Chapter Text
Title: A Half of a Butterfly
Pairing: Jayce/Viktor
Series: Arcane (2021-2024)
Notes: Modern (Soulmate) AU
___________
A Half of a Butterfly
“O no, it is an ever-fixèd mark
That looks on tempests and is never shaken;
It is the star to every wand'ring bark
Whose worth's unknown, although his height be taken.”
(William Shakespeare, 1609)
[1]
เขาฝันเรื่องเดิมซ้ำ ๆ
ในความฝัน— เจซเห็นชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มคนหนึ่ง ใบหน้ายาวเลือนรางทั้งดูคุ้นเคยและห่างไกลในเวลาเดียวกัน เครื่องหน้าของอีกฝ่ายถูกบังด้วยเงามืดสีดำ เขามองไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกจากเค้าโครงร่างผอมโปร่ง แผ่นหลังโค้งงอและขาสองข้างที่ดูจะลงน้ำหนักไม่เท่ากัน ในความฝันพร่าเลือนของเขา ชายหนุ่มปริศนาคนนั้นเอื้อมมือมาหาเขา มือที่มีอักขระแปลกประหลาดวาดอยู่บนนิ้ว ในบางครั้ง มือขวาของบุคคลที่เขาไม่รู้จักคนนี้สวมถุงมือหนังเอาไว้ และไม่เคยสักครั้งเดียวที่มือของพวกเขาทั้งสองคนจะสัมผัสกัน
ในบางคืน— เขาฝันว่าตนเองอยู่ในทุ่งรกร้างที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและพืชพรรณที่ขึ้นโดยสุ่ม ลวดลายประหลาดหลากสีสาดกระจายไปทั่วบริเวณ เกาะตามสถาปัตยกรรมที่เขาไม่รู้จัก ตึกบางส่วนแหว่งหายไป กำแพงบางจุดเป็นรูเหมือนถูกปืนใหญ่ยิงใส่ ลวดลายประหลาดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่งอกเพิ่มขึ้นมา นัยหนึ่งดูไม่เข้าทีเหมือนส่วนเกิน อีกนัยหนึ่งกลับดูกลมกลืนคล้ายกับว่ามันอยู่ตรงนั้นมาตลอด เขาฝันว่าตนเองแบกค้อนยักษ์สีแดงทองหนักอึ้งบนบ่าขวา ขณะที่ขาซ้ายเจ็บแปลบทุกย่างก้าว เจซไม่รู้ว่าเขากำลังเดินตามหาอะไรในความฝัน หรือแม้กระทั่งปลายทางที่เขาต้องการจะไปคือที่ใด เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าเขามีจุดมุ่งหมาย
มันคือความรู้สึกแรงกล้าของการต้องรักษาสัญญา มันคือความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเติมเต็มส่วนที่หายไป หรือมันอาจเป็นความรู้สึกผิดซึ่งซุกซ่อนอยู่ในจิตใจ ก่อร่างกลายเป็นภาพความทรงจำที่เขาไม่เคยมี แต่กลับรู้สึกคล้ายว่าได้เคยใช้ชีวิตผ่านมันมาแล้ว
ในความฝัน— เขาโดดเดี่ยวเสมอ ไม่ว่าความฝันนั้นจะเกิดขึ้น ณ สถานที่ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นทุ่งสีขาวสะอาดที่ถูกห้อมล้อมด้วยพายุหิมะเกรี้ยวกราด เมืองหลวงล้ำสมัยสักที่ที่เขาไม่รู้จัก หรือเป็นห้องวิจัยที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์แปลกตาก็ตาม เขาอยู่เพียงลำพังในความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาพร่ำมองหาสิ่งปริศนาที่สร้างความหนักอึ้งในหัวใจ แต่ไม่เคยแสดงรูปลักษณ์ที่แท้จริงให้เห็น เขารู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างได้ถูกฉีกกระชากออกไปจากภายใน บดขยี้และแหลกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ยังปล่อยให้มือที่มองไม่เห็นชักนำเขา
เจซฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เขาอายุสิบเอ็ด และความฝันเหล่านั้นชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในความเคยชินของเขา ความทรงจำในโลกนี้ถูกแต่งเติมด้วยสิ่งที่เขาอาจไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินมาก่อน แต่สมองของเขากลับสร้างมันขึ้นมา และแทบทุกครั้งหลังลืมตาตื่น สิ่งแรกที่เขาทำคือการกำสายหนังรอบข้อมือซ้าย สัมผัสกับความเย็นเยียบของอัญมณีสีน้ำทะเลเพื่อเรียกสติของตนกลับมา กดมันลงบนฝ่ามือชุ่มเหงื่อของเขาก่อนที่จะใช้นิ้วโป้งขวาลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา วางนิ้วลงบนอักขระโดดเดี่ยวบนอัญมณี ใช้การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ปลอบประโลมชีพจรที่เต้นระส่ำ
ทุกครั้งที่ความฝันเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อเขากำลังจะได้เห็นหน้าของบุคคลปริศนาคนนั้น เมื่อเขากำลังจะได้อ้าปากเรียกชื่ออีกฝ่าย— ที่ไม่รู้ว่ารู้จักตั้งแต่เมื่อไร เขาจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
หัวใจของเขาว่างเปล่าและกำลังเรียกร้องหาบางสิ่ง
เจซไม่รู้ว่าเขาทำอะไรหล่นหายไป
แต่ความรู้สึกโหยหาที่คล้ายเสียงร้องโหยหวนคร่ำครวญนี้เป็นเรื่องจริง
[2]
สัญลักษณ์ผีเสื้อปรากฏขึ้นบนสะบักซ้ายเมื่อเขาอายุสิบสอง และเจซไม่รู้ว่าเขาควรจะตีความมันว่าอย่างไร เมื่อรอยสักผีเสื้อของเขามีแค่ครึ่งซีก
