Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Category:
Fandom:
Relationship:
Characters:
Additional Tags:
Language:
ไทย
Series:
Part 1 of Imperfection [Tom's Birthday]
Stats:
Published:
2018-02-07
Words:
18,324
Chapters:
1/1
Comments:
6
Kudos:
15
Hits:
614

Imperfection

Summary:

คริสเหลือบมองวันที่บนหน้าปัดนาฬิกาบนผนัง “อะ นั่นสิ จะถึงวันเกิดนายแล้วนี่!”

“ลืม?”

“ไม่! ไม่ได้ลืม!” คริสรีบโบกมือ แก้ตัวน้ำขุ่นๆ “แต่...ปีนี้คงไปหาไม่ได้… ขอโทษนะ”

Notes:

อ่านสบายๆ นะฮะอันนี้ บทบรรยายไม่เยอะเพราะเลาขี้เกียจ #หืม

จริงๆ คืออยากลองเขียนพี่ทอมในมุมนี้บ้าง อืม... เป็นความขี้มโนของเราเองแหละ ไม่รู้จะแปลกไปหรือเปล่าแต่ก็... น่ะแหละ ในมุมมองของเราต่อพี่คริสพี่ทอมก็คงเป็นประมาณนี้

อาจจะมีพาร์ทต่อ หรือไม่มีก็ไม่รู้ แต่คิดว่าคงเขียนไม่ทันวันเกิดพี่ทอมแน่ๆ *ร้องไห้* เพราะงั้นก็เลย เอาส่วนนี้มาแปะก่อนแล้วกัน

* แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติ ไม่ใช่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นแต่ประการใด ขอให้ถือว่าตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้เป็นเพียงตัวละครสมมุติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลจริงในเรื่องก็แล้วกันนะ ♥

(See the end of the work for more notes.)

Work Text:

 

 

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือแบบเฉพาะตัวดังขึ้น ทำให้เจ้าของโทรศัพท์ที่กำลังนอนดูโทรทัศน์ติดผนังเล่นบนโซฟาตัวใหญ่หลังกลับจากทะเลรีบคว้ามันไว้ด้วย สองมือ ชื่อของคู่สนทนาที่แสดงบนหน้าจอเรียกรอยยิ้มกว้างให้ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม เขาปัดนิ้วผ่านหน้าจอ กดรับสายอย่างอารมณ์ดี

 

               “ว่าไง?” คริสยกโทรศัพท์มือถือขึ้น เอ่ยทักทายด้วยสำเนียงออสซี่แบบที่ใช้ประจำกับคนปลายสายแล้วโบกมือให้กับกล้องหน้าแทนการทักทาย

               “หวัดดีคริส ที่โน่นเป็นไงบ้าง?” เสียงปลายสายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกลับเจื้อยแจ้วพร้อมรอยยิ้ม เป็นยิ้มเต็มแก้มแบบที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เห็น แม้จะอยู่ใต้เคราเข้มขยุกขยุยที่หนาขึ้นจนใกล้จะเหมือนมนุษย์ยุคหินเข้าไปทุกวันก็ตามที

 

และนั่นทำให้คริสยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิมจนตาหยี เพราะมันคือ อิงลิชสไมล์ ของทอม ที่เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์เคยให้สัมภาษณ์นั่นแหละ

 

               “ก็ดีนะ ร้อนนิดหน่อยแต่ก็ชินแล้วล่ะ นี่ฉันก็เพิ่งกลับมาจากไปเซิร์ฟแถวๆ นี้ซักพักเนี่ย” พูดจบก็อ้าปากหาว ยืดแขนบิดขี้เกียจแล้วขยี้ตาสีฟ้าสดใสไปมาอยู่สองสามครั้งก่อนเอามือลูบหน้า

               “โอ้ โทษที ฉันโทรมาขัดจังหวะนายตอนกำลังจะงีบหรือเปล่า?” ปลายสายที่ลอนดอนรีบกล่าวขอโทษขอโพย หลังจากสังเกตเห็นสภาพของคู่สนทนา

               “ไม่ ไม่เลยทอม… ถ้าได้คุยกับนาย ฉันยอมไม่งีบก็ได้” คริสตอบกลั้วหัวเราะ แต่ดวงตากลมโตสีฟ้าอมเขียวเหมือนสีน้ำทะเลมรกตของคนปลายสายที่จ้องกลับมาหรี่ลง สั่นหน้าเล็กน้อยเหมือนจะเอือมระอากับคำกล่าวนั้น “แล้วนี่… นายทำอะไรอยู่?”

               “พาบ๊อบบี้ไปเดินเล่น แล้วนี่ก็... เพิ่งกลับจากไปวิ่งมาน่ะ” คนปลายสายเอนตัวพิงกับโซฟา

 

พอพูดออกมาแบบนี้คริสถึงได้เพิ่งสังเกต บนใบหน้าคุ้นเคยที่เจือสีฝาดยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ประปราย และเส้นผมหยิกสีเข้มก็ดูชื้นเหงื่อจนก้อนผมฟูๆ ลีบไปกับหน้าผากอย่างไม่ต้องสงสัย

 

               “ อยากจะลองวิ่งให้ได้ 5 กิโลในเวลาต่ำกว่า 17 นาทีดู

               “ครับ ครับ พ่อแฟนบอยยูเซน โบลต์!” คริสหัวเราะล้อเลียน “ว่าแต่ ต้องปลอมตัวไปวิ่งด้วยหรือเปล่า ทอม?” พลางใช้นิ้วชี้ไปที่เคราตัวเอง อันที่จริงก็จะพูดถึงเคราครึ้มของอีกฝ่ายนั่นแหละ “แบบย้อนยุคไปถึงยุคหินแบบ...เอ้อ ที่นายพากย์เสียงคุณลุงตัวอ้วนชุดม่วงๆ น่ะ เรื่องอะไรนะ? Early Man ใช่ไหม?”

