Actions

Work Header

Hunged by Crimson

Summary:

สึคาสะฝันถึงบ้านเมืองที่ล่มสลายในกองไฟ... และท่ามกลางความสิ้นหวังสีชาดนั้น เขากลับเห็นจอมเวทที่ถูกขับไล่อย่างคามิชิโระ รุยยืนอยู่...

Notes:

If you use Google Translate to read this, please be aware that it may not render the pronunciation or pronouns correctly. I have no intention of misgendering any character, and thank you for your understanding.

 

Warning
Abuse of Authority : การกดขี่จากผู้มีอำนาจ
Blood and Injury : มีการกล่าวถึงเลือด บาดแผลและอาการบาดเจ็บ
Captivity and Imprison : มีการบรรยายถึงการถูกกักขังของตัวละคร
Fear and Panic : ตัวละครประสบภาวะตื่นตระหนกหรือวิตกกังวลอย่างรุนแรง
Mention of Genocide : มีการกล่าวถึงเหตุการณ์การกวาดล้างกลุ่มคน
Prejudice and Discrimination : การถูกปฏิบัติไม่เป็นธรรมจากเชื้อชาติหรือความแตกต่างทางสังคม
Psychological Trauma : ตัวละครมีบาดแผลทางใจหรือความทรงจำที่เจ็บปวด
Violence : มีการบรรยายถึงความรุนแรง

Chapter 1: แสงสว่างกับเงาฝัน

Chapter Text

1
แสงสว่างกับเงาฝัน



I

ยามราตรีทอดกายลงมา ปกคลุมโลกทั้งใบไว้ด้วยความมืดมิด มีเพียงแสงดาวพราวระยับบนท้องฟ้าไร้เมฆที่ส่องประกายในค่ำคืนนี้ 

ลมอุ่นจากฤดูร้อนพัดผ่านผ้าม่านบางเบา ปลิวไสวไปตามจังหวะอ้อยอิ่งของธรรมชาติ เสียงแผ่วของสายลมคลอเคล้าไปกับบทเพลงของจักจั่นยามราตรี 

สึคาสะทอดกายลงบนเตียง ร่างกายถูกถ่วงด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่อาจอธิบายได้ เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง ก่อนละทิ้งทุกสุรเสียงแห่งโลกความจริงเอาไว้เบื้องหลัง

และเมื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา เขาก็ได้พบกับใครบางคนในความฝัน

ใครบางคนที่ไม่อาจเห็นหน้า ไม่อาจเอื้อมมือไปสัมผัส ทว่ากลับรับรู้ได้ถึงตัวตนราวกับอยู่ข้าง ๆ

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกเธอแล้ว… ฝากด้วยนะ”

เสียงนั้นกระซิบบอกในความเงียบงัน เสียงของหญิงสาวที่เขาไม่เคยรู้จัก กระนั้นก็ทำให้อบอุ่นจนหัวใจสั่นไหว

“ช่วยปกป้องทุกคน… ไม่อย่างนั้น—”

พลันภาพตรงหน้าสลายกลายเป็นนิมิตร้าย ในความฝันอันแสนห่างไกล ภาพทิวทัศน์ที่เสียงนั้นได้แสดงให้เห็นช่างน่าพรั่นสะพรึง บ้านเมืองที่จมอยู่ในทะเลเพลิง ควันหนาทึบปกคลุมไปทั่ว เศษซากปรักหักพังจากการทำลายล้างเคียงไปกับร่างไร้วิญญาณ 

และท่ามกลางทุกสิ่ง มีใครบางคนยืนตระหง่าน

แผ่นหลังสูงนั้นช่างดูโดดเดี่ยว ชายร่างสูงเรือนผมสีม่วงอ่อนยืนนิ่งท่ามกลางทะเลเพลิงโหมกระหน่ำ ผ้าคลุมสีเข้มขาดวิ่น ไหล่กว้างที่ห่อลงด้วยความเศร้า และร่างกายที่อาบชุ่มไปด้วยเลือด

ชายคนนั้นหันหน้ามาช้า ๆ ดวงตาสีจันทราคู่นั้นไร้ซึ่งแสงใดสะท้อน

แล้วภาพทั้งหมดก็ดับสนิทพร้อมตัวเขาที่สะดุ้งตื่นจากห้วงฝัน


II

พวกเขาเหลือกันแค่สองคนพี่น้องมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

