Actions

Work Header

ห้ามดูเนื้อใน | 中身は見るな (Nakami wa Miruna)

Summary:

นายูตะมักจะนึกภาพหนึ่งวันอันสมบูรณ์แบบ

เป็นคำสาปของผู้ป่วยที่มักจะขยับตัวไม่ได้หรืออย่างไรก็สุดรู้ เนื่องจากจำต้องอยู่นิ่ง ๆ ท่ามกลางม่านหมอกห้วงคำนึงอันปะติดปะต่อร้อยเรียงลำบากนั้น เขาคล้ายจะช่างฝันกว่าคานาตะอยู่สักหน่อย

อย่างไรก็ตาม วันอันสมบูรณ์แบบที่เขาวาดภาพ ณ ตอนนี้ คงไม่เหมือนภาพฝันของคานาตะ

และนั่น ทำให้เขารู้สึกเศร้านิดหน่อย

Notes:

- ชื่อเรื่องมาจากเพลง Ain’t No Love ของ cozmez ที่จริงในบริบทของเนื้อเพลงจะหมายถึง "ห้ามแกะดูข้างใน"
- เนื้อหาฟิกนี้พาดพิงและมี SPOILERS เนื้อหา Voice Drama ช่วง CD แผ่นที่ 7 ของ Paradox Love "LOVE"

Work Text:

นายูตะมักจะนึกภาพหนึ่งวันอันสมบูรณ์แบบ

 

เป็นคำสาปของผู้ป่วยที่มักจะขยับตัวไม่ได้หรืออย่างไรก็สุดรู้ เนื่องจากจำต้องอยู่นิ่ง ๆ ท่ามกลางม่านหมอกห้วงคำนึงอันปะติดปะต่อร้อยเรียงลำบากนั้น เขาคล้ายจะช่างฝันกว่าคานาตะอยู่สักหน่อย

 

อย่างไรก็ตาม วันอันสมบูรณ์แบบที่เขาวาดภาพ ณ ตอนนี้ คงไม่เหมือนภาพฝันของคานาตะ

 

และนั่น ทำให้เขารู้สึกเศร้านิดหน่อย

 

แม้จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ในช่วงหลัง ๆ นายูตะก็อยากทำให้แต่ละวันเป็นวันที่สมบูรณ์แบบ แม้ไม่อาจปริปากพรรณนาออกมาเมื่อปราศจากทำนองดนตรี เขาก็รู้ลึกอยู่ในทรวงอกว่าเวลาของเขาคงเหลืออีกไม่นาน เขาไม่เคยแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไร บางทีทุกอย่างอาจผิดพลาดมานับแต่เกิดมา เฉกที่แม่เคยกล่าวโทษคู่แฝดระหว่างร่ำไห้ แต่ไม่เป็นไร เขาไม่รู้จักความรักจากแม่ จึงไร้เยื่อใยใดกับผู้เป็นมารดา แต่เสี้ยวความคิดที่ว่า หากการที่คานาตะเอาสารอาหารในครรภ์ไปมากกว่าเขานั้นทำให้คานาตะแข็งแรงเฉกที่เป็นอยู่—เขาก็ยินดีที่เป็นเช่นนั้น

 

เช้านี้ เขาตื่นก่อนคานาตะ ไม่หมายจะปลุกแฝดผู้รักการนอนอีกคน นายูตะไม่เคยเบื่อกับการพิศมองใบหน้าคานาตะยามหลับ แม้เพิ่งตื่นไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกตาแห้ง เป็นสัญญาณบ่งบอกการขาดน้ำ ใช่ว่าเขาดื่มน้ำไม่พอ แต่ดูเหมือนร่างกายเขาจะซึมซับน้ำได้ไม่ดีเท่าไร

 