               “คริส!” ทอมเอ็ด แต่ท่าทางความน่ารักที่พุ่งทะลุหนวดเคราออกมามากมายทำให้คนฟังหยุดหัวเราะไม่ได้

               “แต่ก็น่ารักดี”

               “.....”

               “แล้วนี่… มีอะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ถึงโทรมา?”

               ทอมเงียบไปพักใหญ่ ถอนหายใจยาวมาก ก่อนจะยอมพูดต่อ “...ก็คิดถึง ไม่ได้หรือไงล่ะ?”

               คริสเหลือบมองวันที่บนหน้าปัดนาฬิกาบนผนัง คลับคล้ายคลับคลาว่าช่วงนี้... “อะ นั่นสิ จะถึงวันเกิดนายแล้วนี่!”

               “ลืม?” ทอมขมวดคิ้ว เสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย

               “ไม่! ไม่ได้ลืม!” คริสรีบโบกมือ อันที่จริงก็ค่อนข้างชัดเจนว่าแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แม้ปลายสายจะไม่ได้แสดงท่าทีโกรธหรือไม่พอใจอะไรออกมาก็ตามที “แต่...ปีนี้คงไปหาไม่ได้… ขอโทษนะ”

               “ถ่ายดันดีเหรอ?” ทอมถามต่อ แต่พอเห็นหน้าเหมือนหมีหงอยจ๋อยสนิทบนหน้าจอโทรศัพท์แล้วก็อดจะเอ่ยปลอบไม่ได้ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็พอจะรู้ ที่โทรมาก็เพราะจะถามว่านายว่างเมื่อไหร่นั่นแหละ”

               “หา?”

               “หมายถึง… วันที่เก้าน่ะ นายว่างตอนกี่โมง”      

               “สิบเอ็ดโมง” คริสตอบทันควัน

               ทอมอ้าปากค้าง โวยใส่ปลายสายบ้าง “ที่ลอนดอนมันเที่ยงคืน!”

               “ก็ดีแล้วไง ฉันจะได้อวยพรนายก่อนใครเลย” 

               “ไม่ตื่นมารับโทรศัพท์หรอกนะ” ทอมประชด คิ้วขมวดใส่หน้าจอโทรศัพท์อย่างคาดโทษ

               “ให้มันจริงเถอะ” คริสหัวเราะขึ้นจมูก สีหน้ามั่นใจเสียเต็มประดาจนน่าเอาข้อนิ้วแข็งๆ เขกสักสองสามที ถ้าไม่ติดว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นอยู่บนหน้าจอคนฟังคงพลั้งมือไปแล้ว “ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน ถ้าไม่ติดธุระสำคัญอะไร ก็เห็นนายรับทุกทีแหละ ไม่ใช่หรือไง?”

 

แม้กระทั่งน้ำเสียงที่ตอบกลับมาก็ยังเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ แต่...ก็เป็นความจริงที่ทอมไม่อาจปฏิเสธ แค่เสียงเรียกเข้าที่ตั้งไว้เฉพาะบุคคลดังขึ้นก็ทำเขายิ้มจนแก้มปริ ควานหาโทรศัพท์มือถือเป็นพัลวันได้แล้ว

 

               “ฉันก็คิดถึงนาย ทอม” คราวนี้กลับเป็นน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง สีหน้าทะเล้นเมื่อครู่จางหายไปหมดเหมือนกลายเป็นคนละคน บ่งบอกความรู้สึกของผู้พูดชัดเจน “ฉันมีคิวถ่ายอีกนิดหน่อยช่วงวันที่ 12 น่ะ ก็เลย…”

               “อืม ไม่เป็นไร แค่ได้คุยกับนายฉันก็โอเคแล้ว” ปลายสายยิ้มตอบ ดูเป็นยิ้มที่เหมือนจะมีความสุขก็จริง แต่สายตาที่จ้องกลับมามันสื่อไปอีกแบบ และคริสก็มองเห็นพอดี ก่อนที่ทอมจะหลุบตาลงต่ำเพื่อหลบกล้องหน้า

               “ขอโทษ…”

               “ไม่ใช่ความผิดนาย มันเป็นงาน ฉันรู้ ไม่ต้องห่วงหรอก” ทอมเม้มปาก พยักหน้ากับตัวเอง เลิกคิ้วขึ้นแล้วเสมองไปทางอื่น แม้ในใจจะพอรู้สาเหตุที่คริสไม่ว่าง แต่เขาก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะกลืนคำกล่าวโทษอีกคำหนึ่งลงคอไป แม้ว่าใจจริงจะรู้สึกโกรธที่อีกฝ่ายผิดคำสัญญาก็ตามที ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะแสดงอาการไม่พอใจเสียด้วยซ้ำ

               “ฉันตกลงเรื่องวันที่กับเขาไป แล้วก็เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่ามันใกล้กับวันเกิดนาย... มากๆ

               “อืม…” ทอมพยักหน้าช้าๆ แต่ยังไม่ยอมมองกล้อง ไม่แม้แต่จะสบตาคู่สนทนา กลัวว่าความขุ่นเคืองที่แฝงในแววตาจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ เขาย้ำกับตนเองว่าไม่ควรโกรธ หรือน้อยใจ หรืออะไรก็ตามแต่ เพราะเหตุผลครั้งนี้เป็นเหตุผลเรื่องงาน และตัวเขาเองที่เคยมีคิวถ่ายทำ กับตารางงานยุ่งเหยิงไม่ต่างกันมากนัก ก็ควรจะเข้าใจได้ดีที่สุด

               “ขอโทษนะทอม ฉัน…” คริสเริ่มพูดตะกุกตะกัก มือไม้อยู่ไม่สุขสักเท่าไหร่เมื่อเห็นคนปลายสายเงียบไปจนน่าอึดอัด “...ทอม? เฮ้? นี่โกรธอยู่หรือเปล่า?”

