Work Text:
กว่าจะรู้ตัวก็คงเป็นตอนที่ดาบสีดำสลักลวดลิ่มสีแดงชาดถูกปักลงมาบนพื้นห่างกับศีรษะของเขาไม่ถึงคืบ ร่างของไฮบริดกระต่ายนอนหงายหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหญ้าชื้นจากหยาดฝนที่พึ่งโปรยปรายลงมาได้ไม่นาน กลิ่นดินผสมเคล้าไปกับกลิ่นสนิมเหล็กของเลือดคลุ้ง จนแค่สูดหายใจก็เจ็บไปทั่วนาสิก แสงอาทิตย์หลังฝนถูกบดบังไปจนมิดโดยโอเมก้าร่างสูงระหงซึ่งยืนค้ำอยู่ด้านบน รองเท้าส้นสูงหนาของอีกฝ่ายถูกบดลงมาที่หน้าอกของเขาอย่างแรง หากเป็นคนปกติตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คงต้องมีการยอมทิ้งศักดิ์ศรี และร้องขอชีวิตกันบ้าง แต่คนแบบจู๊ดโลว์นั้นกลับตรงกันข้าม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอีโก้มันค้ำคอ หรือจริงๆ เขากำลังพอใจอยู่กันแน่ เพราะยิ่งชาร์ปเนสลงน้ำหนักที่ส้นรองเท้ามากเท่าไหร่ รอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของอัลฟ่าหนุ่มก็ยิ่งกว้างขึ้นจนเห็นฟันกระต่าย 2 ซี่หน้าได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ดวงตาของจู๊ดเรียวรีเป็นเสี้ยววงจันทร์ นัยตาสีชมพูสะท้อนแสงจนเป็นสีแดงเลือด แสดงถึงความพึงพอใจออกมาได้อย่างน่าประหลาด ใบหน้าจิ้มลิ้มขึ้นสีเลือดฝาดชัดจนน่ากลัว ขัดกับคนด้านบนที่หน้ามืดไปมากกว่าครึ่ง ชาร์ปเนสขยับยิ้มไม่ถึงดวงตาส่งมา บรรยากาศเย็นแผ่ซ่าน ช่างต่างจากไอร้อนที่เกิดจากการไล่ล่ากันของคนทั้งคู่ คนผมบลอนด์อยู่ในสภาพแทบจะไม่ต่างจากตอนปกติ อาจมีก็แค่มวยผมที่คลายลงมาจนแทบจะกลายเป็นหางม้าต่ำๆ กับรอยขีดข่วนเล็กน้อยบนแก้มนวล และที่สำคัญฟีโรโมนที่แปรปรวนแรงจนฉุนจนหากไม่ใช่จู๊ดคงจะมึนเมาไปกับมันได้โดยง่าย
พวกเขาฟาดฟันดึงทึ้ง และวิ่งไล่ล่ากันมายาวนานไม่ต่ำกว่า 30 นาที นานพอที่จู๊ดจะอยู่ในสภาพเละเทะ คนผมบลอนด์ยิ่งฟาดดาบลงมาด้วยแรงอารมณ์กรุ่นโกรธยิ่งยากต่อการรับมือ จู๊ดมั่นใจมากว่าตนสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของชาร์ปได้เหมือนอ่านหนังสือนิทานเด็ก แต่ตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมาเขาแทบดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันเป็นเพียงการฟาดฟันอย่างไร้ทิศทางเพื่อระบายแรงอารมณ์ที่มีเพียงเท่านั้น จนจู๊ดได้แต่ส่งเสียงผิวปากอย่างประทับใจให้กับอีกคนอย่างห้ามไม่ได้ ชาร์ปเนสเป็นโอเมก้าที่ไม่เหมือนโอเมก้าแม้แต่น้อย ร่างสูง ไหล่กว้าง ทั้งยังแรงกายมหาศาลแบบที่อัลฟ่าแบบเขายังสู้ไม่ได้ ทั้งหมดนั่นมันล้วนเกิดมาจากการฝึกฝนทั้งสิ้น และจู๊ดประทับใจในเรื่องนี้ของอีกฝ่ายมากตั้งแต่แรกพบ ช่างต่างกับจู๊ดที่เกิดมาพร้อมคำอวยพรอย่าง ‘จงเป็นอัลฟ่า’ จากฟ้า จึงทำให้คนที่ถนัดบุ๋นอย่างเขาสามารถตั้งรับแรงปะทะจากคมดาบของชาร์ปเนสได้อยู่บ้าง ถึงแม้จะพลาด และเพี้ยงพล้ำให้มันอยู่หลายครั้งก็ตามที