สองเท้าเดินไปตามโถงทางเดินของบ้าน บทเพลงขับขานราวจะต้อนรับอรุณรุ่งของเหล่านกน้อยดังแว่วมาในแก้วหู สึคาสะหยุดที่หน้าประตูไม้แห่งหนึ่ง ก่อนจะเคาะประตู

“ซากิ เช้าแล้วนะ” เขาเปล่งเสียงเรียกหญิงสาวที่ตอนนี้คงกำลังหลับใหลอยู่ ณ อีกฝั่งของประตู กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงใดเอ่ยตอบกลับมา

ชายหนุ่มเรือนผมสีบลอนด์จัดแจงชุดเครื่องแบบอัศวินของตัวเองเล็กน้อย กระแอมเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะเปล่งเสียงดังขึ้นมาอีกระดับ (หรือหลายระดับ)

“ซาาากิ !! ถ้ายังไม่รีบตื่นล่ะก็ จะสายแล้วนะ !!”

สิ้นประโยคก็ได้ยินเสียงดังตึงตังมาจากในห้อง ราวว่าเจ้าของห้องพึ่งสะดุ้งตื่น  และด้วยความตกใจ เจ้าตัวคงจะเผลอกลิ้งตกเตียงไปเป็นที่เรียบร้อย

“...เป็นอะไรรึเปล่า ซากิ ?” ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงติดเอ็นดู พอจะนึกภาพของน้องสาวออก ตอนนี้คงจะต้องหัวฟู ตื่นตระหนกเพราะคิดว่าตัวเองสายซะแล้วแน่ ๆ

“ม—ไม่เป็นไร ขอบคุณนะพี่ที่มาปลุก !” ซากิตอบกลับอย่างรีบร้อนมาจากอีกฝั่งของประตู ทำเอาสึคาสะหลุดยิ้มออกมาน้อย ๆ

“ยังพอมีเวลาเหลือ ไม่ต้องรีบร้อนไปล่ะ” สิ้นเสียง ประตูไม้ก็เปิดแง้มออกเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าของซากิที่บัดนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เธอยกมือขึ้นปัดปอยผมอย่างลนลาน แก้มขึ้นสีแดงเพราะความเขินที่เผลอทำเสียงดังเมื่อกี้ สึคาสะสังเกตเห็นว่าขอบตาของน้องสาวดูคล้ำน้อย ๆ คล้ายสัญญาณของคนอดนอน

“โธ่ พี่ล่ะก็ ไหนบอกว่าเรากำลังจะสายไง” หญิงสาวยู่หน้า สึคาสะเลิกคิ้ว ก่อนหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ดูเหมือนจะตกเตียงจริง ๆ ด้วยสินะ”

ก่อนซากิจะได้พูดอะไรต่อ คนเป็นพี่ก็เอามือยีหัวน้องสาวเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม

“เอาเป็นว่าพี่จะไปรอที่ชั้นล่าง ไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ เตรียมตัว ถ้าเสร็จแล้วก็ค่อยลงมานะ” ซากิพยักหน้ารับ ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก

“จริงสิ”

“อรุณสวัสดิ์นะคะ พี่ !” หญิงสาวเรือนผมสีบลอนด์กล่าวพร้อมยิ้มร่า 

สึคาสะยิ้มออกมาตาม

“โอ้ ! อรุณสวัสดิ์นะ ซากิ”



III

สึคาสะรออยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องโถง ดวงอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างสูง สาดแสงอ่อน ๆ ลงบนพื้นไม้ 

อาหารเช้าในวันนี้นั้นเรียบง่ายเหมือนเช่นทุกวัน ขนมปังอบใหม่ ๆ ส่งกลิ่นหอมลอยละล่องในห้อง และชามซุปใส่ผักที่ได้มาจากน้ำใจของเจ้าของร้านในตลาดเพราะอยากจะขอบคุณซากิที่ช่วยเยียวยาอาการป่วยของลูกชาย แม้ซากิจะย้ำว่าเป็นหน้าที่ของสตรีศักดิ์สิทธิ์ แต่อีกฝ่ายก็คะยั้นคะยอ จนสุดท้ายน้องสาวของเขาก็รับน้ำใจมาด้วยรอยยิ้ม

ดวงตาสียามเย็นทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ยามเช้าที่ผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิต แม้เขากับซากิจะเหลือกันเพียงแค่สองคนพี่น้อง แม้จะไม่ได้มีบ้านเกิด ณ อาณาจักรเอเทรีส แห่งนี้ แต่ด้วยความอบอุ่นและไมตรีที่ผู้คนรอบตัวมีให้ สภาพอากาศภายในใจก็ไม่เคยหมองหม่น