 

ยังไม่ทันได้ตอบอะไร โทรศัพท์ที่อยู่ในมือคริสก็ถูกฉวยไปด้วยฝีมือของคนหนุ่มอีกคนที่เดินย่องมาจากข้างหลัง รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายกับคริสแต่อ่อนวัยกว่า ซ้ำยังไว้หนวดลักษณะคล้ายกันจนเกือบจะแยกไม่ออกหากดูเพียงผิวเผิน

 

               เลียม เฮมสเวิร์ธ

 

               “ฮาย~ พี่ชายผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่าครับทอม?” พอเห็นว่าใครวีดีโอคอลมาหาพี่ชาย เลียมก็เอ่ยทักทายคนคุ้นเคยอย่างเป็นมิตร เลียมนับถือทอมเป็นเหมือนพี่ชายอีกคน อันที่จริงอาจจะนับถือมากกว่าพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองอย่างคริสเสียด้วยซ้ำ

               “เลียม! เอาคืนมา” คริสรีบผุดตัวลุกจากโซฟา แล้วเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ของตนเองที่อยู่ในมือน้องชายตัวแสบ แต่เลียมก็แค่ขยับหมุนตัว เบี่ยงหนีอย่างง่ายดาย

               เลียมใช้แขนกันพี่ชายไว้ ยกโทรศัพท์ขึ้นสูงแล้วเงยหน้ามองกล้อง “คุณ ใจดีเกินไปจนพี่ชายผมจะเสียคนแล้วนะ รู้มั้ย? คอยให้ท้ายตลอดเนี่ย โกรธพี่บ้างก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจหมอนี่หรอกครับ”

               “ไม่ใช่ว่าเสียคนแต่แรกอยู่แล้วเหรอ” ปลายสายตอบกลั้วเสียงหัวเราะแหะๆ เมื่อเห็นสองศรีพี่น้องร่างหมีเกือบจะตีกันผ่านวีดีโอคอล

               “ทอม!” คริสโวยวาย ผลักเลียมไปอีกทาง แต่มือของเลียมก็เหนียวพอที่จะไม่ปล่อยให้โทรศัพท์มือถือถูกแย่งคืนไปได้ง่ายๆ

 

คนปลายสายที่อยู่ในเหตุการณ์ไหวไหล่ มองพี่น้องทะเลาะกันผ่านวีดีโอคอลแล้วก็อดหัวเราะขบขันระคนเอ็นดูไม่ได้ อายุก็ไม่น้อย แต่ชอบเล่นอะไรเป็นเด็กๆ ทั้งที่ตอนปกติคริสจะดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้แท้ๆ

 

คริสขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำหน้าฮึ่มแฮ่ใส่น้องชายตัวแสบ ที่ตอนนี้ทำหน้าทะเล้นเป็นเด็กรักสนุก ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าคนแกล้งกำลังมีความสุขมากๆ และความสุขที่ว่ายิ่งทวีคูณขึ้น เมื่อเลียมชำเลืองมองหน้าจอแล้วพบว่าคนที่อยู่ปลายสายกำลังหัวเราะร่วน จากที่ทีแรกทำหน้าหงอยแถมยังเนียนหลบหน้าหลบตาพี่ชายของเขาในระหว่างที่วีดีโอคอลกันอีก

 

               “ของฉันว้อย! เอาคืนมา!”

               “เอ้า อยากคุยกับพี่ชายเฮมสเวิร์ธอีกคนบ้างอะ พี่บอกเองนี่ว่าบ้านเรารับทอมเป็นสมาชิกครอบครัวแล้ว มีปัญหา ’ไรพี่?” เลียมกระโดดข้ามโซฟาหนีไปอีกทาง แล้วหันไปหากล้องหน้าโทรศัพท์อีกครั้ง “เออใช่ รู้มั้ย หมอนี่บ่นคิดถึงคุณทุกวันเลยนะ ทอม”

               “เหรอครับ?” ทอมหัวเราะ ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาแล้วใช้ปลายนิ้วชี้แตะตรงหัวตา ซับหยดน้ำที่ไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

               “ใช่ พอผมบอกว่าก็โทรไปหาสิ แล้วพี่คริสทำไงรู้ปะ?” เลียมยืดแขนที่ถือโทรศัพท์ไว้ด้านหน้า ขายาวๆ ก้าววิ่งไปพลาง ชำเลืองมองทางข้างหน้า สลับกับด้านหลังที่มีพี่ชายวิ่งตามมาติดๆ

               “เลียม! เงียบ!!!!!” เสียงคริสโวยวายไล่หลังมา

               “ยังไง?”

               “หมอนี่บอกว่า ‘กลัวว่าโทรหาทอมแล้วจะอยากบินไปลอนดอน จนทิ้งงานโฆษณาโปรโมทการท่องเที่ยวออสเตรเลียที่คุยไว้น่ะสิ แต่ถ้าทิ้งงานแล้วบินไปจริง ทอมก็ต้องโกรธฉันอีกที่เห็นเขาสำคัญกว่างาน มันทำให้ดูไม่เป็นมือโปร’ แล้วช่วงนี้ก็บ่นๆ ว่าตัวเอง ‘งี่เง่าที่ไม่ยอมเช็กวันที่ถ่ายทำให้ดีก่อน’ ด้วย เหลือเชื่อไห—”

               “เลียม!” ทอมตะโกนลั่น เมื่อภาพบนหน้าจอที่เห็นกลับกลายเป็นดำมืด เสียงล้มกระแทกพื้นดังตุบส่งผ่านมาทางลำโพง ก่อนที่ภาพบนหน้าจอจะกลับมาอีกครั้ง “เฮ้ เลียม!!?”