“ไหนนายลองตอบฉันอีกซักครั้งซิ ใครคือ pvper คนโปรดของนาย” น้ำเสียงทุ้มหวานเรียบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงแม้สำเนียงพูดที่เป็นเอกลักษณ์จะทำให้ในสายตาจู๊ดดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมา ฟีโรโมนที่มักจะหวานคล้ายดอกทานตะวัน และแสงอาทิตย์อบอุ่นนั้นดุดัน แปรปรวนเหมือนท้องฟ้าที่มีเมฆฝนตั้งเค้า ดวงตาสีเขียวสว่างถึงแม้ว่าจะย้อนกับแสงอาทิตย์ก็ยังดูงดงามราวกับมรกตล้ำค่า เก็บซ่อนมวลคลื่นอารมณ์ไว้เกินจะคลาย
“โฟล์วทีฟ?” จู๊ดยังคงยืนยันคำตอบเดิมที่เขาเลือกจะตอบก่อนที่ฉากนองเลือดนี่จะเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว พอได้นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในที่สุดเขาก็เข้าใจ เห็นทีว่าแมวในคราบสิงโตสีทองนี่จะเกิดหงุดหงิดขึ้นมา เพราะคำตอบไม่เข้าหูของอัลฟ่ากระต่าย ชาร์ปเนสสมกับที่เป็นองค์หญิงผู้ถูกตามใจจนเสียคน หากไม่ถูกตัดเล็บทิ้งเสียบ้าง เจ้าของแบบเขาคงโดนโอเมก้าไล่ข่วนจนกระจุยแบบนี้ซ้ำไปมาไม่ให้ได้พัก และถ้าจู๊ดจำได้ไม่ผิดล่ะก็ช่วงนั้นของอีกฝ่ายกำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็หมายความว่าอารมณ์ของโอเมก้าคนสวยยิ่งจะแปรปรวนมากกว่าปกติหลายเท่าตัว-
จู๊ดหลุดออกจากห้วงความคิดทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงโลหะเย็นที่บาดลึกลงมาบนคอของเขา เลือดอุ่นๆ ไหลซึมออกมาตามรอยบาดแผลที่เกิดขึ้น ใบหน้าสวยที่มองมาจากอีกฟากของเซิร์ฟเวอร์ก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจยิ่งทำให้หัวใจของจู๊ดสูบฉีดเลือดจนน่ากลัวว่าแผลเปิดตรงจุดต่างๆ บนร่างกายจะมีธารเลือดไหลออกมาจนเขาเสียเลือดมาก จู๊ดหลงไหลใบหน้านั้นของชาร์ปเนสเหมือนกับถูกมนต์สะกด ใบหน้างดงามราวรูปสลักกรีกเวลายิ้มนั้นสวยงามราวเทวทูตที่พระเจ้าบรรจงปั้น แต่ในเวลาโกรธนั้นช่างแตกต่าง มันเรียบเฉยจนน่ากลัว รอยยิ้มที่เคยงดงามนั้นเป็นเหมือนสัญญาณเตือนของวันสิ้นโลก เป็นเหมือนหนามบนดอกกุหลาบที่จู๊ดจงใจสัมผัสมันโดยไม่คิดชีวิต
