Work Text:
-เนื้อหาฟิคจะเป็นช่วงปลาย ep. 17 ที่เทียนย้ายมาอยู่ในเรือนของแม่บัวใหม่ๆ พร้อมกับจิว เหมย และฟู่ นะคะ
............................................
แสงแดดอ่อนยามรุ่งอรุณฉายลอดผ่านร่มไม้จามจุรีเข้ามายังห้องนอนสลัวราง อาบไล้ร่างคนสองคนบนเตียงนอนที่กำลังหลับสบาย เสียงหายใจดังประสานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนที่บุคคลหนึ่งจะเริ่มขยับไหวกายน้อยๆ และค่อยๆ ตื่นขึ้นจากนิทรา
ร่างนั้นบิดไหวไปมาเพื่อสลัดความง่วงงุนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าอ่อนเยาว์ก็เบือนมาทางบุคคลที่นอนเคียงข้าง ดวงตาสุกใสเป็นประกายทอแววรักใคร่พร้อมกับมุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน พลางเอื้อมมือไปแตะแผ่นแก้มกร้านแดดของคนที่หลับสนิทอย่างไม่รู้สึกตัวใดๆ
...ออกไปทำงานหนักมาหลายวัน คุณคงเหนื่อยแย่เลยสินะจิว...
เทียนครุ่นคิดกับตัวเอง ยามเห็นสภาพอ่อนล้าของคนรักเช่นนี้แล้ว เขาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาเล็กน้อย
ตั้งแต่ที่เขาย้ายจากเรือนใหญ่ตระกูลซ่งมาพักอาศัยที่เรือนเล็กหลังนี้ เปลี่ยนฐานะจากคุณชายใหญ่ว่าที่ผู้นำกิจการของตระกูลคนต่อไปมาทำงานเป็นนักแปลหนังสือ จิวก็ยืนกรานจะทำงานหนักเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวอีกแรงอย่างแข็งขัน เขาพยายามห้ามแล้วแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมฟัง เอ่ยย้ำอยู่ตลอดทุกครั้งว่าเขาทำได้ เขาจึงต้องจำปล่อยให้อีกฝ่ายออกไปทำงานรับจ้างในตลาด ไม่ปั้นน้ำตาลขายก็ใช้กำลังกายแบกหามแลกเงิน
ผิวกายคล้ำแดดและกล้ามเนื้อแน่นแข็งในทุกสัดส่วนเป็นตัวชี้ชัดถึงการทำงานหนักของจิวเป็นอย่างดี ชวนให้เขาเจ็บปวดใจเมื่อเห็นว่าคนรักพยายามอย่างมากที่จะกระทำตนให้มีฐานะคู่ควรต่อการครองคู่กับเขาแม้สถานะจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้เขารู้สึกอุ่นซ่านในใจและวาบหวามใจอย่างแปลกประหลาดยามได้มองและสัมผัสเช่นกัน
โดยเฉพาะตอนที่พวกเขาชวนกัน 'กินของหวาน'...
