Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Category:
Fandom:
Relationship:
Characters:
Additional Tags:
Language:
ไทย
Stats:
Published:
2026-10-03
Words:
7,564
Chapters:
1/1
Kudos:
2
Hits:
24

Fictober2026 D-3 กุญแจ / key

Summary:

คุจิกิ เบียคุยะ มีกุญแจสำรองสำหรับเข้าห้องพักอยู่สี่ดอก

หนึ่งดอกให้ตัวเอง
หนึ่งดอกให้น้องสาว
อีกหนึ่งให้คนสนิท หรือคนรักของน้องสาว
เหลืออีกหนึ่งที่ยังไม่แน่ใจว่าจะให้ใครดี

แต่ก็อย่างว่า ในชีวิตของเขาก็ไม่ได้มีคนสำคัญมากเท่ากับลูเคียและเร็นจิอีกแล้ว
คนรู้จักคนอื่น ๆ เพื่อน ก็พอมี แค่ไม่ได้สำคัญในระดับที่ว่า คู่ควรแก่การให้กุญแจสำรอง ก็แค่นั้นเอง

Notes:

Hello! First time posting in Ao3! I will do the ENG translated version soon... soon...

wrote this at late night so if there is any parts that doesn't make sense... just think that its some Rom-com movie.

I hope you enjoy reading! feel free to comment!

**please do not put my work into any AI program

Work Text:

คุจิกิ เบียคุยะ มีกุญแจสำรองสำหรับเข้าห้องพักอยู่สี่ดอก

หนึ่งดอกให้ตัวเอง
หนึ่งดอกให้น้องสาว
อีกหนึ่งให้คนสนิท หรือคนรักของน้องสาว
เหลืออีกหนึ่งที่ยังไม่แน่ใจว่าจะให้ใครดี

แต่ก็อย่างว่า ในชีวิตของเขาก็ไม่ได้มีคนสำคัญมากเท่ากับลูเคียและเร็นจิอีกแล้ว
คนรู้จักคนอื่น ๆ เพื่อน ก็พอมี แค่ไม่ได้สำคัญในระดับที่ว่า คู่ควรแก่การให้กุญแจสำรอง ก็แค่นั้นเอง

 

เบียคุยะใช้ไหล่ดันประตูห้องตัวเองให้เปิดออก สองมือถือถุงวัตถุดิบทำชาบู เขาใช้เท้าดันประตูห้องให้ปิด แล้วกึ่งเดินกึ่งลากสัมภาระในมือไปวางบนโต๊ะกินข้าว จากนั้นค่อยบรรจงหยิบผัก เนื้อ เต้าหู้ และอีกสารพัดของเกี่ยวกับชาบูที่คุณนึกได้ ออกมาจากถุง และวางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ

นักไวโอลินพินิจพิเคราะห์ข้าวของจำนวนมากบนโต๊ะ นี่ตัวเขาเมื่อสามวันก่อนคิดอะไรอยู่ถึงได้เอ่ยปากชวนมือเบสคนนั้นมานั่งกินชาบูที่ห้องกันนะ แค่เพราะผู้ชายคนนั้นบ่นว่าอยากกินชาบูหลังแสดงเสร็จ แถมทำหน้าหงอยเหมือนหมาเปียกน้ำ ก็เลยเอ่ยปากชวนออกไปเนี่ยนะ ตัวเองยังไม่มีหม้อด้วยซ้ำ!!! คนโดนชวนก็บอกอีกว่ามีหม้อ คุยไปคุยมา รู้ตัวอีกทีก็ตอนตกลงนัดวันเวลากันเสร็จสรรพ แล้วเปิดแอพปฏิทินขึ้นมาจดวันเนี่ยแหละ