ทุกคนต่างคิดว่าจู๊ดโลว์ และชาร์ปเนสไม่ถูกกัน อย่างน้อยก็คงเป็นฝั่งของโอเมก้าตัวขาวที่คิดแบบนั้น แต่สำหรับจู๊ดแล้วทุกการกระทำมีเป้าหมายแฝงเสมอ เขาอยากได้เห็นใบหน้านี้ของอีกฝ่าย เขาอยากได้ยินเสียงเย็นๆ ที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ สูดกลิ่นฟีโรโมนเหมือนทุ่งทานตะวันที่ฟุ้งไปด้วยน้ำฝนเย็นซึ่งทำให้อัลฟ่าแบบจู๊ดรู้สึกกลัวขึ้นมาได้อย่างไม่ควรเป็น จู๊ดอยากค่อยๆ เด็ดหนามออกจากเถากุหลาบพิษนี้ทีละอัน จนอีกฝ่ายไม่เหลือแม้แต่ศักดิ์ศรีใด กลายเป็นเพียงลูกแมวในกำมือของเขา ความสัมพันธ์ที่เป็นทั้งอดีตเพื่อนร่วมทีม คู่แข่ง และบางอย่างที่ดึงดูดเข้าหากันมากกว่าเพื่อน บางอย่างที่ทั้งลึกซึ้ง รุนแรง และอยากครอบครองเป็นของตน เขารู้ว่าชาร์ปเองก็รู้สึกได้ว่าความเป็นอัลฟ่า และความเป็นโอเมก้าของพวกเขาเรียกร้องหากัน จนแทบจะกลายเป็นข้อพิสูจน์ให้กับเรื่องของคู่แห่งโชคชะตา
“จู๊ด…..” เจ้าของชื่อสาบานได้เลยว่าก่อนหน้าที่ชื่อของเขาจะหลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย เขาได้ยินเสียงฮึดฮัด ราวกับเด็กโดนแย่งขนมดังนำออกมาก่อน มันไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย มันทำให้จู๊ดยิ่งตื่นเต้น เขาอยากรู้เสียจริงว่าความเอาแต่ใจนี้ของคนผมบลอนด์มันจะไปจบที่ตรงไหน ไฮบริดกระต่ายยังคงแย้มยิ้มให้อย่างน่าหงุดหงิด ใบหน้าหล่อน่ารัก ดูเจ้าเล่ห์เพทุบายราวกับได้รับพรจากเทพแห่งความมุสา เจ้าตัวเอียงคอเล็กน้อยจนลำคอของตนเองถูกดาบสีดำบาดจนเกิดแผลลากยาวเป็นทางอย่างท้าทาย
“องค์หญิงอยากได้ยินอะไรจากกระหม่อมกันแน่ล่ะพะยะค่ะ” น้ำเสียงหยอกล้อสนุกสนานดังขึ้น ราวกับความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ฝังลึกนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรได้มากไปกว่ารอยข่วนของลูกแมวพึ่งเกิด ถึงแม้ว่าไฮบริดกระต่ายจะหายใจลำบากออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนก็ตามที
หากเป็นในยามปกติใบหูของชาร์ปเนสคงจะต้องขึ้นสีจางบ้างแล้วจากชื่อเล่นที่จู๊ดมักเรียก แต่วันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ชื่อเรียกนั้นมันทำให้คนสวยด้านบนเบะปากลงอย่างห้ามไม่ได้ จู๊ดสบเข้าไปในดวงตาสีเขียวสวยนั่นราวกับตกอยู่ในภวังค์ รู้ตัวอีกทีก็ตอนรองเท้าส้นสูงที่เคยเหยียบอยู่ถูกยกออกไป กลายเป็นบางอย่างที่หนักกว่า แต่ไม่ได้ทำให้เจ็บจนหายใจไม่ออก ร่างทั้งร่างของชายหนุ่มที่สูงกว่าจู๊ดไปมากถูกทิ้งลงมาทับลงบนตัวของเขา บั้นท้ายกลมภายใต้กางเกงหนังสีดำอยู่บนตักของจู๊ดที่นอนอยู่บนพื้นพอดิบพอดี ต้นขาสวยถูกทิ้งลงข้างๆ คร่อมเขาจนไม่สามารถขยับไปไหนได้ ออกจะเป็นท่าทางที่ล่อแหลมไปเสียหน่อย แต่ในสถานการณ์แบบนี้เจ้าตัวคงไม่ได้คิดไปถึงเรื่องนั้นกระมัง มือเรียวทั้ง 2 ข้างถูกปล่อยออกจากดาบที่ปักอยู่บนพื้น นำมาวางกดลงบนหน้าอกของจู๊ดแทน