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องสัญลักษณ์ของคู่แท้ที่ปรากฏเพียงครึ่งเดียวมาก่อน แม้คนส่วนใหญ่จะมีชื่อของคู่แท้อยู่บนร่างกาย การมีสัญลักษณ์ที่เข้าคู่กันไม่ใช่สิ่งหายากอะไรมากนัก แต่มันก็คล้ายเล่ห์กลอย่างหนึ่งของโชคชะตาที่จงใจปิดบังบางส่วนของชะตากรรมเอาไว้ ครึ่งหนึ่งของผีเสื้อนี้อาจเป็นอะไรก็ได้ และผีเสื้อนี้อาจเป็นผีเสื้อพันธุ์อะไรก็ได้ เจซไม่เคยสนใจสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเขามีคู่แท้ไปมากกว่าความจริงที่ว่าเขาอาจไม่ได้เจอคู่แท้ของตัวเองก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเหมือนกันที่บางคนจะถูกโชคชะตากลั่นแกล้ง
โดยเฉพาะเมื่อเขาฝันถึงบุคคลปริศนานั้นจนคล้ายกับว่ารู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เขาจำบรรยากาศเศร้าโศกเดียวดายที่แผ่ออกจากแผ่นหลังของคนคนนั้นได้ ร่างกายงองุ้มคล้ายเหน็ดเหนื่อยจากภาระงานที่ไม่สิ้นสุด มือขวาที่สวมถุงมือหนังกำรอบไม้เท้าแน่น แม้ใบหน้าของอีกฝ่ายจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้เงามืด แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่แรงกล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป เสมือนว่าเขาจะกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบตัวอีกฝ่าย วนเวียนในระยะคงที่ด้วยรัศมีที่มีค่าแน่นอน ทว่าไม่มีวันเข้าใกล้ได้มากกว่านั้น
คนคนนั้นยืนอยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางซากปรักหักพัง สิ่งก่อสร้างที่พังทลายกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้รากไม้เจริญเติบโต ดอกไม้หน้าตาประหลาดกระจายตัวอยู่บางจุด รูปสลักสีงาช้างซึ่งมีลวดลายสีทองตั้งตระหง่านอยู่ด้านนอกไกลออกไป ฝุ่นละอองสีขาวฟุ้งกระจายอยู่เบาบาง บรรยากาศเงียบสงัดชวนวังเวงคล้ายจะบีบรัดตัวเขา เจซมองเห็นหุ่นจำลองหลากสีหน้าตาประหลาดที่คุกเข่าอยู่เพียงลำพังบนยอดหอคอย เขามองเห็นดวงตากลวงเปล่าสีขาวด้านที่ครั้งหนึ่งน่าจะเคยมีชีวิต และเขารู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้แผ่กระจายในทุกอณูของรูปปั้นนี้ที่เขาไม่รู้ชื่อ
แมลงปอตัวหนึ่งบินผ่านหน้าเขาไป
เขาไม่เคยเห็นผีเสื้อในความฝันเลยสักครั้ง
[3]
เจซเริ่มบันทึกความฝันของตัวเองเมื่อเนื้อหาของมันเปลี่ยนไป
เคทลินบอกว่าเขาหมกมุ่น เธอบอกว่าบางทีเขาอาจจะเหงามากกว่าที่คิด หรือบางทีเขาอาจจะเครียดโดยไม่รู้ตัว แต่เจซไม่คิดแบบนั้น
เพื่อนสนิทของเขาไม่เข้าใจว่า การฝันถึงสิ่งเดิมที่เต็มไปด้วยความโหยหาและความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดนั้นทำให้สิ้นหวังได้มากขนาดไหน เธอไม่เข้าใจว่าภาวะหัวใจสลายทั้งที่ยังไม่เคยได้โอบกอดคนที่รักเป็นอย่างไร และการเกือบจะคว้าคำตอบนั้นได้อย่างหวุดหวิดทุกครั้งให้ความรู้สึกอย่างไร
เจซไม่เคยเล่าให้เคทลินฟังว่าเขาฝันว่าอะไรบ้าง เขาไม่เคยลงรายละเอียดมากไปกว่าเรื่องเล่ากำกวม
ครั้งหนึ่งเมื่อตอนอายุสิบแปด เขาฝันว่าตนเองกลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว ร่างกายสูงใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งเขากำลังโอบกอดหญิงสาวผิวสีช็อกโกแลต มือของเขาวางบนสะโพกของเธอ ดวงตาของเธอปะปนด้วยความหยอกล้อและเมฆหมอกแห่งความปรารถนา— แม้ไม่ใช่ความปรารถนาเดียวกันกับที่เขารู้สึก แต่มือของเขายังคงไล่ไปตามเรือนร่างของเธอ โอบรัดเอวคอดและลิ้มรสเต้านมของเธอ ริมฝีปากจรดลงบนร่างกายเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่เขาไม่เคยเห็นหน้า สูดกลิ่นกายของเธอพร้อมสำรวจร่างของเธออย่างใคร่รู้
แต่ไม่มีอีกครึ่งซีกของผีเสื้อบนตัวเธอ
ตัวเขาในความฝันไม่ได้สนใจสิ่งนั้น เขาโอบกอดเธอ เขาแทรกเข้าไปในกลางตัวของเธอ เขาซุกใบหน้าลงบนซอกคอของเธอขณะที่เธอเร้าให้เขาเร่งจังหวะ ตัวเขาในความฝันเชื่อฟังเธอ ทำตามเธอ เขาสอดใส่เข้าไปตัวเธอและคิดว่านี่คือความอบอุ่นที่เขาต้องการ แต่ในขณะเดียวกัน เจซก็รู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขารู้สึก ร่างกายเปลือยเปล่าของเธอคือรูปสลักที่งดงาม เรือนผมสีเข้มกับริมฝีปากอวบอิ่มที่น่าหลงใหลนั้นไม่ใช่ไม่เย้ายวน แต่ผิวกายของเธอเรียบเนียนเกินไป ปราศจากแผลเป็น รอยสัก หรือสัญลักษณ์ใดที่ทำให้เธอดูเหมือนปุถุชนธรรมดา
เขาอาจได้โอบกอดเทพธิดาในความฝัน แต่ไม่มีผีเสื้ออยู่บนตัวเธอ
เช้านั้นเขาสะดุ้งตื่น แก่นกายของเขาปวดหนึบและเปียกแฉะ แต่ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนตื่นไม่ใช่เทพธิดา
[4]
…ผมมาขัดจังหวะเธอรึเปล่า?