เทียนรีบชักมือกลับและเบือนสายตาหลบไปอีกทางในทันทียามจับได้ถึงความคิดซุกซนภายในหัว จากนั้นก็พลิกตัวลุกจากเตียงนอนและเดินออกจากห้อง ด้วยเกรงว่าหากอยู่นานต่อไปอีกนิด ความคิดเหล่านั้นจะกลายเป็นรูปร่างขึ้นมาจนทำให้เขาแสดงสีหน้าท่าทางอันไม่สมควรออกไป หากจิวตื่นขึ้นมาเห็นพอดี เขาคงไม่ได้ออกจากห้องอีกจนกระทั่งถึงยามสาย
เขารู้ดีว่ามันต้องเป็นเช่นนี้แน่ นั่นเพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
ด้วยพละกำลังของจิวแล้ว การนอนพังพาบหมดแรงอ่อนกำลังอยู่บนเตียงเกือบทั้งวันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงแต่อย่างใด
โชคดีที่เหมยกับฟู่นอนอยู่อีกห้องที่ค่อนข้างห่างไกล ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รู้จะอธิบายเรื่องพรรค์นี้กับเด็กๆ ว่าอย่างไรดี
โชคดีอีกอย่างหนึ่งก็คือเด็กทั้งสองอยู่ในวัยที่โตพอจะเข้าโรงเรียนได้แล้ว เขาจึงสบายใจไปได้ขั้นหนึ่งว่าพวกเขาไม่น่าจะได้เห็นภาพฉากอันไม่เหมาะสมกับสายตาเด็กระหว่างเขากับจิว
เทียนเหลียวซ้ายแลขวาไปยังห้องนอนอันเงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหวของสามพี่น้อง ก่อนเดินลงบันไดมายังส่วนที่เป็นครัวของบ้าน สำรวจเสบียงต่างๆ ที่น่าจะเป็นอาหารของวันนี้ได้ จากนั้นก็ทอดถอนใจเฮือกหนึ่งเมื่อพบว่าไม่มีอาหารพร้อมรับประทานใดๆ เหลืออยู่เลย
ตั้งแต่มาอยู่ที่เรือนนี้ อาหารการกินของพวกเขาทั้งบ้านล้วนมาจากการซื้อกลับมาจากในตลาดของจิว หากวันไหนไม่สะดวกจะออกไปซื้อ คนที่ทำหน้าที่เข้าครัวปรุงอาหารก็คือจิว แต่ก็ทำได้เพียงอาหารง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ฝีมือซับซ้อนอะไร เป็นต้นว่าข้าวไข่เจียว ผัดคะน้าปลาเค็ม ผัดผักกาดดองกับไข่ ข้าวต้มกุ๊ยคู่กับไข่เค็ม ไชโป๊วหวาน ไข่ต้มเหยาะซีอิ๊ว
ส่วนตัวเขายิ่งแล้วใหญ่ ทำกับข้าวอะไรไม่เป็นสักอย่าง ด้วยความเป็นคุณชายที่ไม่ต้องเข้าครัว ถึงเวลาอาหารคราวใดก็มีบ่าวรับใช้ยกสำรับมาตั้ง จึงไม่เคยได้เฉียดกรายผ่านเตาฟืนเตาถ่านแม้แต่น้อย
แต่จะให้เขาไปเรือนใหญ่เพื่อขอให้แม่บัวทำอาหารให้ก็รู้สึกเกรงใจ ลำพังการดูแลอาหารการกินของคุณพ่อและคนทั้งเรือนใหญ่ก็น่าจะหนักหนาพอควรสำหรับแม่บัวอยู่แล้ว เขาไม่ควรไปสร้างภาระเพิ่มให้กับทางฝ่ายนั้น
เทียนรู้สึกได้ถึงอุปสรรคใหญ่ในการออกมาใช้ชีวิตกับจิวก็คราวนี้เอง
เรื่องกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้าเขาพอทำเป็นแล้ว เหลือแค่เรื่องเข้าครัวเท่านั้นที่เขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องทำให้ได้
หากเขาทำอาหารได้ ก็จะช่วยลดภาระของจิวไปได้มาก จิวคงจะทำงานได้อย่างสบายใจ
เทียนเหลือบมองเตาถ่านด้วยดวงตาเป็นประกายแน่วแน่ สองมือกุมประสานให้กำลังใจตัวเองว่าต้องลองจุดไฟทำอาหารดูสักตั้ง
เหมยกับฟู่กำลังนอนหลับอยู่ เด็กๆ อยู่ในวัยกำลังโต กำลังเรียนหนังสือ ต้องนอนให้เพียงพอ...ดังนั้นเขาไม่ควรขึ้นไปปลุกให้มาช่วยจุดเตา
ส่วนจิวยิ่งไม่ควรปลุก เมื่อวานเขาไปรับจ้างแบกกระสอบข้าวสารจนค่ำมืด กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็อ่อนกำลังเต็มทีแล้ว
ดังนั้น...เขาต้องพยายามยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองบ้าง
จุดเตาถ่านทำกับข้าวจะไปยากอะไรเท่าไรกันเชียว...
คิดได้ดังนั้น เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือโกยถ่านลงไปในเตา แล้วหาไม้ขีดไฟมาจุดไฟ
แต่ว่า...