พลันในหัวนึกย้อนถึงความฝันเมื่อคืน

พอลองนึก ๆ ดูสึคาสะก็พบว่าตัวเองฝันถึงนิมิตบอกเหตุในอนาคตบ่อยทีเดียว

เขามักฝันถึงข้าวเช้าในวันรุ่งขึ้น หรือเห็นผลสอบที่กำลังจะประกาศตอนยังเป็นนักเรียนในสถาบันเวทมนตร์ มักเป็นอนาคตอันใกล้หรือไม่ก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากนัก

แต่กับฝันบอกเหตุเฉกเช่นเมื่อคืนนั้น นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้หัวใจของสึคาสะเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ด้วยความกังวล

ภาพของชายเรือนผมสีม่วงอ่อนท่ามกลางกองเพลิงยังติดตรึงในความทรงจำ

มันช่างสมจริงจนชวนให้ใจหล่นหาย ดวงตาสีอัสดงหลุบลงต่ำ สึคาสะรู้ดีว่าชายในฝันนั้นไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นเพื่อนเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมต่อสู้เคียงข้างกัน แบ่งปันรอยยิ้มและเสียงหัวเราะด้วยกัน

“ทำไมถึงเป็นหมอนั่น…” 

พึมพำกับตัวเองเสียงค่อย เหตุใดจอมเวทที่ถูกเนรเทศไปจากอาณาจักรถึงมาปรากฏตัวในนิมิตของเขา แถมยังไม่ใช่นิมิตที่ดูดีสักเท่าไหร่อีกด้วย

หากนิมิตนั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง เช่นนั้นแล้วเขาควรทำเช่นไรดี 

ในฐานะอัศวินแห่งอาณาจักรเอเทรีส เขาได้ปฏิญาณแล้วว่าจะตวัดดาบเพื่อปกป้องผู้คนที่อยู่ที่นี่ ต่อให้ ณ ปลายดาบจะเป็นเพื่อนเก่าคนนี้ เขาก็จะต้องไม่ลังเล

นั่นคือสิ่งที่หมายมั่น แต่อีกใจหนึ่งกลับยังโต้แย้ง

สายตาแสนเศร้าที่ภาพฝันฉายให้เห็นนั้น ชวนให้รู้สึกปวดหนึบในใจอย่างน่าประหลาด

แล้วซากิก็ปรากฏตัวจากโถงบันได สึคาสะสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระออกไปจากหัว ก่อนจะเอ่ยทักทายผู้เป็นน้องสาวอีกครั้ง

ซากิเอ่ยทักทายเขากลับอย่างสดใส หญิงสาวในสภาพตื่นนอนเมื่อครู่ บัดนี้เปลี่ยนเป็นใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์ เรือนผมยาวสีทองกับแสงสว่างจากหน้าต่างยามเช้ายิ่งช่วยขับให้เธอดูศักดิ์สิทธิ์ เธอเดินเข้ามานั่งข้างพี่ชาย ก่อนจะจัดแจงลงมือทานอาหารเช้า

พอเห็นว่าน้องสาวดูเอร็ดอร่อยกับอาหารเช้า สึคาสะก็ระบายยิ้มออกมา

ขณะที่มื้อเช้ากำลังดำเนินไป ก็แอบสังเกตเห็นว่าซากิแอบหาวออกมาน้อย ๆ

“เมื่อคืนนอนดึกเหรอซากิ” สิ้นประโยค หญิงสาวที่กำลังตักซุปเข้าปากก็ชะงักกึก “...ก็ไม่ได้ดึกขนาดนั้นหรอก” เธออ้อมแอ้ม สึคาสะช้อนสายตามองน้องสาว รอยคล้ำรอบดวงตายังพอเห็นอยู่จาง ๆ 

“ก็แหม… ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญนี่นา” 

พอรู้ว่าไม่อาจปิดบังพี่ชายได้ก็หงอยลงไปนิด ๆ 

“วันนี้เองก็เป็นวันรับคำพยากรณ์แล้วด้วย ถ้าเกิดสตรีศักดิ์สิทธิ์ไปยืนแข็งทื่อเพราะตีความคำพยากรณ์ไม่ได้ก็ไม่ดีใช่ไหมล่ะ !?” ซากิรีบแก้ตัว ทำเอาสึคาสะพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ แม้ใบหน้าจะยังแฝงด้วยรอยยิ้ม