เท้าที่กำลังจะก้าวไปสู่ความว่างเปล่าชะงัก เขาแทบจะสะดุดหัวคะมำลงไปเบื้องล่าง ปล่อยให้กะโหลกศีรษะตัวเองได้แหลกละเอียดของจริง แต่แล้วก็รั้งตัวเองและกลับมายืนตรงได้
เขาหันหลังกลับไป ขมวดคิ้วฉุนเฉียวใส่คนแปลกหน้าที่เขาเพิ่งเคยเห็นเมื่อวันก่อน
ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องมองเขา มุมปากของเจ้าตัวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่านยาก ทรงผมสีน้ำตาลค่อนไปทางกระเซอะกระเซิง แต่เครื่องแบบสะอาดสะอ้านและคมกริบทุกส่วน
บทสนทนาของพวกเขาถูกกลืนหายไปกับความทรงจำเมื่อเจซตื่นขึ้นมา แต่เขาจำตำแหน่งของจุดสีน้ำตาลบนใบหน้าของอีกฝ่ายได้ ตำแหน่งหนึ่งอยู่ใต้ตาขวา— บริเวณโหนกแก้มสูง ส่วนอีกตำแหน่งอยู่เหนือมุมปากซ้ายเล็กน้อย และถ้าเรื่องเล่าเป็นความจริง นี่คงเป็นจุดที่คนรักของอีกฝ่ายในชาติก่อนพร่ำจูบมากที่สุดจนทิ้งเครื่องหมายเอาไว้
...อะไรบางอย่างฉีกกระชากตัวเขาจากภายใน และเมื่อเจซกะพริบตา เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาร้องไห้อีกครั้ง
[5]
ผีเสื้อบนสะบักซ้ายของเขาได้ขยายกว้างออกตามระยะเวลาที่ผ่านไป และเมื่อเขาได้กลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว ปีกซ้ายของผีเสื้อตัวนั้นกินพื้นที่เกือบหนึ่งส่วนสามของผิวเหนือกระดูกสะบัก เส้นลายสีดำสนิทบนผิวสีแทนของเขากลายเป็นสิ่งปกติที่เขาเห็นจนชิน ตอนนี้เจซอายุยี่สิบสี่ และเขากำลังศึกษาต่อปริญญาโทสาขาวิศวกรรมชีวภาพ วิทยานิพนธ์ของเขาเป็นที่จับตามองในมหาวิทยาลัย และอาจารย์ที่ปรึกษาก็ดูจะคาดหวังในงานวิจัยที่เขากำลังทำอยู่
แต่ชายหนุ่มที่สบตาเขาในกระจกดูไม่เหมือนวิศวกรดาวรุ่งอย่างที่ใครต่อใครพูดเลยสักนิดเดียว
เจซ ทาลิสรู้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจงานวิจัยของเขาจริง ๆ เจซรู้ว่าคนส่วนใหญ่แสร้งว่าสนใจงานวิจัยของเขาเพราะหน้าตาของเขามากกว่า เพราะรูปลักษณ์ภายนอก เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทของเคทลิน หรืออาจเป็นเพราะเขายังอายุน้อย ดูเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจ แต่เจซรู้ดีกว่านั้น
เขารู้ดีว่าภายในพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องวิจัยของเขา เขาทึ้งหัวตนเองแรงแค่ไหนเมื่อแก้สมการคณิตศาสตร์ไม่ได้ เขาตำหนิตัวเองอย่างรุนแรงเมื่อการทดลองไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง เขาใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการหมกตัวอยู่ในห้องวิจัย ปรับอุปกรณ์และทดสอบสมมติฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า บันทึกผลการทดลอง ทำกระบวนการเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมาแม้ตนเองวิ่งชนกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว เขาจะหมดสิทธิ์รับทุนการศึกษาถ้าหากว่างานวิจัยไม่ได้ตีพิมพ์ภายในอีกหนึ่งปีข้างหน้า และตอนนี้ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ มีอีกหลายสมการที่ต้องแก้ รวมถึงตัวแปรที่ยังหาค่าไม่ได้ อุปกรณ์ที่ต้องประดิษฐ์ใหม่และปรับอีกมากกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ ยังไม่รวมถึงจำนวนเครื่องมือที่เขาต้องใช้ และเขามีเวลาเพียงแค่วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง กับทฤษฎีที่เขายังเปลี่ยนให้กลายเป็นความจริงไม่ได้ ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นทดลอง เป็นสูตรคำนวณที่อยู่บนหน้ากระดาษ กับการทดลองที่กำลังจะพาเขาไปสู่ทางตัน
คืนนั้นเขาฝันถึงบุคคลปริศนาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เขาฝันถึงชายหนุ่มผมสีน้ำตาลคนหนึ่ง มือขวาของเจ้าตัวผละออกจากไม้เท้าและเอื้อมมือมาหยิบแท่งชอล์ก ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะตนเอง ก่อนจะเริ่มแก้สมการ
น้ำเสียงทุ้มเนิบนาบติดสำเนียงของเจ้าตัวดังเป็นระยะขณะที่ชอล์กสีขาวยังคงถูกขีดเขียน ตัวอักษรและตัวแปรค่อย ๆ ปรากฏบนกระดานดำตรงหน้า และภาพวาดกลไกโดยคร่าวตามมาทีหลัง ก่อนที่คนคนนั้นจะหันมาสบตากับเขา ดวงตาสีอำพันเป็นประกายระยับราวกับว่าการแก้สมการนี้เป็นเรื่องสนุก เจซบังคับให้ตัวเองผละสายตาจากคนคนนั้นและอ่านผลลัพธ์บนกระดาน คำตอบของปริศนาที่เขาไขไม่ได้เสียที