ใบหน้าของเทียนเริ่มปรากฏรอยย่น ครั้นเห็นว่าจุดไฟเท่าใดถ่านก็ไม่ติดไฟเสียที
เกิดอะไรขึ้น? ตอนที่เขาเห็นจิวจุดไฟมันดูง่ายดายเหลือเกิน เพียงไม่กี่ชั่วพริบตาไฟก็ลุกโชน แต่ทำไมเวลาเขาจุดบ้าง มันถึงได้ยากเย็นนัก?
ไม้ขีดไฟก้านแล้วก้านเล่าถูกใช้จนกลายเป็นกองย่อมๆ และพอจุดไม้ขีดไฟก้านที่สามสิบ ก้อนถ่านก็ได้ลุกแดงขึ้นมา
คิ้วที่ย่นยู่แต่เดิมของเทียนค่อยๆ คลายลง แทนที่ด้วยสีหน้าปิติยินดีสุดขีดเมื่อเห็นว่าภารกิจแรกสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่ง
แต่แล้วความหวังที่ถูกจุดติดก็มอดดับลงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าถ่านที่กำลังลุกแดงได้มอดลงก่อนจะส่งควันกรุ่น
เทียนยกมือขึ้นลูบหน้าด้วยความอ่อนระอาใจจนซีกแก้มทั้งสองกลายเป็นปื้นสีดำ จากนั้นก็กัดฟันจุดไฟอีกครั้งกระทั่งถ่านทั้งก้อนกลายเป็นสีแดงเรืองวาบ ครั้งนี้เขาไม่ลืมใช้พัดมาพัดวีให้ไฟโหมกระพือลุกไหม้ทั่วทั้งเตา และด้วยฝีมือการพัดของเขา ควันไฟกลุ่มหนาก็พวยพุ่งขึ้นมารมทั่วทั้งร่างจนต้องล่าถอยไปสามก้าวพร้อมกับไอโขลกตัวงอน้ำตาเล็ด แสบไปทั้งดวงตาและโพรงจมูก
ทำไมการจุดไฟทำกับข้าวมันถึงได้ยากขนาดนี้?
เทียนกะพริบตาไล่หยาดน้ำในดวงตาออกไป ดวงตาที่แดงเรื่อน้อยๆ จากอาการระคายเคืองฉายแสงแห่งความปลื้มปิติยามเห็นเตาถ่านมีไฟลุกโชนท่วมเตา แม้จะทุลักทุเลอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็ทำสำเร็จแล้ว
...จุดไฟติดแล้ว ต่อไปจะทำอาหารอะไรดีนะ?...
ปัญหาการจุดเตาถ่านได้ผ่านพ้นไปแล้ว ปัญหาต่อไปที่เขาต้องเผชิญก็คือการตั้งกระทะทำอาหาร
เทียนพยายามนึกเค้นหาอาหารที่เขาพอจะทำได้ ซึ่งผลที่ได้ก็ไม่พ้นอาหารจานไข่อย่างไข่ดาว เพียงตั้งน้ำมันให้ร้อน ตอกไข่ใส่ลงไปทอดให้สุกก็เป็นอันเสร็จแล้ว
เขาเทน้ำมันลงกระทะ รอจนกระทะมีควันขึ้นแล้วก็นำไข่ไปล้างให้สะอาด ก่อนตอกไข่ใส่ลงไป
ทันใดนั้นเอง...