ยิ่งได้เห็นใบหน้าสวยในระยะใกล้หัวใจของจู๊ดยิ่งกระตุกวูบ ใบหน้าที่เคยแสดงอารมณ์โกรธที่แสนเรียบนิ่งตอนนี้ได้แปลเปลี่ยนไปหมด ริมฝีปากสวยคว่ำลงอย่างขัดใจ ดวงตาสีเขียวมรกตเริ่มฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำแห่งความน้อยอกน้อยใจ เหมือนเด็กที่ร้องไห้เวลาไม่ได้ของเล่น เส้นผมปอยด้านหน้าตกลงมาคลอเคลียใกล้จู๊ดจนรู้สึกจั๊กจี้ น่ารัก น่ารักเหมือนลูกแมวขนแตกที่โวยวายจนหมดแรง ได้แต่นั่งทิ้งตัวลงมาอย่างยอมจำนน
มือหนาของกระต่ายถูกยกขึ้นมาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังสวย ชาร์ปเนสขบกัดริมฝีปากอิ่มจนห้อเลือด เสียงทุ้มสั่นเคลือเอ่ยถามคำถามเดิมซ้ำอีกรอบ
“จู๊ด pvper คนโปรดของนายคือใคร” ยิ่งมองลึกเข้าไปในแววตาใสเขายิ่งรับรู้ได้ถึงความคาดหวัง ชาร์ปเนสเหมือนเดินทางผ่าน 5 ระยะของความเศร้าด้วยความเร็วระดับรถไฟเหาะที่ทิ้งตัวไปตามแรงโน้มถ่วง อารมณ์แปรปรวนไปตามปริมาณฮอร์โมนที่ผิดปกติจากลักษณะโอเมก้าของตน น่ารัก จู๊ดนิ่งค้างไปกับภาพตรงหน้าปล่อยให้เลือดในกายสูบฉีดต่อเนื่องจนได้ยินแต่เสียงหัวใจตนเองที่ดังก้อง แพขนตาสีทองเริ่มเปียกไปด้วยน้ำตาเม็ดใสดั่งเพชรพลอย จู๊ดอยากเห็นมากกว่านี้ อยากสลักภาพตรงหน้าไว้ในทุกส่วนของความทรงจำ แต่จะปล่อยให้คนสวยมานั่งร้องไห้แบบนี้มันอาจจะใจร้ายจนเกินไปหน่อย ความรู้สึกผิดเล็กๆ ก่อกำเนิดขึ้นในใจ สัญชาตญาณอัลฟ่ากำลังบอกให้เขาปกป้องโอเมก้า(ที่อยากให้เป็น)ของตนตามธรรมชาติ แต่คนอย่างจู๊ดน่ะหรือที่จะยอมแพ้โดยง่าย มือข้างนึงถูกยกขึ้น และสัมผัสไปบนปรางค์แก้มนวลเบาๆ ก่อนจะถูกอีกฝ่ายปัดออกแทบจะทันที
ชาร์ปเนสไม่ใช่คนฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร เขาออกจะไม่เข้าใจตัวเองเสียด้วยซ้ำว่าเหตุใดแค่เพียงได้ยินชื่อของชายอีกคนจากริมฝีปากเล็กของจู๊ด เขาจึงต้องรู้สึกหงุดหงิดจนอยากร้องไห้ออกมาแบบนี้ ชาร์ปเนสไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เลยซักนิด เส้นเลือดในสมองเต้นตุบๆ จากทั้งความเหนื่อยจากการไล่ล่า และการใช้ความคิดที่ไม่ใช่เรื่องถนัดเท่าไหร่นัก ไหนจะความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวที่อัดแน่นอยู่ในร่างนี่อีก ตอนนี้ชาร์ปเนสรู้เพียงแค่ว่าหากชื่อจากปากนั้นเป็นชื่ออื่นชาร์ปก็ไม่อยากได้ยินมัน ไม่อยากเลยซักนิด ชาร์ปเนสมองจ้องไปในดวงตาสีโลหิต ที่ส่องแสงเรืองคล้ายกับทับทิมเม็ดสวย รอคอย และคาดหวัง ขบกัดริมฝีปากล่างจนเลือดไหลซิบ พยายามกลั้นมวลอารมณ์ที่รื้นอยู่ในดวงตา และในที่สุดจู๊ดก็ตัดสินใจได้ว่าเขาจะเลิกแกล้งคนด้านบนเสียที
“ก็นายถามไม่ใช่หรอว่าชอบ pvper คนไหน” เขาลูบแผ่นหลังได้รูปนั่นเบาๆ ราวกับปลอบปละโลม แต่ก่อนที่ชาร์ปเนสจะได้เอ่ยอะไร อัลฟ่าด้านล่างก็ชิงพูดแทรกออกมาเสียก่อน “ไม่ได้ถามซักหน่อยว่าคนโปรดของฉันคือใคร”