อย่างไรก็ดี ร่างกายเขาแข็งแรงขึ้นระดับหนึ่งนับแต่รับงานพิเศษ ยินยอมเป็นหนูทดลองให้ศูนย์วิจัยอัลเตอร์ทริกเกอร์ ติดแค่ซีดขาวและอ่อนเพลียหลังการทดลองก็เท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่เลวร้ายไปกว่าสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่พวกเขาเคยอยู่  ณ ที่นั่นทั้งเขาและคานาตะต่างก็ผ่านสิ่งที่พวกเขาไม่เอื้อนเอ่ยถึงอีก สิ่งที่สมองเลือกกลบฝังจนไม่แม้แต่จะโผล่มาระหว่างเกิดปฏิกิริยาแทร็ปหลังแสดงดนตรีสดด้วยซ้ำ คนใจดีที่สถานสงคราะห์นั้นแทบไม่มี และหากมี ก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ประเภทที่ไว้ใจได้ การถูกลวนลามและบังคับเสียดสีเชิงกามารมณ์จนถึงจุดหฤหรรษ์ทั้งที่ร่างกายเด็กผู้ชายยังหลั่งครั้งแรกไม่ได้นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง ทั้งเขาและคานาตะเรียนรู้เรื่องนั้นผ่านประสบการณ์ตรง และนั่นคือตอนที่คานาตะพาเขาหนีออกมา—เพราะแม้แต่คานาตะเองก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะฆ่าผู้ใหญ่เต็มตัวได้

 

ที่สำคัญ นายูตะรู้ดีกว่าใคร ว่าคานาตะใจดีกว่าที่แสดงออก แม้นเจ็บแค้นสาปแช่งโลกเพียงใด คานาตะก็ไม่มีพลังใจจะฆ่าใคร

 

รู้ตัวอีกที เบ้าตาของนายูตะก็ไม่แห้งเหือดแล้ว ดันเคลือบน้ำตาเสียแทน หากไม่เปียกปอนพอจะไหลริน

 

เขามองขนตายาว ๆ ของคานาตะที่ระใต้ตายามหลับใหล และแล้วคานาตะก็พลิกกายแผ่ว เปลี่ยนท่าเป็นขดตัวเข้าหานายูตะ อย่างที่เขามักจะทำยามใกล้ตื่น นายูตะมองลายพิมพ์จาง ๆ บนแก้มคานาตะ อันเกิดจากรอยยับของผ้าปูผืนหยาบที่นอนแนบหน้าก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่าคานาตะจะมีร่องรอยใดจากชีวิตประจำวัน แฝดผู้พี่ก็เป็นคนที่งดงามเสมอในสายตาของแฝดผู้น้อง

 

ฝาแฝดผู้เป็นดั่งกระจกสะท้อน เป็นหลักฐานเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้นายูตะรู้ว่าเขายังรักรูปลักษณ์ตนเองอยู่เช่นกัน บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาชื่นชอบแฟชั่น อย่างน้อยไก่ก็งามเพราะขน—งูงามเพราะเกล็ด จะเรียกเช่นนั้นก็ได้

 

เมื่อคานาตะหาวหวอดและลืมตาตื่นขึ้น นายูตะก็ได้จัดการกดอารมณ์ส่วนตนจนแน่ใจว่านัยน์เนตรของเขาไม่เอ่อน้ำตาให้อีกคนได้มีห่วง

 

เขายิ้มให้แฝดผู้พี่ พลางเอ่ย “อรุณสวัสดิ์ คานาตะ”

 

_

 

นายูตะมักจะรู้สึกผิดอยู่เล็ก ๆ เมื่อคานาตะตามใจเขา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่านั่นเป็นความสุขของคานาตะ เขาจึงปละปล่อยให้วันนี้เป็นไปตามนั้น ยอมเลือกจานอาหารก่อนโดยไม่อิดออด เขาเลือกเสื้อผ้าให้คานาตะบ้าง ส่วนใหญ่เป็นของมือสองที่เขานำมาตัดเย็บดีไซน์กับชุดอื่น ๆ ให้เข้ากัน เขาขอให้คานาตะยืนเป็นแบบให้ตอนทาบชุดที่กำลังตัดใหม่ให้

 

“กระตือรือร้นจังแฮะ” คานาตะว่า “การแสดงครั้งหน้าใส่ชุดเก่าไปก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบทำชุดใหม่เลย”

 

“ไม่ได้” นายูตะแย้งเสียงเนือย “ก็เขียนเพลงใหม่ ๆ เอาไว้แล้ว ต้องมีชุดใหม่สำหรับเปิดตัวเพลงใหม่สิ”