เพียงแค่นั้นเอง เพียงแค่คนคนนี้หยิบชอล์กขึ้นมาและปรับแก้ทฤษฎีที่เขากำลังค้นคว้า นิยามตัวแปรพร้อมเสนอสมมติฐานใหม่ด้วยมุมมองที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง
หัวใจของเขาโลดขึ้น— ในความฝัน เขาสบตากับอีกฝ่าย ก่อนที่จะแก้คำพูดที่เจ้าตัวเอื้อนเอ่ยออกมา
“ความฝัน— ของเรา”
...เรา ที่ไม่มีจริงในโลกนี้
เช้าวันนั้นเจซตื่นมาด้วยรสชาติขมปร่าบนลิ้น หัวใจของเขาบีบแน่นอีกครั้งด้วยความโหยหาและความคิดถึงบาดลึกคล้ายแผลจากคมมีด ผีเสื้อบนสะบักของเขาพยายามจะโบยบิน แต่มันไม่อาจเป็นอิสระได้หากยังขาดปีกอีกข้างหนึ่ง
ช่องว่างนี้อาจไม่มีวันได้รับการเติมเต็ม
[6]
“...เด็กดี”
ชายหนุ่มผมน้ำตาลชมเขา ขณะที่เขากำลังพรมจูบลงบนเรือนร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย
คนคนนี้ที่วิญญาณของเขาครวญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนคนนี้ที่มีตัวตนเพียงแค่ในความฝันของเขา— มือของชายหนุ่มลูบศีรษะของเขาเบา ๆ นิ้วเรียวยาวของเจ้าตัวสัมผัสกับเส้นผมของเขา และเจซไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการทำให้ความฝันนี้เป็นจริง
เข็มขัดพยุงหลังถูกถอดออกไปแล้ว เช่นเดียวกันกับที่พยุงเข่าโลหะที่ช่วยประคองขาขวาของคนคนนี้เอาไว้ เขาคนนี้ที่เจซกำลังจูบไม่ได้มีผิวเรียบเนียนและอ่อนนุ่มเหมือนอย่างเทพธิดาในฝันครั้งก่อน ผิวกายของเจ้าตัวเป็นสีขาวซีดและมีกล้ามเนื้อน้อยจนน่าตกใจ เขาเห็นรอยโปนของกระดูกเป็นระยะตามโครงร่างของอีกฝ่าย ตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าทั้งสอง รอยบุ๋มเล็ก ๆ ระหว่างกระดูกอกกับซี่โครง เอวคอดเล็กที่ไม่น่าเชื่อว่าบรรจุเครื่องในไว้ได้ และกระดูกสะโพกที่มีเพียงผิวหนังปกคลุมอยู่เท่านั้น
ในความฝัน— เจซสัมผัสกับเรือนร่างตรงหน้าด้วยความรักใคร่บูชา มือใหญ่ของเขาวางบนตัวของอีกฝ่าย ไล่สัมผัสร่างกายผอมแห้งนั้นอย่างใคร่รู้ ทิ้งไอความร้อนไว้บนทุกอณูพื้นที่ที่ได้สำรวจ และปลุกเร้าเปลวไฟในตัวด้วยจุมพิตที่ดูดดื่มและเต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
หัวใจของเขาท่วมท้นด้วยความปีติ ความปรารถนากำลังแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว กระแสไฟฟ้าปรากฏวาบขึ้นตามแนวกระดูกสันหลังเมื่ออีกฝ่ายจูบใต้กรามของเขา ผิวกายของเขาร้อนรุ่ม ฟันของพวกเขาทั้งคู่กระทบกันก่อนที่ลิ้นจะตวัดทักทาย ความสิ้นหวังบางอย่างอัดแน่นอยู่ภายใต้รสจูบเร่าร้อน พร้อมที่จะระเบิดและกลืนกินพวกเขาทั้งคู่จนหายวับไป ทว่ามือเรียวทั้งสองข้างประคองใบหน้าของเขาไม่ยอมปล่อย คนคนนี้จูบตอบเขาด้วยทุกอย่างที่มีและหนักแน่น และเจซก็วางตัวเองลงแทบเท้าของอีกฝ่ายด้วยการตอบรับที่ไม่ต่างกัน มือข้างหนึ่งของเขาประคองกรามของอีกฝ่ายขณะที่แขนอีกข้างโอบรอบเอวของเจ้าตัวไว้ กระชับอ้อมกอดระหว่างพวกเขาทั้งคู่และทำลายช่องว่างที่เหลืออยู่จนสิ้นซาก
ความต้องการที่จะทะนุถนอมคนคนนี้เอ่อล้นจนเขาไม่อยากคลายวงแขนจากอีกฝ่าย ความรู้สึกโหยหาไออุ่นและสัมผัสแห่งชีวิตภายในร่างของคนคนนี้แรงกล้าเกินกว่าที่เขาจะปฏิเสธได้ เจซซุกหน้าลงบนซอกคอของคนตรงหน้า ลากริมฝีปากทิ้งจุมพิตไปตามกระดูกไหปลาร้าก่อนจะขบเม้มที่หัวไหล่ข้างขวา คนข้างใต้ลูบผมของเขาคล้ายจะกระตุ้นให้เขาไปต่อ ทว่าสัมผัสแผ่วเบาอ่อนโยนนี้ทำให้เขาอยากร้องไห้โดยไม่รู้สาเหตุ
เขาซุกหน้าลงบนแผ่นอกของอีกฝ่ายขณะที่ลำคอตีบตัน พยายามสะกดคลื่นความเศร้าที่เอ่อล้นและกำลังจะรินไหลออกจากดวงตา เจซเอียงศีรษะเพื่อแนบหูฟังเสียงเต้นของหัวใจข้างใต้ พร้อมทั้งหลับตาลงชั่วขณะเพื่อฟังเสียงหายใจที่รดลงบนศีรษะ เขากอดรั้งคนข้างใต้ไว้แน่น สูดกลิ่นของเจ้าตัวไว้ก่อนจะพรมจูบบนตัวของอีกฝ่ายอีกครั้ง ใช้ริมฝีปากลากไล่ไปตามแนวกล้ามเนื้อหน้าท้อง สัมผัสกับความแข็งโปนที่เรียกว่ากระดูกเชิงกรานพลางคิดว่า ช่างมหัศจรรย์เหลือเกินที่เขาได้โอบกอดคนคนนี้
ความแข็งแกร่งอันน่าทึ่งภายใต้ร่างกายที่เปราะบางเช่นนี้—
ช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน
และเมื่อเจ้าตัวยกขาซ้ายขึ้นรั้งเอวของเขาเข้ามา เมื่อเจซสอดใส่คนตรงหน้าและยอมจำนนให้กับความร้อนที่โอบรัดตัวเขา เขากอดอีกฝ่ายแน่น เขากอดบุคคลปริศนาที่เขาโหยหานี้ไว้แน่น ปล่อยให้เจ้าตัวทิ้งรอยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวและเส้นสีแดงลงบนแผ่นหลัง ทับผีเสื้อสีดำบนสะบักซ้าย— ปล่อยให้ลวดลายเหล่านั้นได้ประทับลงบนตัวเขา และคำพูดชมเชยที่อีกฝ่ายกระซิบข้างหูของเขายิ่งทำให้เจซแทบคลั่ง