จู๊ดค่อยดึงตัวชาร์ปที่ยังพยายามขัดขืนให้ก้มลงมาจนสุดท้ายคนด้านบนก็ต้องยอมเปลี่ยนท่ามานอนทับลงบนตัวของจู๊ดโดยสมบูรณ์ ใบหน้าสวยฝังลงบนลาดไหล่กว้างของอัลฟ่ากระต่าย ใกล้กับต่อมฟีโรโมนของอีกฝ่ายมาก จนชาร์ปเนสได้กลิ่นของเรดสโตน ผสมกับไม้ซีดาร์แจ่มชัด และคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลิ่นนั้นทำให้ชาร์ปเนสใจเย็นลงกว่าเก่ามาก หลายครั้งที่เขาเกลียดในสัญชาตญาณโอเมก้าของตนเองที่มักจะตอบสนองต่อฟีโรโมนของจู๊ดอยู่ร่ำไป ทั้งๆ ที่คอยบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคนตรงหน้านี้คือศัตรู แต่ชาร์ปก็มิอาจปฏิเสธมันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ต้องเผลอไผลให้ความเป็นโอเมก้าของตนรู้สึกดีไปในอ้อมกอดของฟีโรโมนเข้มลึกของจ่าฝูงอย่างอีกฝ่าย จนตอนนี้คนผมทองได้แต่ค่อยๆ หลับตาลง ขยับฝังใบหน้าลงไปบนลาดไหล่นั้นปล่อยให้น้ำตาหยดใสไหลออกมา
“นายก็รู้อยู่แล้วนี่ว่านายคือคนโปรดของฉันชาร์ปเนส” จู๊ดกระซิบข้างใบหูเล็กที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อไม่รู้จากการร้องไห้หรือความเขินอายกันแน่ จู๊ดเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะใช้ฟันคู่หน้าขบกัดมันเบาๆ
โอเมก้าคนสวยนอนนิ่งๆ ในอ้อมกอดของจู๊ดอยู่พักใหญ่ๆ ปล่อยให้เสียงหายใจหลอมรวมไปกับหัวใจดวงน้อยที่สูบฉีดเลือดเป็นจังหวะเดียวกับของอัลฟ่าอีกคน ชาร์ปเนสมักโทษว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงความต้องการของโอเมก้าในกาย ใช่ของตัวเขาเองไม่ ทั้งการที่ปล่อยให้อีกฝ่ายกอด หรือเข้าใกล้กับจุดอันตราย ชาร์ปเนสรู้สึกโชคดีที่เขามักจะใส่เสื้อเกราะที่ปิดไปจนถึงลำคอ เขาจึงไม่มีทางโดนอีกฝ่ายกัดได้โดยง่าย แม้แต่ในตอนนี้ที่ร่างกายนั้นไร้เรี่ยวแรง เพราะรอบฮีทที่ใกล้เข้ามา โอเมก้าผมบลอนด์รู้ดีว่าการเข้าใกล้อัลฟ่าอย่างอีกฝ่ายในเวลาแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการแกว่งเท้าหาเสี้ยน เหมือนเขานอนลงบนจานและพร้อมให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสหวานล้ำจากการผูกพันธะที่หลังคอเนียนไร้รอยกัดของตน
แต่ชาร์ปรู้ดีอยู่ข้อหนึ่งว่า ถึงแม้จะฆ่ากันตายกี่ครา ไม่ว่าจะด้วยคบดาบ หรือด้วยกับดัก จู๊ดไม่เคยเอาเปรียบเขาด้วยความเป็นอัลฟ่าเลยซักครั้ง หรือแม้แต่จะข่มเขาด้วยฟีโรโมน อย่างที่พวกอัลฟ่าชั้นต่ำ ชอบทำนักหนาเวลาประมือกับโอเมก้าก็ไม่เคยทำ ความสัมพันธ์ที่ชาร์ปเนสเรียกว่าคู่แข่งจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ให้เกียรติแก่กันเสมอ แม้ว่าจู๊ดจะใช้วิธีสกปรก และชอบที่จะกลั่นแกล้งเขาให้ร้องไห้หรือเข้าตาจนมากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยล้ำเส้นเรื่องนี้เลยซักครั้ง เป็นกระต่ายสกปรกที่อ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