 

“เอาเถอะ ตามใจ” คานาตะงึมงำ ก่อนจะยิ้มออกมา “ช่วงนี้คานาตะดูมีชีวิตชีวาขึ้นแฮะ ฉันดีใจนะ”

 

นายูตะแย้มยิ้มอ่อนโยน กลืนก้อนที่ตีตื้นตีบตันในลำคอลงไป แล้วตอบ “อืม ก็ช่วงนี้ไม่ป่วยขนาดติดเตียงแล้ว เลยได้ใช้เวลาสนุก ๆ สบาย ๆ กับคานาตะเพิ่มขึ้นตั้งเยอะ”

 

เขาดีใจที่คานาตะไม่ได้สังเกตถึงสภาพจิตใจที่ถูกขึงจนตึงจากการรับงานมนุษย์ทดลอง—หรือแทนที่จะเรียกว่าดีใจ เรียกว่าโล่งใจเสียมากกว่า

 

ตั้งแต่เมื่อไรกันหนอที่การได้รับความรักของแฝดผู้พี่นั้นแปรรูปจากกลิ่นอายความสุขเป็นเพียงหมอกความโล่งใจ เขาเหมือนเปลือกมนุษย์ต่างดาวตัวหนักอึ้งที่กำลังจมลงใต้ผืนน้ำ ยากจะสามารถนึกภาพตนเองโผล่พ้นน้ำและหายใจเข้าเต็มปอดได้อีกครั้ง

 

แม้แต่ตอนที่ชีวิตดีเพียงพอจะเดินเข้าร้านอันปราศจากฝุ่นคลุ้ง แม้แต่ในช่วงเวลาดี ๆ อย่างตอนเล่นไลฟ์มายาบนเวทีเดียวกับคานาตะ

 

หลายครั้งที่นายูตะอ่อนแรงและตระหนักว่าดวงหน้าเขาซีดขาวเป็นผี เขาจะหลบไปนั่งบนดาดฟ้ากับชิกิ – สถานที่และเพื่อนสนิทที่เขาไม่เคยแม้แต่จะเล่าสู่ให้คานาตะฟัง อาจเพราะไร้เรี่ยวแรงจะวาดต่อความสัมพันธ์ให้เชื่อมเป็นวงกลม หรืออาจเพราะเขาไม่อยากให้คานาตะสะกิดใจถึงดวงจิตที่วอกแวกไปที่อื่น

 

“จริงสิ ฟังแล้วนะ แผ่นเสียงใหม่ที่นายเอากลับบ้านมาน่ะ” คานาตะเอ่ย

 

นายูตะผงกหัว นั่นคือแผ่นเสียงที่ชิกิให้เขายืม “เป็นไง”

 

“ชอบสุด ๆ  เกิดไอเดียเขียนเพลงใหม่ขึ้นมาเลย ไม่สิ ได้ลองเขียนทำนองออกมาแล้วล่ะ” คานาตะพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขึ้น “เดี๋ยวนายูตะลองฟังเลยสิ แล้วอยากแก้อะไรเพิ่มก็มาคุยกัน”

 

“อ๊ะ! เดี๋ยว ฉันยังปักหมุดกับกางเกงที่จะเอาไปตัดอยู่เลย อย่าเพิ่งขยับตัวสิ”

 

คานาตะหัวเราะ แล้วนายูตะก็หัวเราะตาม พวกเขาหัวเราะด้วยกันอย่างไร้เหตุผลต่ออีกหนึ่งนาทีเต็ม

 

_

 

“ปรับเป็นประมาณนี้น่าจะลงตัวแล้วเนอะ” คานาตะพูด พลางเล่นโน้ตดนตรีที่พวกเขาเขียนแก้ด้วยกันในแล็ปท็อปมือสองขนาดพอดีตัก

 

“อืม คานาตะนี่สุดยอดจริง ๆ ล่ะ”

 

“นายูตะต่างหากล่ะ ปรับท่อนช่วงค่อนหลังให้มีเสน่ห์ดึงดูด ชวนให้อยากเปิดซ้ำเพื่อฟังท่อนนั้นเรื่อย ๆ เลย ชวนเสพติดดี เพลงนี้ต้องฮิตกว่าที่ผ่านมาแน่”