เสียงปะทุปุปะพลันดังขึ้น พร้อมๆ กับน้ำมันที่พุ่งกระเด็นออกจากกระทะราวห่ากระสุน ส่งผลให้เทียนสะดุ้งโหยงกระโดดหลบห่างออกไปหนึ่งวา มองไข่ในกระทะอย่างหวาดๆ ราวกับว่ามันเป็นเจ้าสัวหม่าผู้ล่วงลับที่กำลังลั่นกระสุนใส่เขา
ยิ่งเห็นไข่ในกระทะที่เริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองทองเป็นสีน้ำตาลไหม้ หัวใจของเขาก็บีบรัดแน่น อยากจะเข้าไปตักออกใส่จาน แต่กระสุนน้ำมันก็ยังยิงรัวใส่เขาไม่หยุดจนไม่อาจต้านทานได้
ไฟในเตาโหมร้อนแรง กลิ่นไหม้เริ่มทวีรุนแรงขึ้นพร้อมกับควันลอยโขมงออกจากไข่ดาวที่บัดนี้กลายเป็นก้อนสีน้ำตาลเกรียม
เทียนสูดหายใจรวบรวมความกล้า มือกำตะหลิวแน่นเตรียมเสี่ยงดวงตักไข่ฟองนั้นออกจากกระทะ แต่แล้วก็ถูกขัดด้วยเสียงตะโกนทุ้มเจือความตื่นตระหนกและเสียงวิ่งตึงตังลงมาจากชั้นบนบ้านจากทางเบื้องหลัง
"เทียน!...คุณอยู่ไหนน่ะ? ...เทียน!"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ในที่สุดสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดของจิวก็เข้ามาอยู่ในสายตา สายตาคมแข็งกร้าวคู่นั้นกวาดสำรวจรอบด้าน และมาหยุดยังเตาไฟเจ้าปัญหาที่กำลังลุกโหมอย่างน่ากลัวราวกับจะเผาห้องครัวให้วอดวาย
จิวสบถลั่น คว้าผ้าชุบน้ำพันรอบด้ามกระทะแล้วยกออกจากเตา ก่อนตักน้ำสาดลงไปที่เตาดังโครมใหญ่ จากนั้นทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความสงบสุข
สรรพสิ่งรอบด้านพลันเงียบงัน มีเพียงเสียงฉี่ๆ ของเตาถ่านที่เพิ่งมอดและเสียงหอบหายใจหนักของจิว
หลังชายหนุ่มร่างกำยำสงบสติได้ เขาก็วางกระทะลง แล้วรีบหันหน้าไปมองคนรักที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงมุมครัว ครั้นเห็นสภาพของอีกฝ่าย เขาก็พลันรู้สึกปวดใจแกมขบขัน
เทียนในขณะนี้ดูราวกับแมววิเชียรมาศคลุกฝุ่นที่กำลังตื่นกลัว ร่างในชุดนอนผ้าแพรยืนเกร็งทื่อ ใบหน้าและเนื้อตัวเปื้อนถ่านดำมอมแมม ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ฉายทั้งแววหวาดกลัวและรู้สึกผิด
จิวรีบพุ่งตัวไปประคองเทียนไว้ทันที สายตาแข็งกร้าวระวังภัยเมื่อครู่พลันอ่อนแสงทอแววอ่อนโยน
"เทียน เกิดอะไรขึ้น คุณเป็นอะไรไหม บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
คำถามแสดงความห่วงใยสุดขีดรัวมาเป็นชุด ขณะผู้พูดก้มลงสำรวจอาการบาดเจ็บตามเนื้อตัวอีกฝ่ายด้วยท่าทางร้อนรน
"ผมไม่เป็นไรแล้วจิว แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะ"
จิวมีท่าทางสงบลงเมื่อไม่พบว่าคนรักได้รับอันตรายใด ๆ ก่อนจะยกมือลูบแก้มนวลที่ดำเป็นปื้นของคนตรงหน้า
"ทำไมคุณถึงลงมาทำอาหารแล้วไม่ปลุกผมล่ะ? เกิดโดนไฟไหม้น้ำร้อนลวกขึ้นมาจะทำยังไง? คุณไม่เคยจุดเตาทำกับข้าวไม่ใช่เหรอ?"
จิวเอ่ยตัดพ้อ ด้วยเมื่อครู่ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนไม่หายยามลืมตาตื่นแล้วไม่เจอร่างคนรัก ขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นอาหารไหม้ลอยโชยมาจากชั้นล่าง
สังหรณ์อันตรายบางอย่างพลันแผดลั่นขึ้นในใจ เขารีบกระเด้งตัวขึ้นจากฟูกที่นอน ลืมความง่วงงุนอ่อนล้าจนหมดสิ้น และวิ่งตึงตังลงมายังห้องครัว ภาวนาว่าอย่าเกิดอันตรายใดๆ ขึ้นกับเทียน
เทียนเหลือบมองหน้าจิวแวบหนึ่งก่อนหลุบตาลงต่ำ ท่าทางราวกับเด็กที่สำนึกผิดยามถูกจับได้ว่าแอบกระทำความผิด มือทั้งสองขยำชายชุดนอนอย่างประหม่า
"ผมเห็นคุณเหนื่อยจากการทำงาน เลยไม่กล้าปลุกคุณขึ้นมาทำกับข้าวน่ะ แล้วก็ไม่กล้าปลุกเด็กๆ ด้วย ดังนั้นผมก็เลยจะลองหัดทำอาหารเอง ผมอยากทำอาหารเป็น เพื่อที่จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณบ้าง..."