               “โอ๊ย! ไอ้พี่คริส! มันหนัก!! ลุกออกไปได้แล้ว!” เสียงโวยวายของเลียมดังลอดเข้ามา แต่คริสก็ไม่สนใจ ยังใช้ร่างหนาๆ กดทับเอวน้องชายที่กำลังดิ้นพล่านไว้กับพื้นหญ้า

               “อย่าไปฟังที่มันพูด ทอม! เลียมมัน…”

 

ปลายสายระเบิดหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลตอนเห็นภาพจากกล้องหน้า ที่ดูยังไงก็เหมือนหมีกริซลีตัวใหญ่สองตัวกำลังฟัดกันบนสนามหญ้าไม่มีผิด และนั่นทำให้ คริสอ้าปากค้างแล้วก็หุบปากฉับ พูดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก

 

               ทอมกำมือหลวมๆ ยกขึ้นจรดริมฝีปาก กระแอมไอ ช่วงไหล่สั่นไหวน้อยๆ ส่ายหน้าไปมา ไม่รู้จะเอ็นดูหรือสมน้ำหน้าก่อนดี “ไม่เป็นมือโปรเหรอ ฮึ…”

               “ไม่ ทอม มันไม่ใช่แบบนั้น คือ—”

               “คือ?” ทอมตอบรับ รอฟังคำแก้ตัวอย่างใจจดใจจ่อ ใช้ข้อนิ้วชี้ขาวเกลี่ยเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากการหัวเราะจนท้องขดท้องแข็งเมื่อครู่

               “หมายถึง…” คริสอ้ำอึ้ง

               “รักเค้า อยากเจอเค้าก็บอกไปดี้~ โห่” ไม่วายที่เลียมจะเอ่ยปากแซวจนโดนเข่าหนาหนักกระแทกสีข้างไปหนึ่งที “อุ๊บ”

               “หมายถึงอะไร คริส?”

               “รอแป๊บ…”

 

คริสหันไปมองเลียมอย่างเคืองๆ ชี้หน้าอย่างเอาเรื่อง สายตาบ่งบอกเป็นเชิงว่า ‘ถ้าเดินตามมา นายโดนอัดแน่’ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีไปอีกทาง เพื่อหาสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่านี้อีกสักนิด

 

เลียมไม่ได้เดินตามมาก็จริง

 

               “คืองี้ ทอม—”

 

 ...แต่เสียงตะโกนของน้องชายคนเล็กแห่งบ้านเฮมสเวิร์ธยังตามหลังคริสไปติดๆ

 

               “คือพี่คริสเขามักจะทำอะไรแบบไม่มีเหตุผลอะครับ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณอะ ทอม!” เลียมใช้มือปัดฝุ่นและเศษดินออกจากตัว ตะโกนไล่หลังคริสที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

               คริสพ่นลมหายใจยาว คิ้วขมวดมุ่นเป็นปมด้วยความหงุดหงิด “ขอฉันไปเตะไอ้น้องชายตัวแสบก่อนได้ไหมทอม”

               “ไม่อนุญาตครับ”

               “เอ้า ไหงงั้น นายจะปกป้องเลียม ที่ทำนิสัยเสียแย่งโทรศัพท์คนอื่นไปคุยได้อย่างหน้าตาเฉยงี้เหรอ?” คริสโวย หันไปมองเลียมที่ยืนทำหน้าทะเล้นอยู่ด้านหลัง กำลังไหวไหล่ไปมาราวกับว่าไม่ได้สำนึกผิดสักนิด

               “...”

 

ในขณะที่คริสรีบปลีกตัวออกมาจากน้องชายเพื่อหาสถานที่สงบและเป็นส่วนตัวพอ ทอมกลับเงียบตลอดทาง เงียบจนน่าอึดอัด เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งที่ว่างปัดเสยเรือนผมชื้นเหงื่อที่ปรกบนหน้าผาก ชั่งใจว่าจะพูดระบายความอัดอั้นออกไปบ้างหรือจะ—

 

               “ทอม?”

               “...คนแถวนี้ก็นิสัยเสีย ลืมวันเกิดแฟนทั้งที่เคยบอกว่าจะบินมาหาถึงที่นี่”

 

แต่สุดท้ายก็หลุดปากออกไปโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองถึงผลกระทบของคำพูดที่ว่า และเขาก็รู้ตัวเมื่อมันสายเกินไป

 

               “...”

               “ขอโทษ ฉันไม่ควรพูดออกไป คริส ขอโทษจริงๆ...” ทอมรีบละล่ำละลักตอบ ไม่คิดว่าจะเสียการควบคุมสติของตนเองจนหลุดพูดประโยคก่อนหน้านี้ออกไป “ฉันรู้ว่ามันเป็นงานของนาย ไม่เป็นไร ถือว่าฉันไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน” แล้วก็ยกมือขึ้นกุมหน้าผากตนเองด้วยความรู้สึกผิด ปิดบังใบหน้าและดวงตาจากกล้องบนโทรศัพท์ไม่ให้ปลายสายเห็นโดยง่าย

 

แล้วทอมก็รู้สึกเกลียดตัวเองขึ้นมา ที่ปล่อยให้ความเอาแต่ใจครอบงำ พลั้งปากทำร้ายคนที่เขารัก

 

เสียงคลื่นลมทะเลจากหาดไบรอนเบย์ส่งผ่านไปยังปลายสายที่ลอนดอน หนุ่มออสซี่เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจพูดต่อ

 

               “นาย...โกรธฉันจริงๆ สินะ” คริสพึมพำตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบง่าย แต่แฝงความสำนึกผิดไว้ชัดเจน “ฉันต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายขอโทษ ฉันสัญญากับนายไว้แล้ว แต่ก็...”