ก็ใช่ว่าไม่เคยทำหรอกนะ หมายถึง ชวนมากินเลี้ยงกันสองคนหลังแสดงเสร็จ

เบียคุยะต้องยอมรับเลยว่า มือเบสคนนั้นเป็นคนหัวรั้นจนน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ใช่เพื่อน ร่วมงาน ที่แย่
เจ้าตัวเป็นคนมีอารมณ์ขัน อีกทั้งยังร่าเริงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะโผงผางเกินไปบ้างในบางเวลา และดื้อรั้นไม่ชอบฟังใคร แต่โดยรวมก็ถือว่ายังพอรับได้ ส่วนเรื่องชวนมากินเลี้ยง มันเริ่มจากการที่พวกเขาต่างค้นพบโดยบังเอิญว่าทั้งคู่อยู่คอนโดเดียวกัน แค่คนละชั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากที่ในระยะเวลาเกือบปีที่เบียคุยะย้ายเข้ามาในคอนโดมิเนี่ยมแห่งนี้ พวกเขาไม่เคยเจอหน้ากันเลยสักครั้ง ส่วนวันนั้นที่บังเอิญรู้ก็เพราะว่าตอนแสดงเสร็จ พวกเขาเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าพร้อมกัน ลงสถานีเดียวกัน เดินไปในทางเดียวกัน ซึ่งระหว่างทางก็สร้างความงุนงงไม่น้อย จวบจนมาถึงที่พัก ก็ถึงได้กระจ่างแจ้งว่าอยู่คอนโดฯเดียวกันมาโดยตลอด
ด้วยความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน ผนวกกับการที่ไม่ได้กินอะไร ท้องของเบียคุยะ(ในวันนั้น)ก็ส่งเสียงร้องประท้วง กลายเป็นบรรยากาศน่าอายที่เขาจะจำไม่ลืม จำไม่ลืมแน่นอน ว่ามือเบสคนนั้นหัวเราะดังขนาดไหน… เอาเป็นว่ามือเบสชวนนักไวโอลินไปรับประทานอาหารเย็นในห้องของเขา และนักไวโอลินก็ได้ค้นพบว่า มือเบสทำอาหารอร่อยมาก?! กลายเป็นว่า ตัวเขาติดใจรสมือของคนคนนั้นไปโดยปริยาย

ไม่ต้องย้อนรำลึกให้มากความ เอาเป็นว่า หลังจากเหตุวันนั้น นักไวโอลินก็หาวิธีตอบแทนน้ำใจ มือเบสเลยเสนอว่า ความหน้า เบียคุยะก็ลองทำอะไรให้เขาชิมสิ แลกกัน จนระยะเวลาล่วงเลยมาเกือบสองปี กลายมาเป็นเรื่องเคยชิน ที่ว่าสองบุรุษจะไปมาหาสู่กันตลอด จากชวนกินเลี้ยง ก็กลับกลายไปเป็นการนั่งคุยปรับทุกข์สุขโศก กลายเป็นเรื่องปกติ

กลายเป็นกิจวัตร

เขากล้าพูดได้เลยว่า ตั้งแต่ย้ายห้องมา นอกจากลูเคียและเร็นจิ ก็มีมือเบสคนนี้เนี่ยแหละ ที่แวะมาห้องเขาบ่อยที่สุดแล้ว (ตัวเองก็ไปห้องเขาบ่อยเถอะ)

 

กริ๊ง!

มือของเบียคุะเผลอไปปัดอะไรตก

 

เป็นกุญแจสำรองนั่นเอง พวงกุญแจสำรองสองดอกของเขา

บุรุษร่างโปร่งก้มตัวลงไปเก็บมันขึ้นมา เขาวางแผนอยู่ว่าจะเอาอีกดอกไปแอบไว้ใต้พรมหน้าห้อง เก็บแยกกัน ไม่ก็ขังลืมไว้ในตู้เซฟ เพราะเห็นที เขาคงจะไม่ได้เอาไปให้ใครได้เก็บแทนแล้วล่ะ

พอหยิบขึ้นมาได้แล้ว ก็นำไปแขวนที่ราวแขนของ เป็นอันเสร็จ ทีนี้ก็ไปเตรียมผักต่อได้–

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เฮ้ย คุจิกิ หม้อมาแล้ว”

เบียคุยะอดไม่ได้ที่จะกลอกตา มาแล้วสินะ แล้วหันไปเปิดประตู
“ซาราคิ” นอกประตูเป็นชายร่างสูงใหญ่ ผมยาวกระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง ในแขนโอบกล่องใส่หม้อชาบูไว้ อีกมือที่ว่างใช้ถือปลั๊กพ่วง นั่นคือซาราคิ เคมปาจิ มือเบสที่ได้เอ่ยไปในหลายย่อหน้าก่อนหน้า
“ไง” เขาพูดพร้อมฉีกยิ้มกว้างที่ใครเห็นก็ต้องขนลุกกันไปตาม ๆ กัน
“เข้ามาก่อนสิ ผมเพิ่งถึงห้อง เลยยังไม่ได้หั่นผักอะไรเลย” เบียคุยะแจ้ง ส่วนเคมปาจิก็เดินเข้าห้องด้วยท่าทีเคยชิน ถอดรองเท้า– ไม่ เขาเดินลงมาทั้งถุงเท้า แล้วเดินไปใส่รองเท้าใส่ในบ้านคู่สำรองที่เบียคุยะมีเตรียมไว้ให้