คำตอบอันใสซื่อทำให้ลมหายใจจิวสะดุดไปชั่วขณะหนึ่ง พร้อมๆ กับความรู้สึกอุ่นซ่านลอยอวลขึ้นมาในใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงตัวเองเพียงใด
"ความจริงคุณไม่ต้องเสี่ยงทำอะไรขนาดนี้ก็ได้นะเทียน ผมจัดการไหว"
จิวเอ่ยขณะจ้องมองดวงตาสุกใสดุจตากวางคู่นั้น แต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อมองเห็นเทียนจ้องมองกลับมาอย่างน้อยใจพร้อมกับพองแก้มเม้มปากแน่น ทำให้สมองพลันประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าได้ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายหรือไม่ ก่อนจะพบว่าคำพูดเมื่อครู่ค่อนข้างจะกระทบความมั่นใจของอีกฝ่ายอยู่พอสมควร
ดวงตาของจิวพลันกลอกกลิ้ง ในหัวเค้นหาคำพูดดีๆ มาปลอบโยนอีกฝ่ายทันที
"งั้นเอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะสอนคุณทำอาหารให้ คุณจะได้ทำอาหารเป็น แล้วต่อไปจะได้ทำให้ผมกับน้องๆ กินนะ"
สีหน้าของเทียนพลันเปลี่ยนเป็นสดใสราวกับดวงตะวันยามเช้า ดวงตากลมโตเป็นประกายตื่นเต้นดีใจ
"จริงนะจิว?"
มุมปากจิวกระตุก ก่อนคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม
"จริงสิ จะสอนคุณตอนนี้เลย"
เทียนยิ้มกว้างเผยฟันขาวเรียงเป็นระเบียบในทันที ดวงตาหยีลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว จนจิวเห็นแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม
"ก่อนอื่นคุณมาล้างหน้าก่อนเถอะ ดูสิ เปื้อนถ่านดำไปหมดแล้วเนี่ย"
จิวไม่ว่าเปล่า ควานหาผ้าสะอาดผืนนุ่มชุบน้ำมาเช็ดคราบถ่านบนผิวแก้มนวลของเทียนอย่างทนุถนอมจนเกลี้ยง ก่อนบีบแก้มนุ่มนั้นเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
"จิว ทำอะไรน่ะ มันเจ็บนะ" เทียนร้องอุทานเสียงอู้อี้พลางฟาดฝ่ามือเข้ากับหัวไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
จิวหัวเราะฮ่าๆ
"คุณตอนนี้ดูน่ารักดี ผมเห็นแล้วอดใจไม่ไหวน่ะ"
เทียนพลันหน้าแดงเรื่อ ก่อนพองแก้มย่นปากอย่างแง่งอน
"ไม่แกล้งคุณแล้ว ผมจุดเตาให้คุณเลยดีกว่า" จิวหาทางเลี่ยงประเด็นทันทีโดยการเดินหลบไปที่เตาถ่าน
เขาโกยถ่านที่เปียกน้ำออกอย่างรวดเร็วก่อนใส่ถ่านแห้งลงไปแทน หยิบไม้ขีดไฟมาจุดเชื้อปะทุให้ลุกไหม้ก่อนแหย่เข้าไปในช่องว่างระหว่างก้อนถ่าน ครั้นเห็นถ่านเริ่มร้อนแดงก็โบกพัดกระพือให้ลุกไหม้ทั่วทั้งเตา ซึ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
"ตอนจะจุดเตา คุณต้องเลือกเอาถ่านที่แห้งๆ ใส่ลงไปนะ ใส่ลงไปไม่ต้องล้นเตา จากนั้นก็จุดเชื้อปะทุให้ไหม้ก่อนแล้วค่อยแหย่ลงไป พอถ่านเริ่มติดแล้วก็พัดๆ ให้มันติดไฟดีตลอดทั้งเตาแบบนี้"