               “ไม่… ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ” ทอมส่ายหน้าไปมา พยายามอย่างยิ่งที่จะ คุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ แม้ว่าจะยากเต็มที “ฉันไม่อยากให้เรามีปัญหากัน เพราะเรื่องตารางงานไม่ตรงกันหรอกนะ”

               “นายมีสิทธิ์ที่จะโกรธ ทอม จะน้อยใจก็ได้ เอาแต่ใจบ้างก็ได้ ฟังนะ ครั้งนี้ เป็นความผิดฉัน” โทนเสียงของคริสไม่ได้เปลี่ยนไป ยังคงสงบนิ่งเหมือนน้ำลึก เน้นหนักย้ำเสียงเพื่อยืนยันความผิดของตนเอง และเมื่อไม่มีคำตอบใดจากปลายสาย จึงตัดสินใจพูดต่อ “รู้อะไรไหม? บางทีฉันก็สงสัยนะว่านายเคยโกรธใครบ้างหรือเปล่า? ทำไมถึงต้องทำเพื่อคนอื่นขนาดนั้น? แล้วเวลาที่นายไม่พอใจอะไรสักอย่าง แต่นายเลือกที่จะไม่แสดงออก มีใครเคยสนใจความรู้สึกจริงๆ ของนายบ้างไหม?”

               “...คิดมากไปก็พาลจะมีแต่ความคิดด้านลบสิ แล้วฉันก็เพิ่งโทษนายไปหมาดๆ”

               “คือ… ฉันไม่รู้หรอกว่าภายใต้รอยยิ้มของนายมีอะไรซ่อนอยู่ ฉัน คนอื่น หรือแม้กระทั่งแฟนคลับของนาย ครั้งแรกที่เห็นก็รู้สึกว่า เฮ้ ทั้งรูปร่างดี บุคลิกดี นิสัยก็ดี ยิ้มทีก็น่ารัก นายนี่โคตรเพอร์เฟกต์ แต่พอได้อยู่ด้วยกัน ฉันถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ ทอม นายควรจะเปิดเผยความรู้สึก หรือแสดงความต้องการของนายออกมาให้มากขึ้นนะ...”

               “ฉันไม่เคยพูดด้วยซ้ำว่าฉันเป็นคนเพอร์เฟกต์”

               “พูดก็พูดเถอะ ภาพลักษณ์ของนายน่ะ สาวๆ ครึ่งค่อนโลกเขาก็มองว่าเพอร์เฟกต์กันทั้งนั้น”

               “แล้วนายเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่าล่ะ?”

               “ฉันไม่ใช่ผู้หญิ—”

               “คริส! ใช่เวลามาล้อเล่นไหม?”

               “ไม่… แน่นอนสิ ฉันอยากเห็นนายที่เป็นนาย ไม่ใช่นายในแบบที่สังคมอยากให้นายเป็น”

 

ทอมเงียบไปอีกครั้ง อับจนด้วยคำพูดจนเถียงอะไรไม่ออก

 

               “...ฉัน… จริงๆ ฉันดีใจด้วยซ้ำที่นายโกรธ” คริสพึมพำคำตอบออกมาอย่างจริงใจ สายตาจับจ้องอยู่บนหน้าจอ จดจ่อรอการตอบรับของคนที่อยู่ปลายสาย

               “คนบ้าอะไร ดีใจเวลาถูกโกรธ” ปลายสายที่ลอนดอนพึมพำตอบกลับมาหลังจากเงียบไปพักใหญ่ แม้ฝ่ามือขาวจะปิดเสี้ยวหน้าและดวงตาส่วนบนไว้ แต่กลับมีรอยยิ้มบางประดับบนริมฝีปาก

               “ก็ฉันอยากเห็นนาย ในแบบที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้เห็นไง” คริสหัวเราะในลำคอ พอสังเกตเห็นรอยยิ้มเบาบางที่ถูกบดบังด้วยไรเคราครึ้มนั่น (คริสยอมรับว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจับมาโกนให้เกลี้ยงเกลาเหมือนกัน) ก็โล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง “เพราะงั้นเวลาอยู่กับฉัน นายไม่จำเป็นต้องปิดบังความรู้สึกอะไรหรอกนะ ฉันรู้ว่าฉันอาจทำให้นายหงุดหงิดไปบ้าง แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายเก็บมันไว้แล้วทนอึดอัดอยู่คนเดียวหรอก”

               “อา… ก็ได้ ต่อไปจะพยายามนะ”

               “นาย ‘ต้องทำ’ สิ เวลาฉันอยู่กับนาย ฉันเคยเก็บอะไรซะที่ไหนล่ะ?” คริสยังไม่หยุดบ่น จนเหมือนเป็นการสั่งสอนคนอายุมากกว่าไปเสียอย่างนั้น “ถ้าเอาแต่เก็บเงียบไว้คนเดียว แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายโอเค? นี่ฟังนะ ถ้าคนสองคนตกลงปลงใจคบกันแล้ว ถึงไลฟ์สไตล์จะต่างกันไปบ้าง แต่มันก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากันใช่ไหม ฉันไม่อยากให้นายปรับตัวเพื่อฉันคนเดียว มันไม่แฟร์กับนาย เพราะความรักเป็นเรื่องของคนสองคน และฉันคิดว่าฉันเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับนายเหมือนกัน แบบว่า อย่างน้อยก็ช่วยเปิดใจคุยกันให้มากขึ้นเถอะ ฉันรู้ว่านายยอมรับในตัวตนของฉัน นายยอมรับข้อเสียของฉันได้ แต่… นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ ทอม ฉันอยากจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ เข้าใจนายมากกว่านี้ เป็นคนรักที่ดีกว่านี้

 