“ซากินี่ละก็นะ…” สึคาสะถอนหายใจน้อย ๆ แต่ใบหน้าก็ยังแฝงรอยยิ้ม

“เติมซุปไหม ?” เอ่ยถามน้องสาวพลางยื่นมือไปรับถ้วยซุป ซากิพยักหน้าเบา ๆ ส่งเสียงตอบรับจากลำคอพร้อมยื่นชามซุปให้ผู้เป็นพี่

สึคาสะบรรจงตักซุปผักสีนวลลงในชาม

“ก็เข้าใจนะว่าช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญ แต่สุขภาพของซากิเองก็สำคัญไม่แพ้กันนะ”

“ถ้าหักโหมจนสุขภาพแย่ก็ไม่ดีใช่ไหมล่ะ ?” ว่าพร้อมวางถ้วยลงตรงหน้าซากิอย่างเบามือ “แน่นอนว่าพี่น่ะจะสนับสนุนทุกอย่างที่ซากิอยากจะทำ แต่ก็อยากให้ซากิทะนุถนอมตัวเองด้วยเหมือนกันนะ” ซากิมองใบหน้าพี่ชายจากด้านข้าง เป็นคำดุที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนชวนให้ในใจล้นเอ่อขึ้นมาด้วยความอบอุ่น

“พี่…”

“เข้าใจแล้วละ !”

“เพราะงั้นเช้านี้จะกินเยอะ ๆ ชดเชยส่วนที่อดนอนเมื่อคืนไปเลย”

ซากิเอ่ยเสียงสดใส ว่าจบ—มือก็ใช้ช้อนตักซุปในชามอย่างกระตือรือร้น ทำเอาสึคาสะหลุดหัวเราะ 

“อื้ม ! กินเยอะ ๆ เลยนะซากิ !”

ดวงตาสียามเย็นจ้องมองน้องสาว น้องสาวเพียงคนเดียว… ครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขา

เธอคือสิ่งล้ำค่าที่สุด

สึคาสะนึกถึงความฝันที่เห็นเมื่อคืน

ไม่ว่าสิ่งนั้นที่เห็นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เขาก็ต้องหยุดมันไว้ให้ได้


IV

แสงแดดยามสายลอดผ่านกระจกเข้ามาในห้องทำงานเล็ก ๆ สะท้อนฝุ่นผงลอยเอื่อยราวเกล็ดหิมะเล็กจ้อยในอากาศ 

เสียงปากกาขีดเขียนลงบนกระดาษดังสม่ำเสมอ คลอไปกับเสียงฮัมเพลงเบา ๆ จากโต๊ะประจำของอัศวินผมสีบลอนด์ 

อากิโตะหันมองรุ่นพี่ที่วันนี้ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ปกติเจ้าตัวก็ดูอารมณ์ดีเกินคนปกติอยู่แล้ว แต่วันนี้มันดูต่างออกไปนิดหน่อย

“รุ่นพี่สึคาสะ วันนี้ดูอารมณ์ดีจังเลยนะ” เอ่ยทักออกไปเช่นนั้น พลางใช้ฝ่ามือเคาะกองเอกสารให้เรียงเป็นปึกเดียวกัน 

สึคาสะเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร เลิกคิ้วน้อย ๆ

“หืม ดูเป็นอย่างนั้นเหรอ ?” นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงใส

“ฮะ ๆ นั่นสินะ ! คงจะเป็นอย่างที่อากิโตะว่านั่นละ” มือของสึคาสะหยุดเขียนปลายปากกาค้างอยู่บนกระดาษ ก่อนเขาจะผ่อนลมหายใจช้า ๆ รอยยิ้มอ่อนโยนคลี่ยาวออกมา

“ก็วันนี้วันสำคัญของซากินี่นา” ตอบพร้อมฉีกยิ้มร่า เป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญที่น้องสาวของเขาตั้งหน้าตั้งตารอ เมื่อมันมาถึงเลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีกับเจ้าตัว

“จริงสิ วันนี้เป็นวันแรกที่ซากิจังจะรับคำพยากรณ์ในฐานะสตรีศักดิ์สิทธิ์สินะ”

