Work Text:
ฝนตกไม่หยุดเลย
อินซื่อยืนนิ่งใต้หลังคาที่ยื่นต่อออกมาจากตัวอาคารเรียน ก่อนหน้านี้ยังสว่างอยู่เลย จู่ ๆ ก็มืด แทบไม่เหลือเวลาให้เตรียมตัว ฝนสาดเทโครมลงมาต่อหน้าเขาที่กำลังจะก้าวขาออกไปด้านนอก น่าเสียดาย กะว่าจะไปเดินเที่ยวเล่นก่อนกลับบ้านสักหน่อย ถ้าพกร่มมาก็คงดี คิดเช่นนี้แล้วอินซื่อก็หันมองซ้ายขวาเผื่อจะเจอคนรู้จัก ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นชายร่างโปร่งเจ้าของเรือนผมสีอ่อนที่รวบไว้ไม่ให้เกะกะอย่างลวก ๆ ด้วยเชือก อินซื่อจ้ำก้าวยาว ๆ ตรงเข้าตึกไปทันที
"อิน? นึกว่ากลับไปแล้ว" หลิงซื่อเลิกคิ้วมองคนที่เพิ่งเข้ามาโอบไหล่ตัวเองอย่างสนิทสนม ไม่ต้องรอให้เจ้าตัวอธิบายก็พอจะเดาได้ว่าอินซื่อติดฝนและไม่ได้พกร่มอย่างที่เขาย้ำแน่ ๆ แต่วันนี้เขาจะไม่ว่าอะไร ในเมื่อตัวเองก็พลาดไปเหมือนกัน
...อย่าบอกนะว่าไอ้รอยยิ้มงี่เง่าบนหน้าอินซื่อนี่เป็นเพราะหมอนี่คิดจะยืมร่มเขา? ให้ตาย
"ยังไม่กลับ พอฉันจะออกไปฝนก็ตกพอดีเลย นายเอาร่มมาเปล่า" อินซื่อตอบอย่างที่คาด เลื่อนมือลงจากไหล่ไปเปิดกระเป๋าที่อีกคนสะพายมาแล้วมองหาของที่ต้องการ ดูเป็นการกระทำที่ไร้มารยาท แต่ระหว่างเขาสองคนเรื่องแบบนั้นหมดความหมายไปตั้งนานแล้ว หลิงซื่อถอนใจ "ฉันลืมเอามา"
การค้นกระเป๋าหยุดลงทันที นัยน์ตาสีชาดเหล่มองทางออก "งั้นก็ยังกลับไม่ได้... แต่ไม่เป็นไร มีนายติดฝนอยู่ด้วยกันนี่เนอะ" ว่าจบก็เงียบลง หยิบมือถือขึ้นมาตอบข้อความพลางชวนคุยเป็นระยะ ๆ ด้วยเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย ตั้งแต่บ่นว่าการเรียนวันนี้น่าเบื่อจนไปถึงถามความเห็นว่าเสื้อตัวที่สวมมาวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
หลิงซื่อหรี่ตา "นายใส่มาสี่ห้ารอบแล้วอิน ฉันเคยตอบไปแล้ว"
"ตอบอีก"
"ก็ดี" คำตอบของสั้นกระชับตามฉบับคนไม่ค่อยชอบพูดมากหากไม่มีเหตุจำเป็น และนั่นก็ทำให้คู่สนทนาโวยวาย
"อ๊า นายไม่ตั้งใจให้คำตอบเลย นี่มันตั้งใจตัดบทสนทนากันชัด ๆ ไม่อยากคุยกับฉันขนาดนั้นเลยเหรอหลิงซื่อ เราเป็นเพื่อนรักกันนะ เพื่อนรักต้องเปิดอกคุยกันอย่างจริงใจสิ!" กริยาท่าทางแบบเด็ก ๆ นั้นอาจจะน่าเอ็นดูสำหรับใครหลายคนแต่สำหรับหลิงซื่อมันช่างขัดหูขัดตาสิ้นดี หลิงซื่อเก็บความคิดที่จะจิกกัดและต่อความยาวสาวความยืดของบทสนทนาอย่างไร้ประโยชน์ลงไป ตัดสินใจเมินอินซื่อด้วยการเดินหนีไปโดยมีจุดหมายเป็นโต๊ะที่เพิ่งว่างทันที ไม่หันกลับไปมองว่าคนข้างหลังจะตามมาหรือเปล่า ยังไงก็ต้องมาอยู่แล้ว เจ้าโง่นั่นจะไปไหนได้
เป็นไปตามที่หลิงซื่อคิด อินซื่อเก็บงำความไม่พอใจ เดินตามไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับคนที่นำมาก่อน และพอจะเอ่ยปากพูดที สายตาดุ ๆ ก็ตวัดขึ้นมองทำเอาต้องเงียบลง เขาเบ้ปาก มองหลิงซื่อหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน รวบรวมความตั้งใจที่จะชวนคุยขึ้นมาอีกครั้ง
"อ่านอะไรน่ะ อ่านด้วยสิ"
"หุบปาก"
และมองมันพังยับเยิน
พูดก็ไม่ได้ เดินเล่นก็ไม่ได้ บ้านก็ไม่ได้กลับ แบตโทรศัพท์ก็จะหมด แถมยังไม่มีหนังสือให้อ่านอย่างคนที่อยู่ด้วยกัน จะถามว่ามีอีกเล่มหรือเปล่าก็รู้คำตอบจากการล้วงกระเป๋าหาร่มดูเมื่อกี๊แล้วว่าไม่มี ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำฆ่าเวลาได้ก็มีแต่การมองสำรวจสิ่งโน้นสิ่งนี้ กลุ่มผู้หญิงโต๊ะทางซ้ายกำลังคุยกันเรื่องเครื่องสำอาง กลุ่มผู้ชายด้านหลังกำลังปรึกษากันเรื่องมื้อเย็น ฟังแล้วก็หิวขึ้นมาหน่อย ๆ ผ่านไปสักสิบนาทีก็เริ่มเบื่อ อินซื่อนอนฟุบลงกับโต๊ะโดยใช้แขนรองศีรษะ เปลี่ยนจากมองไปมาอย่างไร้จุดหมายมาหยุดสายตาอยู่ที่คนตรงหน้าคนเดียว เขาจับจดอยู่กับความงดงามที่เห็นบ่อยเสียจนชินตา ตั้งคำถามว่าทำไมถึงได้มีคนหลงใหลไปจนถึงขั้นคลั่งไคล้ใบหน้านี้มากมายนัก จริงที่ว่าด้วยองค์ประกอบการจัดวางของเครื่องหน้าแล้ว สามารถนิยามหน้าตาของหลิงซื่อได้ด้วยคำว่า 'สวยหวาน' แต่สำหรับเขา มันไม่ได้มีความพิเศษอะไร มีคนสวยอีกตั้งมากมาย
ดวงตาคู่นั้นเหรอ
หรือริมฝีปาก
เส้นผมที่ร่วงปรกบางส่วนของใบหน้า...
และเมื่อรู้ตัวว่าเผลอมองอย่างโจ่งแจ้งนานเกินไป อินซื่อก็แสร้งทำเป็นมองปกหนังสือ พยายามแอบอ่านบางส่วนที่เห็นแต่ก็จับใจความไม่ได้เลย หลิงซื่อเหลือบมองเขาแว่บหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทำตัวใจดีด้วยการเปิดให้อ่านด้วยแต่อย่างใด กระนั้นอินซื่อก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ เพ่งสายตาต่อไปอยู่ดี
ความเงียบเป็นเรื่องที่พอทนได้เมื่อเขาอยู่กับหลิงซื่อเท่านั้น ความจริงข้อนี้กลับเข้ามาในหัวเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบ ครั้งนี้กะว่าจะลองคิดต่อสักหน่อย ทว่าสายตาก็พลันสังเกตเห็นว่าหลิงซื่อละมือมาลูบแขนส่วนที่พ้นแขนเสื้อไปมาบ่อยครั้งเสียก่อน อินซื่อมองกิริยานั้นแล้วถอดแจ็คเก็ตที่ตัวเองสวมอยู่ยื่นให้คนตรงหน้า และเมื่ออีกฝ่ายไม่รับไปสักทีเอ่ยก็เร่ง
"เอาไปใส่เร็ว นายหนาวไม่ใช่เหรอ"
หลิงซื่อขมวดคิ้ว ใช่อยู่ที่อากาศตอนนี้เย็นกว่าที่เขาชอบ แต่เจ้าของแจ็คเก็ตก็ควรเป็นห่วงร่างกายของตนเองเหมือนกัน เขาจึงไม่ได้รับมาในทันทีแต่ตอบด้วยคำถามกลับไป "แล้วนายจะใส่อะไร"
"ไม่ใส่" อินซื่อไหวไหล่ สายตามองผ่านไปทางด้านหลัง "ฉันว่าอากาศเย็นสบายดีนะ อยากออกไปเล่นน้ำจัง"
"ไม่ได้เด็ดขาด อย่ามาหาข้ออ้างขาดเรียน"
ประโยคที่กล่าวด้วยเสียงดุ ๆ จากหลิงซื่อทำให้คนฟังทำหน้านิ่ว "ใครอ้างอะไรกัน ตาแก่ พูดไม่รู้เรื่อง ยังไม่รีบรับไปอีก เอาไปใส่สักที ฉันถือจนปวดแขนแล้ว เดี๋ยวก็ป่วยเข้าหรอก ทีนี้ล่ะใครกันแน่ที่หาข้ออ้างขาดเรียน"
ได้ยินอย่างนั้นหลิงซื่อก็มองอินซื่อที่กล่าวหาตัวเองด้วยสายตาเย็นชา ดึงเสื้อไปสวมโดยไม่กล่าวแม้คำขอบคุณแล้วหันความสนใจกลับไปที่หนังสือ ไม่คุยกับอินซื่ออีกเพราะกลัวสมาธิในการอ่านของตนเองจะถูกรบกวน แม้ว่ากลิ่นน้ำหอมที่ติดมากับเสื้อจะทำอย่างนั้นอยู่ก็ตามก็ตาม
ฝนตกไม่หยุดเลย กระจกขึ้นฝ้าขาวหมดแล้ว การเดินทางกลับบ้านวันนี้อาจจะยุ่งยากขึ้นเพราะรถติด พื้นเฉอะแฉะทำรองเท้าเลอะเทอะ ทำใครหลาย ๆ คนเป็นหวัด ไม่ดีเลย อินซื่อคิด แต่พอหันกลับจากหน้าต่าง เพียงเห็นหลิงซื่อกระชับแจ็คเก็ตที่เขาให้ยืมแนบกับตัวแน่น เขาก็คิดว่าไม่อยากให้ฝนหยุดตกเลย
.
