Chapter Text
หลังเคลียร์เรื่องที่ค้างคาใจ วางสายวีดีโอคอลจากทอมได้ไม่นาน คริสก็เดินหายกลับเข้าไปในห้องนอนตัวเองตั้งแต่ช่วงเย็น และไม่มีใครเห็นเขาอีก จนกระทั่งคุณนายเฮมสเวิร์ธเอ่ยปากใช้ให้เลียมไปตามคริสมากินข้าวเย็นตอนหัวค่ำที่โต๊ะรับประทานอาหาร ซึ่งตอนนี้ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ขาดก็แต่ลูกชายคนรองของบ้านเท่านั้น
เลียมเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของพี่ชาย เคาะประตูสองสามครั้งแล้วตะโกนเรียกคนข้างใน “พี่คริส ไปกินข้าวได้แล้ว”
เงียบ…
“พี่คริส!” เลียมพยายามเรียกอีกครั้ง “เฮ้ หลับอยู่เหรอ!? พี่!!”
เสียงเคาะประตูดังและถี่ขึ้นตามน้ำหนักและความเร็วของหลังมือคนเคาะ เลียมชักจะหมดความอดทน
“ไอ้พี่คริสโว้ยยย!! แม่เรียกกินข้าวแล้ว!!”
ก็ยังคงเงียบ…
เมื่อหมดความอดทน เลียมจึงเปลี่ยนตำแหน่งของมือจากบานประตูไม้เนื้อดีมาจับที่ลูกบิดประตู เมื่อพบว่ามันไม่ได้ล็อกจึงหมุนเปิดเข้าไปอย่างถือวิสาสะ
...ไม่มีวี่แววของคริสอยู่ในห้องนั้น
“หายหัวไปไหนเนี่ย?” เลียมบ่นพึมพำ เกาหัวแกรกๆ ก่อนกดเปิดสวิตช์ไฟในห้อง แล้วก็พบกับกองเสื้อผ้าที่ถูกโยนทิ้งไว้บนเตียง พอมองตรงไปก็พบหน้าต่างห้องนอนบานใหญ่พอที่คริสจะแทรกตัวออกไปได้ถูกเปิดค้างไว้
พอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ ทั้งจากที่เห็นหน้าทอมที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักในวีดีโอคอลเมื่อตอนเย็น กับท่าทางกระสับกระส่ายของพี่ชายตัวเองก่อนจะหายหัวไปโดยไม่บอกกล่าว...
“ชิบหายละ อย่าบอกนะว่านาย—”
เลียมรีบควักโทรศัพท์มือถือออกจากระเป๋ากางเกง กดค้นหาเบอร์แล้วโทรหาพี่ชายคนรองด้วยความเร็วแสง
...ไม่มีสัญญาณตอบรับ
ไอ้พี่คริส!
เลียมรีบเดินกลับมาที่ห้องรับประทานอาหาร สีหน้าเคร่งเครียดจนคุณนายเฮมสเวิร์ธผิดสังเกตจนต้องเอ่ยปากถามไถ่
คุณนายเฮมสเวิร์ธเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะอาหาร มองลูกชายคนเล็กที่ยังกำโทรศัพท์มือถือไว้ในมือ “เป็นอะไรลูก? แล้วพี่ล่ะ?”
“ผมโทรหาพี่คริสไม่ติด หมอนั่นไม่อยู่ที่ห้องครับ” เลียมตอบ ดึงเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามลุคออกจากโต๊ะแล้วทิ้งตัวลงนั่ง “เมื่อกลางวันทอมวีดีโอคอลมา ผมไม่แน่ใจว่าสองคนนั้นทะเลาะกันหรือเปล่า”
“โอ้ จริงเหรอ? พ่อหนุ่มอังกฤษคนนั้นก็โกรธคนอื่นเป็นด้วยสินะ” ลุคเอามือลูบคางไปมา แล้วให้ความเห็น “น่าสนใจจริงๆ…”
“...แล้วยังไม่พอนะครับ ผมเคาะห้องพี่แล้วพี่ไม่ตอบ แหงแหละ ไม่อยู่ที่ห้องนี่ แต่ผมเห็นเสื้อผ้าหลายชุดถูกกองไว้บนเตียง เหมือนตอนที่พี่จัดกระเป๋าเดินทาง” เลียมพยายามค่อยๆ ไล่เรียงเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างใจเย็น “ผมโทรหาพี่คริสแล้ว แต่พี่คริสไม่รับ คือ โทรไม่ติดอะครับ…”
“อย่าบอกนะว่านายคิดว่าคิปจะแอบบินไปลอนดอน?” ลุคที่กำลังเล่นกับลูกสาวของตัวเองเงยหน้าขึ้น มีสีหน้าครุ่นคิด “แต่นายกับคิปมีคิวถ่ายโฆษณาดันดีวันที่สิบสองนี้ไม่ใช่เหรอ? ออสเตรเลียกับลอนดอนมันใกล้กันซะที่ไหน?”