หลังได้ยินสึคาสะพูดเช่นนั้น มิซึกิที่กำลังจิบน้ำชาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น  “จะเป็นคำพยากรณ์แบบไหนกันน้า เราเองก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาด้วยซะแล้วสิ”

แววตาของอัศวินเรือนผมสีชมพูประกายไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนเจ้าตัวจะวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนอย่างเริงร่า

“นี่ ๆ ถ้างั้นก่อนเริ่มพิธี พวกเราแวะไปทักทายซากิจังหน่อยเป็นไง”

แล้วเอ่ยชักชวนให้ทุกคนแวะไปหาสตรีศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันของอาณาจักรด้วยกัน อากิโตะขมวดคิ้ว หรี่ตามองเพื่อนร่วมรุ่นผู้ที่ตอนนี้ดูสบายใจเฉิบเสียเหลือเกิน

“เดี๋ยวเถอะ อากิยามะ พวกเราไม่ได้ไปในฐานะผู้ชมนะ”

“อย่าลืมสิว่าได้รับหน้าที่คุ้มกันสถานที่ประกอบพิธีน่ะ ถึงจะตื่นเต้นแค่ไหนก็ต้องทำงานก่อน” อากิโตะขมวดคิ้วมุ่น ทำเอามิซึกิที่ยืนฟังอยู่ทำหน้ายู่

“อะไรกัน น้องชายคุงไม่ตื่นเต้นเลยรึไง มันตั้งกี่ปีมาแล้วที่อาณาจักรนี้ไม่มีคำพยากรณ์ใหม่”

“อีกอย่าง ก็แค่แวะไปทักทายซากิจังเอง ไม่เป็นอะไรหรอกน่า”

พองแก้มน้อย ๆ พลางยกมือขึ้นเท้าเอว อากิโตะนิ่วหน้ายิ่งกว่าเดิม

“เลิกเรียกฉันว่าน้องชายคุงได้แล้ว” อัศวินเรือนผมสีส้มบอก แต่นั่นเหมือนจะทำให้คนขี้แกล้งได้ใจ

“เห— น้อง~ชาย~คุง~” มิซึกิแกล้งลากเสียง และก่อนที่อากิโตะจะได้สวนกลับ สึคาสะก็ยกมือขึ้นเพื่อปรามทั้งสองคนก่อน

“ทั้งสองคน ไม่เอาน่า อย่าทะเลาะกันสิ !” เขารีบเอ่ยห้ามมวยก่อนที่เรื่องราวจะยิ่งบานปลายใหญ่โต ในเวลาแบบนี้ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของรุ่นพี่อย่างเขานี่ละ

“แต่ว่า… แวะไปทักทายซากิอย่างงั้นเหรอ ?” นิ่งคิดไปสักครู่กับคำชวนของอัศวินรุ่นน้อง ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเองเหมือนตัดสินใจได้

“เอาสิ ! ไม่เสียหายอะไรนี่นา” ว่าพลางวางมือลงบนโต๊ะเบา ๆ ดวงตาสีสนธยายังจับจ้องเหล่ารุ่นน้อง มิซึกิส่งเสียงร้องดีใจเมื่อมีคนเห็นด้วย แต่อากิโตะกลับมองมาด้วยแววตาแฝงความกังวลนิด ๆ 

“จะดีเหรอ รุ่นพี่ ?” 

“วันสำคัญแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะไปรบกวนสมาธิเอาเหรอ” อีกฝ่ายถามเช่นนั้น บางทีอากิโตะอาจจะกำลังเกรงใจซากิอยู่ก็เป็นได้

สึคาสะพยักหน้าหงึกหงัก “ดีสิ !”

“ฉันคิดว่าซากิต้องดีใจมากแน่ ๆ ถ้ามีคนไปหา” ยืนยันด้วยน้ำเสียงมั่นใจ พอได้รับคำยืนยันเช่นนั้น อากิโตะก็ดูสบายใจขึ้น 

“อีกอย่าง… ถึงเจ้าตัวจะบอกไม่เป็นไร แต่เมื่อเช้าก็ดูประหม่าพอตัวเลย”

“ทำเอาฉันเองก็นึกเป็นห่วงขึ้นมานิด ๆ” ว่าพลางหยิบเอกสารแผ่นใหม่ขึ้นมาจัดการต่อ ในหัวย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่บ้าน แม้ซากิจะทำตัวร่าเริง แต่ทั้งเรื่องที่อดนอนเพราะกลัวทำได้ไม่ดี หรือที่ตื่นสายจนเผลอตกเตียง สึคาสะที่อยู่กับน้องสาวมาแต่เกิดย่อมรับรู้ได้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังมีความกังวลภายในใจ

แต่ความกังวลก็อยู่ไม่นานนัก 

“แต่ยังไงซะ ซากิก็ต้องทำได้ดีแน่นอนอยู่แล้วละ !”