ทุกอย่างช่างสมบูรณ์แบบ คนคนนี้ช่างสมบูรณ์แบบ—
เขาพรมจูบลงบนซอกคอของอีกฝ่ายขณะกระแทกสะโพกแรงขึ้นตามคำสั่งของเจ้าตัว ความร้อนกำลังกลืนกินตัวเขา และเจซกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังบูชาเทพแห่งความรัก มือของคนข้างใต้ข้างหนึ่งกอดไหล่ของเขาเอาไว้ ขณะที่มืออีกข้างเกาะแน่นที่แผ่นหลังเปลือยของเขา ความรู้สึกแสบปรากฏขึ้นแผ่วเบาตามแนวที่เจ้าตัวสัมผัส ชายหนุ่มผมน้ำตาลชมเขา เรียกเขาว่าเด็กดีสลับกับชื่อของเขา เสียงครางปนหอบหายใจของเจ้าตัวกระตุ้นให้เขาไปต่อ เขากระแทกสะโพกเร็วขึ้น จับขาข้างขวาของเจ้าตัวขึ้นพาดบ่าและยกสูง และด้วยองศานี้เขาจึงแทรกเข้าไปในตัวอีกฝ่ายได้ลึกกว่าเดิม เจซก้มลงมองภาพตรงหน้า ใบหน้ายาวเลือนรางที่เขาเห็นไม่ชัดกับเส้นผมสีน้ำตาลที่แผ่กระจายบนหมอนสีขาว และเมื่อเขาก้มตัวลงเพื่อจุมพิตริมฝีปากของอีกฝ่ายอีกครั้ง เขาก็กลืนกินเสียงร้องครางเมื่อเจ้าตัวถึงจุดสุดยอด
คืนนั้นเจซตื่นมาพร้อมน้ำตา กลางลำตัวของเขาเปียกแฉะอีกครั้ง แต่นั่นไม่สำคัญ... มันไม่สำคัญเลยสักนิดเดียว
คืนนั้นเขาขดตัวใต้ผ้าห่ม ร้องไห้ให้กับความเจ็บปวดที่กำลังฉีกกระชากเขาจากภายใน กรีดร้องอย่างเงียบงันให้กับความปรารถนาที่จะไม่มีวันได้รับการเติมเต็ม และร่ำไห้เพราะเขารู้ว่าผีเสื้อบนสะบักของเขาจะไม่มีวันได้โบยบิน เขาหลับตาแน่น พยายามจดจำความรู้สึกเลือนรางในความฝันของตนเองและจินตนาการว่ามันเกิดขึ้นจริง คิดถึงสัมผัสแผ่วเบาของอีกฝ่ายบนศีรษะของเขา ริมฝีปากแห้งที่จูบตอบเขาอย่างจริงจัง เสียงครางในลำคอที่กระตุ้นให้เขาไปต่อ และดวงตาหยาดเยิ้มที่มองมาที่เขาเพียงคนเดียว
อัญมณีสีฟ้าบนข้อมือซ้ายของเขาเย็นเฉียบ ย้ำเตือนว่าทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
และโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่เขาร้องไห้จนหลับไปอีกครั้ง เมื่อเขาตื่นมาอีกครั้งในตอนเช้า สัมผัสอ่อนจางนั้นได้หายไปอย่างสมบูรณ์
[7]
ครั้งแรกที่เขาเจออีกฝ่าย เจซหยุดหายใจ— แต่ไม่ใช่เพราะความตื่นตะลึงหรือเหตุผลอื่นใด
เขาต้องหยุดหายใจชั่วขณะ เพราะความเจ็บปวดที่พุ่งประดังเข้ามาในอกนั้นร้ายกาจ หนักแน่น และรุนแรง มันบีบลำคอของเขาไว้ด้วยกรงเล็บแหลมคม หัวใจของเขาเต้นเร็ว ริมฝีปากแห้งผาก มือทั้งสองข้างกำแน่นก่อนที่จะคลายในวินาทีต่อมาเมื่อจู่ ๆ มือขวาของเขาเลื่อนไปกำรอบปลอกหนังบนข้อมือซ้ายของตัวเอง สัมผัสกับความเย็นเยียบของอัญมณีสีฟ้าที่วางอยู่บนชีพจร
ชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนั้นคือคนเดียวกับในความฝันของเขาไม่ผิดแน่ เจซมั่นใจ แม้เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนี้ว่าอะไร ไม่รู้ว่าเขาควรจะติดป้ายแปะสิ่งนี้ไว้ในหมวดใด ตรรกะและเหตุผลทุกอย่างถูกปัดเป่าหายไปเมื่อพวกเขาทั้งสองประสานสายตากันเป็นครั้งแรก และเจซไม่รู้ว่าตนเองจ้องอีกฝ่ายนานแค่ไหน อาจจะเพียงแค่ชั่ววินาที หรืออาจหลายสิบนาที แต่วินาทีนั้นเมื่อดวงตาสีอำพันสบกับเขา ชั่วขณะที่อีกฝ่ายขยับริมฝีปากเพื่อแนะนำตัว ชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ในความทรงจำก็พลันเข้าที่ กลายเป็นภาพที่พุ่งเข้ามาในหัวด้วยความเร็วแสง เขาเห็นดวงดาวสีทองกระจายอยู่ทั่วจักรวาล ดาษดื่นและเต็มไปด้วยสายใยเชื่อมโยงคล้ายสะพานที่ทอดยาวไม่รู้จบ ประสานแต่ละจุดแสงเข้าด้วยกันจนกลายเป็นภาพวาดเหนือจริง ในขณะเดียวกัน เสียงทุ้มติดสำเนียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น และเจซถูกดึงกลับสู่เวลาปัจจุบันที่ยังคงดำเนินอยู่
“ผมชื่อวิคเตอร์”
วิคเตอร์
เจซเห็นผีเสื้อขยับปีกบิน และปีกของมันดูคล้ายสีเหลือบที่สะท้อนสีไปตามองศาที่แสงตกกระทบ วินาทีหนึ่งเขาเห็นเป็นสีรุ้งแวววาว ก่อนที่วินาทีถัดมามันจะกลายเป็นสีรุ้งไร้รูปแบบ กระจายตัวคล้ายเนบิวลารูปผีเสื้อที่ล่องลอยอยู่ในจักรวาล
และในนาทีนั้นเอง เจซก็เข้าใจ