“คราวหน้าใส่รองเเท้าด้วย”
“ใส่ทำไม เดินลงลิฟต์มาแค่เนี๊ยะ”
“ขอให้โดนเศษแก้วตำเท้า”
“เอ้า ดูพูด เดี๋ยวเอาหม้อไปเก็บเลย” เคมปาจิแกล้งทำหน้าบึ้ง พวกเขามักต่อล้อต่อเถียงกันเป็นกิจวัตร ไม่ว่าต่อหน้าหรือผ่านข้อความ วันไหนที่ไม่ได้ทำมันจะรู้สึกโหวง ๆ เหมือนขาดอะไรไป
“ก็แล้วแต่ คุณอยากกินเองไม่ใช่เหรอ” เบียคุยะปรายตามองไปที่ผู้ชายด้านหลังด้วยสายตาไม่ใยดีพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่สนอกสนใจเลยแม้แต่น้อย
“แกล้งง้อหน่อยดิ”
“ไม่เอาครับ”
“โห่ ไรวะ”

เคมปาจิบุ้ยปากพลางบ่นอุบอิบ เบียคุยะอดไม่ได้ที่จะหลุดขำกับท่าทีไม่พอใจแบบเด็กน้อยของคนตรงหน้า ส่วนหลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มเตรียมการ เบียคุยะรีบจัดการล้างผักล่วงหน้ารอเคมปาจิต่อหม้อชาบูให้พร้อม หั่นได้ประเดี๋ยวเดียว บุคคลผู้ที่อยากกินชาบูที่สุดในโลกก็เดินมาหยิบเขียงพร้อมกับมีดอีกเล่ม แล้วหยิบแคร์รอตที่เจ้าของห้องกำลังจะคว้ามาหั่นไปต่อหน้าต่อตา คนโดนแย่งแคร์รอตชะงักด้วยความตกใจ แต่ก็รีบเงยหน้าขึ้นมามองค้อนคนแย่งแคร์รอต คนแย่งดูไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้าน แถมยังยกยิ้มใส่ เบียคุยะถอนหายใจแล้วตัดสินใจที่จะนำผักส่วนที่ตนเองหั่นเสร็จแล้วไปใส่หม้อรอ

พอผักล็อตแรกลง เคมปาจิก็หั่นผักล็อตที่สองเสร็จ ผักทั้งหมดลงหม้อพร้อมลูกชิ้นทั้งหลายแหล่ จากนั้นไม่นานน้ำซุปสีดำรสแสนเข้มข้นก็เริ่มเดือด ลวกโปรตีนได้ หลังจากนั้น ทุกท่านคงพอเดาได้ ก็กลายเป็นช่วงเวลาแสนสงบของสองบุรุษที่นั่งคืบเหล่าอาหารในหม้อชาบูกินอย่างเอร็ดอร่อย เคมปาจิ ที่ปกติจะเป็นคนพูดมาก กว่าเบียคุยะ ตอนนี้ก็นั่งตั้งใจเคี้ยวเนื้อสไลด์จนแก้มตุ่ยจนเบียคุยะต้องบอกให้คีบผักกินบ้าง

ช่วงเวลาแบบนี้ เป็นช่วงเวลาที่เบียคุยะโปรดปรานที่สุด ไม่มีเรื่องเครียดปวดหัว ไม่มีเสียงดังให้ปวดหู ไม่มีงานให้กังวล มีเพียงแค่เขา อาหารตรงหน้า และเคมปาจิ

ใช่สิ ช่วงเวลานี้จะสมบูรณ์ไม่ได้เลยหากขาดเคมปาจิไป

เป็นผู้ชายที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาเสียจริง

ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ แต่มากกว่าที่เจ้าตัวคาดคิดไว้

หากเป็นเพื่อน ก็คงนับเป็นเพื่อนคนพิเศษได้เลยแหละ

“เนื้อเปื่อยหมดแล้วมั้ง” หืม นี่เบียคุยะเผลอเหม่อเหรอเนี่ย พอรู้สึกตัว เขาก็รีบชักตะเกียบออกจากหม้อโดยไว เคมปาจิคีบเนื้อชิ้นที่เขาทำตกมาใส่ถ้วยให้
“เมื่อกี้คิดอะไรอยู่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว”
“ไม่ได้คิดอะไร” เบียคุยะรีบคีบผักเข้าปาก
เคมปาจิแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เจ้าตัวส่ายหัวด้วยท่าทีที่ให้ความรู้สึกเหมือนคำว่า จริง ๆ เลยว่ะ ไอ้หมอนี่ เขายกยิ้มมุมปากแล้วกลับไปคีบผักกาดขาวมาใส่ในชามตัวเองต่อ บรรยากาศริมระเบียงเงียบสงัด เหลือแต่เสียงเดือดปุด ๆ ของน้ำซุปชาบู เสียงตะเกียบกระทบกับจาน ลมเย็นที่พัดโชยมาด และเสียงพูดคุยที่ดังขึ้นเป็นบางเวลาของสองนักดนตรีในห้อง