“เป็นถึงน้องสาวของฉันคนนี้เลยนี่นะ” สึคาสะว่าพลางยืดอก น้ำเสียงและแววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวน้องสาว

มิซึกิหัวเราะเบา ๆ กับท่าทีของรุ่นพี่ “จ้า ๆ” ทั้งเธอและอากิโตะลอบมองกันน้อย ๆ หลุดยิ้มออกมากับความรักที่รุ่นพี่มีให้กับน้องสาว

ก่อนจะนึกได้ว่าที่แห่งนี้ขาดสมาชิกไปหนึ่งคน 

“ว่าแต่ว่าชิโฮะจังล่ะ ไปไหนซะแล้ว” มิซึกิเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองหาเพื่อนร่วมรุ่นเรือนผมสีขี้เถ้าผู้ไม่มีวี่แววอยู่ในห้องนี้เลย

“โอ้ ชิโฮะน่ะเหรอ เห็นว่าจะล่วงหน้าไปสถานที่ประกอบพิธีก่อนเลยน่ะ”

สึคาสะเอ่ยคลายข้อสงสัย มือขีดเขียนเอกสารต่ออย่างขะมักเขม้น

“เห กระตือรือร้นจังนะ” อากิโตะกอดอก แต่ก็ไม่แปลกใจนัก เพราะเพื่อนร่วมรุ่นเรือนผมสีขี้เถ้าคนนั้นค่อนข้างสนิทชิดเชื้อกับสตรีศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันมากทีเดียว

มิซึกิเอียงคอสงสัย “แล้วรุ่นพี่ไม่รีบไปเหมือนกันหรอกเหรอ เราคิดว่ารุ่นพี่จะไปพร้อมซากิจังเลยซะอีก”

“ก็นะ ตอนแรกก็ตั้งใจแบบนั้นละ” 

“แต่ยังเขียนเอกสารรายงานลาดตระเวนไม่เสร็จเลยน่ะสิ เลยแวะเข้ามาเขียนก่อน” ว่าพลางใช้นิ้วเคาะเบา ๆ บนกองเอกสาร 

“อีกอย่าง ซากิเองก็ไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ แบบเมื่อก่อนแล้ว บางทีถ้าฉันตามประกบมากไป เดี๋ยวเจ้าตัวจะอึดอัดเอาน่ะ” ไหล่ของสึคาสะห่อลงเล็กน้อยขณะพูด สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหงาเล็ก ๆ จากไหล่คู่นั้น ทว่าก็เป็นความเหงาที่แฝงไว้ด้วยความยินดี ตอนนี้ซากิไม่ได้มีแค่เขาเฉกเช่นวันวานแล้ว น้องสาวของเขามีเพื่อน ๆ และผู้คนรอบตัวมากมายที่พร้อมจะยิ้ม พร้อมจะหัวเราะไปพร้อมกับเธอ 

แม้จะเหงานิดหน่อย แต่ในฐานะพี่ชายก็ต้องมองส่งด้วยสายตายินดี

“รุ่นพี่เนี่ยเป็นพี่ชายที่ช่างใส่ใจจังเลยนะ” มิซึกิทอดมองอัศวินรุ่นพี่ด้วยสายตาอ่อนลง ส่วนอากิโตะก็ฟังเงียบ ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร แต่มิซึกิมั่นใจว่าทางนั้นก็คงคิดไม่ต่างกัน

“ก็นะ เพราะฉันน่ะเป็นสุดยอดพี่ชายไง” สึคาสะว่าพลางยกยิ้มมั่นใจ มือหนึ่งยกทาบหน้าอกอย่างภาคภูมิ มิซึกิหัวเราะแห้ง ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าที่สึคาสะพูดนั้นเกินจริง

อากิโตะหันหน้ากลับมาจากหน้าต่าง จ้องมองกองกระดาษบนโต๊ะรุ่นพี่ 

“แล้วเอกสาร เหลืออีกเยอะรึเปล่า” เขาถามออกมาเรียบ ๆ 

สึคาสะเงยหน้ามองรุ่นน้องน้อย ๆ ก่อนเอ่ยตอบ

“โอ้ แผ่นนี้แผ่นสุดท้ายแล้วละ”