สิ่งที่เขาไล่ตามหาอย่างมืดบอดมาตลอดนั้นไม่ใช่ความฝันที่จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เปลี่ยนโลก ไม่ใช่นักคิดค้นที่มีชื่อเสียง ไม่ใช่นักประดิษฐ์เจ้าของผลงานล้ำสมัย เจซ ทาลิสไม่เคยเป็นสิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งนี้ สิ่งเรียบง่ายที่มีชื่อว่าความโหยหา ความรู้สึกพื้นฐานของอารมณ์ที่ชื่อว่าความปรารถนา และความคิดถึงท่วมท้นที่ล้นทะลักออกจากหัวใจข้างใน
สิ่งที่เขามองหามาตลอดโดยไม่รู้ตัว— แต่จิตใต้สำนึกของเขาจำได้คือสิ่งนี้…
การได้อยู่เคียงข้างวิคเตอร์
[8]
การนำเสนอวิจัยที่แทบจะไม่มีอะไรคืบหน้าเลยนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อสายตาจากบรรดาผู้สนับสนุนและศาสตราจารย์ต่างกดดันให้เขาต้องสำเร็จให้ได้ ความมั่นใจของเขาสั่นคลอน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยืดตัวตรงและตอบทุกคำถามด้วยเสียงดังฟังชัด และเมื่อการนำเสนอสิ้นสุดลง เมื่อทฤษฎีที่เขากำลังค้นคว้าอยู่ถูกโจมตีจนแทบยับเยินไม่เหลือชิ้นดี ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าใกล้ ขณะที่คนอื่น ๆ ทยอยออกจากห้องประชุม
นั่นคือวันแรกที่เขารู้จักวิคเตอร์— เมื่อพื้นที่แห่งนี้มีเพียงพวกเขาสองคน วิคเตอร์ก็ลุกขึ้นยืน และเขาแทบจะกลั้นหายใจเมื่ออีกฝ่ายเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ความตื่นตะลึงครอบครองสติเพราะทุกอย่างของคนตรงหน้าตะโกนว่านี่คือบุคคลในความฝันของเขา ส่วนความประหวั่นว่าเจ้าตัวจะชำแหละทฤษฎีของเขาจนป่นปี้ไม่แม้แต่จะผุดขึ้นมาในห้วงความคิดเลยสักนิด
ไม้เท้าดีไซน์เรียบง่ายในมือขวาของอีกฝ่ายสร้างเสียงกระทบตามจังหวะการเดินของเจ้าตัว และเมื่อวิคเตอร์หยุดยืนตรงหน้า เขาจึงรู้ว่าเขาสูงกว่าวิคเตอร์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เจซรู้สึกว่าเขาได้เปรียบเหนือกว่าเมื่ออีกฝ่ายใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องเขา เขาเลิกคิ้วขึ้น กำลังจะเอ่ยปากถามคนตรงหน้า แต่แล้วเป็นวิคเตอร์ที่ชิงเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน
“เธอน่าจะลองปรับแก้ค่าความถี่ตรงนี้ดูนะ”
เจซหันไปตามสายตาของเจ้าตัวและเห็นว่าวิคเตอร์กำลังพูดถึงเรื่องอะไร “ไม่ได้หรอกครับ ผมกำหนดเพดานความถี่ไว้เพื่อให้การปรับแต่งค่าพลังงานมีความเสถียรและปลอดภัย ถ้าเราปรับค่านี้ ผมเกรงว่ามันอาจจะ—”
วิคเตอร์เอียงศีรษะเล็กน้อยพลางฮัมในลำคอ นักศึกษาปริญญาเอกที่ได้เป็นผู้ช่วยคณบดีคนนี้อาจดูเล็กกระจ้อยและไม่สลักสำคัญ แต่เจซเคยค้นหาชื่อของเจ้าตัวก่อนหน้านี้แล้วเพราะเขาอยากศึกษาเรื่องกลไกบางอย่างที่วิคเตอร์เคยค้นคว้าเอาไว้ และเขาพบว่าช่างน่าทึ่งเหลือเกินที่เจ้าตัวซุกซ่อนอยู่ภายในเงามืดได้อย่างเงียบเชียบเพียงนั้น ในเมื่อการค้นคว้าและผลงานการประดิษฐ์น่าทึ่งจำนวนมากอยู่ภายใต้ชื่อของวิคเตอร์ โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เจ้าตัวได้บุกเบิกและสร้างไว้ในวงการวิศวกรรมเครื่องกล
เจซยอมรับว่าเขาไม่เคยรู้จักหน้าวิคเตอร์มาก่อน และแทบจะไม่คาดหวังความคิดเห็นอะไรจากเจ้าตัวด้วยซ้ำในเมื่อบรรดาศาสตราจารย์ต่างส่ายหน้าให้กับเขา เพราะในบรรดาผู้ที่เข้าฟังการนำเสนอของเขา วิคเตอร์อายุน้อยที่สุด ทั้งยังดูมีบุคลิกเงียบขรึมไม่แสดงอารมณ์ แต่ตอนนี้เมื่อวิคเตอร์เริ่มลงมือปรับสมมติฐานของเขาเสียใหม่ เปลี่ยนค่าตัวแปรและปรับแก้สมการ เมื่อเจ้าตัวหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนอย่างมั่นใจ สายตาคมกริบไม่สนใจสิ่งใดนอกจากปริศนาตรงหน้า เจซก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเขาเจอคนที่ทัดเทียมกับเขาแล้ว
เมื่อวิคเตอร์แก้สมการเสร็จ— ด้วยความเร็วอันน่าทึ่งและท่าทีสบาย ๆ เหมือนกำลังแก้โจทย์คณิตศาสตร์พื้นฐาน เจ้าตัวก็หันหน้ามาทางเขา ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพยักพเยิดให้เขาได้ลองทำตามสมมติฐานใหม่นี้ดู
และแน่นอนว่ามันสำเร็จ
ชิ้นส่วนปริศนาที่เขาไขไม่ออกเสียทีนั้นได้รับการเฉลย เมื่อผลลัพธ์การทดลองเป็นไปตามทฤษฎีตั้งต้นของเขา เจซก็เข้าใจในทันทีว่าเขามองข้ามอะไรไป และเขาจะทำงานวิจัยนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เมื่อเขาได้รับอนุญาตจากอาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้ว เขาก็ก้าวยาว ๆ ตรงไปยังตึกวิศวกรรมเครื่องกล กดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสาม และเคาะประตูห้องวิจัยลำดับที่ 22 ซึ่งกินพื้นที่ไปเกือบหนึ่งส่วนสามของชั้น