ทอมเม้มปาก ไตร่ตรองตามคำพูดของอีกฝ่ายที่ไม่รู้จู่ๆ ก็ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน ก่อนพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วปล่อยให้ความเงียบเข้าแทรกซึม บทสนทนาระหว่างทั้งสองคน

 

               “อา… ไม่คิดว่านายจะคิดมากกับเขาด้วย…” ทอมหลับตาลง ผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียดเพื่อผ่อนคลายเส้นอารมณ์ที่ตึงเครียดน่าอึดอัดลง “...แต่จริงๆ นายก็ควรจะเก็บอาการบ้า—”

               “คิดสิ คิดมากด้วย แล้วก็ คิดถึงนายเป็นบ้าเลย…”

               “...” พูดยังไม่ทันขาดคำ ทอมคิดในใจ พ่นลมออกจมูก กลอกตาเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยออกมา

               “ขอโทษนะ ที่ไปหาไม่ได้ ฉันจำวันเกิดนายได้ ทอม แต่… ฉันลืมไปว่านายไม่ได้อยู่ที่นี่ และกว่าจะบินไปถึง ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กับนายได้นานเท่าไหร่อีก...”

               “เหตุผลนี้ไม่ยอมรับได้ไหม?” ทอมเอ่ยค้านกวนๆ น้ำเสียงไม่ได้จริงจังนัก

               “เพราะฉันรักนายมากกกก” คริสลากเสียงยาว ไม่เชิงประชด แต่เป็นการเน้นความหมายของคำที่พูดให้ชัดเจน “จนคิดว่าจะวาร์ปจากออสเตรเลียไปลอนดอนได้ภายในหนึ่งนาที”

               ส่วนคนฟังเสแสร้งทำหน้าครุ่นคิด ย่นจมูกเล็กน้อย “ก็...ไม่ยอมรับอยู่ดี”

               “ถ้างั้น...” คริสหรี่ตามองหน้าคนบนจอ แล้วก็พบกับแววตาท้าทายซึ่ง ฉายชัดในนัยน์ตาสีฟ้าอมเขียว เหมือนกำลังจะท้าทายให้หาเหตุผลน่าเชื่อถือมาให้ได้ “เอางี้เหรอ? ได้!”

               ทอมไหวไหล่ ในเมื่อเป็นฝ่ายได้เปรียบและถูกบอกแกมบังคับให้แสดงความรู้สึกออกมามากขึ้นแล้วก็เลยได้ทีโต้กลับ “เหตุผลไม่น่าฟังก็ไม่ยกโทษให้หรอกนะ” และหัวเราะหึขึ้นจมูกแบบคนถือไพ่เหนือกว่า

               “ยากละ...” คริสยกมือเท้าคาง ทำหน้าเคร่งเครียด ครุ่นคิดหาเหตุผลจนคิ้วทั้งสองข้างขมวดเป็นปม “เรื่องทุกอย่างของนาย ฉันใช้หัวใจจำ และตอนนี้หัวใจฉันก็อยู่กับนายที่ลอนดอน”

 

หลังจบประโยค ทอมอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับข้ออ้างอันใหม่ที่คริสหยิบยกขึ้นมา มันน่าอายก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าฟังแล้วก็จั๊กจี้หัวใจชอบกล จนต้องส่ายหน้าให้กับความคิดสร้างสรรค์แบบบ้าๆ บอๆ ของคริสอีกที

 

               “ผ่านมั้ย?” หนุ่มออสซี่รบเร้าเอาคำตอบ ท่าทางตื่นเต้นเสียเต็มประดา

               “ไม่ น้ำเน่าเกินไป” พูดจบทอมก็หลุดขำพรืดออกมา “คิดได้ยังไง แล้วนั่นถ้าตีความดีๆ มันก็เหมือนกับว่าสิ่งที่ใจนายรู้อยู่ในตัวฉันหมดเลยไม่ใช่เหรอ?”

 

คำตอบของทอมทำเอาความเริงร่าบนหน้าของคริสเจื่อนลงไปอย่างชัดเจน ทั้งที่เค้นสมองคิดแทบแย่ แต่ก็พ่ายแพ้อีกจนได้

               “ก็แบบ…อา...” ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นขยี้ผมสั้นเกรียนเมื่อรู้สึกหมดหนทาง ทำหน้ายู่เล็กน้อย แล้วก็หลุดคำตอบไปด้วยสัญชาตญาณ ก่อนที่จะรู้ตัวเสียอีก “นายกับฉันก็เป็นคนเดียวกันแล้วนี่!”

 

คำตอบรอบนี้ทำเอาคนปลายสายที่ลอนดอนเหลอหลายิ่งกว่าเดิม แต่ทั้งใบหน้าและใบหู อยู่ดีๆ ก็ขึ้นเป็นสีจัดจนต้องรีบยกมือปิดหน้าปิดตาตนเอง

 

               “มะ...ไม่ผ่าน!” หลังจากอึ้งไปพักใหญ่ เสียงของทอมเอ็ดกลับมา “ช่างเถอะ ไม่โกรธแล้วก็ได้!” และเหตุผลที่ทอมรีบตัดบทไป นั่นเพราะรู้ว่าถ้ายังคงแกล้งคริสอยู่แบบนี้ คำตอบหรือข้ออ้างถัดๆ ไปยิ่งต้องพิสดารขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน ซึ่งฝ่ายที่เสียเปรียบคงไม่ใช่คริสเพียงคนเดียวอีกแล้ว

               “จริงเหรอ?” คริสเลิกคิ้ว “นี่คือ นายยอมรับแล้วใช่มั้ยว่าเราเป็นคนเดียวกัน?”

               “พอเถอะน่า!”