“ก็มีอย่างอื่นที่เป็นไปได้ไหมล่ะ พี่ลุค?” เลียมขมวดคิ้ว ถอนหายใจใส่จานอาหารมื้อเย็นตรงหน้า “ผมก็คิดว่าหมอนั่นหลับเป็นตายอยู่ในห้องซะอีก”
ลุคเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วผายมือไปที่เก้าอี้ว่างข้างๆ เลียม
เลียมหันกลับไปมองด้านหลัง แล้วก็พบกับคุณเฮมสเวิร์ธ พ่อของตนเองที่เพิ่งจะเดินอุ้มหลานชายกลับมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร คุณเฮมสเวิร์ธกวาดสายตาไปรอบโต๊ะแวบหนึ่ง เมื่อพบว่าสมาชิกครอบครัวขาดไปจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นบ้าง
“คิปยังไม่กลับมาเหรอ?”
“โทรหาไม่ติดเลยครับพ่อ สงสัยแอบหนีไปหาลูกเขยพ่อที่ลอนดอนแล้วมั้ง” เลียมบ่น ทำเสียงฮึดฮัดขึ้นจมูก “นี่ไม่รู้จะปล่อยให้ผมไปถ่ายดันดีคนเดียวหรือเปล่า ถ้าไอ้พี่คริสไม่อยู่ ผมจะรับเงินค่าจ้างแทนพี่แล้วนะ”
คุณเฮมสเวิร์ธถึงขั้นหลุดขำน้ำตาเล็ดจนต้องเอามือตบโต๊ะแรงๆ กับประโยคที่ลูกชายคนเล็กบ่นออกมา
“พ่ออะ! ขำอะไรเล่า! ก็คิดดูสิ ผมเข้าห้องพี่ไปไม่เจอใคร เจอแต่กองเสื้อผ้า กับหน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกเปิดทิ้งไว้อะ!” เลียมใช้มือตบหน้าตักคุณเฮมสเวิร์ธที่นั่งอยู่ข้างกันดังเผียะ ขมวดคิ้วทำหน้ายู่เล็กน้อย
“คิปบอกพ่อแล้ว” คุณเฮมสเวิร์ธยังไม่หยุดหัวเราะง่ายๆ จนคุณนาย เฮมสเวิร์ธที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันถึงกับส่ายหน้าระอา แต่ก็อมยิ้มตามไปด้วยความเอ็นดู
“บอกว่าจะไปลอนดอนน่ะเหรอ?” เลียมถามต่อ
“บอกว่าจะไปซุปเปอร์มาร์เก็ต”
เสียงแหบต่ำคุ้นเคยดังขึ้นข้างหลังก่อนที่คุณเฮมสเวิร์ธจะทันได้ตอบ เลยชี้นิ้วไปทางเจ้าของเสียงคนที่เพิ่งมาใหม่แทน เลียมหันขวับกลับหลัง เงยหน้ามองอีกรอบจึงพบกับพี่ชายคนรองที่หายหัวไปตั้งแต่ช่วงเย็น จนเขานึกว่าหนีขึ้นเครื่องบินส่วนตัว แอบบินตรงไปหาแฟนหนุ่มที่ลอนดอนแล้ว ถ้าไม่ได้กลับมายืนเบ่งกล้าม ค้ำหัวตัวเป็นๆ อยู่ตรงนี้
“เอ้า พี่คริส มาไงเนี่ย?”
“ถามบ้าๆ นี่บ้านฉันไหมล่ะ” พูดจบก็เอาเส้นสปาเก็ตตี้แข็งๆ ในถุงพลาสติกเคาะหัวน้องชายเสียหนึ่งที “ฉันแค่ไปเตรียมซื้อของมาจัดปาร์ตี้ เผื่อพรุ่งนี้ไม่ว่าง หรือว่าขาดเหลืออะไรน่ะ”
“ปาร์ตี้? ปาร์ตี้อะไรพี่?” ฝ่ามือใหญ่ๆ ของเลียมลูบหัวตัวเองป้อยๆ ตรงจุดที่ถูกเคาะเมื่อครู่ ก่อนเอ่ยถามพี่ชายต่อด้วยความสงสัย
“วันเกิดทอม มะรืนนี้” คริสตอบห้วนๆ แล้วจัดการย้ายข้าวของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไปวางไว้บนโต๊ะในส่วนสำหรับทำครัว
“หือ? ทอมจะมาเหรอ?” ลุคที่นิ่งฟังอยู่นานเลิกคิ้วขึ้น
“เปล่าครับ คิดว่าจะวีดีโอคอลไป ถึงจะอยากไปลอนดอนด้วยตัวเองก็เถอะ” หลังจัดการเก็บของที่ซื้อมาใหม่ให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว คริสก็เดินกลับไปที่โต๊ะ ลูบหัวหลานสาวอีกคนซึ่งเป็นลูกของลุค แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ พี่ชายตน “หมอนั่นบ่นว่าเหงาจะตายอยู่แล้ว แต่ผมไปหาเขาไม่ได้… ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วอะพี่ นี่ก็เตรียมเสื้อผ้าไว้แล้ว กะว่าถ่ายดันดีเสร็จก็จะตรงไปสนามบินเลย”
“อะ งั้นผมชวนเพื่อนมาแจมด้วยได้ใช่ปะ?” เลียมแทรกขึ้นมาก่อนที่ทุกคนจะเริ่มรับประทานอาหารมื้อค่ำ “ปาร์ตี้กลางวันใช่มั้ยพี่?”