เป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษเสียจริง

ไม่อยากให้จบเลย

 

“วันหลังทำพาสต้ากินกัน” เคมปาจิเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มเฉพาะตัว เขาถือกล่องใส่หม้อชาบูกับปลั๊กพ่วง เตรียมตัวกลับห้อง แต่คราวนี้มีรองเท้าใส่ในบ้านของเบียคุยะติดเท้าไปด้วย ไม่ได้ไปแค่ถุงเท้าเหมือนขามา
“อันนี้มายังไงครับเนี่ย…”
“อยากเจอหน้านายเฉย ๆ มะรีนว่างปะ”
“อยากเจอหน้าก็เดินลงมาเคาะห้องสิครับ มะรีนว่างครับ”
“มันไม่เหมือนกันไง”
“มาบ่อยขนาดนี้จะย้ายมาอยู่ด้วยกันเลยไหมครับ” คำพูดของเบียคุยะทำเคมปาจิดาวงตาเบิกโพลง ผิวสีแทนเริ่มมีสีชมพูอ่อนมาแต้ม เบียคุยะที่รู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไปก็รีบอ้าปากจะพูดปฏิเสธ แต่น่าอนิจจาที่ไม่มีเสียงหรือคำพูดใด ๆ เล็ดลอดออกมา
“อะ เอ่อ… นี่จริงจังหรือ–”
“จะไปจริงจังได้ไงครับ!!! เรา…” คำที่จะพูดต่อจางหายไปกับอากาศ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นสักหน่อย เบียคุยะรู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง พวกเขาสนิทกันขนาดนั้นแหละ แค่พวกเขาทำเมินและปัดความรู้สึกแปลก ๆ ทิ้งไปก็แค่นั้นเอง

เบียคุยะเม้มปาก เขาหลับตาปี๋ สูดหายใจเข้าให้ลึกแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองคนตัวสูงกว่า เคมปาจิหันหน้าหนี ใบหน้าขึ้นสีแดงสดลามไปยังใบหู เชื่อได้เลยว่าถ้าตอกไข่ใส่ไปบนนั้นน่าจะได้ไข่ดาวกรอบเลยล่ะ ไหนจะสีหน้าแบบนั้น… รู้ตัวอีกที เบียคุยะก็ยัดกุญแจสำรองดอกสุดท้ายเข้ามือของเคมปาจิไปแล้ว

“อันนี้……?” คนที่สติกระเจิงเพราะคำพูดเมื่อครู่ของนักไวโอลินหนุ่มเรียกสติกลับมาได้เมื่อมีสัมผัสเย็นเฉียบมาโดนมือ
“กุญแจสำรองห้องผม” เบียคุยะหลบตาขณะพูด เคมปาจิกะพริบตาปริบ ๆ ดวงตามองสลับไปมาระหว่างกุญแจในมือกับเบียคุยะที่แทบจะเอาหน้ามุดกรอบประตูอยู่แล้ว
“ไม่รู้จะให้ใครแล้ว เก็บ ๆ ไว้เถอะน่า! อย่ามายกเค้าห้องผม หรือไขเข้ามาดึก ๆ ดื่น ๆ ก็พอ” พอเคมปาจิยังคงเงียบเฉย เขาก็รีบพูดขึ้นมาก่อน
เคมปาจิเก็บกุญแจเข้ากระเป๋ากางเกง เขายกมือข้างที่ว่างขึ้นมาเกาหลังคอ “งั้นคุณขึ้นมากับผมได้ไหม จะได้– เอากุญแจสำรองผมไปด้วยเลย แลกกัน… ไง…” เบียคุยะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เคมปาจิไม่ได้แสดงอาการเคอะเขินเท่าก่อนหน้า ใบหน้าที่ใครเห็นก็ต้องสั่นกลัว บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ที่กลายเป็นร้อยยิ้มแหย่ ๆ เมื่อได้สบตากับเบียคุยะ เจ้าของรอยยิ้มเลยหัวเราะแก้เขินไปนิดหน่อย คนหนุ่มกว่าจับกรอบประตูแน่น หัวใจในอกเต้นแรงจนน่าตกใจ

เบียคุยะผงกหัวตอบ เขาสาบานได้ว่าเขาเห็นดวงตาของเคมปาจิเป็นประกายก่อนที่เจ้าตัวจะหันหลังเดินนำไปที่ลิฟต์

 

นอกจากจะมีอิทธิพลต่อชีวิตแล้ว ผู้ชายคนนี้ยังมีอิทธิพลต่อหัวใจของเบียคุยะอย่างมาก

ถ้าสักวันหัวใจวายเพราะเคมปาจิ เห็นทีคงจะไม่ใช่เรื่องแปลก