“อากิโตะทำส่วนของตัวเองเสร็จแล้วล่ะสิ สมแล้วละ” ชื่นชมคนอายุน้อยกว่าผู้มีความรับผิดชอบ อากิโตะไม่เอ่ยอะไรตอบกลับมา เพียงแค่เกาแก้มเบา ๆ เมื่อโดนชม

แล้วสึคาสะก็หันหน้าไปทางรุ่นน้องอีกคน

“แล้วอากิยามะล่ะ ?” มิซึกินิ่งค้างเมื่อสายตาสองคู่จดจ้องมา อากิโตะมั่นใจว่าเห็นอีกฝ่ายแอบเหงื่อตกนิด ๆ

“อะ–ฮะ ๆ..คือว่า เรา…” เจ้าตัวเกาหัวเล็กน้อย เธออุตส่าห์นิ่งเงียบอยู่ตั้งพักหนึ่งแล้วเชียว สุดท้ายก็โดนวกมาถามเรื่องงานจนได้ !

“อะ นึกได้ว่าเราลืมของแหละ ขอตัวไปเอา…” แกล้งทำเปลี่ยนเรื่องพลางชี้นิ้วไปทางประตู เพราะถ้าอยู่ต่อต้องโดนจับนั่งให้เขียนเอกสารน่าเบื่อ ๆ เป็นแน่

“เดี๋ยวเถอะ ไม่ต้องหนีเลย” แต่ยังไม่ทันที่มิซึกิจะได้หลบหนีจากกองเอกสาร เพื่อนร่วมรุ่นเรือนผมสีส้มก็มาลากเธอกลับไปประจำหน้ากองงานของเธอซะก่อน 

“รีบเขียนให้เสร็จซะ” อีกฝ่ายว่าแบบนั้นพลางยัดปากกาใส่มือ

“เห— ก็มันน่าเบื่อนี่นา…” มิซึกิทำหน้างอ จ้องกองกระดาษอย่างเซ็ง ๆ

“เป็นอัศวินเต็มตัวแล้วทั้งที แต่กลายเป็นว่างานเอกสารดันเยอะกว่าพวกงานปฏิบัติอีก นอกจากลาดตระเวนก็แทบไม่ได้ทำอะไรเลย” บ่นอุบอิบพลางหมุนปากกาในมือเล่น แม้เอกสารของเธอมันจะไม่ได้เยอะอะไร แต่การต้องเขียนอะไรเดิม ๆ ทุกวันมันก็น่าเบื่ออยู่ดี

อากิโตะหรี่ตามองพลางกอดอก “บ่นมากจริงนะ รีบขยับมือดีกว่าไหม”

“ทำยังกับว่าน้องชายคุงไม่เบื่อน่ะแหละ” มิซึกิยู่หน้า โวยวายกลับ เธอมั่นใจว่าไม่ใช่เธอคนเดียวหรอกที่คิดแบบนั้น 

“ร—เรื่องนั้น…!” อากิโตะหลบสายตาเพราะไม่อาจโต้แย้งคำพูดนั้นของเพื่อนได้ ก็นะ ใครกันจะมาเป็นอัศวินเพราะอยากทำงานเอกสารล่ะจริงไหม

“เอาน่า ๆ” 

“ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ที่พวกเราได้ทำแค่ลาดตระเวนกับงานเอกสารน่ะ”

สึคาสะวางปากกาเมื่อเขียนบรรทัดสุดท้ายของรายงานลาดตระเวนเสร็จ มือหยิบกระดาษแผ่นบางไปรวมกับกองงานที่ทำเสร็จแล้ว

“เพราะมันหมายความว่าตอนนี้อาณาจักรกำลังสงบสุขไงล่ะ”

ดวงตาสียามเย็นทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ยิ้มออกมาเมื่อมันยังคงเป็นทิวทัศน์เดิมเฉกเช่นทุกวัน อัศวินฝึกหัดที่กำลังฝึกหวดดาบ บ้างก็กำลังออกวิ่งเพื่อฝึกร่างกาย บ้างก็กำลังเรียนรู้การใช้เวทมนตร์

เป็นทิวทัศน์ที่มองกี่ทีก็ไม่มีวันเบื่อ

“ไม่มีสงคราม ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีการสูญเสีย” สึคาสะหรี่ตา อยากให้ช่วงเวลาแสนสงบเช่นนี้คงอยู่ตลอดไป และเขายินดีจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องมันเอาไว้

ไม่เอาอีกแล้ว ไม่อยากให้ใครต้องประสบความสูญเสียหรือต้องเจ็บปวดอีก 

ไม่เอาอีกแล้ว ตัวเขาที่ไร้พลังจนไม่อาจปกป้องใครไว้ได้

“แต่ก็เข้าใจอยู่หรอกนะ ที่ว่างานเอกสารน่าเบื่อน่ะ” สึคาสะเท้าคางพลางมองรุ่นน้องที่กำลังทำงานด้วยหน้าเซ็ง ๆ 

“ใช่ไหมล่ะ ใช่ไหมล่ะ” มิซึกิถอนหายใจ

“ถ้ามีเวทมนตร์ที่เสกปุ๊บเอกสารทั้งหมดก็เสร็จปั๊บได้ก็ดีสิ” 

‘คนที่คิดว่าเวทมนตร์แก้ไขได้ทุกอย่างน่ะ เป็นคนโง่’

สึคาสะนิ่งไปเมื่อเผลอนึกถึงถ้อยคำที่ใครสักคนเคยเอ่ยกับเขาเมื่อนานมาแล้ว คนผู้เป็นเจ้าของสายสัมพันธ์ที่เขาพยายามจะตัดให้ขาด คนผู้ที่เขาเลือกจะเดินห่างออกมาไกลแสนไกลแล้ว …คนที่โผล่เข้ามาในความฝันของเขาเมื่อคืนก่อน

“เวทมนตร์แสนสะดวกแบบนั้นมันมีที่ไหนเล่า” อากิโตะบ่นอุบ สึคาสะสะบัดไล่ความคิด หัวเราะออกมาเบา ๆ กลบเกลื่อนภาพในหัว

“...ฮ่า ๆ นั่นสินะ”

“เอาอย่างงี้ รีบทำให้เสร็จแล้วรีบไปหาซากิกันดีไหม ถ้ารีบทำละก็ น่าจะยังพอมีเวลาให้แวะไปทักทายก่อนพิธีเริ่มนะ” คนเป็นรุ่นพี่เอ่ยโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงใจดี มิซึกิเป็นคนเก่งและมีศักยภาพ อย่างน้อยถ้าสร้างแรงจูงใจให้อีกฝ่าย งานเอกสารไม่กี่แผ่นก็ไม่คณามือเจ้าตัว

ได้ยินแบบนั้นมิซึกิก็พยักหน้าหงึกหงัก แววตาเป็นประกาย

“งั้นก็เอาตามนั้น !” ว่าแล้วเธอก็ลงมือจัดการรายงานของตัวเองอย่างขะมักเขม้น ส่วนอากิโตะส่ายหน้าเบา ๆ พลางพึมพำอะไรอย่าง “นี่เป็นเด็กประถมรึไง”

สึคาสะยิ้มน้อย ๆ กับภาพของรุ่นน้อง ก่อนจะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานเดิมอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ ปลายสายตากลับเป็นท้องฟ้าที่ไกลแสนไกล

ในหัวนึกภาพของชายคนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ใจยังนึกสงสัยว่าเหตุใดตัวเองถึงได้ฝันถึงนิมิตเลวร้ายที่มีอีกคนอยู่

หากมันจำต้องเกิดขึ้นจริง ๆ ตัวเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อหยุดเรื่องแบบนั้น

ถ้าในเวลาแบบนี้มีเวทมนตร์ที่ช่วยให้คำตอบกับเขาได้ก็คงดี

ประโยคที่อีกฝ่ายเคยเอื้อนเอ่ยกับเขาดังขึ้นย้ำเตือนในใจ

‘คนที่คิดว่าเวทมนตร์แก้ไขได้ทุกอย่างน่ะเป็นคนโง่’ งั้นเหรอ…

สึคาสะถอนหายใจออกมาเงียบ ๆ รอยยิ้มขมขื่นระบายบนใบหน้า เมื่อคิดว่าประโยคแบบนี้เอื้อนเอ่ยออกมาจากปากของคนคนนั้น

หากมันเป็นแบบนั้น— แล้วนายเลือกที่จะเป็นคนโง่แบบไหนกันล่ะ รุย ?

เขาลอบถอนหายใจ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มือทั้งสองของตัวเองกำแน่น