คริสหรี่ตามองน้องชาย ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย “เออ เอาเถอะ จะเพื่อนหรือแฟนก็ตามสบาย อยากชวนใครก็ชวน บ้านเราก็ไม่ได้จัดปาร์ตี้กันพร้อมหน้าพร้อมตามานานแล้วเหมือนกัน”
“งั้นก็ตามนี้จ้ะ เอาล่ะ ได้เวลามื้อค่ำแล้วเด็กๆ” คุณนายเฮมสเวิร์ธปรบมือตัดบท และส่งสัญญาณให้ทุกคนเริ่มรับประทานอาหารมื้อค่ำก่อนที่มันจะเย็นชืดจนทำให้รสชาติความอร่อยของมื้ออาหารจางลง
มื้ออาหารค่ำเริ่มต้นด้วยความครื้นเครง ทั้งเสียงหัวเราะและเสียงโหวกเหวกโวยวายจากเหล่าพี่น้อง ลูกหลานร่วมโต๊ะ รวมไปถึงภรรยาของลุคที่ลอบทำหน้าเหนื่อยหน่าย สลับหัวเราะเป็นพักๆ กับความซุกซนของประชากรบ้านเฮมสเวิร์ธ เหล่าเด็กๆ ผลัดกันเล่าเรื่องของตนเองที่โรงเรียนให้คุณและคุณนายเฮมสเวิร์ธฟังกันคนละสองสามเรื่อง เมื่อสบโอกาสคริสก็เล่นมุกตลกขำขัน แกล้งแหย่คนนู้นทีคนนี้ทีบ้างตามประสาคนเฮฮา จนบางครั้งก็ถูกเหล่าเพื่อนนักแสดงฮอลลีวูดถึงขั้นเอ่ยปากให้เขาไปรับบทนักแสดงนำตลกบ้าง น่าจะเหมาะ
อันที่จริงคริสก็ทำไปแล้ว กับบทธอร์ในภาคสาม…
คริสหวังเหลือเกินว่าทอมจะได้มาร่วมโต๊ะอยู่ในวงบทสนทนาครื้นเครงแบบนี้บ้าง เพราะถ้าจะให้บอกตามตรง สีหน้าของทอมตอนสารภาพความจริงกับเขา เรื่องที่โกรธและเหงามากนั้นทำเอาสิ่งที่อยู่ในหน้าอกข้างซ้ายถึงกับจุกแน่นจนเจ็บ แทบจะหายใจไม่ออกเลยก็ว่าได้ แต่เขาก็รู้ว่าคนที่อยู่คนเดียว (กับหนึ่งตัว) ในบ้านที่ลอนดอนคงเจ็บปวดมากกว่าเขา... มากกว่าหลายเท่า
และคริสก็นึกโทษตัวเองอยู่ในใจ ถ้าเอาใจใส่เรื่องของอีกฝ่ายมากกว่านี้ เวลานี้ เขาอาจจะไปถึงลอนดอนแล้วด้วยซ้ำ
———
9 กุมภาพันธ์
หลังจากที่เมื่อวานคริส เลียม ลุค คุณเฮมสเวิร์ธ และเหล่าหลานๆ ใช้เวลาทั้งวันง่วนไปกับการตกแต่งสถานที่ด้วยริบบิ้นรุ้งเส้นยาวและลูกโป่งหลากสี พร้อมกับป้ายอวยพรสุขสันต์วันเกิดปีที่สามสิบเจ็ดให้กับ ทอม ฮิดเดิลสตัน (เฮมสเวิร์ธกิตติมศักดิ์ ณ ลอนดอน) จนเกือบเสร็จ เช้าวันนี้จึงเหลือเพียงการเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับผู้เข้าร่วมทั้งหมด ซึ่งก็ใช้เวลาไปเกือบค่อนวันแม้ว่าจะมีคนอื่นมาช่วยคุณนายเฮมสเวิร์ธเตรียมด้วยก็ตามที
ส่วนทางคริสนั้นตื่นแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอบเค้กที่เพิ่งจะได้ศึกษา วิธีทำพร้อมกับซื้อส่วนประกอบที่จำเป็นเข้าบ้านมาเมื่อวาน วางแผนไว้ดิบดีว่าจะทำออกมาให้เป็นรูปค้อนมโยลเนียร์ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้พบกับทอม ในครั้งที่ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องธอร์ด้วยกัน และเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคน
“เลียม!” คริสตะโกนเรียกน้องชายจากในครัว “ฝากเอาถาดผลไม้ไปวางข้างนอกที”
“ไม่อะ ไปรับเพื่อนก่อนละ” เลียมตะโกนกลับมา นิ้วชี้ควงห่วงพวงกุญแจรถหมุนติ้วๆ “พวกมากันแล้ว โดนโทรตามยิกๆ ละเนี่ย ไปก่อนนะพี่”
“เพื่อนหรือแฟน?” คริสหรี่ตา ยืนเอามือเท้าเอว มืออีกข้างถือไม้พายเลอะครีมที่เอาไว้สำหรับปาดบนหน้าเค้กชี้ไปทางเลียม ไม่ค่อยเชื่อว่าน้องชายจะพูดความจริงทั้งหมด “ทางไปโรงรถก็ผ่านสวนไม่ใช่รึไง เอาไปวางให้หน่อย”
“...เออน่ะ รู้แล้วก็อย่าถามดิพี่ คนยิ่งรีบๆ อยู่! เอาถาดมา เดี๋ยวเอาไปวางให้ก็ได้ ผมไปล่ะ” เลียมหรี่ตา เดาะลิ้นแล้วขมวดคิ้วใส่พี่ชายอย่างเคืองๆ
คริสอดส่ายศีรษะไล่หลังน้องชายไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะหงุดหงิดหรือจะปลงกับชีวิต หรือจะอิจฉาที่น้องชายดันออกอาการกระดี๊กระด๊าพอรู้ว่าพาแฟนมาแจมปาร์ตี้ บาร์บีคิวได้ดี แต่คิดเยอะไปก็เท่านั้น อันที่จริงถ้าทอมมา เขาเดาว่าตัวเองก็คงไม่ต่างจากเลียมสักเท่าไหร่
แต่นี่มันปาร์ตี้งานวันเกิดทอม… ที่เจ้าของงานวันเกิดดันอยู่ที่ลอนดอนนี่สิ
ชายหนุ่มเหลือบมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาติดผนังอีกครั้ง ยังเหลือเวลาอีกเกือบๆ สองชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลานัดตอนสิบเอ็ดโมง หรือถ้าเทียบเวลาแล้วก็คือ... เที่ยงคืนที่ลอนดอน
และมันก็ผ่านไปไวกว่าที่คิด เมื่อคริสมัวแต่จดจ่ออยู่กับการตกแต่งเค้กที่พยายามทำให้เหมือนค้อนมโยลเนียร์ (คริสดูจะภูมิใจกับมันมาก แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะดูเหมือนเป็นก้อนเค้กสี่เหลี่ยมสีเทาธรรมดาๆ ที่ตกแต่งขอบด้วยลายหยักๆ และส่วนด้ามค้อนก็เคลือบด้วยช็อคโกแลต) แต่เขียนหน้าเค้กเป็น Happy 37th Birthday Thomas William (Hemsworth) Hiddleston aka Loki of Asgard
เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ในโทรศัพท์มือถือดังขึ้น บอกเวลาสิบโมงห้าสิบนาที คริสจึงเตรียมยกถาดเค้กก้อนใหญ่ออกไปที่กลางสวน แล้ววางขาตั้งโทรศัพท์ไว้หน้างาน จัดตำแหน่งให้เหมาะเจาะพอที่กล้องหน้าจะเก็บรายละเอียดป้ายงานปาร์ตี้ แขกผู้ร่วมงานคนสนิท และที่สำคัญที่สุด เค้กมโยลเนียร์ที่เขาภูมิใจนำเสนอทอมยิ่งกว่าอะไร
สิบเอ็ดนาฬิกา แขกทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า คริสเดินกลับไปที่โทรศัพท์ของตัวเองเพื่อกดโทรหาทอม
...แต่ไม่มีคนรับสาย
“แย่ล่ะ หลับไปแล้วงั้นเหรอ?” คริสบ่นพึม ยังไม่เลิกล้มความพยายาม จึงกดวีดีโอคอลออกไปใหม่อีกครั้ง “รับหน่อยน่าาา…”
“...หวัดดี คริส” คนปลายสายที่กำลังนอนอยู่บนเตียงงัวเงียตอบ ตาปรือด้วยความง่วงงุนจนมองเห็นอะไรไม่ชัดนัก แต่เหตุผลเดียวที่กดรับก็เพราะเป็น เสียงเรียกเข้าเฉพาะที่เขาตั้งไว้ เสียงเรียกเข้าที่บ่งบอกให้รู้ว่าบุคคลปลายสายคือคริส เฮมสเวิร์ธ
พระเจ้า ทอมรับแล้ว! เยส!
“ทอม!” คริสโบกมือด้วยความดีใจเหมือนเด็กอยู่ไม่สุข แล้วค่อยๆ ขยับตัวออกห่างจากเฟรม เผยให้เห็นฉากและผู้คนด้านหลัง ก่อนหันไปทำสัญญาณให้ทุกคนเริ่มร้องเพลงอวยพรวันเกิด
Happy birthday to you,
Happy birthday to you,
Happy birthday dear Thomas,
Happy birthday to you ...
“สุขสันต์วันเกิด ทอม!!” ทุกคนที่บ้านเฮมสเวิร์ธตะโกนพร้อมกัน
คนปลายสายลืมตาโพลงเมื่อปรับสายตาได้ อ้าปากค้างด้วยอารามตกใจคาดไม่ถึง ก่อนคว้าแว่นตาที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียงมาสวมใส่ทันควัน ไม่อยากเชื่อสายตาตนเองเท่าไรนัก แต่ใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณแก้มขึ้นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด
“คริส? นี่มันอะไรน่ะ?” ทอมใช้ปลายนิ้วชี้ขยี้หัวตาไปมา แล้วขยับลงปิดปากหาวหวอดไปหนึ่งครั้ง
“ก็กลัวนายเหงา นี่ ฉันทำเค้กไว้ให้นายด้วยนะ!” พูดพลางชี้มือชี้ไม้ไปที่ก้อนเค้กหน้าตาคล้ายกับมโยลเนียร์ ซึ่งปักเทียนเลขสามกับเลขเจ็ดอย่างภาคภูมิใจ “ตั้งใจทำให้นายโดยเฉพาะด้วย!”
ทอมหรี่ตา เพ่งมองตัวอักษรบนหน้าเค้ก ขณะที่คริสถือขาตั้งโทรศัพท์จ่อไปใกล้ๆ กับเค้กวันเกิด “แล้วอะไรคือวงเล็บเฮมสเวิร์ธนั่น…?”
“เอาน่า นายก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเฮมสเวิร์ธไง ฉันบอกไปกี่หนแล้ว พ่อแม่พี่น้องฉันก็เหมือนพ่อแม่พี่น้องนาย”
“อา…” ทอมหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะและท่าทางที่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าคนพูดกำลังเขิน แต่มีความสุขมากๆ “ขอบคุณนะครับ...”
“เอ้า หลับตาแล้วอธิษฐานสิ เดี๋ยวให้หลานๆ เป่าเทียนให้!”
ทอมส่ายศีรษะไปมาขณะซบใบหน้าลงกับฝ่ามือ ไม่อยากเชื่อว่าคริสจะคิดถึงเขาขนาดจัดงานปาร์ตี้ให้ แล้ววีดีโอคอลมาหาตอนเที่ยงคืนอย่างที่บอกจริงๆ ซ้ำยังเป็นปาร์ตี้ครอบครัวเสียด้วย แต่สุดท้ายก็ยอมหลับตาลง แล้วเอ่ยคำอธิษฐานตามที่คริสบอก
“ ขอให้ได้เจอกันไวๆ”
หลังสิ้นสุดคำขอ กลับกลายเป็นคริสที่ยิ้มกว้างกว่าใคร เพราะรู้ดีว่าคำอธิษฐานนั้นส่งถึงเขาโดยตรง
หลังจากนั้นคริสก็ยื่นโทรศัพท์ของตนส่งให้กับคุณและคุณนายเฮมสเวิร์ธ เพื่อที่ พวกเขาจะได้เอ่ยทักทายลูกชายบุญธรรมของบ้านและอวยพรวันเกิดปีที่สามสิบเจ็ดให้พอเป็นพิธี ก่อนที่จะส่งต่อไปยังลุคและเลียม ส่วนตัวเองจัดการถอนเทียน วันเกิดที่ปักบนเค้กออกมาเก็บ
“สบายดีนะ ทอม?” ลุคทักทาย โบกมือให้ผ่านหน้ากล้อง ก่อนที่ลูกสาวของเขาจะกระโดดขึ้นมาบนตักพร้อมกับพายองุ่นในมือ
“สุขสันต์วันเกิดนะคะ คุณอาทอม!” เด็กสาวโบกมือที่ถือชิ้นพายให้คนปลายสาย ทักทายเสียงแจ้วพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม “คุณอาไม่โกนหนวดแล้วเหมือนคุณอาคริสจังค่ะ หนูว่าเหมือนหมีเลย!”
“จะถือเป็นคำชมนะ ขอบคุณครับ ฮาร์เปอร์” ทอมยิ้มตอบ หรี่ตาลงมองเล็กน้อยด้วยความเอ็นดู
เลียมเบียดตัวเข้ากล้องมาแล้วโบกมือให้บ้าง
“เป็นไงบ้าง หลับสบายมั้ย?”
“อา… ก็ดี ตอนนี้ลอนดอนเที่ยงคืน ง่วงนิดหน่อยแต่ยังโอเคครับ” คนปลายสายหัวเราะขัดเขิน เอามือขยี้ก้อนผมหยิกฟูตัวเองเล็กน้อย “แล้วก็… ขอบคุณนะ เลียม”
“หมอนั่นยังไม่รู้ตัวเลย เชื่อไหมล่ะ?” เลียมทำเสียงกระซิบกระซาบใส่โทรศัพท์แล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันไปหาแฟนสาวที่เขาพามาด้วย “ไม่รู้ว่าพี่คริสจะทำหน้ายังไงเนอะ”
คริสกระแอมดังๆ ตอนที่หันไปเห็นเลียมกำลังหัวเราะ ขณะมองมาทางตน
“มีอะไรน่าขำ?” คริสขมวดคิ้ว หรี่ตามองน้องชายที่ทำตัวมีเลศนัยแปลกๆ ซึ่งเขาเดาว่าไม่พ้นเรื่องนินทาพี่ชายตัวเองแน่ๆ
“ไม่… ไม่มีอะไร แค่นึกถึงเรื่องตลกตอนไปเที่ยวกับไมลีย์แล้วขำขึ้นมาเฉยๆ อะพี่ เนอะ” เลียมหันไปหาแฟนสาว ซึ่งก็พยักหน้ารับแล้วหัวเราะคิกคักไปตามกัน
“แน่ใจ? แอบนินทาอะไรฉันให้ทอมฟังหรือเปล่า?” คริสถาม เสียงต่ำแบบไม่ค่อยไว้ใจคำตอบน้องชายเท่าไรนัก
“ไม่มี๊ จะนินทาทำไม ผมก็เผาพี่ไปหมดแล้วตอนที่เราสามคนไปโรดทริปกันเมื่อสามสี่ปีก่อนอะ” พูดจบเลียมก็ยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้คริส ทำหน้าแบบคนไม่สนใจ “อะ เผื่อพี่จะคุยต่อ ไปหาที่เงียบๆ คุยก็ได้นะ ถ้ากลัวผมกวนแบบวันก่อน ฮ่า”
“เออ!” คริสฉวยโทรศัพท์ของตนเองคืนจากมือน้องชาย ไม่วายทำสีหน้าถมึงทึงใส่อย่างเคืองๆ ก่อนที่จะหันกลับไปหาสมาชิกงานปาร์ตี้ เจาะจงไปที่คุณและคุณนายเฮมสเวิร์ธ “งั้นผมขอตัวไปคุยกับทอมก่อนนะครับ”
“ตามสบายคิป” คุณเฮมสเวิร์ธที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยกมือขึ้นตบช่วงเอวแข็งแรงด้านหลังของลูกชายคนกลาง แทนคำปลอบใจและให้กำลังใจไปพร้อมกัน “อย่าให้เขารอนานเลย ไปเถอะ เดี๋ยวค่อยกลับมากินก็ได้”
คริสพยักหน้าให้กับพ่อและแม่ของตน ก่อนจะรีบปลีกตัวออกจากงานปาร์ตี้ แล้วเที่ยวเดินหาจุดที่สงบๆ ในบ้านไปเรื่อยเปื่อย เพื่อต่อบทสนทนากับแฟนหนุ่มชาวอังกฤษที่ถือสายรออยู่
“หลับไปหรือยัง?” ทอมแหย่ ตอนที่เห็นหน้าคริสสะลึมสะลือบนหน้าจอ “เตรียมงานเหนื่อยแย่เลยสิ”
“อืม… ก็ถูกแฟนโกรธ ไม่รู้จะง้อยังไง” คริสพึมพำอู้อี้ มือข้างที่ว่างขยี้เสยผมไปมาแล้วหาวหวอดใหญ่ “ตื่นแต่เช้ามาอบเค้กให้นายเนี่ย กะว่าจะแบ่งไปให้กินตอนไปถึงบ้านนายด้วย”
“ไม่ต้องทำเพื่อฉันถึงขนาดนี้ก็ได้ รู้สึกผิดแทนเลย” คนปลายสายเสียงแผ่วลง น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือความห่วงใยไม่ปิดบัง “หายโกรธแล้ว พอใจหรือยัง?”
“นายพูดเหมือนประชดเลยอะ” ฝ่ามือหนายกขึ้นแปะหน้าผาก ก่อนขยับปลายนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือมากดขยี้หัวตา
“งั้นไปบริจาคเงินให้ยูนิเซฟ ร่วมกับแฟนๆ ฉันก็ได้ เท่าไหร่ก็ตามใจนายเลย” ทอมตอบ อมยิ้มแหะๆ ไปพลาง “แล้วจะหายโกรธ”
“โอเคๆ ก็ได้ ไว้วางสายเมื่อไหร่จะไปบริจาคเพิ่มให้เลยครับ คุณทูตยูนิเซฟดีเด่น!” พอจับความรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายหายโกรธเขาตามที่พูดแล้ว คริสก็พ่นลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก “เอ้อ ว่าแต่นี่ นายเห็นหรือยัง ที่เขาอัพคลิปกับภาพถ่ายมาร์เวลสตูดิโอครบรอบสิบปีน่ะ?”
“ อืม พอจะเห็นบ้างแล้วล่ะ”
“คุณโรเบิร์ตแท็กชื่อนายในอินสตาแกรมด้วยนะ อยู่ข้างๆ ฉัน ตรงพี่น้องรุสโซเลยแหละ” บนใบหน้าของคริสปรากฏรอยยิ้มจาง แต่บอกความรู้สึกไม่ได้แน่ชัด “เสียดายที่นายไม่ได้ไปวันนั้นจริงๆ”
“ น่า ช่วยไม่ได้นี่ ฉันก็อยากไปนั่นแหละ มีแพลนจะไปอยู่แล้วด้วย แต่ต้องมาอัดเสียงซ่อมน่ะ ก็เลย…”
“เชื่อไหมล่ะ เขาแท็กนายตรงเกือบกลางภาพ แต่แท็กฉันกับกองกระเป๋าอะไรไม่รู้อะ ด้านล่างๆ เลย คิดดูดิ เขาเห็นนายสำคัญกว่าตัวละครหลักในทีมอเวนเจอร์สอย่างฉันอีก!” คริสโวยแบบขำๆ ตามปกติ แล้วลอบมองการตอบสนองของคนบนหน้าจอ “แทนที่จะแท็กชื่อนายให้อยู่ใกล้ชื่อฉัน…”
คนปลายสายถึงกับหลุดหัวเราะขบขันกับท่าทางของคริสที่พูดประโยคก่อนหน้านี้ออกมา และนั่นก็เรียกรอยยิ้มอบอุ่นละมุนแบบหมีๆ บนใบหน้าที่เต็มด้วยเคราสีเข้มของคริสได้ดีพอๆ กัน
“ นายก็นั่งอยู่กลางๆ ภาพ ไม่ได้ห่างจากเขาเท่าไหร่เลยนะ คริส ทำบ่นเป็นหมีกินผึ้งไปได้”
พอทั้งคู่หยุดหัวเราะขบขันแล้วก็กลับเงียบไปพักใหญ่ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ เท่านั้นที่เล็ดลอดออกมาผ่านลำโพงโทรศัพท์
ครู่ถัดมา คริสจึงถอนหายใจยาว เอ่ยคำถามที่ค้างคาใจอีกข้อหนึ่งออกไป
“นี่...นายคง… ไม่ได้คิดจะทิ้งบทโลกิใช่มั้ย?”
คนฟังที่ปลายสายส่ายหน้าไปมา ใช้ข้อนิ้วสอดเข้าใต้แว่นสายตากรอบดำแล้วขยี้ตาอีกครั้ง
คริสไม่แน่ใจว่าการกระทำนั้น ทอมทำเพราะมีอะไรเข้าตาจริง หรือทำเพื่อจงใจปกปิดอะไรบางอย่าง
“ ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ ? ”
“ก็นายจะหมดสัญญาอยู่แล้ว…แถมวันสำคัญอย่างนั้นมันก็… ทอม? ทอม!? ”
“ ขอโทษ—”
ทอมวางโทรศัพท์ลงแนบอก ทำให้ภาพบนหน้าจอฝั่งคริสเห็นเพียงสีดำสนิทจนน่าใจหาย
“ทอม!” หนุ่มออสซี่เริ่มใจคอไม่ดี จนกระทั่งครู่ถัดมา ใบหน้าหวานเปื้อนน้ำตาของคนคุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง “ให้ตายเถอะ นึกว่านายเป็นอะไร!”
“ขอโทษที คริส พูดถึงเรื่องนี้แล้วมันเซนซิทีฟน่ะ…” ทอมแสร้งหัวเราะ ทั้งที่น้ำเสียงยังสั่นอยู่ และนัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวที่ฉ่ำวาวด้วยน้ำใสก็พอจะเป็นตัวช่วยให้อีกฝ่ายคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “คิดแล้วก็ใจหายเหมือนกัน ถ้าจะต้องลาจากบทนี้ไปจริงๆ…”
“ผูกพันมากเลยสินะ ขอโทษที่ฉันถามอะไรแปลกๆ ไปก็แล้วกัน”
ทอมส่ายหน้าไปมา ใช้ข้อนิ้วเกลี่ยเช็ดหยดน้ำใสที่ไหลลงทางหางตา “ผูกพันเพราะนายต่างหาก”
“...”
“คนอื่นๆ ในกองก็ด้วย มีแต่คนที่สุดยอดทั้งนั้น นายคิดดูสิ ฉันโชคดีขนาดไหนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ครอบครัวนี้ รวมไปถึงเพื่อนนักแสดงทุกคนที่อัธยาศัยดีสุดๆ อีก เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ เลยล่ะ นายว่ามั้ย?”
