำไรและมีดอกบัวลอยเต็มไปหมด จะหายใจไม่ออกแล้ว—ต้องรีบขึ้นไป คิดดังนั้นก็แหวกว่ายทันที
ไอสระบ้านี่ ลึกขนาดไหนวะว่ายไปไม่ถึงฝั่งซะที
“แค่ก” พอเริ่มหมดลมจึงเผลอสำลักน้ำเข้าปาก แม่งเอ้ย…จะตายอยู่ที่นี่ไม่ได้นะ
เฮือกสุดท้าย เขาดันตัวเองขึ้นมาจนได้ อเล็กซิสไอโขลกหอบหายใจหนักหน่วง รอจนสติกลับเข้าที่ถึงค่อยสังเกตรอบด้าน ที่ที่เขานั่งอยู่มีดอกบัวกระจายประปรายไม่เว้นแม้แต่ข้างมือที่ค้ำกับพื้น
ทำไมดอกบัวพวกนี้ถึงอยู่บนบก เดี๋ยว พื้นหิน? เมื่อเงยหน้าขึ้นเขาสบตากับใครบางคนที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อย
ตาคู่ฟ้า เรือนผมสว่างส่องประกายกระทบกับแสงอาทิตย์ ช่วงบนเปลือยอกพาดผ้าคลุมหลังยาวจรดพื้นพร้อมใส่เครื่องหัว ช่วงล่างสวมกางเกงผ้าสีขาวโปร่งและมีเข็มขัดคาดเอวตกแต่งด้วยลูกปัดและอัญมณี
ฮะ? เขาหลุดมาในกองถ่ายหนังเหรอ
ไม่สิ เห็น ๆ อยู่ว่าเขานอนอยู่บนเตียงที่โรงแรมด้วยซ้ำจะโผล่มาที่นี่ได้ยังไง อีกอย่างวิธีเคลื่อนย้ายทำเขาเกือบตาย ดีแค่ไหนที่เขาว่ายน้ำเป็นไม่งั้นสระบัวบ่อนี้จะมีอีกหนึ่งศพ
คราวนี้อเล็กซิสปรายตามองรอบตัว บริเวณนี้มีแต่คนแต่งตัวแปลก ๆ แถมมองเขาด้วยสายตาตื่นตะลึง ไม่มีกล้องหรือไมค์ลอย แสดงว่าอาจจะถ่ายรายกายการแบบซ่อนกล้องงั้นเหรอ
“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะนะครับ ว่าแต่ที่นี่ที่ไหน ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงโผล่มาได้น่ะ” เขาลุกขึ้นยืนพลางสะบัดน้ำออกจากมือและเสื้อผ้า เดินเข้าไปหากลุ่มคนตรงหน้า
ทว่าการกระทำนี้กลับสร้างความแตกตื่น ผู้คนต่างรีบคุกเข่าก้มหัวชิดพื้นพลางพูดภาษาที่เขาไม่เข้าใจ
“เอ่อ มีใครพูดภาษาอังกฤษได้บ้างไหมครับ ผมไม่เข้าใจว่าพวกคุณพูดอะไรน่ะ” แล้วจะก้มหัวทำไม…หรือมาเจอพวกลัทธิประหลาด ๆ เข้า เดี๋ยวนี้หาคนเข้าลัทธิด้วยวิธีสร้างความแตกต่างงั้นเหรอ อเล็กซิสยืนนิ่งมองซ้ายมองขวาทำตัวไม่ถูก หันมองคนสองคนที่ไม่ได้คุกเข่าลง พวกเขากระซิบอะไรสักอย่างพลางเหลือบมองเขา
สองคนนี้น่าจะคุยได้อยู่มั้ง จากนั้นเดินดุ่ม ๆ เข้าไปใกล้ทันที
“คุณรู้ไหมครับว่าที่นี่ที่ไหน ผมหาทางออกอยู่น่ะ แล้วก็…มีโทรศัพท์ให้ผมยืมไหมครับพอดีจะติดต่อกับเพื่อน”
แม้แต่พวกเขาก็แสดงท่าทีตกใจ แต่เก็บอาการมากกว่าพวกที่คุกเข่าหัวชิดพื้น คนผมบลอนด์เอ่ยตอบเขา
“xxxxxxxxxxxxxxx”
“?”
โอเค ไม่มีใครพูดอังกฤษได้ เขาตายแน่
คนตรงหน้าเหมือนจะสังเกตว่าเขาไม่เข้าใจจึงหยุดพูด ผายมือไปด้านหลังกวักมือเล็กน้อยเชิงให้เดินตามตัวเองไป อเล็กซิสเดินตามอย่างงุนงง ไม่ไล่ออกแถมยังดูต้อนรับอีก ตกลงเขามาเจออะไรวะเนี่ย
สองมือกอบกุมแก้วทองคำ ใช่…เขาว่ามันเป็นทองคำแน่นอน น้ำหนักและสีแบบนี้ไม่ใช่ทองเหลือง ใครกันที่รวยถึงขนาดใช้ทองเป็นภาชนะได้ ตอนนี้อเล็กซิสนั่งอยู่บนโซฟา ด้วยกำแพงภาษาทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจ เหมือนคนผมทองตาฟ้าจะให้เขารอตรงนี้ เห็นว่าหลบไปคุยกับคนเดิมที่กระซิบกระซาบกัน
ตลอดทางเขามองทุกอย่างจดไว้ในใจ แปลก ที่ที่เขาอยู่น่าจะเป็นวังในประเทศอียิปต์ มันหรูหราโอ่อ่า ไหนจะเครื่องเรือนภายในห้อง มันเป็นไม้ปิดทองทั้งหมดด้วยซ้ำ ถ้าเป็นฉากที่สร้างขึ้นเพื่อการแสดงถือว่าลงทุนสุด ๆ
แต่มันจะใช่จริงเหรอ จนถึงเวลานี้หากเป็นกองถ่ายจริง ๆ ต้องมีทีมงานบ้างสิสตาฟไม่ได้แต่งตัวซะหน่อย ทว่าอเล็กซิสยังไม่เห็นใครใส่เสื้อยืดกางเกงธรรมดาสักคน มีแต่คนแต่งตัวย้อนยุค
ฮ่า ๆ ไม่ใช่ว่าเขาย้อนอดีตมาหรอกเหรอ
ไม่มั้ง เอาจริงดิ
เพราะเป็นตอนเข้านอนเขาจึงสวมเสื้อยืดกางเกงวอร์มแถมไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่าง หากอยากพิสูจน์ว่าอดีตจริงไหมแค่หยิบโทรศัพท์ให้คนที่นี่ดูก็น่าจะรู้ แต่ดัน…เฮ้อ… ทีหลังเขาจะเอาโทรศัพท์ติดตัวแม้ตอนนอน
ครุ่นคิดอยู่นานจนเห็นเท้าคู่หนึ่งปรากฏตรงหน้า อเล็กซิสผงกหัวขึ้น คนผมทองอีกแล้ว สีผมสีตาและสีผิว ดูยังไงก็เป็นชาวยุโรปชัด ๆ ต่อให้พูดอังกฤษไม่ได้คงปฏิเสธประมาณว่า French please, Sapianish please, German only แต่นี่แม้แต่คำพื้นฐานสื่อสารง่าย ๆ ยังไม่ได้ยินสักแอะ
“xxxxxxxxxxxxx”
พูดไม่ทันขาดคำ
อเล็กซิสยิ้มตอบบางเบา ไม่พูดอะไรออกไป จากสองสามชั่วโมงที่ผ่านทำให้รู้ว่าคุยไปก็ไม่รู้เรื่องสู้อยู่เงียบๆ ดีกว่า
ข้างหลังผู้นั้นมีผู้หญิงสี่คนก้มหัวอย่างนอบน้อม คนผมทองพูดอีกสองสามประโยคแล้วเดินจากไป ทิ้งเขานั่งงุนงงกับสี่ชีวิตใหม่ที่เหลือ
ห๊ะ หมายความว่าไง
พอเห็นเขายังคงนั่งนิ่งผู้หญิงคนหนึ่งจึงเอ่ยปากก่อน พวกเธอผายมือไปทางเดียวกัน คล้ายสื่อว่าจะพาไปที่ไหนสักที่ เขาพยักหน้ารับ เธอเป็นคนเดินนำส่วนเขาเดินตาม ระหว่างทางมีเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอกบ้าง ยิ่งตอกย้ำสมมุติฐานว่าการย้อนอดีตมาเป็นเรื่องจริง เมื่อไม่เห็นตึกหรืออะไรที่บ่งบอกว่าอยู่ในยุคปัจจุบัน
หากที่นี่คือวังอียิปต์โบราณ เป็นไปไม่ได้เลยที่รอบนอกจะไม่มีชุมชนคนปกติ บรรดาสถาปัตยกรรมล้วนมีร่องรอยเสื่อมโทรมต่อให้บูรณะใหม่ก็ตาม แต่นี่…ใหม่กริบ รอยแตกของหินยังไม่มี
อีกอย่างคนสมัยใหม่ถ้าไม่รู้ภาษาก็ใช้มือถือคุยผ่านทางแอพทรานสเลททั้งนั้น ทว่าคนที่นี่ไม่มีใครพกโทรศัพท์สักคน ไม่พกหรือจริงๆ คือไม่มีต่างหาก
บัดซบ ปกติในหนังคนที่ย้อนเวลาไม่ใช่รู้ภาษาโดยทันทีงั้นเหรอ ทำไมกรณีเขาดันกลายเป็นแบบนี้ พระเจ้าเล่นตลกแต่อเล็กซิสไม่ตลกด้วย
จุดหมายปลายทางที่พวกเธอนำมา เมื่อเปิดประตูเข้าไปปรากฏบ่อน้ำขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเกิน บนผิวน้ำมีกลีบดอกไม้ลอยทั่ว ข้างกันมีกระปุกทองคำวางเรียงราย
ห้องอาบน้ำ…ใช่ไหมนะ? ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ในอากาศ อียิปต์เองก็เด่นด้านเครื่องหอมด้วย เขาที่ตัวเปียกต้องได้รับการชำระล้างร่างกาย พามาห้องน้ำถือว่าสมเหตุสมผล
ปึง
เสียงปิดประตูดังเรียกให้หันกลับไปมอง ว่าแต่ทำไมพวกเธอถึงยังอยู่ในห้องอาบน้ำกับเขา อ่า…เริ่มเข้าใจคร่าว ๆ แล้ว เริ่มแรกพอโผล่จากสระบัว ผู้คนต่างทำท่าหวาดกลัวแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเคารพ ผู้ชายสองคนที่แต่งตัวแตกต่างจากคนอื่น ชุดที่สวมใส่ล้วนบ่งบอกชนชั้น
ผู้หญิงสี่คนนี้คงเป็นข้ารับใช้ คอยฟังคำสั่งจากคนหัวทองให้ดูแลเขาอีกที แต่ว่าจะดูแลเขาทำไม? ปกติคนแปลกหน้าที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาพูดจาประหลาดไหนจะแต่งตัวอะไรก็ไม่รู้ไม่น่าไว้ใจสักอย่าง ถ้าเป็นเขาคงจับขังคุกรอสอบสวนมากกว่า แปลกจริง ๆ
ข้ารับใช้ปรนนิบัติเจ้านายแม้แต่ตอนอาบน้ำถือว่าปกติ ประเด็นคืออเล็กซิสเป็นคนยุคปัจจุบัน ที่ไม่มีใครอาบน้ำให้นอกจากพ่อแม่ตอนยังเป็นเด็ก โตมาใครๆ ก็อาบน้ำเองกันทั้งนั้น
ถ้าจำไม่ผิดสมัยก่อนหากข้ารับใช้สร้างความไม่พอใจต่อเจ้านายหรือแขกมักจบไม่สวยทุกราย หากยืนกรานจะอาบน้ำเองแล้วไล่พวกเธอออกจากห้อง มีหวังเรื่องถึงหูคนผมทองนั่นแน่ มันคงไม่จบแค่ไล่ออกอาจถึงขั้นเอาชีวิต ก็นะการกระทำรุนแรงกว่าเหตุไม่ถือว่าแปลกในอดีต
ดีที่ใส่บ็อกเซอร์มา อย่างน้อยตอนลงไปแช่ขอมีอะไรปิดสักหน่อยเถอะอเล็กซิสยิ่งหน้าบางอยู่
เมื่อทำใจได้จึงถอดเสื้อและกางเกงออกแทบจะทิ้งตัวลงสระ เขานั่งกอดขาในน้ำสอดส่องนางกำนัล สองคนเตรียมเครื่องหอม คนหนึ่งจัดการชุดเก่าเขา อีกคนหนึ่งเตรียมเสื้อผ้าใหม่ให้
ฮ่า ๆ ไม่มีถูตัวใช่ไหมขอล่ะ ไม่มี ไม่มี ไม่มี ไม่มี
ทว่าคำภาวนาไม่เป็นผล เมื่อเตรียมเครื่องหอมเสร็จสองคนนั้นหันมาพูดบางอย่างพร้อมเอามือป้ายลงในกระปุก ทำท่าพร้อมทาให้เขาเต็มที่
อเล็กซิสจำยอมให้พวกเธอทำ เพียงอย่างเดียวที่ไม่ยอมเด็ดขาดคือบริเวณบ็อกเซอร์! ดีที่เหมือนจะรู้ว่าไม่ควรยุ่งจากท่าทีขัดขืนของเขาเมื่อพวกเธอพยายามทำความสะอาดส่วนนั้น การอาบน้ำครั้งนี้จึงเป็นไปได้ด้วยดี
พอขึ้นจากสระเขารีบหยิบผ้ามาคลุมช่วงล่าง ถอดบ็อกเซอร์เปียก ๆ ออกไปรอนางกำนัลแต่งตัวให้อีกที อเล็กซิสไม่แต่งเองหรอกนะ ใครจะรู้วิธีการแต่งตัวอียิปต์สมัยก่อน ในเมื่อมีคนรับใช้ก็ตามน้ำไปก่อน
เธอดูงุนงงที่เห็นเขาพันผ้าตรงเอวแปลก ๆ กว่าจะแต่งตัวเสร็จเรียกได้ว่าอายม้วนหน้าเขาแดงแจ๋ แทบขุดฝังตัวเองลงดิน เพราะกางเกงต้องสวมใหม่ทำให้เธอดึงผ้าที่เขาพันไว้ลวก ๆ ออก อเล็กซิสช็อค นิ่งค้าง แต่นางกำนัลเฉยเมยลงมือแต่งตัวให้เขาต่อไปราวกับทุกอย่างปกติ
เขากลับมานั่งรอที่เดิมจากที่เคยวิญญาณหลุดลอยในห้องอาบน้ำ ห้องนี้น่าจะเป็นโถงรับแขก ดูจากการจัดวางเครื่องเรือนแล้วมีความเป็นไปได้สูง เขานั่งพิงหน้าต่างมองดูภายนอก หน้าต่างของวังไม่ใช่กระจกแบบอาคารยุคใหม่ เป็นเพียงช่องเปิดโล่งเท่านั้นจึงนั่งได้เต็มที่
วังนี้อยู่สูงกว่าอาคารรอบๆ มาก แทบจะเห็นทิวทัศน์เกือบหมด ตอนนี้เป็นเวลากลางวันไม่ใช่กลางคืนเหมือนตอนที่จากมา ได้โอกาสสังเกตบรรยากาศชัด ๆ
“xxxxxxxxxxxx”
เมื่อได้ยินภาษาที่ตนไม่เข้าใจอเล็กซิสจึงหันมายังต้นเสียง โอเค นายหัวทอง เพราะไม่รู้ว่าชื่ออะไรเขาจึงขอเรียกแบบนี้ไปสักพักก็แล้วกัน
หมอนี่ยิ่มหน้าระรื่นแม้จะรู้ว่าคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ถูกพาเดินมาเรื่อยๆ จนถึงห้องพัก เอ่อ…ให้เขานอนห้องนี้ว่างั้น? พอลองนั่งบนเตียงอีกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร คงหมายความตามที่คิด อเล็กซิสรีบทิ้งตัวนอนบนเตียง ให้ตายเถอะเจอเรื่องบ้ามาทั้งวันแล้วขอนอนหน่อยเผื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจเป็นแค่ความฝัน เขาผล็อยหลับ ลืมไปว่ามีคนคนหนึ่งพามายังห้องนี้
พอร่างกายพักผ่อนเต็มที่จึงลืมตาตื่นขึ้นเอง อเล็กซิสยันตัวขึ้นพลางขยี้ตาเบาๆ ทำไมดอนไม่ปลุกเดี๋ยวไปสายนักท่องเที่ยวมาเยอะจะทำยังไง—
ตาเหลือบไปเห็นคนคนหนึ่งนั่งในห้องอยู่ก่อน
อ่อ…ลืมไป ตอนนี้เขาย้อนมายุคอียิปต์โบราณ ให้ตายเถอะแล้วทำไมหมอนี่ถึงนั่งในห้องเขา ความเป็นส่วนตัวอยู่ที่ไหน?