               “น่ารักเป็นบ้าเลย เอามือออกจากหน้านายหน่อยสิ ทอม!” ได้ทีต้องแหย่ เพราะคริสมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคู่สนทนากำลังเขินจัด เขินจนสีแดงของเลือดขึ้นไปถึงใบหู

               “มันน่าอายจะตาย!” แต่ทอมก็ยอมลดมือลง ขยับมาปิดช่วงล่างของใบหน้าแทนเพื่อที่จะได้สบตากันชัดๆ

               “เจอนายเมื่อไหร่จะจับโกนหนวดให้เหี้ยนเลย” คริสบ่นพึม ส่ายหน้าเล็กน้อยตอนที่มองหนวดเคราครึ้มเหมือนมนุษย์ถ้ำของคนบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ อันที่จริงช่วงนี้ทอมก็เป็นมนุษย์ถ้ำหาตัวจับยากจริงๆ นั่นแหละ สื่อโซเชียลที่เคยเล่นก็หายเงียบเป็นเป่าสาก จนบางครั้งคริสก็อยากจะฉกมือถือทอมมาโพสต์ข้อความอัพเดทเองเสียอย่างนั้น

               “มาให้ได้ก่อนเถอะพ่อคุณ” ทอมยักคิ้ว ท้าทายคริสอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีทางมาหาเขาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

               “น่า ไว้ถ่ายเสร็จเมื่อไหร่จะรีบบินไปหาเลย”

 

คำตอบที่ได้กลับมาเป็นเสียงแค่นหัวเราะเยาะหยัน กับท่าทางที่บ่งบอกให้รู้ว่าคนที่อยู่ลอนดอนดูจะไม่ใส่ใจกับสิ่งที่คริสพูดมากนัก

 

               “เฮ้ๆ หัวเราะแบบนี้หมายความว่าไง?” คริสหรี่ตา

               “อย่าลืมเผื่อวันเดินทางไว้ด้วยล่ะ

               “อืม จะเผื่อไว้ซักสี่ห้าวันเลย...” น้ำเสียงอู้อี้ในลำคอคล้ายประชดประชัน คนพูดเบ้ปากเล็กน้อย “แล้วนี่...หายโกรธแล้วจริงๆ ใช่มั้ย?”

               “เอาความจริงหรือเอาสิ่งที่ฉันควรจะพูด?”

               “แสดงว่ายัง?”

               “ฉลาดนี่…”

               “ทอม!”

 

หนุ่มอังกฤษเงียบไปอีกครั้ง

 

               “ฮะ...เฮ้?” คริสโบกมือไปมาเมื่อเห็นคนบนหน้าจอนั่งนิ่งด้วยความสงสัย แต่ก็จับความรู้สึกผิดปกติได้

               “ใช่ ฉันโกรธนายมาก” ใช้เวลาทำใจอยู่พักใหญ่ ทอมถึงตัดสินใจเล่าความจริง เปิดใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้ตามที่ถูกว่ากล่าวมา “ทั้งที่เคลียร์ตารางช่วงนี้เพื่อนาย ตั้งตารอที่จะได้เจอนายแท้ๆ แต่นายก็…”

               “ฉันรู้ ฉันรู้ ทอม ฉันผิดเอง”

               “ฟังดูงี่เง่าไหมล่ะ ฉันไม่ควรมาทำตัวน่ารำคาญ งอแง ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ หรือมีสิทธิ์โกรธนายแบบนี้ด้วยซ้ำ ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นหน้าที่การงานของนาย แต่… แต่ว่า...นายรู้มั้ย ฉัน… ฉันที่เฝ้ารอเจอนายอีกครั้งมาเป็นเดือนๆ...” เสียงของคนพูดเริ่มสั่นเครือ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจคว่ำจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะเพื่อซ่อนใบหน้าตนเองจากปลายสายที่อยู่ห่างกันครึ่งซีกโลก “ทั้งที่หวังว่าจะเห็นนายในสนามบินแล้วแท้ๆ งี่เง่าเป็นบ้า...เรียกว่างี่เง่าที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้”

 

คราวนี้กลับเป็นคริสที่เงียบไปบ้าง หลังจากที่ยืนพิงเสาบ้านฟังทอมพรั่งพรูความรู้สึกอัดอั้นในใจออกมาจนหมด เมื่อพิจารณาจากคำตัดพ้อที่ถูกกล่าวออกมาก่อนหน้านี้จนสรุปความได้ จึงตัดสินใจต่อบทสนทนา

 

               “...นี่เหงาใช่ไหม?”

               “อือ… เหงามาก ไม่มีบ๊อบบี้คงเหงาตายไปแล้ว”

               “ฉันบินไปหานายตอนนี้เลยจะทันไหม?”

               ทอมรีบพลิกโทรศัพท์ขึ้นมา ตะโกนห้ามใส่หน้าจอทันควัน “ไม่! คริส! นายจะบ้าเหรอ บินมาตอนนี้แล้วจะกลับไปถ่ายดันดีทันหรือไง!?”

               “ก็...ฉัน...แบบว่า รู้สึกแย่ที่ลืมเผื่อวันเดินทาง แต่วันเกิดนาย ฉันว่างทั้งวันจริงๆ นะ เคลียร์งานทุกอย่างแล้ว จะโทรคุยกันยันเช้าเลยก็ได้!”

               “คริส ฟังก่อน” ทอมถอนหายใจ ใช้ปลายนิ้วเขี่ยหัวตาเช็ดคราบหยดน้ำใสไปพลาง “ฉันก็บ่นไปงั้นแหละ นายบอกเองไม่ใช่หรือไงว่าอยากให้แสดงความรู้สึกออกมาให้มากขึ้นน่ะ”

               “ใช่ และฉันก็เป็นอย่างที่เลียมบอกนั่นแหละ” คริสหันกลับมาจ้องบนหน้าจอ สายตาจริงจังเกินกว่าที่ประโยคถัดไปจะเป็นเรื่องล้อเล่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น “ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนายน่ะ ฉันไม่มีเหตุผลหรอก หรือถ้ามีใครยังดึงดันจะถามหาเหตุผล เพียงข้อเดียวที่เป็นคำตอบได้ คือ...ฉันรักนาย รักมากๆ ด้วย…..”