ในช่วงนาทีนั้นหัวใจของเขาเต้นระส่ำ นิ้วโป้งขวาลูบไล้บนอัญมณีสีฟ้าบนข้อมือข้างซ้าย พยายามยืดตัวตรงและแสดงออกถึงความมุ่งมั่นแม้ว่าในใจของเขาจะประหม่าเกินกว่าจะบรรยายได้
เสียงไม้เท้าดังขึ้นเป็นจังหวะ และมันเข้าใกล้เขามากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งหนึ่งอึดใจต่อมา ประตูหนาก็เลื่อนเปิดออก
“เจซ”
วิคเตอร์เอ่ยชื่อของเขาเป็นการทักทาย เจ้าตัวเอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วข้างหนึ่ง และเขาแทบจะก้มศีรษะยอมจำนนแก่สายตาคมกริบคู่นั้น
“ผม... คุณ— คุณช่วยเป็นคู่วิจัยให้ผมได้ไหมครับ”
วิคเตอร์เลิกคิ้วขึ้นอีกข้าง และเจซเม้มปากแน่น
“อาจารย์ที่ปรึกษาของผมอนุญาตแล้ว ผมอยากทำวิจัยกับคุณ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เจซจึงกล่าวต่อว่า “แต่— แต่ผมเข้าใจว่าคุณก็ต้องทำวิจัยปริญญาเอกของตัวเองเหมือนกัน เพราะงั้น—”
ชายผมน้ำตาลฮัมในลำคออีกครั้งก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“ผมคิดว่าผมสามารถช่วยเธอได้ เจซ ทาลิส งานวิจัยของเธอน่าสนใจ และเธอเองก็มีศักยภาพ ผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะทำ” เมื่อสิ้นเสียง เจ้าตัวก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะสบตาเขาตรง ๆ “แต่ผมมีสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ในอีกสองสัปดาห์ คงจะช่วยเธอได้หลังสอบเสร็จ รอได้รึเปล่าล่ะ”
หัวใจของเขาโลดขึ้น และเจซจำไม่ได้แล้วว่าเขามีความสุขและตื่นเต้นมากขนาดนี้ล่าสุดเมื่อไรกัน
“ผมรอได้ครับ”
เจซไม่ได้บอกวิคเตอร์ไปว่า ช่วงเวลาสองอาทิตย์นั้นช่างสั้นนักเมื่อเทียบกับตลอดทั้งชีวิตที่เขาฝันถึงวิคเตอร์— ในความทรงจำที่ไม่อยู่ในโลกนี้ ในภาพเลือนรางที่สมองของเขาสร้างขึ้นมา ท่ามกลางความโหยหาอาดูรของผีเสื้อที่มีปีกเพียงข้างเดียว
เรื่องแบบนั้น— แม้จะดีใจมากขนาดไหน ก็บอกใครไม่ได้เด็ดขาด
[9]
คืนนั้นเขาฝันถึงผีเสื้อ
เจซฝันว่าเขากำลังปีนหอคอยขึ้นไป— หอคอยสูงชะลูดที่มองเห็นทั้งเมืองได้อย่างง่ายดาย ที่พยุงเข่าทำจากโลหะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นบางองศาเมื่อเขางอขา มือทั้งสองข้างของเขาแตกด้านและมีเลือดซิบ แต่ชายหนุ่มไม่หยุด เขากัดฟันทนความเจ็บปวดนั่นแล้วดันตัวเองขึ้นมา
อากาศบริสุทธิ์ปะทะใบหน้าเมื่อเขามาถึง ทว่าทุกอย่างกลับนิ่งสงัด ปราศจากวี่แววการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตใด ๆ ตรงหน้าของเขาคือหุ่นมนุษย์ที่คุกเข่านิ่ง โครงเหล็กสีทองหม่นแสงคล้ายได้ผ่านกาลเวลามานานแสนนาน ดวงตาสีขาวด้านไม่ปรากฏร่องรอยใดนอกจากคราบสีรูปแบบประหลาดที่พาดผ่านทั้งใบหน้าและลำตัว รูปสลักสีขาวนี้มีพืชพรรณเกาะอยู่ทั่ว แต่งแต้มสีเขียวและสีสันสดใสประปรายจนทำให้เขานึกถึงอารยธรรมที่สูญสลายโดยธรรมชาติ ในมือของหุ่นนั้นมีค้อนยักษ์ทรงประหลาดที่กระจายตัวคล้ายปีกผีเสื้อ และเจซพยายามไม่คิดถึงค้อนสีแดงลายทองที่เขาเคยแบกพาดบ่าหลายครั้งในความฝันก่อนหน้า
เขาหอบหายใจ พยายามตักตวงอากาศเข้าปอดทั้งที่ยังอยู่ในท่าคุกเข่า เจซกวาดตามองไปรอบบริเวณก่อนจะพบกับความรกร้างว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ที่นี่— ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอยู่บนยอดหอคอยนอกจากตัวเขา ที่นี่มีเพียงรูปแบบคล้ายหยดน้ำสาดกระเซ็นที่แผ่กระจายไปทั่ว ปกคลุมโครงสร้างสถาปัตยกรรมและวัสดุทุกอย่างราวกับมันได้กลืนกินโลกนี้จนสิ้น
ลมหายใจของเขาเป็นควันขาวจาง ๆ เจซปัดปอยผมปรกหน้าออก และเมื่อเขากะพริบตาอีกครั้ง บุคคลปริศนาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ร่างนั้นยืนหันหลังให้เขา เสื้อคลุมตัวยาวและหมวกคลุมศีรษะสีขาวซ่อนใบหน้านั้นไว้ บรรยากาศที่ห่อหุ้มคนตรงหน้าบีบรัดหัวใจของเขาแน่นโดยไม่ทราบสาเหตุ และเจซพบว่าเขารู้สึกเจ็บพูดไม่ออก
เขาอยากเอ่ยปากถามอีกฝ่าย ตะโกนความในใจออกไป แต่ทุกอย่างกลับชะงักอยู่ในลำคอ ร่างกายของเขาเหนื่อยล้าเกินกว่าจะแสดงอารมณ์รุนแรงออกไปได้ และเจซทำได้เพียงนั่งรอจนกระทั่งอีกฝ่ายขยับตัว
และหนึ่งอึดใจต่อมา เสียงทุ้มติดสำเนียงก็ดังขึ้น
“ในทุกเส้นเวลา ในทุกความเป็นไปได้... มีเพียงแค่เธอเท่านั้น—”