แต่ถึงกระนั้นชาร์ปเนสก็ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่ยอมให้อัลฟ่าที่เป็นมาโซคิสต์อ่อนๆ นี่รอดไปได้สบายๆ ด้วยลมปากเหล่านั้นอย่างเดียวหรอก คงต้องสั่งสอนให้รู้เสียบ้างว่าไม่ควรจะมาแกล้งโอเมก้าที่ใกล้รอบฮีทให้ต้องว้าวุ่นใจเช่นนี้ และใช่ชาร์ปเนสเป็นคนที่ถูกตามใจอย่างที่อีกฝ่ายว่า ดังนั้นเขาจะขอเอาคืนอย่างสาสมที่สุดเลยแล้วกัน คนผมบลอนด์ที่นิ่งอยู่นานค่อยๆ ขยับซุกไซร้บริเวณลำคอข้างที่ไร้รอยแผลของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นเป่ารดจนจู๊ดเผลอเกร็งตัวไปกับมัน ก่อนที่ชาร์ปเนสจะฝังคมเขี้ยวเล็กๆ ขัดวิสัยของโอเมก้าลงไปบนคอของจู๊ดใกล้กับต่อมฟีโรโมนหอมที่แสนกวนใจ ทำเอาไฮบริดกระต่ายตัวกระตุกเกร็งไปทั้งร่าง โอเมก้าตัวขาวกัดลงไปแรงมากพอที่จะฝากรอยฟันเรียงครบ 32 ซี่เอาไว้ แถมยังเรียกเลือดซิบออกมาจากรูเล็กๆ ที่เกิดจากคมเขี้ยวทั้ง 2 ข้างได้อีกด้วย เสียงซี้ดปากด้วยความเจ็บดังมาจากผู้ถูกกัด ความรู้สึกที่เขาพยายามลืมไปตอนต้นเหมือนถูกกระตุ้นกลับมา และชาร์ปเนสแลจะรับรู้ได้จากฟีโรโมนของจู๊ดที่เปลี่ยนแปลงไป ชาร์ปเนสใช้ลิ้นเรียวเลียรอยแผลที่ตนเองฝากไว้เบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งบนตัวจู๊ดอีกครั้ง จงใจนั่งทิ้งน้ำหนักทับลงตรงนั้นกว่าเดิม เขารู้ดีกว่ารอยกัดจากโอเมก้าแบบตนไม่ส่งผลต่ออัลฟ่าเหมือนกับการที่อัลฟ่ากัดลงมาบนหลังคอของโอเมก้า แต่ถ้ากับจู๊ดล่ะก็ไม่แน่ ดวงตาสีมรกตสะท้อนแสงเรือง ส่งรอยยิ้มสวยที่ทำให้จู๊ดหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ กลิ่นหอมจากดอกทานตะวันหวานฟุ้งจนกลบกลิ่นสาบของเลือดไปจนมิด จู๊ดรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียสติ สมองที่มักจะปราดเปลื่องว่องไวนั้นราวกับมีฟันเฟืองบางอันถูกดึงหลุดออกมา
“นายก็ไม่ใช่ trapper คนโปรดของฉันหรอก กระต่ายน้อย” แล้วชาร์ปเนสก็ลุกขึ้น ก่อนที่จะออกนอกระยะสายตาของจู๊ดโลว์ไปทั้งอย่างนั้น ทิ้งทั้งบาดแผลทางกาย ทั้งความรู้สึกอึดอัดจากความเป็นอัลฟ่าที่ถูกกระตุ้นไว้อย่างไร้ความรับผิดชอบ กลิ่นฟีโรโมนจางๆ ยังคงโอบกอดจู๊ดเอาไว้จนรู้สึกปวดหนึบอย่างน่าสงสาร
“เล่นกันแบบนี้เลยหรอ” จู๊ดได้แค่เอ่ยออกไป อาวรณ์ในสัมผัสของกายอุ่นที่เคยกดทับลงมา ทุกอย่างหยุดค้างเหมือนความสัมพันธ์อันคารังคาซังของคนทั้งคู่ ปล่อยให้จู๊ดต้องจัดการกับปัญหาที่ตนก่อโดยอ้อมนี้ลำพัง
“ใจร้ายจริงๆ เลยนะ องค์หญิง”