               จบประโยคของคริส ทอมถึงขั้นต้องวางโทรศัพท์ลง แล้วใช้สองมือปิดหน้า บ่นสบถพึมพำผ่านไมค์ตัวจิ๋วไปถึงคนที่อยู่ปลายสาย “...ขี้โกงชะมัด”

 

แต่ความอบอุ่นกลับแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกายและใจจนรู้สึกร้อนวูบ ทอมไม่อยากจะเชื่อนักว่าตนเองถูกคำรักที่บอกผ่านทางหน้าจอด้วยน้ำเสียงแหบต่ำสำเนียงออสซี่ตามแบบฉบับคริส เฮมสเวิร์ธเล่นงานเสียจนอยู่หมัด

 

               “นี่ไม่ได้ขี้โอ่ด้วยนะ พูดจริง คิดถึงจะตายอยู่แล้วเนี่ย”

               “คิดถึงเหมือนกัน อยากเจอนายแล้ว” ทอมตอบอู้อี้ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาระดับใบหน้า ทั้งที่ยังเขินจนตัวแดงไปหมด—ทอมให้เหตุผลว่าเขาเพิ่งกลับจากการไปวิ่งจ๊อกกิ้งมามันเลยแดงขนาดนี้ ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องโกหกเสียทีเดียว

               “ไว้ถ่ายดันดีจบจะรีบตีตั๋วไปหาเลย!”

               “จะรอวันที่ได้เจอนายอีกทีก็แล้วกัน” ในที่สุดทอมก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง

               “งั้นก็รับโทรศัพท์ด้วยนะ เดี๋ยวสิบเอ็ดโมงวันที่เก้าจะโทรไปหา” หลังจากเอ่ยด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม คริสก็ยิ้มทะเล้นใส่หน้ากล้อง ไม่ได้จดจ่อรอคำตอบอย่างจริงจังนัก เพราะรู้ดีว่ายังไงอีกฝ่ายก็จะรับสายเขาเสมอ

               “...ก็ได้ ยอมให้วันนึง” ทอมหรี่ตา ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย

               “แฟนใครไม่รู้น่ารักจัง”

               “แฟนนายนั่นแหละครับ!”

 

คริสชะงัก…

 

               “อย่าบอกว่าไม่ใช่นะ จะโกรธ”

               “อะ… แฟนก็แฟน ถึงจะอยากได้เป็นสามีแล้วก็เถอะ” คริสตอบกลับหน้าตาย ไม่ได้กระดากอายเลยสักนิด “ฉันหมายถึง...สามีอย่างถูกต้องตามกฎหมายน่ะนะ เพราะถ้าพูดถึงทางกาย—”

               “ไม่— ไม่ต้องพูดแล้วคริส รู้แล้วน่า!”

 

หนุ่มอังกฤษกึ่งตอบกึ่งโวยวาย นึกสงสัยว่าคนปลายสายจะแกล้งทำให้เขาเขินได้อีกมากเท่าไหร่ถึงจะพอใจ...

 

               “เอ้อนี่ ทอม ฉันคิดว่าฉันมีอะไรจะบอกนายอีกอย่างหนึ่ง...”

               “ครับ?”

 

 

“Your imperfection... is perfectly beautiful.”






-----TBC 

ถ้าปั่นทัน... หรือไม่ขี้เกียจอะนะ... ตอนต่อไปเลื่อนไปข้างล่างนิดนึง กดจิ้ม Next Work ได้เลยฮะ

 * Your imperfection is perfectly beautiful เป็นโควทของ Tablo (นักร้องแรพลูกครึ่ง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเกาหลีแคนาดาล่ะมั้งนะ)

พอดีเมื่อวันก่อนเห็นโควทนี้แล้วคิดถึงคุณชายมากๆ ก็เลยเขียนออกมาแบบนี้ล่ะ...

Notes:

จริงๆ แล้วมีเรื่องอื่นๆ ที่อยากจับใส่ด้วย แต่ไม่รู้จะหาจังหวะตรงไหนเอามายัดใส่ดี ก็เลย... ได้ออกมาแค่นี้ล่ะ หงิงๆ

ส่วนตัวเรามองว่าพี่ทอมเองก็คงมีมุมที่ไม่ได้อยากให้ใครรู้ และบางมุมก็เปิดเผยเฉพาะกับคนบางคนเท่านั้น (เชื่อว่าคริสหมีเป็นหนึ่งในนั้น....) จะว่าไงดีล่ะ ก็...อืม เรียกว่าเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจกันแหละมั้ง อีกอย่างนึงเรามองว่าพี่ทอมน่าจะเป็นพวกความรู้สึกรุนแรงอยู่ แบบ อินง่าย แต่ด้วยหน้าที่การงานบางครั้งก็ต้องเก็บความรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจอะไรงี้ไว้กับตัว แล้วด้วยคุณชายเป็นเจนเทิลแมนมารยาทดี เลยคิดว่าถ้าเป็นกับคนทั่วไปคงไม่แสดงออกหรอกว่าโกรธ/ไม่พอใจ (ยิ่งช่วงเลิกกับสาวคนนั้นนี่นะ...โอยย) แต่อาจจะยิ้มแหะๆ กลบเกลื่อนแทนงี้ล่ะ...

ก็เลยคิดว่าคนที่จะมีโอกาสเห็นพี่ทอมด้านมืด (?) คงมีอยู่ไม่กี่คนหรอก... และในความเป็นจริงเราก็เชื่อว่าหนึ่งในนั้นคือหมี... เชื่อจริงจังเลย ฮรือว...

Series this work belongs to: