Work Text:
หลังจากพลิกตัวไปมาสองสามรอบ อินซื่อครั้งก็ได้ข้อสรุปว่าตนเองตกอยู่ในภาวะนอนไม่หลับ ทั้งที่ปกติแค่ทิ้งตัวลงบนเตียงก็เรียบร้อย ครั้นจะออกไปนั่งชมจันทร์ด้านนอกก็ไม่ได้ เพราะคืนนี้เป็นคืนเดือนมืด แม้จะมีดวงดาราพราวฟ้า แต่ว่ามันก็ยังว่างเปล่าเกินไป บางอย่างขาดหายไป เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืน ไม่คิดจะเปลี่ยนชุด ไม่คิดจะรวบผมให้เรียบร้อยในตอนที่ร่ายเวทเคลื่อนย้ายพาตนเองไปอยู่หน้าตำหนักห้า ยกมือขึ้นเคาะประตูแค่พอเป็นมารยาทแล้วพาตนเองเข้าไปทันทีโดยไม่รอให้ผู้อยู่ด้านในออกมารับ ขืนรอคงต้องรอจนฟ้าสว่าง เวลานี้หลิงซื่อน่าจะหลับอยู่ และหากเสียงดังก็จะรบกวนอิงที่อยู่ตำหนักหก
เมื่อก้าวเข้าไปอินซื่อก็พบว่าที่คิดไว้นั้นไม่ผิด คนที่ตั้งใจมาหานอนอยู่กลางเตียง มือประสานบนท้อง เส้นผมสีอ่อนราบไปกับหมอน แม้ยามนิทรา หลิงซื่อก็ยังไว้ท่วงท่าสง่างาม อย่างไรนะที่ชาวบ้านว่ากัน งดงามราวเทพธิดา? ช่างเถอะ มันไม่ได้มีความหมายอะไร ไม่ว่าคำไหนก็จืดจางไปเมื่อเทียบกับความเป็นจริง
บุคคลที่ถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องอยู่ขยับไปด้านข้างเพื่อเว้นพื้นที่ส่วนหนึ่งให้ว่างโดยปราศจากคำพูด การกระทำนั้นบ่งบอกว่าเขารู้สึกตัวแล้ว และเมื่อเห็นว่าไม่จำเป็นต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวอีกต่อไป ชายผู้มีเรือนผมสีรัตติกาลก็หย่อนตัวลงบนเตียงนุ่ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกในบริเวณนี้บ่งบอกว่ามันได้รับการดูแลอย่างดี แต่เมื่อสอดแขนเข้าสวมกอดร่างที่บอบบางลงกว่าปกติไปถนัดตาเมื่ออยู่ในชุดนอน เขาก็เริ่มลังเล บางทีกลิ่นนั้นอาจจะมาจากตัวเจ้าของห้องก็ได้ อาจจะเป็นหลิงซื่อก็ได้ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้เสมอ คิดเช่นนั้นแล้วก็หลับตาลง
มันเป็นคืนเดือนมืด มันเป็นคืนที่หนาวเกินจะอยู่เพียงลำพัง มันเป็นคืนที่ยาวนานเกินไป
"ขออยู่แบบนี้ก่อน" อินซื่อเอ่ยเสียงเบาแฝงความจริงจังเมื่อมือของตนเองถูกแกะออก หากไม่ได้รู้จักดีอาจคิดได้ว่าเป็นเสียงของชายหนุ่มผู้กำลังออดอ้อนคนรัก คนถูกกอดถอนหายใจ ยอมละมือ ใช้คำพูดต่อรองแทน "อยู่ได้ แต่เอาแขนออกไป ข้าอึดอัด"
"ไม่ จะกอด อยู่แบบนี้ของข้าคือกอดเจ้า" เถียงไปก็เพิ่มแรงรัด แก้มแนบกับหัวไหล่คนในอ้อมแขน หลิงซื่อลืมตาขึ้นในที่สุด ยกมือขึ้นดันชายที่เกาะแกะตัวเองอยู่ออกไปพร้อมกับที่กล่าวเอ็ด "อิน อย่ามากวนไม่รู้เรื่องได้มั้ย นี่มันเวลาพักผ่อนนะ"
"เจ้านั่นแหละไม่รู้เรื่อง! รู้มั้ยข้างนอกมีคนตั้งเท่าไหร่อยากอยู่ในอ้อมกอดข้า!" นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังขึ้นเสียง คำพูดจาหาสาระไม่ได้ตามเคย ฟังไม่ขึ้นด้วย หากเทียบกันจริงจังแล้วอัตราคนที่อยากจะมีเขาในอ้อมกอดมากกว่าคนที่อยากถูกอินซื่อกอดเห็น ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น มีบางอย่างเกี่ยวกับอินซื่อเปลี่ยนไป จะดื้อจะรั้นแค่ไหนแค่เจ้าหมอนี่ก็ไม่เคยมาเกาะแกะร่างกายของเขาอย่างนี้ หลิงซื่อหันไปมองคนที่ยังไม่ยอมเงยขึ้นมาจากไหล่ของตนเองแต่ก็พอดูออกว่าคงจะแสดงสีหน้าไม่พอใจอยู่ เขาลุกขึ้นนั่ง เคาะศีรษะผู้มารบกวนยามวิกาลหนึ่งที "อย่าเสียงดัง ราชินีบรรทมอยู่ ไม่เกรงใจข้าก็หัดเกรงใจซีอิงซะบ้าง"
ใช้เสียงดุเข้าหน่อยสีหน้าบึ้งตึงก็อ่อนลงแถมยังไม่โวยวาย ผิดปกติอีกแล้ว อินซื่อเคยยอมง่าย ๆ หลังพูดแค่ประโยคเดียวเสียที่ไหน เพื่อไม่ให้ช่วงเวลาหายากนี้สูญเปล่า หลิงซื่อก็ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ต่อปากต่อคำให้ยุ่งยากถามต่อ "ตกลงจะมานอนด้วยหรือมารังควานไม่ให้ข้านอนกันแน่"
"ข้าไปร้านขายอาวุธมา" อินซื่อโพล่งตัดบท พลิกตัวนอนหงาย ยกแขนก่ายหน้าผาก หลิงซื่อหรี่ตาลง "ไปอีกแล้วเหรอ"
ครั้งก่อนเห็นว่าต้องปิดร้านปลอบใจอาวุธไม่รู้กี่วัน รู้ทั้งรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ยังจะไป ดีนะที่เรื่องไปไม่ถึงเหวยซื่อ ไม่อย่างนั้นคงมีความวุ่นวายตามมาเป็นกระบุงเพราะเจ้าของร้านนั้นเป็นพลเมืองเดิม นึกถึงตรงนี้แล้วหลิงซื่อก็รู้สึกจนใจอย่างบอกไม่ถูก เริ่มชินกับสิ่งเหล่านี้บ้างแล้วแต่ไม่ได้แปลว่าจะเฉยกับมันได้ เดินผ่านตำหนักสามสี่ทีไรก็ได้ยินแต่เสียงทะเลาะ แบบนั้นมันน่ารำคาญจะตาย
ใบหน้าหล่อเหลาหมองหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดขณะที่ขยายความ "แต่เดินไปใกล้เข้าหน่อยเจ้าของร้านก็สับป้ายเป็นปิดแล้วต่อหน้าข้าเลย"
หลิงซื่อรู้สึกโล่งใจกับวิธีที่เจ้าของร้านใช้ ไม่ต้องปฏิเสธ ไม่ต้องเสียเวลาปลอบอาวุธ นับว่าชาญฉลาด แต่สีหน้าของอินซื่อก็ทำให้เขาตอบต่อบทสนทนาโดยพยายามไม่ให้ความยินดีของตนเองแสดงออกชัดเกินไป "เดี๋ยวเจ้าก็ลืม แล้วเจ้าก็ไปอีก ซื้ออาวุธไร้ประโยชน์ให้เปลืองเงินเล่นทั้งที่เจ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้สักหน่อย"
"หลิง" ขัดขึ้นมาด้วยการเรียกชื่ออย่างที่ทำไม่บ่อยนักแล้วก็เว้นเงียบไปพักใหญ่ รอยย่นระหว่างคิ้วบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิด ริมฝีปากขยับหลายครั้ง เสียงที่ดังออกมาขาดห้วง "ข้าน่ะ..."
ข้ามันชั่วช้าสามานย์ขนาดนั้นเลยเหรอ
ข้ามันน่ารังเกียจมากเลยเหรอ
เป็นความผิดของข้าใช่หรือเปล่า
คำถามเหล่านั้นไม่ถูกกล่าวออกมาแต่เพียงสบตาก็รับรู้ได้ มีความว้าวุ่นมากมายอยู่ภายใต้นัยน์ตาดำขลับคู่นั้น
"ข้าขอสั่งให้เจ้าหุบปาก ข้าจะนอน" เพราะไม่รู้ว่าจะต้องปลอบใจยังไงจึงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ขอให้ยอมเท่านี้ทีเถอะ ถ้าถึงขั้นต้องใช้ประกาศิตมาสั่งให้เจ้าโง่นี่หุบปาก หยุดคิดเรื่องที่คิดไปก็ไม่มีผลดีพรรค์นั้นสักทีก็มากไปหน่อย คำตอบของคำถามเหล่านั้นคืออะไร ต่างฝ่ายต่างรู้อยู่แก่ใจ แต่พูดไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น โกหกไปก็ไม่ทำให้ความจริงเปลี่ยนเช่นเดียวกัน
อินซื่อชะงักไปกับคำพูดที่คาดไม่ถึง เขากระพริบตาปริบ ๆ อยู่สักพักกว่าจะตั้งสติตอบกลับได้ "อย่ามาเลียนแบบคำพูดข้าหน้าด้าน ๆ อย่างงี้สิตาแก่"
หลิงซื่อสั่นศีรษะน้อย ๆ ไม่สนใจสรรพนามจิกกัดที่อีกฝ่ายใช้ เขาเอนตัวลงดังเดิมแล้วหันหน้าหนีไปทิศทางตรงข้ามกับอินซื่อ พยายามข่มตาหลับโดยทำเป็นเมินคนทำตัวเป็นเด็กไม่โตด้านหลังที่พอเปิดช่องว่างให้ก็รุดเข้ามาหาทันที เหมือนเด็กหลงทางที่เมื่อได้กลับมาพบกับผู้ปกครองอีกครั้งก็สาบานกับตนเองว่าจะไม่ยอมปล่อยมือไปเล่นซนที่ไหนอีกแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่อินซื่อทำอย่างนี้ ไม่อาจพูดได้ว่าจะเป็นครั้งเดียว แต่ไม่ว่าอย่างไร ในท้ายที่สุดมันก็จะกลายเป็นอีกเรื่องที่หลิงซื่อยอมให้เจ้าโง่นี่ทำได้อยู่ดี
ถ้าทำแล้วสบายใจขึ้น ปล่อยให้ทำไปก็คงไม่เป็นไร
.