“xxxxxxxxxxxxx”
“เลิกพูดสักที ผมไม่เข้าใจ” อเล็กซิสส่ายหน้ารัว ยกมือยกแขนพยายามสื่อสาาภาษากายเต็มที่ว่า ไม่ รู้ เรื่อง โว้ย!
อีกคนหยุดพูดเปลี่ยนไปชี้กองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วผายมือเชิงให้เขานั่งบนโซฟา อเล็กซิสตามน้ำยอมนั่งลงโดยดี ชายผมทองเห็นดังนั้นจึงนั่งลงข้างเขา เปิดม้วนกระดาษที่ตัวเองกองไว้
โอเค ภาษาเฮียโรกลิฟฟิก แล้วไงต่อ
ชายหนุ่มยกมือวางระดับอก เปล่งเสียงออกมาช้า ๆ
“xxxxาเร”
“ห๊ะ”
“xxนทาเร”
ขออีกรอบ อเล็กซิสจับหูข้างหนึ่งเอียงไปทางคนพูดทำท่าฟังเต็มที่
“เพน-ทา-เร”
“เพนทาเร?” เขาทวนคำให้อีกฝ่ายฟัง หมายความว่าไง เดี๋ยว—คำนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน คนผมทองยิ้มให้เมื่อได้ยินคำจากปากเขา
“เพนทาเร” อีกคนทวนซ้ำพลางยกมือวางบนอกอีกรอบ
หรือจะหมายถึงชื่อ แนะนำตัว? คนคนนี้ชื่อเพนทาเรเหรอ
อเล็กซิสชี้นิ้วไปยังคู่สนทนาแล้วเอ่ยทวน “เพนทาเร?”
ชายหนุ่มพยักหน้าตอบ จากนั้นผายมือมาทางเขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“อเล็กซิส เนส”
“อา-เซ-เนธ?”
“อะ-เล็ก-ซิส-เนส”
“อาเซเนธ?” อีกคนยังคงพูดตามเดิม ดูท่าทางจะออกเสียงชื่อเขาไม่ได้
โอเค อาเซเนธก็อาเซเนธ เขาพยักหน้ารับปลง ๆ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด
“xxxxxxอาเซเนธ xxxxxxxxxxxxxxxxx”
มาเป็นชุด คือแค่พูดชื่อคุณได้ไม่ได้หมายความว่าฉันฟังภาษาออกนะเฮ้ย
คนผมทองหยิบม้วนกระดาษกางออก หยิบแท่งที่น่าจะเป็นปากกาจุ่ม เอ่อ จานเล็กที่ใส่น้ำสีเข้ม โอ้ มันคือหมึกงั้นเหรอ?
จากนั้นวาดลงบนกระดาษเปล่า มันเป็นอักษรภาพ พอวาดเสร็จก็ชี้แล้วเอ่ยทวนรอบหนึ่ง “เพนทาเร”
อ่า—สะกดชื่อให้ดูว่างั้น อเล็กซิสกระดิกนิ้วให้คนข้าง ๆ เอาแท่งเขียนนั่นมาให้เขา แต่ชายหนุ่มไม่เข้าใจอเล็กซิสถือวิสาสะดึงจากมืออีกฝ่ายมาเขียนชื่อตัวเองใต้ชื่อเพนทาเร
“อเล็กซิส เนส” เขียนชื่อเสร็จก็พูดทวนตามอีกฝ่าย
คนผมทองแบมือขอปากกาเขาจึงส่งคืนตามเดิม เมื่อได้ปากกาชายหนุ่มจรดหมึกวาดอักษรภาพลงไปอีกรอบ คราวนี้ชี้มาทางเขาพลางเอ่ยขึ้น “อาเซเนธ”
ขอบคุณสำหรับชื่อที่ผิดของฉันคุณเพนทาเร อเล็กซิสพยักหน้ายิ้มตอบเนือย ๆ
พอเห็นว่าสื่อสารได้จึงโดนสอนยาว กะเวลาจากแสงอาทิตย์น่าจะตั้งแต่บ่ายจนถึงกลางคืน อาหารการกินมีนางกำนัลยกมาให้ในห้อง เพิ่งสังเกตดี ๆ ว่าพวกนางดูแสดงความเคารพเขาและเพนทาเรในระดับเดียวกัน
แปลก ทำไมคนไร้พื้นเพถึงได้รับการเคารพยกย่อง แล้วเพนทาเร—เอ๊ะ ชื่อนี้ คนที่ลอบปลงพระชนม์รามเสสที่ 3 ไม่ใช่เหรอ
อเล็กซิสชะงักกึก หันไปมองคนด้านข้างอยู่นานจนเผลอพูดชื่ออีกฝ่ายออกไป
ชายหนุ่มพยักหน้ารับพลางเอียงคอส่งสีหน้างุนงงเล็กน้อยให้เขา
โอ้ พระเจ้า…นอกจากจะย้อนอดีตมาฉันยังได้อยู่กับกบฏตัวเป็น ๆ ฉิบหายของจริง อเล็กซิสเหงื่อแตกพลั่กเริ่มคิดฟุ้งซ่านในหัว ไม่มั้งอาจจะไม่ได้เป็นคนเดียวกันก็ได้ ชื่อเหมือนรึเปล่า แต่ว่าท่าทางของสาวใช้และเครื่องเรือนไหนจะวังนี้ ถ้าไม่เป็นชนชั้นสูงก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์
ตอนที่เขาโผล่ตรงสระบัวมาคิดดูดี ๆ เหมือนอีกฝ่ายกำลังทำพิธีอะไรบางอย่างอยู่ เพราะชุดที่สวมไม่เหมือนกับตอนอยู่ในห้องเขา เพนทาเรใส่กางเกงผ้าขาวโปร่งสบายเครื่องหัวก็ไม่ได้ใส่อลังการเท่าตอนเห็นครั้งแรก แสดงว่านั่นอาจเป็นชุดในพิธีการ แต่ยังฟันธงไม่ได้ว่าเป็นองค์ชายจริงหรือไม่
“ฟา-โรห์? ราม-เสส?” อเล็กซิสเลียบเคียงถาม รามเสสดันมีหลายองค์ด้วยจะพูดยังไงรู้ว่ารามเสสที่ 3 เนี่ย เขากรีดร้องในใจ
“ฟาโรห์รามเสสxxxxxxxxxxxxxxxxx” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังได้ยินแต่ก็ยอมตอบเขา
ช่างเถอะ รอเรียนภาษาไปสักระยะแล้วค่อยถามอีกทีแล้วกัน จริง ๆ การที่เขาโพล่งชื่อกษัตริย์ไปแบบนั้นดูน่าสงสัยชะมัด อเล็กซิสจึงทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยหน้าลอยตาฟังเพนทาเรสอนต่อไป
xx/xx/xxxx
วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มเขียนบันทึก เขียนภาษาเยอรมันไม่มีใครอ่านออกนอกจากฉัน ฮ่าๆ คิดจะล้วงความลับเหรอ ฝันไปเถอะ
พอไม่มีโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตชีวิตฉันเหมือนไร้จิตวิญญาณ หวนคืนสู่มนุษย์ถ้ำเขียนฝาผนัง เอาจริงยุคนี้เขียนลงผนังก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ฉันไม่ได้ทำหรอกนะ!
เฮ้อ…ติดอยู่อดีตมาเดือนหนึ่งแล้ว แทบไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้โดนขังหรอกแต่ระแวงจนไม่กล้าออก เขาวนเวียนอยู่แค่ห้องอาบน้ำ สระบัวเล็กในอาคาร (คนละสระกับที่เขาโผล่มา นั่นน่าจะเป็นอีกอาคารหนึ่ง) แล้วก็ห้องนอน
แต่ว่าไม่ได้อยู่เฉย ๆ หายใจทิ้งไปวัน ๆ ฉันนั่งอ่านนั่งทวนที่เพนทาเรสอนทั้งวันทั้งคืน พอเขาเห็นฉันดูกระตือรือร้นก็ขนกองกระดาษปาปิรุสมาไว้ที่ห้องเต็มไปหมด ปกติเขามาสอนช่วงเวลามื้อเย็นจนถึง—น่าจะประมาณห้าทุ่มมั้ง ไม่รู้ว่ายุคนี้ดูเวลายังไง เลยอาศัยการวัดจากความง่วง ปกติฉันง่วงตอนตีสองตีสามน่ะ ถ้าดึกแล้วแต่ยังไม่ง่วงแสดงว่าน่าจะเป็นเวลาห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง
ตอนนี้พอรู้แค่คำศัพท์คร่าว ๆ อย่างสรรพนามแทนผู้พูดผู้ฟัง ข้าวของเครื่องใช้ ประโยคได้แค่อย่างง่ายใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ฉันชื่ออาเซเนธ หิวข้าว อยากอาบน้ำ อ่านหนังสือ
อักษรเฮียโรกลิฟฟิกยากสมคำร่ำลือ ไวยากรณ์ต่างจากภาษาปัจจุบันมาก แถมยังอ่านจากซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้ายแล้วแต่คนจะเขียน โคตรบ้า ทำไมฉันถึงต้องมาติดในที่แบบนี้ ทำไม lorenzo ถึงไม่โดนด้วย!