บุคคลปริศนาหันมาทางเขา และแสงอาทิตย์กำลังจะเผยให้เขาเห็นเจ้าของใบหน้านั้น
“—ที่ทำให้ผมเห็นสิ่งนี้ได้”
ผีเสื้อสีเหลือบกระพือปีกบินผ่านหน้าเขาไป และชั่วขณะนั้นเองที่ทุกอย่างในคลองสายตากลับกลายเป็นสีขาวโพลน แสงอาทิตย์ส่องสว่างจ้าจนเขาต้องหลับตาลง และเมื่อเจซลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาก็ลอยละล่องอยู่ในจักรวาล
วิคเตอร์อยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาสีอำพันเป็นประกายระริกขณะที่พวกเขาลอยเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางโลกอ้างว้างสีดำที่พร่างพรายไปด้วยหมู่ดาว แสงระยับสีทองกะพริบวิบวับเป็นฉากหลังขณะที่พวกเขาทั้งคู่สบตากัน เจซยื่นมือขวาออกไปกุมมืออีกฝ่าย ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปวางอยู่บนหลังคอของคนตรงหน้า ออกแรงแผ่วเบาให้วิคเตอร์โน้มตัวเข้าหา ก้มศีรษะลงจรดหน้าผากของพวกเขาด้วยกัน
เขาหลับตาลงพลางถอนหายใจ มือขวาของวิคเตอร์จับข้อมือซ้ายของเขาแน่น และเจซไม่เคยรู้สึกว่าเขาสมบูรณ์มากเท่านี้มาก่อน เมื่อพวกเขาทั้งคู่ผสานรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นผีเสื้อที่มีปีกครบสองข้าง— ไม่มีอีกแล้วผีเสื้อปีกเดียวที่โดดเดี่ยว เจซรู้สึกได้ถึงสัญลักษณ์บนสะบักซ้ายของเขาที่ขยับไหว และในตอนนั้นเองที่แรงกระตุ้นบางอย่างชักนำเขาไปข้างหน้า ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้ง ไล่สายตาไปตามใบหน้ายาวของวิคเตอร์ อ้อยอิ่งบนจุดสีน้ำตาลทั้งสองก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาหยุดที่ริมฝีปากบาง
เจซเอียงศีรษะเล็กน้อยและจุมพิตปลายจมูกของคนตรงหน้า วิคเตอร์ลืมตาขึ้น และเขาสบตากับอีกฝ่าย มือขวาของเขาออกแรงกระตุกเบา ๆ และคนตรงหน้าขยับเข้าใกล้อย่างว่าง่าย และเมื่อเขากำลังจะโอบกอดอีกฝ่าย กลับกลายเป็นวิคเตอร์เองที่เอียงศีรษะและจูบริมฝีปากของเขา
คลื่นความรู้สึกรุนแรงโถมปะทะเข้ามาทั้งในความคิด— ในหัวใจ— เจซรู้สึกได้ถึงเสียงร่ำร้องเรียกหาปีกอีกข้างที่เขาตามหามานานแสนนาน หัวใจของเขาโลดขึ้น ชีพจรเต้นรัว ทว่าสติกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ริมฝีปากของวิคเตอร์เป็นสัมผัสที่แปลกใหม่ทว่าคุ้นเคย ราวกับว่าเขาได้จูบริมฝีปากนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในชีวิตอื่น พวกเขาทั้งคู่หลับตาลงเมื่อแสงสว่างรอบข้างแผดเผามากเกินไป เจซรู้สึกได้ถึงกระแสความคิดของวิคเตอร์ที่ไหลผ่านตัวเขา ผสานเข้ารวมเป็นหนึ่งขณะที่พวกเขาทั้งคู่ทักทายกันด้วยจุมพิต วิคเตอร์กัดริมฝีปากล่างของเขา และเจซขยุ้มเส้นผมของอีกฝ่าย ใช้แขนรั้งคนร่างโปร่งให้ใกล้ชิดกันและกันมากขึ้น
ทุกอย่างหลังจากนั้นกลายเป็นสีขาวโพลน เมื่อวิคเตอร์และเขาแนบชิดกันจนไม่เหลือช่องว่างให้สิ่งอื่นใด ร่างกายทั้งสองเกาะเกี่ยวกันแน่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบสงัด—
เจซลืมตาตื่นพลางหอบหายใจ หัวใจของเขาเต้นรัว เขาร้องไห้ให้กับความฝันอีกครั้ง ทว่านี่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศก เขารู้แก่ใจดี เจซยกมือซ้ายขึ้นปิดหน้าพลางยกยิ้มเล็กน้อย ส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาให้กับตัวเอง
นี่สินะ... อีกครึ่งหนึ่งของผีเสื้อ—
แม้ว่าความฝันค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ และสัมผัสของโลกแห่งความเป็นจริงโรยตัวลงโอบล้อมรอบ ดึงเขากลับขึ้นมาจากประสบการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในทะเลนิทรา เจซยังจำความรู้สึกสุดท้ายก่อนตื่นได้อย่างแม่นยำ หรือถ้าจะพูดให้ถูก น่าจะเป็นความคิดชั่วขณะที่ปรากฏขึ้นในช่องว่างระหว่างความฝันและความเป็นจริง เมื่อชั่ววินาทีนั้นเขากำลังจะรู้สึกตัวตื่นทว่าความคิดกว่าครึ่งยังจมอยู่ในห้วงความฝัน
เจซผ่อนลมหายใจช้า ๆ ก่อนจะลดมือลง ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อถ้อยคำนั้นดังขึ้นอีกครั้งในความคิด—
ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
เขาเจอแล้ว สิ่งที่จะคงอยู่อย่างนิรันดร์และไม่เปลี่ยนแปลง
อีกครึ่งหนึ่งของผีเสื้อที่หายไป—
คือวิคเตอร์นั่นเอง
ผีเสื้อสยายปีกกว้าง และโผบินอย่างเริงร่าเมื่อชะตาของพวกเขาทั้งคู่ได้มาบรรจบกัน