จิวอธิบายขณะที่มือทั้งคู่สาธิตให้ดูไม่หยุด เทียนมองตามด้วยสายตาแน่วแน่ตั้งใจ
"ถ้าไฟแรงไปให้คีบถ่านออก ถ้าไฟเบาไปให้เพิ่มถ่านเข้าไป อย่างตอนนี้คือไฟแรงกำลังพอดีแล้ว คุณก็ตั้งกระทะได้เลย"
จิวกล่าวต่อพลางหยิบตะหลิวในมือของเทียนมาเขี่ยไข่ในกระทะที่ไหม้จนจำหน้าตาเดิมไม่ได้ออกไปและขูดคราบไหม้ออก ก่อนหยอดน้ำมันใหม่ใส่ลงไปในกระทะและตั้งไว้บนเตา
"หากน้ำมันเริ่มร้อน คุณจะเริ่มเห็นฟองในน้ำมัน ตอนนี้แหละคุณตอกไข่ใส่ลงไปได้ ตอกมันทั้งแห้งๆ นี่แหละอย่าให้น้ำลงไป ไม่งั้นน้ำมันจะกระเด็น แล้วถ้าใส่น้ำมันมาก ไข่ก็จะยิ่งฟูยิ่งกรอบ"
กล่าวแล้วเขาก็หยิบไข่มาตอกใส่ลงในกระทะ เสียงฉู่ฉ่าดังขึ้นทันทีพร้อม ๆ กับไข่ดิบที่ฟูฟ่องขึ้นในพริบตาราวกับดอกไม้บาน จากนั้นจิวก็ใช้ตะหลิววักน้ำมันร้อนที่อยู่รอบๆ ขึ้นราดบนไข่ ทำให้ไข่แดงที่มีสภาพเหลวข้นพลันสุกในพริบตา ครั้นเห็นว่าไข่สุกดีแล้วก็ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันและใส่ในจาน
เทียนมองไข่ดาวสีเหลืองทองดูกรอบน่ากินในจานด้วยดวงตาเป็นประกายลึกล้ำ ก่อนเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มให้จิวอย่างแสนรักและเทิดทูนจนคนถูกมองถึงกับใจสั่น
ให้ตายสิ เขาไม่เคยต้านทานสายตาแบบนี้ของเทียนได้เลย มันเป็นสายตาแบบเดียวกับที่เคยใช้มองตัวเขาในตอนลงมือซ่อมประตูบ้านเช่าในตรอกหลังโรงงิ้วที่ตนเองเตะจนพังอย่างไม่ผิดเพี้ยน และยังเอ่ยชมเขาว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้
"ถึงตาคุณแล้ว ให้คุณลองทอดไข่ดูบ้างนะ ผมจะดูว่าคุณหัวไวเรียนรู้เร็วแค่ไหน ขนาดคุณสอนหนังสือผม ผมยังอ่านออกเขียนได้คล่องในเวลาไม่กี่เดือน"
"เดี๋ยวนี้รู้จักยกยอตัวเองนะคุณ" เทียนหันมองค้อนด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบไข่ในตะกร้ามาเช็ดให้สะอาด "คุณคอยดูแล้วกันว่าครั้งนี้มีครูสอนแล้วผมจะทอดไข่ได้สวยน่ากินหรือเปล่า"
ว่าแล้วคุณชายใหญ่ตระกูลซ่งก็ยักคิ้วยั่วใส่ ก่อนจะตอกไข่ลงกระทะน้ำมันร้อนๆ เสียงฉู่ฉ่าดังขึ้นขณะฟองไข่เริ่มพองฟูสวยเต็มก้นกระทะราวดอกเก็กฮวยขาวกำลังเบ่งบาน ครั้นไข่สุกดีแล้วก็ใช้ตะหลิวตักไข่ขึ้นสะเด็ดน้ำมันวางเรียงบนจานเคียงข้างกับไข่ดาวที่จิวทอดอย่างสวยงาม
จิวอึ้งไปพักหนึ่งราวกับตะลึงในความสามารถของคนรัก ที่พอได้รับการสอนอย่างถูกทางแล้วก็ทำได้ดีกว่าคนสอนเสียอีก