“...และฉันก็โชคดีมากที่มีนายอยู่ข้างๆ คอยแนะนำ คอยให้ความเห็น แชร์ไอเดียกับช่วยกันอิมโพรไวส์บทต่างๆ ด้วยความรู้ความสามารถที่นายมี...” คริสโพล่งขึ้น ต่อความตามสิ่งที่เขารู้สึกจากใจจริง
“ คริส…”
“บางทีฉันก็รู้สึกว่าจะไล่ตามนายไม่ทันด้วยซ้ำ แต่พอถึงเวลาแสดงกับนายมันกลับ… ให้ตายเถอะ นายโคตรมีเสน่ห์ในบทโลกิเลย ซีนอารมณ์ก็ทำได้บีบหัวใจมากจน... เป็นฉันคงทำแบบนั้นไม่ได้ ทั้งสีหน้า แววตาของนาย มันทำให้ฉันรู้สึกว่าจะต้องทำออกไปให้ดีที่สุด เหมือนกับที่นายส่งอารมณ์ต่อมาให้ฉันน่ะ ฉันไม่รู้จะชมนายยังไงแล้ว และฉันก็ดีใจมากที่คนรับบทโลกิคือนาย ทอม!” คำร่ายยาวเหยียดจากปากของคริสสาธยายสิ่งที่เขาคิดตั้งแต่ช่วงแรกที่ได้ทำงานร่วมกับทอม เดิมทีเป็นเพียงความชื่นชม แต่พัฒนาไปมากกว่านั้นตั้งแต่เมื่อไหร่เขาก็ไม่แน่ใจ ทว่า ถึงตอนนี้ เมื่อตกลงปลงใจจะอยู่เคียงข้างกัน ก็คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก
“นายก็เหมือนกันแหละ ไอ้ความทุ่มเทบ้าพลัง สร้างกล้ามเนื้อสามสิบปอนด์ตอนแคสท์นั่นทำเอาฉันอึ้งไปเลย ไหนจะออร่าของนายในแบบธอร์ ที่พอทุกคนเห็นก็ไม่มีใครคิดคัดค้าน เพราะตัวนายเหมือนเทพเจ้าจริงๆ อีก แล้วก็... ทั้งที่ฉันเป็นตัวละครรอง ทั้งที่ควรจะถูกปล่อยให้ตายไปตั้งแต่ธอร์ เดอะ ดาร์ก เวิลด์ แล้วด้วยซ้ำ แต่นายก็ยังพูดให้ความสำคัญกับบทของฉันขนาดนั้น… คริส ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่า ถ้าคนแสดงธอร์เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นาย ฉันจะดึงพลังออกมาจากตัวเองได้มากขนาดนี้หรือเปล่า...” พอถูกกล่าวชื่นชม ทอมก็หลุดพ่นคำชมตอบกลับยาวเหยียด แต่ทุกสิ่งที่พูดเป็นความรู้สึกที่อยู่ในใจเขาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ได้รู้จักกับคริส และหลังจากนั้นมา ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนกันเสมอพอรู้ตัวอีกครั้ง ก็เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มของกันและกันไปเสียแล้ว
“เพราะฉันอยากแสดงกับนายไง” เป็นอีกครั้งที่คริสตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง หนักแน่น และแสดงความรู้สึกที่แฝงอยู่ออกไปได้อย่างชัดเจน
ทอมเม้มปาก แววตาที่ใช้มองคู่สนทนาเปี่ยมความหมาย ทั้งชื่นชมและหลงใหล ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยปิดบังความรักที่สอดแทรกไว้แม้แต่น้อย
คริสมองอีกฝ่ายกลับด้วยแววตาแบบเดียวกัน…
...บางครั้งคำพูดก็ไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาทั้งสองคน
“บ้าเอ๊ย คิดถึงนายชะมัด…” คริสบ่นพึมพำขณะที่ขายาวๆ ก้าวเดินไปเรื่อยๆ แล้วซบศีรษะลงกับหน้าจอโทรศัพท์ “ถ้านายอยู่ตรงนี้ ฉันคงกอดนายไปแล้ว!” อู้อี้บทพูดสุดท้ายของธอร์ในแร็กนาร็อกใส่ไมค์ขนาดจิ๋วอย่างเอาแต่ใจ
ทว่า เมื่อเบนสายตากลับมามองหน้าจออีกที ทอมก็วางสายไปแล้ว…
“ทอม?”
คริสเงยหน้าจากจอโทรศัพท์มือถือ พอมองรอบตัวดีๆ ก็พบว่าขาของเขาพาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องนอนของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้
เสียงประตูห้องนอนที่เปิดออกไม่ได้ทำให้หนุ่มออสซี่เจ้าของบ้านริมชายหาดไบรอนเบย์ตกใจได้เท่ากับร่างอีกร่างหนึ่งซึ่งปรากฏขึ้นสู่สายตาจากด้านหลังของบานประตูไม้เนื้อดี พอๆ กับน้ำเสียงทุ้มนุ่มสำเนียงบริติชแสนคุ้นเคยยามเอ่ยทักทาย ที่ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใด
“ I'm here .”