xx/xx/xxxx
คิดว่าสอนได้คนเดียวเหรอ พอปรับตัวได้แล้วฉันเลยเริ่มเหิมเกริมนิดหน่อย แบบว่า…ก็ทุกคนดูนอบน้อมกับฉันแปลก ๆ จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำตามอำเภอใจบ้างจะเป็นไรไป
ฉันสอนภาษาอังกฤษ ส่วนเพนทาเรสอนภาษาอียิปต์โบราณ สอนไปสอนมาเขาเริ่มรู้ว่าทำไมฉันเขียนเฮียโรกลิฟฟิกช้าหรืออ่านไม่ออก นอกจากไวยากรณ์ต่างแล้วการสะกดคำเฮียโรกลิฟฟิกจะเขียนสระหรือไม่ก็ได้ เป็นภาษาที่อิสระเกินจนฉันสับสน
พวกเรานั่งทำตารางเทียบเสียงตัวอักษร สระ ตัวสะกด และความหมายคำง่าย ๆ สั้น ๆ พอเพนทาเรศึกษาภาษาอังกฤษไปเรื่อย ๆ จึงจับจุดได้ว่าจะสอนยังไง การพูดอ่านเขียนอียิปต์โบราณของฉันจึงพัฒนาขึ้นเร็วมาก
แอบหวังเล็ก ๆ ถ้ากลับยุคปัจจุบันได้ความสามารถด้านภาษาคงช่วยหาเงินได้เพิ่มขึ้น
แต่อยู่ที่นี่ก็ดี ไม่ขัดสนแถมมีคนรับใช้ ถ้าไม่ได้กลับบ้านไม่เป็นไรหรอกมั้ง แต่ยังไม่ชัดว่าเพนทาเรที่สอนเขาใช่เพนทาเรคนเดียวกับกบฎในประวัติศาสตร์ไหม พอไม่กล้าออกไปนอกวังเลยไม่รู้ข่าวสารอื่น ๆ
อืม…ไว้ได้ภาษามากกว่านี้ค่อยขอออกไปแล้วกัน
xx/xx/xxxx
เขาเห็นบันทึกนี้แล้วแต่อ่านไม่ออก แหงสินี่มันภาษาเยอรมัน ฉันเลยลองสอนเขาไปนิดหน่อยแต่เพนทาเรรีบห้ามบอกว่าเอาภาษาอังกฤษให้คล่องก่อน ภาษาใหม่ในบันทึกที่นายเขียนมันยากกว่า ไว้ค่อยสอนทีหลัง
ประโยคนั้นทำฉันหลุดขำจริงๆ เพราะยุคปัจจุบันคอนเท้นเกี่ยวกับภาษาเยอรมันมีแต่คนบ่นว่ายาก ซึ่งฉันเห็นด้วย ถ้าไม่ได้เกิดที่เยอรมันชาตินี้เขาคงไม่เฉียดกรายเข้าไปเรียนภาษานี้แน่
ภาษาพูดอียิปต์โบราณและการเขียนเฮียโรกลิฟฟิกของฉันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพนทาเรมักเอาเอกสารราชการมาให้อ่าน ใช่ถูกแล้ว เอกสารราชการ มักเป็นรายงานปัญหาต่าง ๆ ถ้าเทียบกับยุคปัจจุบันก็ หน่วยงานราชการ? เทือกนี้ เอามาให้ฉันอ่านและศึกษา
ดูไม่เก็บความลับเท่าไร แต่ฉันยังไม่รู้การเมืองการปกครอง ณ ตอนนี้อยู่ดี เอกสารทำได้แค่อ่านแล้วแปลตรงตัวเท่านั้น ไม่ได้อ่านแล้วรู้สถานการณ์ทั้งหมดในเมืองเลย
นอกจากนี้ก็มีอ่านเกี่ยวกับเทพ ความเชื่อ และการประกอบพิธีกรรม เพนทาเรดูจะเน้นด้านนี้เป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
xx/xx/xxxx
พวกเราคุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง อย่างน้อยดีกว่าไม่รู้เรื่องเลยแบบตอนแรกน่ะ วันนี้เพนทาเรมารับที่ห้องแต่เช้า พาไปดูการทำงานตามปกติ
ชัดแล้วว่าหมอนี่เป็นองค์ชาย เพราะคนที่สวมชุดนักบวชต่างทำความเคารพเขา ชนชั้นที่สำคัญในอียิปต์คือ ฟาโรห์ นักบวช ชนชั้นสูง ฉะนั้นการที่นักบวชค้อมหัวให้ถ้าไม่ใช่ฟาโรห์ก็ต้องเป็นเชื้อสายตรงที่ได้รับการยอมรับ
แต่พวกนักบวชพอเห็นฉันก็ตาโตรีบทำความเคารพเหมือนกัน แถมดูจะนอบน้อมกว่าที่ทำกับเพนทาเรเสียอีก ให้ตาย นี่นักบวชหาเรื่องให้ฉันถูกตัดหัวเหรอ ทว่าหันไปมองอีกฝ่ายไม่เห็นกิริยาอะไรแสดงถึงความไม่พอใจ แปลก รู้สึกตั้งแต่วันแรกที่ย้อนมาแล้วทำไมไม่มีใครกังขาในตัวฉันสักคน
ดูไปดูมาฉันก็เหมือนเลขาส่วนตัวเลยแฮะ เขาอนุญาตให้จดได้ว่าเขาทำงานหรือคุยเรื่องอะไรกับใคร ส่วนมากมีแต่ปัญหาปากท้องของชาวเมืองแล้วก็การประกอบพิธีบูชา ชาวอียิปต์นี่แทบจัดงานฉลองเกือบทุกเดือน ฟังแล้วเหนื่อยแทน
ลืมเขียนเรื่องสมุดทำมือเลย เพราะม้วนกระดาษมันพกยากเวลาติดตามเพนทาเรไปดูงาน ฉันจึงตัดสินใจทำสมุดขนาดพอเหมาะไว้ใช้ส่วนตัว กว่าจะทำได้ค่อนข้างลำบาก ตั้งแต่ขั้นตอนการขออุปกรณ์ เข็ม ด้าย กระดาษปาปิรุส มีดเล่มเล็ก หมอนั่นดูตกใจเล็กน้อยว่าขอมีดไปทำไม เอ่อ—ถ้านายมีคัตเตอร์ฉันก็อยากได้มากกว่าแต่พูดไปอีกคนคงไม่เข้าใจ
ตลอดการทำเพนทาเรจับตามองตลอด ฉันเลยให้เขามาเป็นคนจับกระดาษวางตรงกัน จะได้สอดด้ายเย็บเล่มง่ายหน่อย พอทำเสร็จทดลองใช้งานให้ดู ถึงสีหน้านิ่งเรียบแต่สายตาเขาเปล่งประกายมาก อดไม่ได้จึงทำเพิ่มอีก ต่างคนต่างมีสมุดทำมือคนละเล่ม
xx/xx/xxxx
โอเค เข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนมองฉันแปลก ๆ พวกเขาคิดว่าฉันเป็นเทพ เทพเนี่ยนะ?! ทำไมถึงรู้น่ะเหรอ เพราะกระดาษสองม้วนบันทึกเกี่ยวสีม่วงและบัวอียิปต์ทำให้นึกขึ้นได้
ไม่นานมานี้เพนทาเรได้ของบรรณาการเป็นผ้าแพรสีม่วงและกล่าวถึงว่าผ้านั่นมีส่วนของฉันด้วย ปกติเคยเห็นผ้าหลายเฉดสีมาแล้วจึงไม่คิดอะไร อีกอย่างทุกวันนี้ชุดที่ใส่นอกจากผ้าลินินสีขาวแล้วผ้าคลุมหรือเครื่องประดับล้วนมีแต่สีม่วง ไม่เห็นนางกำนัลหยิบสีอื่นมาแต่งให้ ยังไงฉันก็ไม่ใช่คนเรื่องมาก มีอะไรให้ใส่ก็ใส่จึงไม่ได้ฉุกคิด
ลืมไป—คาบวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะเคยเรียนผ่าน ๆ ว่าสีม่วงเป็นสีของชนชั้นสูง บางพื้นที่ถึงขั้นเข้มงวดมาก ให้ใส่ได้เฉพาะกษัตริย์และราชินีเท่านั้น ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ก็ยากที่จะได้ องค์ชายผู้ไหนที่ใส่สีม่วงจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นรัชทายาท
แต่ว่าฉันไม่ใช่เชื้อพระวงศ์จึงตัดออก ชนชั้นสูงก็เป็นพวกข้าหลวงตัดออก ไม่ใช่นักบวชอีกตัดออกเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ตอนออกไปดูงานพร้อมเพนทาเรมักได้ดอกบัวอียิปต์จากข้ารับใช้และประชาชนบ่อย ๆ เวลายื่นให้พวกเขาดูน้อมนอบและประหม่าราวกับกลัวฉันโกรธ เอ่อ…ฉันดูเป็นคนหน้าเหวี่ยงรึเปล่านะคิดอย่างนั้นถึงยิ้มกว้างตอนรับของทุกครั้ง จึงได้รับของจากคนอื่นกองเต็มห้องแข่งกับกองม้วนกระดาษปาปิรุส จนหมอนั่นต้องสั่งคนให้ย้ายของเก็บไว้อีกห้อง
ฟาโรห์ตำแหน่งสมมติเทพสูงสุดในอียิปต์ก็ไม่ใช่ ฉันจึงเดาว่าการปรากฏตัวที่สระบัวเป็นวันประกอบพิธีกรรมบางอย่างพอตกลงมาท่ามกลางสายตาคนหมู่มาก ทุกอย่างเหมาะเจาะลงให้เขาเป็นสมมติเทพอีกคนเช่นกัน แต่ไม่ใช่ตำแหน่งเทียบเท่าฟาโรห์ คงเป็นเชิงเทพที่ลงมาโปรดมนุษย์ตามคำขอในพิธีนั้น แต่ไม่ได้มาเพื่อปกครองดินแดนล่ะมั้ง?
ถึงว่าทำไมเพนทาเรที่มียศเป็นองค์ชายสายตรงยังแสดงท่าทีนอบน้อมกับฉันด้วยบางครั้ง แต่จะทำเฉพาะตอนอยู่ข้างนอก พออยู่ในห้องแล้วสอนทีไรหมอนี่เปลี่ยนเป็นคนละคนทีเดียว อืม…อาจจะเป็นพวกหน้าไหวหลังหลอก
xx/xx/xxxx
สิบเดือนที่ติดแหงกกับอดีต ฉันกลายเป็นเลขาเพนทาเรแบบเต็มตัว อ้อ ได้รู้ชื่อฟาโรห์องค์ปัจจุบันแล้วด้วย ตามคาด ฟาโรห์องค์ปัจจุบันคือรามเสสที่ 3 เฮ้อ…เรื่องเกิดกับฉันทุกที
ฉันพยายามใช้ฐานะสมมติเทพกรอกหูหมอนี่ว่าราชาที่ดีเป็นอย่างไรแต่ดูจะหูทวนลมบ่อยเสียเหลือเกิน ตอนสอนเรื่องต่าง ๆ ให้ฉันเขาดูเก่งมากเห็นแล้วรับรู้ได้ว่าคนคนนี้จะเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตแน่ แต่พออยู่ข้างนอกทีไรชอบทำตัวเหลาะแหละไม่เอาการเอางาน ข้าหลวงเองก็ดูเอือมระอากับเขาบ่อย ๆ
แต่ไม่ทนสงสัยนานก็เจอตัวต้นเหตุแล้ว เป็นมหาปุโรหิตและควบตำแหน่งผู้ช่วยอีกคนของเพนทาเรเช่นกัน เพิ่งจำได้ว่าคือคนที่อยู่ข้างหมอนั่นตอนมาโผล่ที่สระบัว สองคนที่ไม่คุกเข่าหนึ่งคือองค์ชายสองคือมหาปุโรหิต
ไอ้ปุโรหิตนี่ไว้ใจไม่ได้ ขอสาบานเลย ตอนเพนทาเรว่าราชการมักชอบพูดกรอกหูให้เขาปัดฎีการ้องเรียนปัญหาของชาวเมืองออก ตอนแรกไม่ได้สังเกตหรอกเพราะวาทศิลป์หมอนี่ดีมาก แต่หากฟังดี ๆ จะรู้ว่ามันชอบพูดเบี่ยงประเด็นอย่างแนบเนียน โยนภาระงานให้คนอื่น กลับดำเป็นขาวคนอื่นผิดตัวเองถูก สุดท้ายจบด้วยการโหนเทพเจ้าว่าเป็นบัญชาจากสวรรค์
ครบสูตรพวกบ้าลัทธิ ชาวอียิปต์เชื่อในเทพมากพอเจอไม้เด็ดเข้าไปเหล่าข้าหลวงจึงมิอาจโต้แย้ง ก้มหน้าก้มตารับกรรมที่มิได้ก่อ ฉันที่เป็นสมมติเทพในสายตาคนอื่นเคยคิดอยู่ว่าอาจต่อกรได้ แต่การเลือกโหนเทพนี่สู้ไม่ไหวจริงๆ หากพูดผิดเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงการดูถูกดูหมิ่นและใส่ร้ายเทพ
ฉันยังไม่กล้าพอ…
xx/xx/xxxx
ใกล้ถึงวันเกิดเพนทาเรแล้ว ไม่สิ ต้องพูดว่าวันเฉลิมพระชนมพรรษารึเปล่า? หมอนี่เป็นทั้งคนดูแล คนสอนทุกอย่าง เพื่อน จะให้ของขวัญอะไรดี องค์ชายมีสิ่งไหนที่ไม่เคยมีบ้าง อย่าบอกว่าบัลลังก์—เดี๋ยวโบกหัวให้ เลิกอยากเป็นกบฏสักทีเหอะ
คิดว่ารูปวาดน่าจะโอเค ศิลปะในอียิปต์ต่างจากศิลปะยุคปัจจุบันมาก เรื่องวาดรูปของถนัดเด็กจิตรกรรมอย่างฉันอยู่แล้ว ปัญหาคือภาพเหมือนในยุคอดีตดันมีศิลปะแบบกรีกและโรมัน ภาพสไตล์ที่ฉันวาดต่อให้ไม่เหมือนแต่ก็คล้าย ก็นะส่วนใหญ่กรีกโรมันเป็นรากฐานของสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรมในยุคปัจจุบัน วาดยังไงให้ไม่ถูกมองว่าเป็นพวกสายลับจากเมืองอื่นดี…
วาด drawing แบบขาวดำก็แล้วกัน กรีกโรมันจิตรกรรมฝาผนังหรือวาดบนผ้าใบส่วนมากใช้สีกันทั้งนั้น อีกอย่างถ่านเป็นวัสดุหาง่ายกว่าสีด้วย ไม่ยุ่งยาก หวังว่าเพนทาเรคงไม่ว่าหรอกใช่ไหมที่หลังจากนี้จะมองหน้ามองตัวเขาบ่อย ๆ น่ะ ภาพเหมือนมันต้องเก็บรายละเอียด นายควรให้ความร่วมมือกับฉันนะ
xx/xx/xxxx
วาดลงกระดาษปาปิรุสไม่ง่ายเลยจริง ๆ ตอนขึงกระดาษกับกรอบไม้กลัวขาดอยู่เหมือนกัน ผลงานชิ้นนี้ฉันพยายามมาก เพิ่งได้กลับมาวาดรูปหลังย้อนอดีตมา เพราะยุ่งตลอดเลยไม่มีเวลาวาดเล่น มือแข็งไปหมด
ขั้นตอนหาอุปกรณ์ลำบากพอตัว นอกจากแท่งถ่านแล้วยังต้อง diy แปรงที่ใช้ในการวาด ส่วนยางลบใช้ขนมปังแทน
หึ แต่ไม่คณามือหรอก อีกอย่างบันทึกม้วนนี้มีแค่ฉันที่อ่านออก เขียนลงไปคงไม่เป็นไรมั้ง…
พูดก็พูดเถอะแต่เพนทาเรนี่ตรงสเปคสุดๆ ถ้าดอนอยู่ด้วยหมอนั่นแซวฉันทุกวันแหง คิดดูสิอนาโตมี่และใบหน้าที่สวยงามเหมือนพระเจ้าปั้น ถ้าอยู่ยุคปัจจุบันฟันธงว่าต้องเป็นนายแบบแถวหน้า เหมาะสมจริงๆ แบบของอเล็กซิสผู้นี้ ฉันขอทุ่มด้วยจิตวิญญาณเลยว่าภาพที่ออกมาต้องเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดของฉันแน่นอน
เลือกวาดขนาดประมาณ A0 เก็บตัวไม่ยอมออกไปไหนหนึ่งเดือนก็เพื่อรูปนี้ ถึงขั้นกั้นห้องแยกอีกโซนไม่ให้ใครเข้าเด็ดขาด ไม่งั้นจะเซอร์ไพรซ์ยังไง? เพนทาเรเหมือนจะงอนที่ขนาดเขาเองยังขอดูไม่ได้ เหอะ เดี๋ยวนายก็ได้ตอนวันเกิดอยู่ เพราะฉะนั้นหยุดงอแงแล้วออกจากห้องฉันไปซะ!
ป.ล.ไม่ต้องสงสัยทำไมบันทึกวันนี้ดูใส่อารมณ์เพราะฉันเขียนขณะที่ไล่เพนทาเรออกจากห้อง พล่ามบ้าอะไรอยู่นานสองนาน ดี ดีจริง ๆ เวลาทำงานไม่เห็นใช้วาทศิลป์กับข้าหลวงแบบนี้บ้าง เก่งแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง
xx/xx/xxxx
ภาพวาดเสร็จแล้วตั้งทิ้งไว้ในห้องตามเดิม ปัญหาคือการเก็บรักษา ยุคนี้ไม่มีสเปรย์สำหรับฉีดงานวาดจากถ่านด้วย ไม่กล้าเอาผ้าคลุมเดี๋ยวงานเลอะเทอะ ให้ตายสิทำยังไงดี…
สุดท้ายจบลงด้วยการเอายางไม้ผสมกับน้ำเพื่อเจือจางแล้วทาลงงาน ฉันทดลองหลายครั้งเพื่อดูว่าทาแล้วถ่านจะเลอะไหม ทาลงในรูปอื่นที่เคยวาดเล่น กว่าส่วนผสมจะลงตัวไม่ทำให้กระดาษเหนียวหรือทำให้งานเลอะ พยายามแทบตาย…อาจารย์—อาจารย์เห็นความพยายามของนักศึกษาคนนี้ไหม? ถ้าผมกลับอนาคตได้โปรดให้ A ผมทีเถอะ
ของขวัญวันเกิดพร้อมแล้ว ฮ่าๆ วันที่เก็บงานเสร็จฉันอารมณ์ดีทั้งวันขนาดคนรับใช้ยังรับรู้ได้ ส่วนเพนทาเรยังเคืองอยู่ เจอหน้าทีไรชอบสะบัดหน้าหนี ถึงขั้นไม่ยอมมาสอนฉันเหมือนปกติเลยคิดดูสิ เฮ้อ…อายุเท่าไรแล้วยังทำตัวเป็นเด็กอีก
ดีที่เอาเวลาเรียนไปช่วยคนอื่นเตรียมงานฉลองวันเกิดหมอนั่นแทน แล้วจะต้องเสียใจที่เลือกปฏิบัติกับฉันแบบนี้นายผมทอง
“ท่านอาเซเนธได้เวลาตื่นแล้วเพคะ”
เสียงใสของนางกำนัลผู้หนึ่งปลุกเขาจากห้วงนิทรา อเล็กซิสยันตัวนั่งขยี้ตาอย่างงัวเงีย ก่อนจะโดนผ้าผืนบางชุบน้ำหมาด ๆ ซับทั่วใบหน้า เมื่อคืนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ อ่า ถึงวันนี้แล้วสิ
“ต้องรีบเตรียมตัวนะเพคะ องค์ชายเพนทาเรรอท่านอยู่ที่สระบัว”
หะ? หมอนั่นเนี่ยนะ หลบหน้าเขามาตั้งนานนึกคึกอะไรอีก แม้จะบ่นอุบอิบใจใจแต่อเล็กซิสรีบเดินนำพวกนางกำนัลไปยังห้องอาบน้ำทันที
“ชุดใหม่หรือ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
“องค์ชายเพนทาเรเตรียมไว้ให้ท่านตั้งแต่เดือนก่อน ขออภัยที่ข้าน้อยมิได้บอก”
“ข้าถามด้วยความสงสัยเพียงเท่านั้น ไม่ต้องก้มหัวขอโทษราวกับทำอะไรผิด ข้าไม่ได้คิดมากเสียหน่อย”
“ขอบพระทัยเพคะท่านอาเซเนธ”
เขามองชุดที่พาดอยู่กับราวไม้ โอ้…คราวนี้ชุดเต็มยศที่สุดที่เคยใส่มา เครื่องหัวเองก็เช่นกัน ปกติเขาใส่พวกที่คาดหัวมากกว่าแต่อันนี้คลุมครึ่งหัวเลย งานฝีมือคนโบราณยังสวยจับใจเหมือนเดิม
ลืมบอกเรื่องทรงผมและการแต่งหน้ายุคนี้ไปเลย คนอียิปต์โบราณจะโกนผมทุกคนยกเว้นทาสและเด็ก ตอนนางกำนัลยกมีดจะโกนผมให้อเล็กซิสร้องลั่นห้องอาบน้ำ ส่ายหน้ารัวว่าไม่เอาไม่โกนจนพวกนางยอมโดยดี
อ้อ แต่อเล็กซิสไม่ใช่คนเดียวที่ไว้ผม เพนทาเรเองก็ไว้เหมือนกัน แหงล่ะ—ผมทองอร่ามตาขนาดนั้นไม่น่าใช่วิก หมอนั่นเล่าว่าแม่หรือพระมเหสีคนที่สอง ณ ตอนนี้เป็นคนจากดินแดนอื่น นางมีเรือนผมสีทองและนัยย์ตาสีฟ้าเหมือนเขา จึงมีบางอย่างที่เพนทาเรไม่ได้ทำตามกฎเกณฑ์ชาวอียิปต์ แต่ทำตามฝั่งบ้านเกิดผู้เป็นมารดา
ตอนโผล่มาที่นี่อเล็กซิสยังคงไว้ผมสั้นทรงผู้ชายตามปกติ เมื่อเวลาผ่านไปไม่ได้ตัดออกมันจึงยาวเลยบ่า แต่ยังไม่ถึงกลางหลัง ไม่ใช่ไม่อยากตัดแต่ช่างทำผมที่นี่จะตัดทรงเดิมแบบตอนก่อนเขาย้อนมาไหม ไม่กล้าเสี่ยงเลยปล่อยยาว ยังไงซะนางกำนัลก็สระผมให้อยู่แล้ว
สีผมของเขาเองก็เป็นประเด็น นอกจากการปรากฏตัวดื้อๆ ในพิธีกรรม สีผมเป็นอีกอย่างที่ทำให้ผู้คนมองว่าอเล็กซิสเป็นสมมติเทพ ผมสีม่วงไทเรี่ยนและสีม่วงคล้ายดอกบัวสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ในความเชื่อชาวอียิปต์ ไม่อยากขัดศรัทธาหรอกนะแต่เอาจริง ๆ สีผมเขากับสีม่วงของดอกบัวมันคนละเฉดกันเลย
ชุดเต็มยศนี่มันหนักหัวหนักตัวชะมัด คืนนี้ปวดคอแน่ อเล็กซิสเดินมายังสระบัวขณะที่นวดไหล่นวดคอตัวเองไปพลาง เพนทาเรยังรออยู่ไหม ไม่ใช่เคืองจนหลบหน้าอีกรอบนะ เขาโดนข้อหาทำให้องค์ชายไม่พอใจกี่กระทงแล้ววะเนี่ย
ท่ามกลางสายลมพริ้วไหวได้ยินเสียงนกร้องคลอมา ดอกบัวในสระต่างแข่งกันเบ่งบานชูช่อ ชายผู้หนึ่งประทับอยู่ด้านข้าง เขาก้มลงไล้มือกับกลีบกมล ท่าทีเชื่องช้าเงียบงันตัดขาดโลกภายนอกราวกับใต้หล้านี้มีเขาผู้เดียว
“ดอกบัวมีอะไรน่าสนใจหรือองค์ชาย”
ไม่มีเสียงตอบรับ คนตรงหน้ายังคงสนใจดอกบัวต่อไป อเล็กซิสคิ้วกระตุก
“หากองค์ชายยังคงเคืองกระหม่อม ข้าขอประทานอภัย แต่เพราะสิ่งนั้นเป็นของขวัญเพื่อมอบแด่ท่านในวันนี้ ข้าจึงมิอาจให้ท่านทอดพระเนตรเสียก่อน”
สิ้นประโยคชายเรือนผมสว่างละมือออกจากสระน้ำ เขาลุกขึ้นยืนกอดอกแต่ยังคงไม่เอ่ยคำใดและไม่ยอมหันกลับมา
“พูดไปตอนนี้องค์ชายอาจมิเข้าใจ กระหม่อมจะรอเวลาที่เหล่านักบวชและข้าหลวงถวายของบรรณาการให้ท่าน ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อถึงคราวนั้นท่านจะยอมสนทนาเช่นแต่ก่อน”
โอเค ทิ้งไอคนโตแต่ตัวไว้นี่แหละ อเล็กซิสหมดความอดทนกับหมอนี่แล้ว หันหลังเตรียมก้าวออกไปยังทางที่จากมาทว่ากลับมีมือข้างหนึ่งยื่นจับไว้เสียก่อน
“ข้ายังไม่ได้บอกให้เจ้าไปอาเซเนธ”
ได้ จะเอางี้ใช่ไหม “องค์ชายกำลังสั่งเทพแบบข้างั้นหรือ”
“เดี๋ยวนี้หัดใช้ตำแหน่งขู่คนแล้ว? ก็ดี นับว่ามีพัฒนาการ” ชายหนุ่มกระตุกแขนดึงตัวอีกคนเข้ามา
“เฮ้ย—” คนผมม่วงไม่ทันตั้งตัวเสียหลักเซไปตามแรงดึง ใบหน้ากระแทกลงอกเจ้าของมือข้างนั้นพอดิบพอดี
“เพนทาเร!”
“พอเรียกชื่อข้าเฉยๆ โดยไม่โดนลงโทษก็เอาใหญ่เลยนะอาเซเนธ” เขารวบตัวอีกฝ่ายไว้ไม่ยอมปล่อยแม้รับรู้ถึงแรงขัดขืน
“เหอะ แล้วใครที่บอกแบบนั้น ท่านเองไม่ใช่หรือไง” แม่งเอ้ยสลัดไม่หลุด ทำไมแรงเยอะขนาดนี้
“อืม คิดอยู่ว่าจะเปลี่ยนคำสั่งดีไหม”
“หยุดเลย! ทั้งที่ข้าอธิบายไปหมดแล้วทำไมยังโกรธอยู่อีก”
“ตามจ้องข้าตลอดช่วงหนึ่งหมายความว่าอย่างไร องค์ชายก็ต้องการความเป็นส่วนตัวเจ้าไม่รู้เหรอ”
“ของที่ข้าจะมอบให้เป็นรูปวาด ถ้าไม่ให้มองท่านแล้วจะให้ข้ามองใคร!”
“โอ้? …รูปข้าอย่างนั้นหรือ งั้นให้เจ้าเป็นผู้มอบของบรรณาการคนสุดท้ายแล้วกัน ของดีก็ต้องเก็บไว้สุดท้าย ว่าไหมอาเซเนธ”
“เอ๊ะ—แต่มันไม่ใช่ของมีค่าเหมือนพวกอัญมณีหรือทองคำนะ พวกข้าหลวงจะคิดยังไง”
“พูดอะไรน่ะ ในเมื่อเป็นรูปข้าย่อมต้องมีค่ามากกว่าอยู่แล้ว หรือเจ้าจะบอกว่าสิ่งของสำคัญกว่าองค์ชาย?”
อเล็กซิสฉุกคิดตาม เออ…ก็จริงแฮะ ไว้ถ้าใครมีปัญหาเขาจะยกประโยคนี้แหละซัดใส่หน้ามัน ข้อหาหมิ่นเชื้อพระวงศ์
“ได้ ตามนั้น” เขาหยุดดิ้นเงยหน้าจ้องตาอีกคน “หวังว่าเมื่อท่านเห็นจะเลิกทำตัวแปลก ๆ กับข้าเสียที”
“หึ ข้าจะตั้งตารอ”
เมื่อต่อล้อต่อเถียงจบพวกเขาสองคนถึงได้ฤกษ์มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานฉลอง ชายผมบลอนด์ยังคงจับแขนอีกคนไว้ไม่ห่างตัว เรียกสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเจ้าบงกชม่วงข้าง ๆ
ตำแหน่งของอเล็กซิสเวลาทำงานหรืออกงานเลี้ยงจะยืนด้านหลังเพนทาเร ส่วนองค์ชายจะนั่งบนเก้าอี้สำหรับยศของเขา อเล็กซิสยืนจดรายละเอียดต่าง ๆ ที่เหล่าข้าหลวงเข้ามาพูดคุยกับคนผมบลอนด์ ยิ่งข้อมูลเยอะยิ่งเป็นตัวช่วยในการอยู่รอด อย่าประมาทเชียว งานเลี้ยงน่ะเป็นแหล่งข่าวชั้นดีแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่างานขององค์ชายสายตรงแบบนี้ฟาโรห์กับพระมเหสีหรือราชินีจะมาด้วยแต่ก็… เหอะ นี่มันแสดงความไม่ลงรอยชัดเจนเกิดไปไหม มูลเหตุการก่อกบฏอาจเริ่มจากการเลี้ยงดูผิดๆ พ่อแม่ไม่สนใจ มีมหาปุโรหิตคอยล้างสมอง โอ้ ครบสูตรตัวร้ายตามภาพยนตร์หรือนิยายชัด ๆ
ไม่ได้การ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเพนทาเรเข้าด้านมืดแน่ ดีที่พออเล็กซิสติดตามออกราชการด้วยไอ้ปุโรหิตนั่นถึงยอมถอยลงบางส่วน แต่หากนับจากพรรคพวกแล้วมันมีเยอะกว่าเขาอยู่ดี และถ้าถูกจี้ประเด็นว่าเป็นสมมติเทพจริงหรือไม่คงหาเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ด้วย เขาเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากคนอื่นจะเอาอะไรแสดงอภินิหารกัน
“อาเซเนธ”
“ขออภัย มีอะไรหรือองค์ชาย” ฟุ้งซ่านจนลืมไปเลยว่าอยู่ในงานเลี้ยง
“เริ่มมอบบรรณาการแล้ว เจ้าไม่ต้องคอยจดข้าไหว้วานผู้อื่นแทน ฉะนั้นไปเตรียมของของเจ้ามา”
แม้ข้ารับใช้ยินดียกให้ แต่อเล็กซิสขอลงทุนขนย้ายเอง เขากลัวกระดาษขาดหรืออะไรพัง ไม่ไว้ใจคนอื่นจริง ๆ ถ้าพังให้มันพังเพราะเขานี่แหละ ด้วยขนาดใหญ่จึงทุลักทุเลบ้างขณะขนแต่ก็มาถึงโถงงานเลี้ยงอย่างสวัสดิภาพไม่มีอะไรเสียหาย อเล็กซิสถอนหายใจอย่างโล่งอกรีบยกเข้าไปด้านใน
ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาทุกสายตาต่างเงียบจับจ้องมาที่เขา อะไร มองทำไม ไม่คุยกันต่อล่ะ
“ภาพใต้ผ้าคลุมผืนนั้นท่านอาเซเนธวาดเองหรือ องค์ชายบอกข้ามาน่ะ” เป็นปุโรหิตไม้เบื่อไม้เมาของเขาเองที่ทักขึ้น
“ใช่แล้ว มีอะไรข้องใจหรือไม่”
“ข้าเพียงเพิ่งรู้ว่าท่านมีความสามารถด้านนี้ก็เท่านั้น”
อ๋อ…เหรอ ถึงนายจะเก็บสีหน้าได้ดีแต่แววตาที่แฝงความดูถูกเล็กน้อยอย่าคิดว่าฉันไม่เห็น ไอ้คนกลับกลอก
“รูปวาด? ไม่ลงทุนน้อยเกินไปหรือไง”
“จะเทียบเท่าฝีมือช่างศิลป์ในราชวังหลักหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“วันนี้ข้าไม่ใช่คนที่ให้ของราคาต่ำที่สุดสินะ”
ครับ ๆ ขอโทษที่มันไม่ถูกใจพวกคุณ จะตายเลยก็ได้นะไม่ว่าเดี๋ยวบริการฝังศพให้ อเล็กซิสยิ้มตอบไม่ถึงดวงตา
เขาวางขาตั้งรูปที่สร้างขึ้นโดนช่างไม้ตามคำขอของเขา จัดวางภาพวาดให้ลงล็อคปัดผ้าคลุมด้านหลังให้คลุมขาตั้งอีกที ตอนดึงออกจะได้ดึงง่าย อเล็กซิสแอบซ้อมดึงผ้าออกตั้งหลายรอบเพื่อให้ท่าทางออกมาดูดีและงานไม่พัง
“ภาพวาดของข้าเป็นสีขาวดำหากเห็นแล้วอย่าตื่นตกใจ ข้าไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นองค์ชาย เป็นเพียงวิธีวาดอีกแขนงหนึ่งเท่านั้น”
ต้องพูดดักไว้ก่อนเดี๋ยวปุโรหิตตัวดีวิ่งโร่ป่าวประกาศบิดเบือนความตั้งใจของเขาอีก
เมื่อกล่าวและทำความเคารพเสร็จเขาเงยหน้ามองคนบนเก้าอี้ ชายผมบลอนด์พยักหน้าเป็นสัญญาณให้เขาเปิดผ้าคลุม
ตึกตัก…ตึกตัก
ขนาดตอนพรีเซนต์งานกับบรรดาอาจารย์ที่คณะยังไม่เคยประหม่าเท่านี้มาก่อน
ใจเย็นไว้ อเล็กซิส เขาจับมุมผ้าดึงมันออกช้า ๆ
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดให้ได้ยิน ทุกคนภายในโถงต่างจ้องมองรูปอย่างไม่วางสายตา ปรากฏภาพชายหนุ่มเรือนผมทอประกายสว่างนัยย์ตาสีอ่อนเขานั่งบนพื้นหิน ท้าวแขนข้างซ้ายลงก้มตัวเล็กน้อยเอื้อมมือขวาหมายเด็ดปทุมในสระ
การวาดแบบนี้พวกเขาต่างไม่เคยพบเจอ ราวกับเห็นองค์ชายตัวเป็น ๆ อีกคนตรงหน้า แม้เป็นสีขาวดำไม่ได้ทำให้ภาพนี้ด้อยลง กลับกันมันดูเหมือนจริงมีชีวิตและจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม
เกิดอียิปต์มุงล้มรอบภาพจนอเล็กซิสต้องบอกให้ถอยห่าง เนื่องจากกระดาษบอบบางเกรงว่าอาจโดนอะไรเกี่ยวขาดได้ แต่พวกเขาไม่สนใจเริ่มก้าวเข้ามาใกล้รูปเรื่อยๆ
“พวกเจ้าลืมหรือว่าข้ายังนั่งอยู่ตรงนี้” เสียงเด็ดขาดดังขึ้นหยุดการกระทำคนในโถง
เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวผู้คนต่างกุลีกุจอถอยห่างกลับตำแหน่งเดิมของตน ก้มหน้าก้มตาเงียบหวาดกลัวแรงพิโรธของหน่อเนื้อเชื้อไขกษัตริย์
อเล็กซิสมองตามเพนทาเรที่ลุกขึ้นเดินตรงมาทางเขา จึงรีบจัดการพับผ้าคลุมให้เรียบร้อยรออีกคนพินิจพิเคราะห์ภาพเสร็จ เขายืนมองอีกคนนิ่ง ๆ ทำไมหมอนี่เงียบไปเลยแถมสีหน้านี้เขาเองก็ไม่เคยเห็น หรือจะไม่ชอบภาพ? อเล็กซิสใจเสีย
“เจ้าถึงขั้นวาดขนตาข้าได้ด้วยหรือนี่? มานับตอนไหนกัน”
บ้าเหรอ ตอนวาดไม่ได้นับด้วยซ้ำว่าขีดกี่เส้น แค่วาดออกมาให้เหมือนตัวจริงก็พอ เขาเพียงยิ้มตอบแหย ๆ เฮ้ย—เลิกถามอะไรที่ตอบยากได้แล้ว
“ข้าชอบมาก คุ้มค่าที่เจ้าไม่ยอมออกจากห้องหนึ่งเดือนจริง ๆ”
ไม่วายวกมาจิกกัดเขาอีก ตกลงหายโกรธจริงไหม…
“เจ้าเอาไปตั้งในห้องข้าแล้วกันอาเซเนธ” พูดจบก็หันไปกระซิบข้ารับใช้ข้าง ๆ ให้เป็นคนนำทาง
“องค์ชายบอกให้ท่านกลับไปพักผ่อนได้เลยขอรับท่านเทพ” บ่าวคนเดิมพูดขึ้นขณะที่เขาจัดวางขาตั้งและรูป อ่า แสดงว่าหลังจากนี้ไม่มีกำหนดการอะไรสำคัญ อเล็กซิสพยักหน้าตอบหงึกหงัก เดินแยกกลับที่พักตัวเอง
ถอดชุดที่เต็มยศออก แช่น้ำร้อน ๆ แล้วมากลิ้งตัวบนเตียงนี่ฟินจริง ๆ เตียงของฉัน…
“ไม่สำรวมกิริยามารยาทแล้วหรือท่านเทพ”
อเล็กซิสสะดุ้งตัวโยนหันไปยังต้นเสียงทันที สบายใจจนลืมสนใจอย่างอื่นเลย เพนทาเรเข้ามาตอนไหน
“องค์ชาย การที่เข้ามาในห้องผู้อื่นโดยไม่บอกกล่าวสิ่งนี้ไม่เรียกว่ากิริยาที่ดีเช่นกัน”
“แผ่นดินนี้เป็นของฟาโรห์ ข้าที่เป็นบุตรของเขามีสิทธิ์เข้าออก”
เออเอาเหอะ เขากลอกตาใส่พลางลุกนั่งบนเตียงดี ๆ ปกติพวกเราต่างทำตัวตามสบายเวลาอยู่ด้วยกันสองคน ไม่ต้องแปลกใจหากเห็นเขาทำสีหน้าเอือมระอาใส่หมอนี่บ่อย
“เลิกโกรธแล้วหรือถึงมาหาข้าที่นี่”
“หึ ผลงานเจ้าเป็นที่น่าพอใจข้าจึงอภัยโทษให้”
“เป็นพระคุณอย่างสูงพะยะค่ะ”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปข้ามีเรื่องจะสอนเจ้าเพิ่ม”
เอ่ยจบมองหน้าเขาครู่หนึ่งจากนั้นสะบัดผ้าคลุมเดินออกไปทิ้งความสงสัยไว้ อ้าว? เป็นอะไรอีกล่ะคราวนี้ เดาอารมณ์ยากเสียจริง
xx/xx/xxxx
เขามาหาตั้งแต่เช้าเพื่อสอนศิลปะการต่อสู้ อือ อ่านไม่ผิด เรียนต่อสู้ทั้งมือเปล่าและการใช้อาวุธต่าง ๆ เพนทาเรบอกว่าเอามือเปล่าให้คล่องก่อนค่อยใข้อาวุธ แหงสิ ใครจะบ้าแกว่งดาบไปมาทั้ง ๆ ที่มือเปล่ายังไม่รอด
การเรียนนี้หนักหนาสาหัส จริงอยู่ที่เขาอ่อนข้อให้แล้วแต่คนยุคใหม่แบบฉันจะเอาอะไรสู้ พวกเราเก่งแต่ฝีปากและทางคีย์บอร์ดเท่านั้นแหละ
วันแรกก็เล่นเอาน่วม วิญญาณแทบไปพบเทพโอซิริส ฉันบ่นแล้วบ่นอีกแต่ครั้งนี้หมอนั่นจริงจังมาก เขาตอบมาประโยคเดียวทำฉันหุบปากฉับตั้งใจเรียนต่อไป
เวลาคับขันมีแต่ตัวเราเท่านั้นที่พึ่งได้ จำไว้ จงสู้เพื่อตัวเอง
อืม—ใช้ได้ในยุคอดีตจริง ๆ ไม่รู้จะตายตอนไหน ยิ่งไม่ลงรอยกับปุโรหิตเวรนั่นอยู่ วันดีคืนมันจะส่งนักฆ่ามารึเปล่าก็ไม่รู้
ครึ่งเช้าฝึกต่อสู้ ครึ่งบ่ายออกว่าราชการติดตามเพนทาเร ตอนเย็นถึงดึกเรียนภาษาและทุกอย่างที่เกี่ยวกับอียิปต์
เอางี้ ถ้าฉันกลับอนาคตได้จะลงเรียนอียิปต์วิทยา ไม่ได้ท็อปเซคให้มันรู้ไป
xx/xx/xxxx
หนึ่งปีครึ่งกับอียิปต์โบราณ เกือบลืมว่าตัวเองเป็นคนเยอรมัน ฮ่าๆ ถามว่าอยากกลับบ้านไหมก็…
ฉันตัดขาดกับที่บ้านนานแล้ว ไม่งั้นคงไม่ต้องหาเงินค่าเช่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหารตัวเป็นเกลียวแบบนี้หรอก จบไปจะมีงานทำรึเปล่าเถอะ เดาว่าอาจเป็นจิตรกรไส้แห้ง อดีตอนาคตไม่ต่างกันเท่าไร แค่ยุคโบราณเสี่ยงตายมากกว่า แต่อยู่ดีกินดีนะ ทุกอย่างล้วนมีข้อดีข้อเสีย
ภาษาอังกฤษของเพนทาเรพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน เขาหัวไวมากในความเห็นฉัน ทำให้เขาสอนเฮียโรกลิฟฟิกและภาษาพูดอียิปต์ดียิ่งกว่าเดิม ฉันเคยลองเอาบันทึกพวกนี้ให้เขาอ่าน ตลกสุด ๆ หมอนั่นงงเป็นไก่ตาแตก ไม่กลัวหรอกว่าใครได้บันทึกไป มันสงวนสิทธิ์เฉพาะคนรู้เยอรมันเท่านั้น
เพนทาเรไม่ได้แค่อ่านออกเขียนได้เพราะฉันสอนพูดด้วย เอ่อ ภาษาอังกฤษพวกเราติดสำเนียงเยอรมันทั้งคู่ แต่บอกไปอีกฝ่ายไม่เข้าใจหรอก สื่อสารรู้เรื่องเข้าใจก็พอแล้วอย่าคิดมาก หลายครั้งที่เราใช้โค้ดลับภาษาอังกฤษเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ เป็นสิ่งที่ทำให้หมอนั่นตั้งใจเรียนสุดๆ
ชีวิตไม่มีอะไร เรื่อย ๆ เนือย ๆ ฝึกต่อสู้ เรียน ทำงาน เข้าสังคมการเมือง นั่งฟังเรื่องซุบซิบในวังกับข้ารับใช้ ต่อปากต่อคำกับมหาปุโรหิต
มีวาดรูปบ้าง ส่วนมากเพนทาเรมักขอให้วาดสงสัยจะติดใจภาพที่ฉันให้ จริง ๆ เขาเคยให้ฉันสอนวาดรูปเหมือนด้วยนะแต่เรียนได้แปปเดียวก็เลิกเลย บอกเอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ฮ่า จุดอ่อนขององค์ชาย วาดรูปไม่สวย
xx/xx/xxxx
หลังจากนี้คงไม่ได้เขียนบันทึกบ่อย ๆ แล้ว จะว่าไงดี คือชีวิตช่วงนี้มันไม่มีอะไรใหม่จนต้องจดน่ะ ไม่อย่างนั้นอาจจดแค่สั้น ๆ ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ อีกอย่างพอเขียนเฮียโรกลิฟฟิกคล่องเลยต้องมาช่วยเพนทาเรเขียนฎีกาหรือบันทึกเรื่องอื่น งานกองทับแทบตายอยู่แล้วไม่มีเวลามาจดบันทึกเท่าไร
xx/xx/xxxx
ผ่านมาสองปีเพิ่งได้เจอฟาโรห์รามเสสที่ 3 ตัวเป็น ๆ เจอพระมเหสีทิเยแม่ของเพนทาเรด้วย หน้าถอดแบบ 1:1 หากเขาเป็นผู้หญิงก็ให้มองแม่เขานั่นแหละ ทั้งคู่ยังดูแข็งแรงอยู่เลยก็ว่าทำไมถึงต้องกบฎ (แต่อย่าทำเลยขอล่ะ)
กว่าฟาโรห์จะตายเพนทาเรคงอายุราววัยกลางคน ไม่แปลกที่ฟาโรห์หลายองค์ขึ้นครองราชย์ตอนอายุสี่สิบห้าสิบ พ่อตัวเองไม่ตายสักทีทำไงได้
เราเจอกันเพราะงานเลี้ยงฉลองเนื่องจากชัยชนะจากการปราบศัตรู พวกเขาเลือกคุยกับฉันที่เป็นสมมติเทพมากกว่าคนเป็นลูกในไส้ซะอีก เฮ้อ อึดอัดแทน แต่หมอนั่นดูไม่คิดมากเพราะเจอบ่อยจนชินล่ะมั้ง ฉันเข้าใจดี
xx/xx/xxxx
สามปีแล้ว ถ้าเป็นยุคปัจจุบันทำงานขนาดนี้ต้องได้วีซ่าแล้วล่ะ ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่สิ มหาปุโรหิตเริ่มขัดขวางชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ฉันอยากให้เพนทาเรทำงานดูปัญหาปากท้องหรือปัญหาอื่น ๆ ตามปกติ แต่มัน! มันให้เพนทาเรนั่งเฉย ๆ หรือไล่ทางอ้อมว่าให้ไปคัดนางสนม อ้างว่าอายุเยอะแล้วแต่ยังคงไม่มีสนมจะสร้างความไม่มั่นคงแก่ข้าหลวง
อายุเยอะบ้านแกคือยี่สิบกว่า ๆ วางแผนจะตายตอนสามสิบว่างั้น? แต่ฉันอยากให้แกตายคนแรกเลยจะดีมาก
xx/xx/xxxx
สัญชาตญาณและลางสังหรณ์เป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้
ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย ปุโรหิตตอนแรกมีท่าทีขัดขวางแท้ ๆ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนกลับเลิกทำ หนำซ้ำยังมองฉันแปลก ๆ อีก ให้ตายเถอะ อยากเอานิ้วจิ้มตาแม่งชะมัด ตอนนี้พวกเราสองคนจึงทำงานได้สะดวกไม่ติดขัดต่อไป
มีเรื่องแปลกอีกอย่าง ปกติเพนทาเรจะสอนฉันถึงดึกแต่ช่วงนี้สอนแปปเดียวก็ขอตัวกลับ เขาบอกฉันรู้เยอะประมาณนึงแล้วขอแค่อ่านเอกสารมาก ๆ เดี๋ยวก็เก่งเองจึงไม่จำเป็นต้องสอนต่อ
ทีแรกคิดว่าแอบมีสนมแต่พวกข้ารับใช้ไม่มีใครเห็นว่าเขาออกจากห้อง รวมถึงไม่เห็นใครเข้าไปด้วย
อืม…แอบทำอะไรกันแน่นะ
xx/xx/xxxx
sos! sos! sos!
รหัสแดง! แดงเข้มแดงสุด ๆ
เราเผลอจูบกัน ไม่สิ เขาต่างหากที่เริ่ม ฉันไม่ผิดฉันไม่ผิดฉันไม่ผิดฉันไม่ผิด อียิปต์โบราณมีรักร่วมเพศแล้วเหรอ
ฉันวิ่งมาหลบในห้องไม่กล้าสู้หน้า ทำยังไงดี
หรือที่ไม่มียอมรับสนมเพราะชอบผู้ชาย โอ้พระเจ้า พรุ่งนี้ฉันโดนตัดหัวแน่
อเล็กซิสเดินหาองค์ชายตัวดีทั่ววัง สาเหตุเนื่องจากอีกคนอู้งานอีกแล้ว วันนี้ไปแอบอยู่ที่ไหน สระบัว ไม่อยู่ ห้องนอน ไม่อยู่ ห้องโถงห้องอาหาร ไม่มี หรือจะออกไปนอกวัง? เขากัดเล็บคิดไม่ตก ถ้าหาไม่เจอคราวนี้ข้าหลวงเอาพวกเขาตายแน่ ยิ่งถูกจับตามองอยู่
หือ? กระโจม? หลังวังมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ ระหว่างเดินกลับดันเหลือบเห็นบางสิ่งสีขาวผ่านตาเสียก่อน เขาหรี่ตาลงอย่างคาดเดา หรือว่า…
ภายในกระโจมสีขาวปรากฏร่างชายผู้หนึ่งนอนนิ่งหายใจเข้าออกแผ่วเบาบนตั่งไม้ ราวกับตกอยู่ในห้วงนิทราแสนหวาน
อยู่ที่นี่จริงด้วย
แม้เดินเข้าไปใกล้ ๆ อีกคนไม่มีท่าจะตื่น เมื่อวานก็ไม่ได้อยู่ดึกขนาดนั้นนี่นา วันนี้เพนทาเรง่วงมากเลยเหรอ เขาโน้มตัวลงลอบสังเกตใบหน้าอย่างละเอียด ขนตายาวเป็นแพเลยแฮะ พระเจ้าช่างปั้นจริง ๆ ไหนจะเส้นไหมสีทองแผ่สยายทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงบนตั่ง ทำเขาอดไม่ได้ยกมือหมายลูบไล้ ขอสักนิด…
“เฮ้ย—”
ไม่ทันได้แตะแม้แต่ปลายเส้นผม อเล็กซิสดันสบตากับคนที่เมื่อครู่ยังหลับอยู่ เขาถอยหลังด้วยความตกใจทว่ากลับถูกคนด้านล่างกระตุกแขนให้ล้มทับบนร่างตัวเอง
“เดี๋ยว! เพนทาเรหยุดเลยนะ!”
“โจรลักหลับแบบเจ้าสมควรพูดประโยคนี้หรือ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นหยอกล้อคนขี้อาย
“ข้าขอโทษปล่อยข้าไปเถอะ…ได้โปรด” พูดทั้ง ๆ ที่ยกมือสองข้างปิดหน้า จบแล้ว องค์ชายเห็นแน่ว่าเขาหน้าแดง อยากมุดดินหนีแต่ขยับตัวไม่สักนิด เขาถูกมือสองข้างของคนด้านล่างล็อคไว้
“เอามือออก”
“ไม่”
“ข้าไม่พูดซ้ำ อาเซเนธ”
“…” หน้าขึ้นสีกว่าเดิมพอลดมือลง อเล็กซิสหลับตาปี๋ ใครก็ได้ช่วยเขาด้วย
เห็นดังนั้นเนตรสีครามฉายแววอ่อนลง ลูบไล้แก้มสีชาดจนพอใจจากนั้นจุมพิตคนด้านบนแผ่วเบา เรียกเสียงร้องตกใจจากบงกชน้อย องค์ชายผู้ถือดีจึงวิสาสะปิดปากนิ่มลงอีกครั้ง คราวนี้อีกคนจึงไม่เปล่งเสียงอะไรออกมาอีก
xx/xx/xxxx
จูบครั้งที่สอง จูบครั้งที่สาม เขาทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนจูบแรก อ่า สนุกมากไหมเล่นกับใจไบยุคปัจจุบันแบบนี้?
คิดว่าตรงสเปคหน่อยจะทำอะไรก็ได้เหรอ…อืม ก็ใช่ คิดถูกแล้ว
xx/xx/xxxx
ความสัมพันธ์เราเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กลายเป็นคนใกล้ชิดดังคู่รักทว่าต่างคนต่างไม่เอ่ยถึงสถานะ องค์ชายแต่งตั้งสนมหรือพระชายาชายไม่ได้ ส่วนฉันเองก็…ต่อให้ความหวังในการกลับอนาคตจะริบหรี่แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ วันดีคืนดีหากกลับได้ขึ้นมาก็ต้องแยกกับเพนทาเรอยู่ดี
และความจริงอันโหดร้าย เส้นขนานของอดีตและอนาคต พวกเราไม่มีวันบรรจบกัน
รวมทั้งปัญหาที่ใหญ่ที่สุด การกบฏ บันทึกประวัติศาสตร์ต่างบอกว่าผู้เกี่ยวข้องถูกตัดสินโทษโดยรามเสสที่ 4 หมด ฉันอาจโดนกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ต่อให้คนมองว่าเป็นสมมติเทพก็เถอะ แต่มันจะรอดจริงเหรอ?
มีทางเดียวคือต้องเปลี่ยนฝั่งตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ไม่เห็นวี่แววเลยว่าเพนทาเรจะกบฏตอนไหน มหาปุโรหิตก็สงบเสงี่ยมดี ฉันไม่ได้มีสายลับหรือกองกำลังคอยจับตาดู มีแต่ตัวเองเท่านั้น
ทำได้แค่เก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้ให้มากที่สุด
xx/xx/xxxx
ช่วงนี้เพนทาเรอยู่กับปุโรหิตบ่อยมาก และเป็นเวลาใกล้ครบห้าปีที่ฉันย้อนอดีตมา มัน…ใกล้แล้วเหรอเหตุการณ์นั้น
ทำไมถึงเป็นฉัน ใครเป็นคนเลือก
จะทำใจได้ยังไงเมื่อเห็นคนรักกำลังเดินผิดทาง ฉันบกพร่องสอนเขาไม่ดีพอเหรอ
มันผิดพลาดที่ตรงไหน
xx/xx/xxxx
สุดท้ายฉันเลือกทุ่มทุกอย่าง แม้แต่ความจริงที่ว่าฉันมาจากอนาคตไม่ใช่เทพแบบที่พวกเขาเข้าใจ บอกเรื่องที่ว่าเขาจะกบฏและจุดจบของการกระทำนั้น ร่ายยาวประวัติศาสตร์ที่พอจำได้จากพิพิธภัณฑ์ พูดแทบหมดลมแต่เขาดันหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ พูดซ้ำ ๆ ว่าเข้าใจแล้ว แบบนี้นี่เอง ขอบคุณมากอาเซเนธตอนนี้ข้ามั่นใจ ทุกอย่างจะราบรื่นด้วยดี
หมายความว่ายังไง เพนทาเรไม่ยอมตอบ บอกเพียงว่าสักวันนายจะเข้าใจเอง
คืนนี้ฉันนอนไม่หลับ ไม่เคยสังหรณ์ใจไม่ดีหนักขนาดนี้มาก่อน เหมือนมีบางอย่างกำลังร้องเตือนฉัน
วันนี้อเล็กซิสตื่นมาทำกิจวัตรประจำตามปกติ ทว่าบรรยากาศในวังล้วนแปลกไป เหล่าข้ารับใช้และนางกำนัลต่างมองเขาด้วยสายตาเศร้าสร้อย แม้จะถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือพวกนางตอบเพียงว่าท่านไม่จำเป็นต้องสนใจ ทำใจให้สบาย
แล้วก็ปานไร้ที่มาตรงข้อมือ มันเพิ่งผุดมาวันนี้แน่ ๆ เด่นขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ที่ตัวเขาหรือคนอื่นจะไม่สังเกต ปานรูปดอกบัวแปดกลีบ เทพเจ้าพยายามสื่อสารอะไรบางอย่างกับเขาใช่ไหม?
ตึง!
เสียงกระทบดังของบานประตูเรียกสติเขาให้ตื่นจากภวังค์ ทหาร? มาทำอะไรที่ห้องเขากัน
“องค์ฟาโรห์มีรับสั่งให้พาว่าที่ราชินีประทับ ณ วังหลักพะยะค่ะ”
ราชินี? แม่ของเพนทาเรก็ประทับที่วังหลักอยู่แล้ว มาผิดวังหรือเปล่า
“พระราชาชินีมิได้อยู่วังรองมิใช่หรือ”
“ท่านอาเซเนธเพคะ ฟาโรห์รามเสสที่ 3 ทรงสิ้นพระชนม์ยามรัตติกาลเมื่อคืนวาน ฉะนั้นองค์ฟาโรห์ที่เหล่าทหารกล่าวถึงคือฟาโรห์เพนทาเรเพคะ” นางกำนัลผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นจากนั้นค้อมหัวจรดพื้นติดตาม ๆ กัน
อเล็กซิสได้ยินเสียงบางอย่างแตกสลายอย่างช้า ๆ ด้วยรักและเชื่อมันในตัวเพนทาเรจึงยอมเล่าทุกอย่าง แต่ผลลัพธ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“องค์ฟาโรห์รับสั่งหากท่านขัดขืนให้ใช้วิธีการใดก็ได้ในเพื่อพาตัวท่านกลับไป” พูดจบเหล่าทหารเริ่มย่างกรายเข้ามาในห้องทีละคน
“ไม่ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากหรอก เลิกแสดงท่าทาทีคุกคามผู้อื่นแล้วนำทางข้าซะ”
ทุกคนรู้ข่าวการตายของรามเสสที่ 3 แต่ไม่มีใครบอกเขา เพนทาเรสั่งไว้งั้นเหรอ ถึงว่าทำไมวันนี้บรรยากาศในวังแปลกประหลาด หากเป็นคนรับใช้เจ้านายของฝั่งกบฎอเล็กซิสไม่แน่ใจว่าจะถูกลงโทษตามคนเป็นนายหรือไม่ โอกาสโดนสูงมากในยุคสมัยที่ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา
วังเมมฟิส วังหลัก…เคยมาแค่ตอนงานเลี้ยงฉลองชัยชนะครั้งเดียว นอกจากเพนทาเรและมหาปุโรหิตก็มีพระมเหสีร่วมมือด้วย ต่อให้นางไม่สนใจไยดีลูกตัวเองแต่ยังคงกระหายในอำนาจ ทว่ามหาปุโรหิตเองไม่น่ายอมตัวหารอีกคน เดิมทีนักบวชปลอม ๆ ต้องการกุมอำนาจสูงสุดอยู่หลังม่านถึงได้เลือกเพนทาเรเป็นหุ่นเชิด คาดว่าอีกไม่นานพระมเหสีคงโดนเก็บตามอดีตฟาโรห์
ยามสนธยาตะวันใกล้ลาลับ ณ โถงโออ่าสีนวลตา ขัตติยะดวงใหม่ยืนองอาจจรัสแสง ทอดพระเนตรฟ้าไกลเฝ้าคอยเยาวมาลย์
“มาแล้วหรืออาซาเนธ”
“…”
“เงียบทำไมเล่า ไม่แสดงความยินดีกับข้าสักนิดหรือ”
“ท่านรู้ดีว่าข้าคิดอย่างไรกับการกบฏ”
“ข้าเพียงหาสิ่งยืนยันตำแหน่งให้เจ้า ว่าที่องค์ราชินี”
“หากพวกเขารู้พวกเขาไม่มีทางยอมรับ ทั้งท่านและข้า”
“ทำไมจะไม่ยอมล่ะ ในเมื่อตัวข้าคือกฎ? ผู้สูงสุดในแผ่นดินนี้ หากมันกล้าค้านก็เตรียมไร้เงาหัว”
“อำนาจที่มาจากความหวาดกลัวไม่เคยส่งผลดี”
“เมื่อจัดพิธีถวายความอาลัยแด่ท่านพ่อเสร็จข้าจะจัดพิธีแต่งตั้งฟาโรห์และราชินีองค์ใหม่ทันที” ชายหนุ่มไม่สนใจคำเตือนเขาเอ่ยขึ้นเนิบนาบย่างกรายรอบตัวเจ้าบงกชน้อย นิ้วมือลูบไล้บ่าไหล่ไล่มาถึงปลายเกศา เขาม้วนขึ้นเป็นช่อเล็กพลางจรดฝีปากลงแผ่วเบา “อีกไม่นานยอดรัก เราจะกล่าวคำสาบานเคียงคู่กันต่อหน้าไพร่ฟ้าอันเนืองแน่น”
อเล็กซิสเนสยืนนิ่งไร้เรี่ยวแรงกระทำสิ่งใด ยอมให้อีกคนโอบพาเข้าห้องแต่โดยดี
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาเขาไม่ได้ออกไปไหน ขังตัวเองอยู่ในห้อง ทุกค่ำคืนเพนทาเรจะเข้ามานอนด้วยแต่รุ่งเช้าจะออกไปก่อนเขาตื่น รู้ได้ไงน่ะเหรอก็รอยยับอีกข้างหนึ่งของเตียงยังอุ่นอยู่เลยตอนจับ แสดงว่าออกไปได้ไม่นาน
อเล็กซิสลองถามใจตนเอง ฉันผิดหวังในตัวเขา หรือกลัวจะเสียเขาไปกันแน่ การตายของเพนทาเรเกิดขึ้นเพราะลอบสังหารรามเสสที่ 3 หากไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพวกเราสองคนจะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่มหาปุโรหิตล่ะ มันยอมให้หุ่นเชิดที่ล้างสมองมานานเปลี่ยนเป้าหมายงั้นเหรอ ไม่ พวกเราไม่มีวันพบเจอความสงบสุข
นายฆ่ารามเสสที่ 4 ไปหรือยัง ถ้าเป็นฉันจะไม่เก็บไว้จนถึงตอนนี้ ทำให้แน่ใจด้วยว่าตายจริงไม่ใช่ปล่อยเล็ดลอดให้กลับมาแก้แค้นต่อ คำถามนี้ติดอยู่ที่ปากไม่กล้าเอ่ยออกไป
ข้าจะอยู่กับท่านจนสุดทาง ฉันบอกกับเขา เพนทาเรเบิกตากว้างเล็กน้อยราวกับไม่เชื่อ นายไม่มีทางรู้หรอกว่าความจริงแล้วฉันเองก็เลือดเย็นไม่แพ้กัน เดิมทีพ่อของรามเสสที่ 3 ก็แย่งบัลลังก์มา ราชวงศ์ล้วนเป็นแบบนี้ มีราชวงศ์สายไหนสามารถพูดได้เต็มปากว่าตระกูลเราบริสุทธิ์โดยชอบธรรม น้อยนัก เพราะอำนาจคือการแก่งแย่ง
เวลาของฉันเหลือไม่มาก ปานดอกบัวที่ข้อมือกลีบมันค่อย ๆ จางหายไป หนึ่งกลีบแทนหนึ่งวัน ตอนนี้เหลือเพียงกลีบเดียวแล้ว ร่างกายรู้สึกไม่สบายแต่อาการไม่เหมือนการป่วย บอกไม่ถูกเช่นกัน แค่รู้สึกได้ว่า อ่า…ใกล้ได้กลับยังที่ที่จากมา ฉันได้ยินเสียงแว่วของดอน
วันสุดท้ายของกลีบกมล วันแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ ฉันหวังว่าจะอยู่จนจบวัน ไม่งั้นเสียดายแย่เพราะมันถือเป็นงานแต่งเราสองคนนี่
เขาจ้องมองกลีบสุดท้ายบนข้อมือตัวเอง ดอกบัว…องค์เทพเนเฟอร์เทมเป็นคนส่งข้ามางั้นหรือ ข้าของยืมแรงเฮือกสุดท้ายได้หรือไม่ ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยศรัทธาพระเจ้าองค์ใด
ทว่าครานี้ข้าภาวนาอย่างสุดหัวใจ ได้โปรดเถิด ช่วยดูแลเขาเมื่อข้าไม่อยู่อีกต่อไป
แม้เพิ่งผ่านความเศร้าโศกจากการสิ้นพระชนม์อดีตฟาโรห์ แต่ประชาชนล้วนแสดงความยินดีกับการขึ้นครองราชย์ของฟาโรห์องค์ใหม่ มหาปุโรหิตได้ประกาศว่าพระราชินีเป็นสมมติเทพที่องค์เทพเนเฟอร์เทมส่งมา พวกเขาต่างรอชมโฉมหน้าของทั้งคู่ วันแต่งตั้งทางพระราชวังจะเปิดให้ผู้คนเข้าร่วมพิธีได้ เพื่อแสดวงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน
มงกุฎครอบศีรษะรูปเหยี่ยวสัญลักษณ์ของพระราชินี ไม่คิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้ใส่กับเขาด้วย สร้อยคอ กำไลข้อมือและข้อเท้าล้วนเป็นแผ่นทองคำประดับด้วยลูกปัดและอัญมณีสีม่วง ชุดผ้าลินินสีขาวแขนยาวปักลายดอกบัวช่วงหัวไหล่กับช่วงข้อเท้าลงไป
ทรงผมถูกถักเปียเป็นเส้นเล็ก ๆ ทั่วทั้งหัวปลายช่อผมติดลูกปัด
นางกำนัลแต่งตัวให้เขาอย่างสุดความสามารถ ไม่ปล่อยส่วนไหนของร่างกายให้เล็ดลอดสายตา อเล็กซิสง่วงจนสัปหงกหลายรอยก็ยังแต่งไม่เสร็จ ถ้าราชินีแต่งขนาดนี้ฟาโรห์จะขนาดไหน
เสียงกู่ร้องแซ่ซ้องแสดงความยินดีดังก้องทั่วพระราชวัง อเล็กซิสมองอย่างตั้งใจดูระหว่างการเดิน คนเยอะมาก…ฉันจะไหวไหมนะ
โถงใหญ่ทอดยาวออกไปด้านนอกมีบัลลังก์สองคู่ตั้งอยู่ ถัดลงมาเป็นฝูงชนที่ชะเง้อมองหาเจ้าของที่นั่ง
“อาเซเนธ”
เสียงเรียกคุ้นหูดึงให้เขาละสายตา ตรงหน้าปรากฏร่างชายสูงโปร่งเรือนผมสีทองถูกบดบังด้วยผ้าคลุมผืนยาว บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎรูปงูสัญลักษณ์ของฟาโรห์ ปลายคางติดเคราปลอมสำหรับพิธีการ เปลือยอกสวมผ้าคลุมไหล่ยาวจรดพื้น กางเกงผ้าลินินสีขาวทับอีกชั้นหนึ่งด้วยผ้ากันเปื้อนทำจากหนังปิดทอง จบท้ายด้วยเข็มขัดทองคำตกแต่งประดับประดาด้วยลูกปัด
อเล็กซิส เนส ไม่กลัวนรก เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นสรวงสวรรค์มาแล้ว
“วันนี้เจ้าสวยมาก” ชายหนุ่มเข้าประชิดยกมือลูบแก้มดวงกมลแผ่วเบา ไล้ไพลินคู่งามตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ท่านเองก็สง่างามมากเช่นกัน” เขายกแขนขึ้นกุมมืออีกคนที่ยังวางอยู่บนหน้า หลับตาซึมซับสัมผัสครั้งสุดท้าย
“เราต้องไปกันแล้วอาเซเนธ ทุกคนรออยู่”
“พะยะค่ะองค์ฟาโรห์”
เรากุมมือกันและกันเดินไปถึงโถงด้านนอก เมื่อพวกเขาปรากฏตัวเรียกเสียงร้องสรรเสริญดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
”จากนี้จะเป็นพิธีการแต่งตั้งองค์ฟาโรห์ พระองค์เทพรา พระองค์เทพอามุน โปรดทรงเป็นสักขีพยานในพิธีครั้งนี้ ข้ามหาปุโรหิตแห่งราขอแต่งตั้งฟาโรห์เพนทาเรป็นสมมติเทพองค์ใหม่แห่งอียิปต์”
ร่างสูงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ก้มหัวเล็กน้อยรับไม้เท้านักบวชสูงสุดแตะปลายหน้าผาก
“สมมติเทพแห่งเทพีเนเฟอร์เทม ขอองค์เทพีทรงเป็นพยาน ข้าขอแต่งตั้งให้เขาเป็นคู่ชีวิตแด่ฟาโรห์เพนทาเร”
อเล็กซิสคุกเข่าลงด้านข้างฝ่ายที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ค้อมหัวรอสัมผัสที่แตะปลายหน้าผากเช่นกัน
“สุดท้ายดื่มแม่น้ำไนล์ร่วมจอก จากนั้นกล่าวคำสาบานแก่คู่ของตน ขอองค์เทพโอซิริสทรงเป็นพยาน”
เกศาทองหยิบจอกขึ้นดื่ม “ข้าเพนทาเรสัญญาจะเป็นคู่สาบานของอาเซเนธจนกว่าวิญญาณดวงนี้จะหวนคืนสู่อ้อมกอดเทพโอซิริส”
บงกชม่วงรับจอกดื่มต่อจากอีกคน “ข้าอาเซเนธสัญญาจะเป็นคู่สาบานของเพนทาเรจนกว่าวิญญาณดวงนี้จะหวนคืนสู่อ้อมกอดเทพโอซิริส”
พิธีแต่งตั้งเสร็จสิ้น ณ บัดนี้
ท่ามกลางเสียงแสดงความยินทั่วสารทิศกลับมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น
เหลือเวลาไม่มากแล้วเด็กน้อยเอ๋ย
เสียงผู้ชาย? ใคกัน มันดังข้างหูจนกลบเสียงรอบข้างหมด อเล็กซิสมองซ้ายมองขวาแต่ไม่เห็นคนใกล้ตัวเปิดปากพูดสักคน
เจ้าควรระวังด้านหลัง
เขาหันขวับทันทีทันใด ข้างหลังมีอะไร—
ฉึก
เสียงพุ่งปราดบางสิ่งบางอย่างวิ่งทะลุอกภายในเสี้ยววิก่อนจะสังเกตเห็นตามคำเตือนนั้น
ได้ไง? ใครเป็นคนยิง?
เจ็บ เหมือนจะตายให้ได้ หายใจ…ไม่ออก เขาหัวหมุนยืนไม่ไหวเซตัวล้มลง ทว่ากลับมีอ้อมแขนแกร่งยกประคองก่อน
“อาซาเนธ!”
“อ่า เพนทา—แค่ก…” อเล็กซิสแทบไม่มีแรงเปล่งเสียง ให้ตายเถอะ ธนูดอกเดียวเจ็บได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ เขายกมือสั่น ๆ กุมบาดแผลตรงอกตัวเอง
“ไม่ต้องพูดแล้ว—ทำใจดี ๆ ไว้ ข้าจะเรียกหมอหลวง อย่างเพิ่งหลับ!” เนตรสีครามสั่นไหว ชายหนุ่มรีบอุ้มคนรักขึ้นในอ้อมแขนวิ่ง หลบหนีความวุ่นวายจากกองกำลังไร้ที่มา ปล่อยให้ทหารคอยกันศัตรูไว้
กลับสู่จุดเริ่มต้น เด็กน้อยเอ๋ย ณ ที่แห่งนั้นคือจุดจบของเจ้าเช่นกัน
“เพนทาเร ไป…สระบัว ที่เราเจอกัน แค่ก ครั้งแรก”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ไปที่นั่นจะรักษาได้อย่างไร!”
“ข้อมือ…เหลือ…กลีบเดียว ไม่มี—เวลาแล้ว” หัวเอนซบลงอกอีกคนตาเริ่มปรือใกล้หมดสติเต็มที แขนขวาถูกคนอุ้มอยู่จับขึ้นดูตามคำพูด ปานรูปดอกบัว ไพลินคู่นั้นสั่นไหวกว่าเดิมเมื่อหรี่ลงเพ่งพินิจ แทบมองไม่ออกหากคนเจ็บไม่เอ่ยปาก ปานเริ่มจางลงเรื่อย ๆ
ขณะวิ่งไปยังจุดหมายปลายทางเขาสบถเสียงต่ำหลายครั้ง ไม่อยากยอมรับความจริงแม้ลางสังหรณ์พวกเขาทั้งคู่ต่างรู้ดี ว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ได้อยู่ด้วยกัน โลหิตไหลหยดระหว่างทาง ปริมาณค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น เสียงหอบหายใจคนในอ้อมแขนเบาลงไปทุกที
ถึงแล้ว…สระบัว
ราชาผู้แตกสลายวางร่างดวงหทัยลงข้างสระ แม้มือจะสั่นเทาเขายังคงปฏิบัติด้วยความนุ่มนวล เมื่อร่างสัมผัสกับพื้นจนหมด เหล่ากมลต่างแหวกว่ายยืดขึ้นห่อหุ้มกายคนเจ็บจนมิด ชั่วอึดใจเดียวแผลฉกรรจ์หายราวกับไม่เคยโดนลอบทำร้ายมาก่อน ทว่าช่วงล่างตั้งแต่เท้าขึ้นไปของเจ้าบงกชน้อยเริ่มทอแสงเจือจางสลายหายไปทีละส่วน
“อาเซเนธ—ไม่จริง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้!”
“ข้าไม่ตายหรอกองค์ชาย เพียงแค่กลับไปยังที่ที่จากมาเท่านั้น”
เมื่อความเจ็บหายไปอเล็กซิสยันตัวนั่ง ยกสองมือประคองหน้าชายผู้เป็นที่รัก น้ำตาไหลรินเป็นสาย
“ขออภัยที่มิอาจอยู่จนสุดทาง ผิดต่อท่านแล้วราชาของข้า”
“ต้องไปจริงหรือ” เขาสบตาอดีตสมมติเทพด้วยความสั่นไหว กุมมือข้างหนึ่งบนแก้มของตนแนบแน่น
“ต่อให้ข้าอยู่ท่านจะเป็นคนไปอยู่ดี พวกเราถูกลิขิตให้จากกันเพนทาเร”
“เจ้า—รู้?”
“เทพทุกองค์ล้วนได้ยินคำอธิษฐาน”
“องค์เทพเนเฟอร์เทมเป็นคนบอกเจ้าสินะ”
“ตีบทแตกเกินไปนะองค์ชาย ทำข้าเชื่อเสียสนิทใจ”
“ข้าขอโทษสำหรับทุกสิ่ง”
”เหนื่อยมามากแล้ว จากนี้ข้าหวังว่าท่านจะเป็นอิสระดังเทพฮอรัสสยายปีก” อเล็กซิสผละมือจากแก้มเริ่มไล้นิ้วตั้งแต่เกศาสีสว่าง ไล้หน้าผาก ดวงตา จนถึงจมูกและปาก ชายผู้นี้คือประติมากรรมมีชีวิตที่สวยสุดในหัวใจตลอดมา เขาก้มลงจุมพิตอีกฝ่ายแผ่วเบา
“ลาก่อนเพนทาเรราชาองค์เดียวของข้า และจะเป็นผู้เดียวตลอดไป”
ทิ้งอ้อมกอดและคำพูดสุดท้ายไว้ก่อนสลายหายไปต่อหน้าต่อตาคนผู้หนึ่ง
“อเล็กซิส…อเล็กซิส ตื่นสักทีสิโว้ย!” แรงเขย่าตัวอย่างแรงปลุกเขาให้ลืมตาตื่น
“lorenzo?”
“ก็ใช่ไง ทำงานลูกค้าจนเอ๋อไปแล้วเหรอ วันนี้เราต้องรีบไปวิหารคาร์นัคก่อนที่จะเจอพวกทัวร์ต่างชาติลง”
คนผมม่วงนั่งนิ่งไม่ตอบกลับ สายตาเหม่อลอยนอกหน้าต่าง
“ไหวปะเนี่ยเพื่อน หรือนายไม่สบาย”
“ขอโทษนะนายไปคนเดียวเถอะ ฉันจะไปพิพิธภัณฑ์เมื่อวาน”
“หา ผีตัวไหนเข้าสิงดลใจให้ไปอีกรอบวะ”
lorenzo มองเพื่อนตัวเองเดินเข้าห้องน้ำ ได้ยินเสียงเปิดฝักบัวเพียงไม่นานอีกฝ่ายก็เดินออกมาแล้ว มันไม่สนใจเขาที่ยืนหัวโด่เปิดประตูก้าวออกจากห้องทันที แม่งเอ้ยไม่ไปวิหารก็ได้ ดอนไม่เคยเห็นอเล็กซิสเป็นแบบนี้มาก่อน ราวกับไม่ใช่คนเดิม ให้ความรู้สึกโตขึ้นทั้ง ๆ ที่ผ่านมาคืนเดียว หรือมันเกิดอะไรตอนเขาหลับไปหว่า?
แม้จะค้นอินเทอร์เน็ตดูแต่ประวัติศาสตร์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพนทาเรตายเช่นเดิม หลังจากอเล็กซิสกลับอนาคตไม่นานนักเขาคงโดนสำเร็จโทษตามมา ชะตากรรมทั้งคู่ล้วนจากเป็นและจากตาย พวกเราจะมีโอกาสได้เคียงคู่กันจนแก่เฒ่าไหมนะ แม้สักครั้งหนึ่ง ณ มิติหรือช่วงเวลาใดก็ได้ อเล็กซิสหวังอย่างสุดหัวใจ
“มาเพื่อดูไอแผ่นหินปลอมอะเหรอ นายเองก็คิดว่าเป็นของปลอมนี่”
“ไม่หรอก มันเป็นของจริง”
“เพื่อน นายก็รู้ใช่ไหมว่าเราพูดปากเปล่าไม่ได้”
“ช่างเถอะ ถึงพูดไปนายคงไม่เข้าใจ”
อเล็กซิสพุ่งตรงเข้าไปลัดเลาะเบียดคนรอบข้างจนมาถึงหน้าแผ่นหิน
เทพทุกองค์ล้วนได้ยินคำอธิษฐาน
เพนทาเรจำได้…เขาตั้งใจเขียนถึงฉันตั้งแต่แรก ลืมไปได้ยังไงกัน
“เฮ้ย ๆ ร้องไห้ทำไม!” lorenzo เลิ่กลั่กเมื่อคนที่ยืนนิ่งค้างอยู่นานดันน้ำตาไหลเหมือนเขื่อนแตก “แม่งเอ้ย หยุดร้องอเล็กซิส คนอื่นเขามองกันหมดแล้ว”
“ขอโทษครับหลีกทางหน่อย เพื่อนผมเขาไม่ค่อยสบายน่ะ” ชายผมดำกุลีกุจอลากเพื่อนตัวดีออกจากสายตาสอดรู้สอดเห็น อเล็กซิสไม่ขัดขืน กลายเป็นร่างไร้วิญญาณใครจูงไปทางไหนก็ไป
ทริปนี้จบลงด้วยการเก็บตัวอยู่ในโรงแรมตลอดวันที่เหลือ มีเพียงดอนคนเดียวที่ออกไปเที่ยว
หลังจากเหตุการณ์ไม่อาจลืมชั่วชีวิต แต่เขายังคงก้าวเดินต่อ วันเวลาไม่เคยปราณีใคร
นิทรรศการแสดงผลงานของคณะศิลปศาสตร์ปีนี้เป็นที่ร่ำลือ เนื่องจากการโปรโมททางโซเชียลและงานของนักศึกษาคนหนึ่งที่ถ่ายติดมา
แม้ตอนแรกจะถูกขบขันเล็กน้อยเพราะชื่อโปรเจค My King ดูตลกแปลก ๆ ทว่าเมื่อได้ยลโฉมรูปภาพทำเอาล้อไม่ออก มันเป็นภาพเดี่ยวขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างยาวไปแล้วสี่เมตร ที่น่าตกใจคือไม่ได้มีเพียงรูปเดียว ด้วยขนาดงานที่ใหญ่และรายละเอียดเยอะ ภาพเดียวก็เต็มแก่แล้วแต่นักศึกษาคนนี้กลับวาดถึงสามภาพด้วยกัน บางคนถึงขั้นคิดว่าเขาขายวิญญาณให้ซาตาน
สามภาพสามอารมณ์ ทุกภาพล้วนใช้แบบคนเดียวกัน ว่าก็ว่าแต่หนึ่งในสาเหตุที่คนมุงส่วนหนึ่งมาจากนายแบบในรูปวาดเช่นกัน ภาพแรกชายหนุ่มเรือนผมสีทอง หลุบนัยย์ตาสีฟ้าครามลงยังเบื้องล่าง เขานั่งอยู่ข้างสระบัวขนาดใหญ่ขณะกำลังเอื้อมมือลงสัมผัสกลีบดอกบัวหนึ่งที่กำลังชูช่อ
ภาพที่สองชายผู้เดิมเอนตัวลงตั่งไม้ ยันศอกขึ้นรองรับศีรษะของเขา คราวนี้ไร้วี่แววไพลินคู่งาม ท่าทางเกียจคร้านราวกับแอบใครมาพักผ่อน รอบข้างเป็นเหมือนกระโจมผ้าสีขาวโปร่ง มันพริ้วไหวพัดผ้าบดบังบางส่วนของคนงามที่กำลังหลับไหล
ภาพสุดท้ายสร้างความฮือฮามากที่สุด แม้สองภาพแรกสวยเปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณ ทว่าผู้ชมต่างดูไม่ออกว่ามันตรงกับชื่อ ราชาของฉันตรงไหน เมื่อมาถึงภาพที่สามล้วนไขข้อสงสัยทั้งหมด นายแบบคนเดิมในชุดฟาโรห์เต็มยศ เขาประทับบนบัลลังก์ทองคำ สายตาหลุบมองล่างพอแขวนภาพนี้บนผนังราวกับราชากำลังจ้องมองพวกเขาไม่วางตา ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและสง่างามในเวลาเดียวกัน
“อเล็กซิสเพื่อนรัก~” ชายผมดำเดินร่าเริงสลับกระโดดตรงเข้ามาหาอีกคน
ให้ตาย กระโดดทำไมคนเขามองตั้งแต่ปากทางเข้า ดอนคึกอะไรมา “พูดแบบนี้ต้องการอะไร”
“อย่ามองฉันในแง่ร้ายนักสิ แค่มาแสดงความยินดีให้กับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง~”
“มาเอาวันสุดท้ายน่ะเหรอ”
“เพื่อนเอ๋ย ไม่ใช่ทุกคนจะว่างตรงกับนิทรรศการนี้นะเว้ย”
“ฮ่า ๆ ฉันก็ล้อเล่นไปงั้น” อเล็กซิสหลุดหัวเราะเล็กน้อยพลางตบไหล่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว “นายเป็นคนเดียวที่เห็นงานฉันตั้งแต่ต้นจนจบ จะไม่มาก็ไม่โกรธหรอก”
“โธ่ คนดีของฉัน เอ่อ…แต่ว่านะ นายจะไม่ขายสักภาพจริงเหรอ”
“เราคุยเรื่องนี้จบตั้งนานแล้ว ทำไมถึงพูดขึ้นมาอีก” เขาหุบยิ้มกลับมาทำสีหน้านิ่งเงียบดังเดิม
“โอเค ฉันเข้าใจนายว่าผูกพันธ์กับภาพชุดนี้มาก” lorenzo ถอยหลังกรูดรีบยกมือห้ามทัพ แม้อีกคนไม่ลงมือทำอะไรแต่ตอนอเล็กซิสมองนิ่ง ๆ แบบนั้นทำเขากลัวแปลก ๆ “คนล่าสุดที่เพิ่งเจอในงานเมื่อกี้เขาให้ราคาดีกว่าพวกกดราคาก่อนหน้าอีก ขายทีหมดกังวลเรื่องค่าเช่าห้องไปหลายเดือนเลยนะเพื่อน”
“ไม่ขาย จะกี่ล้านก็ไม่ขาย ฉันไม่พูดซ้ำ”
“เป็นคนเห็นแก่ตัวตั้งแต่เมื่อไร คนอื่นไม่ขายฉันไม่แปลกใจหรอกนะ แต่คนเสนอราคาที่ฉันพูดถึงเขาเป็นนายแบบให้นายไม่ใช่เหรอ ให้เขาสักรูปนึงก็ได้นี่”
“นายแบบอะไร โปรเจคนี้ฉันไม่ได้จ้าง”
“อย่าโกหกเลยหน่าเพื่อน ตอนแรกฉันเชื่ออยู่หรอกว่านายวาดจากฝันที่เห็นบ่อย ๆ แต่พอเห็นคนขอซื้อภาพคนนั้นฉันรู้เลยว่าโดนนายหลอกเข้าแล้ว หน้าเขาเหมือนคนในรูปวาดนายเป๊ะขนาดนั้น”
อเล็กซิสหัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เขาเบิกตากว้างมือสั่นจนทำโทรศัพท์ในมือตกลงพื้น
“เขาอยู่ไหน! ยังอยู่ในงานใช่ไหม!” เขารีบคว้าไหล่เขย่าตัวเพื่อนสนิทเต็มแรง
“เออยังอยู่ ยืนตรงโซนแสดงภาพนายนั่นแหละ หยุดเขย่าฉันได้แล้วเว้ย!”
เมื่อได้คำตอบที่ต้องการจึงผละมือวิ่งออกไปทันที ทิ้งเพื่อนตัวเองยืนงงต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์แบบปุบปับ
ตลอดทางอเล็กซิสวิ่งโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง มีชนคนบางคนเขาทำเพียงกล่าวขอโทษเร็ว ๆ แล้ววิ่งต่อ ทำไมวันนี้ทางเดินในอาคารมันดูยาวกว่าปกติ ฉันรีบอยู่นะ! อย่าเพิ่งไป ขอร้องล่ะ
เมื่อถึงจุดหมายเขาก้มตัวยันเข่าหอบแฮ่กเล็กน้อย ทว่าพอเงยหน้าขึ้นร่างกายเขากลับแข็งค้าง ร่างสูงโปร่งของคนผู้หนึ่งยืนมองภาพวาดผืนแรก เรือนผมสีสว่างถูกรวบเป็นมวยครึ่งหัว ผมส่วนที่เหลือทิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลังกว้าง
อเล็กซิสกุมอกตัวเองพยายามปรับลมหายใจ เดินช้า ๆ ตรงไปยังจุดที่คนคนนั้นยืนอยู่ เดินจนก้าวสุดท้ายหยุดลงข้างกายเป้าหมาย เขาพยายามแอบลอบมองใบหน้าเพื่อไม่ให้รู้ตัวทว่ากลับโดนอีกฝ่ายหันมาหาก่อน ทันทีที่สบตาดังเวลาหยุดหมุน
ไร้คำพูดเหมือนมีบางอย่างจุกในคอ แม้จะเปิดปากแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอด น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ
“รู้อะไรไหม ฉันชอบภาพแรกที่สุด เพราะมันเป็นมุมเดียวกับที่นายเคยวาดให้ฉันตอนวันเกิดครั้งแรก”
ภาษาอียิปต์โบราณ… เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ดังเดิม ราวกับพวกเราไม่เคยแยกจากกัน
“หาตั้งนานในที่สุดก็เจอตัวสักที อาเซเนธ”
หยดน้ำตาร่วงหล่นทว่าเป็นสายธารแห่งความปิติยินดี อเล็กซิสยิ้มกว้างกระโดดก่อนอีกคนเต็มแรง เห็นดังนั้นคนผมทองหัวเราะเสียงใสเขาอ้าแขนรับคนคุ้นเคยด้วยความเต็มใจ
Queen part end.