 

“อืม เพราะคานาตะเขียนทำนองตั้งต้นที่เรียบง่ายแต่ดึงอารมณ์ได้ดี จนทำให้ฉันนึกวิธีเรียบเรียงท่อนนั้นให้เด่นขึ้นมาได้ด้วยล่ะ ถ้าอยู่ด้วยกันล่ะก็ พวกเรานี่แหละสุดยอด” นายูตะยิ้ม “งั้นครั้งนี้ฉันเป็นคนเขียนเนื้อเพลงนะ แล้วคานาตะลองดูอีกทีว่าอยากจะแก้เพิ่มตรงไหนบ้าง” เขาหยิบสมุดโน้ตยับยู่ยี่ขึ้นมา พลิกหาหน้ากระดาษเปล่า หน้าก่อน ๆ ล้วนมีร่างเนื้อเพลงเก่า ๆ เบียดรกเข้าไว้ด้วยกัน

 

คานาตะหาว “ง่วงแล้ว ไว้เขียนพรุ่งนี้ก็ได้นี่”

 

“ไม่ล่ะ ไอเดียกำลังมา” นายูตะกล่าว แต่ก็หยิบสมุดไปที่ฟูกนอน นอนคว่ำพลางเริ่มเขียนร่าง รู้ดีว่าคานาตะนอนไม่หลับหากเขาไม่ยอมนอนลงในฟูกเดียวกัน

 

“เฮ้อ ตามใจ” คานาตะเหยียดตัวบิดขี้เกียจ ก่อนจะกดตัวนอนกอดก่ายข้าง ๆ  หลับตาลง แล้วพึมพำ “ราตรีสวัสดิ์นะ นายูตะ”

 

“ราตรีสวัสด์ คานาตะ”

 

_

 

ปฏิกิริยาตีกลับที่มีต่อแฟนธ์เมทัลในการทดลองค่ำนั้นค่อนข้างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกัน นายูตะก็รู้สึกว่าตัวเองเตรียมใจกับสถานการณ์เช่นนี้มาตลอด และต่อให้ไม่ใช่เพราะเมทัล เขาก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าวันแบบนี้ต้องมาถึงสักวัน

 

นายูตะเคยคิดทบทวนนึกตัดสินใจในหัวมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วไม่ใช่หรือ ว่าหากป่วยเกินแก้ ก็ไม่อยากให้นายูตะเห็นสภาพที่แย่ที่สุดของตน

 

ทั้ง ๆ ที่อยากอยู่ด้วยกันไปตลอดนิรันดร์แท้ ๆ

 

ทั้ง ๆ ที่ไม่เชื่อในรักนิรันดร์บนโลกนี้—แต่กลับมีข้อยกเว้นในโลกของตน ซึ่งคับแคบประหนึ่งถ้วยบะหมี่สำเร็จรูป

 

นายูตะแวะกลับบ้านเพียงชั่วคราว วางเงินก้อนสุดท้ายที่ได้จากงานพิเศษไว้ในจุดซ่อนเงินของพวกเขา เก็บวางเอกสารและเสื้อผ้าทุกอย่างให้เรียบร้อย – พวกเขา—ไม่สิ—เขามีทรัพย์สินไม่มากนัก จึงไม่ได้ใช้เวลามากจนเกินไป นายูตะเคลื่อยกายแผ่วเบาอย่างที่สุด ระวังไม่ให้คานาตะตื่น ขณะเก็บของวางให้เข้าที่ เขาบันทึกเพลงล่าสุดลง USB แล้วเก็บลงกล่องสมบัติ – กล่องเหล็กเก่า ๆ ที่เคยเอาไว้เก็บหินหลากสีเมื่อสมัยเป็นเด็ก บัดนี้มันเก็บทุกสีสันของบทเพลงที่เขากับนายูตะเคยรังสรรค์ – หลักฐานว่าพวกเขาเคยอยู่ด้วยกัน หลังฐานว่าเขาเคยอยู่ที่นี่ เคยมีชีวิตอยู่

 

สิ่งค้างคาในห้องนี้ที่ยังสะดุดใจเขาอยู่ดูเหมือนจะเป็น… แผ่นเสียงที่ยืมมาจากชิกิ นายูตะหยิบมันขึ้นมา มองนิ่ง

 

วินาทีนั้นคานาตะส่งเสียงงัวเงีย พลางปัดป่ายฟูกข้างตัว นายูตะสูดหายใจเข้าลึก เพิ่งรู้ตัวว่าเขาเผลอกลั้นหายใจไปครู่ นายูตะเคลื่อนกายไปให้แฝดผู้พี่ซุกนอนเข้าหา ลูบเส้นผมสีอ่อนจากข้างขมับคานาตะ ลากนิ้วมาถึงปลายผมยาวระบ่า ลูบหน้าผาก ลูบหัว กระทั่งลมหายใจคานาตะกลับมาสงบเฉกคนหลับสนิทดีอีกครั้ง

 

นายูตะขยับเรือนกายเนิบช้า ผละออกจากวงแขนของคานาตะ เขาหยิบแผ่นเสียงของชิกิขึ้น แล้วเดินไปที่ประตู ขยับปากโดยไม่เปล่งเสียง

 

‘ฉันไปแล้วนะ คานาตะ’ ครั้งนี้นายูตะรู้สึกถึงน้ำตาร้อนที่ไหลลงมา ทำให้ภาพคานาตะผู้กำลังหลับใหลพร่ามัวในแสงราตรีสลัว

 

ลาก่อน แฝดผู้น้องคำนึง ก่อนจะก้าวออกจากห้องของพวกเขา ขอโทษนะ ฉันขอโทษนะ คานาตะ

 

_

 

นายูตะขึ้นมาที่ดาดฟ้า หงายเงยมองนภา ก่อนจะทรุดกายนั่งลง ถกแขนเสื้อ มองแขนที่เปลี่ยนสภาพไปของตน—เรียวแขนที่ดูเหมือนจะตายไปก่อนตัวเขาเสียแล้ว—แต่มิได้ตายจากไปเร็วกว่าจิตวิญญาณของเขา พลันนายูตะค้อมตัวกอดตนเอง แล้วร้องไห้โฮ

 

ขอโทษนะ

 

เขาอ่อนแอเกินไป ชีวิตเขาลากยาวนานมาเพียงพอแล้ว บางทีเขาอาจเห็นแก่ตัว แต่ก็บอกตนเองว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวที่มีไว้เพื่อตัวคานาตะเอง นายูตะไม่อาจอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายได้อีกต่อไป เขาอ่อนแอมาแต่แรก บางทีอาจตั้งแต่ในครรภ์มารดาผู้ไร้รัก เขาไปต่อไม่ไหว ทั้งยังไม่มีหน้าไปให้คานาตะเห็นสภาพใกล้ตายของตน คนอ่อนแอเช่นนี้ กับความสูงระหว่างดาดฟ้าและผืนถนนโสโครก – นายูตะคาดว่ามันสูงเพียงพอ เขาวาดภาพนี้มานานเหลือเกินแล้ว

 

ใต้นภาเดียวกับคานาตะ

 

เขาร้องไห้จนเริ่มไอโขลก คล้ายเวลาที่เขากลับไปล้มป่วยก่อนหน้านี้ เขาไอจนน้ำตาซึมไหลออกมาอีกรอบ

 

ครั้นคราบน้ำตาแห้งเหือด เขาก็ใช้มือข้างที่ยังใช้การได้หยิบมือถือออกมาโทรหาชิกิ

 

ณ นาทีนั้น น้ำเสียงเขานิ่งจนตัวเองยังตกใจ

 

นี่คือพลังใจของเขา

 

_

 

นายูตะหวนนึกถึงตัวตนเขาและคานาตะผู้ก็ชิงชังโลก

 

ทั้งที่นายูตะเกลียดโลกและอยากสันโดษเก็บพลังงานอยู่เงียบ ๆ  แต่นายูตะไม่เคยชินกับการอยู่คนเดียว แม้ไร้บุพการีที่พึ่งพาได้ เขาก็มีครอบครัวหนึ่งเดียวที่ผูกขาดไว้กับตัวเองมานับแต่ลมหายใจแรก นับแต่เป็นทารกผู้เรียนรู้จะหายใจด้วยตนเอง อ้าปากร้องแง ท่ามกลางคราบเลือดและรกครรภ์

 

แม้ตอนนี้จะอยู่ห่างไกลจากเสียงร่ำไห้ของมารดา เสี้ยวหนึ่งของนายูตะก็ยังรู้สึกราวกับไม่ผ่านพ้นมลทินแห่งการเกิดมาเสียทีเดียว อ้าปาก หิว โลภ กระหาย อยากรอด อยากมีชีวิตอยู่

 

อยากอยู่เคียงข้างกัน

 

แต่ถึงเวลาต้องปิดหน้ากระดาษของเนื้อเพลงบทนี้เสียที

 

แล้วชิกิก็มาถึง

 

“ขอโทษทีนะ ชิกิ ไม่ว่ายังไง ฉันก็อยากเจอนายเป็นครั้งสุดท้าย” นายูตะเริ่ม เขาคืนแผ่นซีดีให้อีกคน – ด้วยการวางมันไว้ในบนโซฟาเก่า ๆ ที่อีกฝ่ายจะมองเห็นทันทีที่เปิดประตูทางเดินบันไดออกมา มันคือโซฟาที่พวกเขาเคยช่วยแบกขึ้นมาไว้ที่นี่ด้วยกัน – สร้างฐานลับส่วนตัวแบบง่าย

 

นายูตะไม่หมายจะติดค้างใคร—อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในเชิงรูปธรรม

 

เขาค่อย ๆ อธิบายทุกอย่างกับชิกิ แม้ไม่อาจเล่าให้คู่แฝดฟัง แต่อย่างน้อย ชิกิก็สมควรจะได้รู้ คำพูดที่ไม่เคยพรรณนาออกมาก่อนนั้นค่อย ๆ เรียงร้อยตะกุกตะกักให้ชิกิซึมซับ เขาทำทั้งหมดนั่น โดยไม่ละไปจากขอบตึกชั้นดาดฟ้า

 

เขาซื้ออิสรภาพในการพึ่งพาตัวเองและเกื้อหนุนคานาตะมาได้สักพักแล้ว การจะกลับไปเป็นภาระให้คานาตะอีกครั้งนั้น… หาใช่ทางเลือกที่เขาทำใจเดินได้

 

เขาได้ยินตัวเองบอกชิกิว่าดีใจที่ได้พบ สื่อไปให้รู้ว่าที่ผ่านมาเขาสนุกมาก เขาได้ยินเสียงตัวเองพูดขอบคุณ

 

“นายูตะคุง!” ชิกิร้อง “นี่ อันตรายนะ รีบ ๆ มาตรงนี้—”

 

นายูตะได้ยินเสียงตัวเองเอ่ยขอโทษอีกครั้ง ดูจากสีหน้าของชิกิแล้ว เขารู้ดีว่าเขากำลังจะปล่อยแก้วบิ่นให้ตกลงแตก โดยไม่อยู่ช่วยเก็บกวาด แก้วนั้นจะบาดคานาตะและชิกิ แม้กระนั้น—

 

ชีวิตเขามีเพียงแค่นี้เอง

 

“ฉันมันอ่อนแอน่ะ” นายูตะบอก “ทำคนเดียวไม่ไหว แต่ก็… ตั้งใจจะจบมันลงที่นี่แหละ” เขาสูดหายใจ “ที่นี่น่ะ ชิกิ… มีแค่นายเท่านั้นที่รู้นี่น่ะ”

 

ชิกิสะอื้นเฮือก “นายูตะคุง—ไม่—อย่านะ—”

 

นายูตะสูดหายใจเข้าให้เต็มปอด ฉีกสายตาตนจากการสบตากับชิกิ เงยมองฟากฟ้าอีกครา

 

“ท้องฟ้า… สวยจัง”

 

เขาก้าวถอยหลัง จากขอบดาดฟ้า สู่ความว่างเปล่า ท่ามกลางเสียงหวีดร้องเรียกชื่อนายูตะคุงจากปากเพื่อนสนิท พลางคำนึง

 

คานาตะ ได้โปรดอย่าออกตามหาฉันเลย