ไข่ดาวที่เทียนทอดนั้นสุกกำลังดี กรอบนอกนุ่มใน ไข่แดงตรงกลางมีลักษณะกลมสวย เด้งหยุ่นนิดๆ แบบที่ข้างในมีสภาพเป็นยางมะตูม แทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่ายามได้เหยาะซีอิ๊วกินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วจะเลิศรสเพียงใด
"คุณทอดสวยกว่าผมอีก สวยจนไม่กล้ากินเลย" จิวเอ่ยชมจากใจจริง ส่งผลให้คนโดนชมหน้าแดงเรื่อ
"เห็นไหมว่าผมก็มีฝีมือเหมือนกัน" เทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม พลางหยิบไข่ตอกใส่กระทะลงไปอีกฟองหนึ่ง กระทั่งไข่ดาวกลมสวยกรอบนอกนุ่มในปรากฏบนจานครบสี่ฟอง
"ครับเทียน ผมเชื่อแล้วครับ"
จิวหัวเราะก่อนคว้าจานไข่ดาวจากมือเทียนไปวางบนโต๊ะกับข้าว แล้วหันไปตักข้าวสารมากรอกหม้อเตรียมหุงข้าวต่อ ขณะที่เทียนคว้าชามแล้วนั่งยองตักผักดองออกมาจากไหดินเผาไม่ไกลกันนัก
ท่าทางนั่งยองขดเป็นก้อนกลมบนพื้นของอีกคนทำให้จิวนึกเอ็นดู จนอดไม่ได้ที่จะขบขันเบาๆ
...เหมือนแมวกำลังนั่งขดอยู่ในกล่องเลย...
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกอยากกลั่นแกล้ง จิวจึงย่องไปหาอีกฝ่ายอย่างเงียบกริบ และค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ
ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดใบหูทำให้เทียนสะดุ้งและหันหน้ามาอย่างตกใจ ส่งผลให้ริมฝีปากของทั้งสองประกบกันพอดี
ดั่งสรรพสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ถูกหยุดค้างไว้เป็นภาพฉากหนึ่ง ชายทั้งสองพลันตกอยู่ในห้วงภวังค์แสนหวาน
ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจสองคู่เริ่มหรี่ปรือ กลีบปากนุ่มต่างละเลียดชิมรสความหวานจากอีกฝ่าย ความกระหายเริ่มเพิ่มทวีจนกระทั่งละโมบอยากได้มากกว่านี้
ในขณะที่ความร้อนรุ่มโดยไม่ต้องพึ่งพาว่านจั๊กจั่นเริ่มครอบงำทั้งคู่ราวกับกระทิงหลุดจากคอก เสียงเรียกหาอันไร้เดียงสาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาก็เป็นเหมือนน้ำเย็นราดรดอารมณ์เสน่หาที่กำลังพลุ่งพล่านของผู้ใหญ่ทั้งสองให้ดับมอด
"พี่จิว พี่เทียน พวกพี่อยู่ไหน"
ชายโตสองคนรีบผละจากกันราวกับอีกฝ่ายเป็นถ่านร้อน ก่อนแยกย้ายกันไปต้มข้าวต้มขาวกับตักผักดองมาวางบนโต๊ะอย่างลุกลี้ลุกลน
"เตรียมกับข้าวอยู่ วันนี้มีไข่ดาวด้วยนะ" เทียนกล่าวขณะนำชามผักกาดดองมาตั้งไว้บนโต๊ะ ขณะเด็กสองคนวิ่งเข้ามาในครัวแล้วโผล่หน้ามามองโต๊ะกับข้าวกันสลอน
"เย้ ไข่ดาว!" ฟู่ตบมือเมื่อเห็นไข่ดาวกลมสวยสี่ฟองเรียงอยู่ในจาน ดวงตาเม็ดลำไยเป็นประกายแวววาว
"ทายซิว่าไข่ดาวพวกนี้ใครเป็นคนทอด?"
"เอ๋?" พี่สาวน้องชายพากันเอียงคอครุ่นคิด ก่อนเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ "พี่เทียนทอดเหรอ?"
"ใช่แล้วล่ะ"
"พี่เทียนเก่งจังเลย! ทอดไข่น่ากินมาก" ฟู่เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว ทำให้เทียนยิ้มอย่างเขินอาย
"ไม่เท่าไหร่หรอก ถ้าไม่ได้พี่จิวช่วยสอนก็คงจะไม่ออกมาน่ากินแบบนี้"
เขากล่าวอย่างถ่อมตน พลางปรายตามองร่างที่กำลังก้มๆ เงยๆ พัดไฟในเตาอย่างแข็งขัน และรู้ดีว่าท่าทางแบบนี้ของคนรักคือการกลบเกลื่อนอารมณ์บางอย่างที่ยังค้างคา
ซึ่งการคาดคะเนของเทียนก็แม่นยำทีเดียว จิวในตอนนี้กำลังร้อนรุ่มจริงๆ และหวังว่าความร้อนหน้าเตาไฟจะช่วยให้หลั่งเหงื่อดับความร้อนรุ่มในกายลงไปได้บ้าง
ไม่นานนักข้าวต้มขาวก็สุกเปื่อยพอดี พร้อมๆ กับอารมณ์ของจิวที่เย็นลงเป็นปกติ
เขาทยอยยกชามข้าวต้มมาที่โต๊ะจนครบจำนวนคน จากนั้นทั้งครอบครัวสี่คนก็เริ่มลงมือกินมื้อเช้าอันเรียบง่าย
ระหว่างกินข้าวก็มีบทสนทนาบ้างสองสามประโยค สรุปใจความได้คร่าวๆ ว่าสองพี่น้องไม่อยากไปโรงเรียนเลย เนื่องเพราะรู้สึกว่าการบ้านที่ครูให้มาช่างมากมายเหลือเกิน แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองก็หาทางเกลี้ยกล่อมให้เด็กทั้งคู่อย่าเพิ่งยอมแพ้กับการเรียน จิวบอกน้องๆ ว่าให้ตั้งใจเรียน เพราะตัวเขาเองก็อยากเรียนเหมือนกันแต่ไม่มีโอกาสนั้น จึงไม่อยากให้น้องๆ ทิ้งโอกาสดีแบบนี้ไปเปล่า ๆ ส่วนเทียนตั้งเงื่อนไขว่าหากทั้งคู่ตั้งใจเรียนจนสอบได้อันดับที่ดีก็จะพาไปเลี้ยงขนม
เด็กทั้งสองพลันมีท่าทางสดใสขึ้นทันทีเมื่อนึกถึงรสชาติอันหอมหวานของขนมในร้านกาแฟดังที่ลำพังพวกเขาแล้วไม่มีวันได้เข้า รีบตอบรับว่าจะตั้งใจเรียนอย่างหนักแน่น และรู้สึกว่าอาหารในวันนี้อร่อยกว่าทุกวันที่ผ่านมา
หลังคนขัดจังหวะทั้งสองออกจากครัวเพื่อเตรียมตัวไปเรียนหนังสือ มือของผู้ใหญ่สองคนก็ค่อยๆ เลื่อนประสานกัน
"ดูเหมือนว่ากับข้าววันนี้จะอร่อยกว่าวันที่ผ่านๆ มานะ เด็กๆ กินกันหมดเกลี้ยงเลย" เทียนเอ่ยพลางอมยิ้มขณะมองชามข้าวต้มเปล่าทั้ง 4 ใบที่สะอาดเกลี้ยงเกลาราวกับไม่ได้ผ่านการใช้งาน
"แน่ล่ะ กับข้าวที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากับข้าวฝีมือคุณหรอก" จิวเอ่ยตอบ ก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ "จะว่าไปแล้วเหมือนมื้อนี้ขาดอะไรไปสักอย่างนะ"
"ขาดอะไรเหรอ?" เทียนทำหน้าฉงน
"ของหวานไง เขาบอกว่ากินของคาวแล้วต้องตบท้ายด้วยของหวานไม่ใช่เหรอ?" จิวกล่าวหน้าตาย ขณะสายตาเป็นประกายวับวาว
ใบหน้าเทียนเห่อร้อนทันทีที่เห็นสายตาคู่นั้น เขาถลึงตาโตเอ่ยกระซิบเสียงเบา "ตอนนี้มันกลางวันแสกๆ นะจิว"
"กลางวันแสกๆ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่มีใครเห็นสิดี"
เทียนเม้มปากกัดริมฝีปากล่างอย่างชั่งใจ รู้สึกอายไม่น้อย แต่หัวใจไม่รักดีก็อยากจะลิ้มลอง
"ถ้างั้น...ครั้งนี้เราอย่าส่งเสียงดังกันนะ"
..............................................................................................................................................
End
