Work Text:
ว่าด้วยตำนาน—ไม่สิ—เรื่องราวระหว่างชูระและยาฉะ พวกเขาเป็นชินกุ ฮารุโอมิกับคุสุริว จิเซย์ก่อนมาเป็นชูระและยาฉะ—ก่อนมาเป็นบุไรคัง
แม้ในแง่ของชีวิตมนุษย์แล้ว ยาฉะจะ ‘เกิด’ ก่อนชูระ กระนั้นยาฉะรู้แก่ใจตลอดว่าผู้สรรค์เพลงนามชูระนั้นเกิดก่อนเขา
เสียงเปิดประตูร้านราเมงเทย์เปิดครืด ตามมาด้วยเสียงเข้มหนักของลุงชราคนหนึ่ง “เธอใช่ไหมที่ชอบมาทิ้งขี้บุหรี่หน้าร้านฉัน”
ชายหนุ่มผมทองยกสะบักตนเองออกจากหน้าต่างกระจกของร้าน บุหรี่คามือ หันไปตอบรับเสียงตำหนิด้วยรอยยิ้ม “อุหวา โดนจับได้แล้วสิ ขอโทษครับ”
“อย่าทำอีกล่ะ” ลุงแก่หรี่ตาเพ่งมอง “ฉันจำหน้าเธอได้ นักบาสอาชีพที่ไปแข่งระดับนานาชาติมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วใช่ไหม เป็นคนดังแล้วก็ทำตัวบนท้องถนนให้มันดีๆ หน่อย” เขาไอโขลก “แล้วบุหรี่มันก็ไม่ดีต่อสุขภาพ เลิกได้เลิกซะ” ว่าเสร็จก็ปิดประตูโดยไม่รอคำตอบ
เงียบไปสองวินาที
ครืด
“ผมขอสั่งราเมงไถ่โทษแล้วกันฮะลุง” จิเซย์ก้าวเข้ามาในร้าน หน้ายิ้มๆ “เอาแบบที่ลุงแนะนำแล้วกัน ไซส์จับโบ้เลย”
ชายแก่ขานรับ พ่นลมออกทางจมูก “น้ำดื่มกดได้เองจากตรงมุมโน้น” เขาหันไปจัดเตรียมเมนู
จิเซย์นั่งเอนหลัง นัยน์เนตรสีกวาดมองโดยรอบ ใช้ข้อนิ้วเคาะโต๊ะอย่างคิดคำนึง “ไม้ชั้นดีนะเนี่ยลุง”
“อืม ถึงอย่างนั้นก็เก่ามากแล้วล่ะ” ลุงกล่าว สายตาเหลือบไปที่หน้าร้านเมื่อแว่วเสียงมอเตอร์ไซค์มาจอด
“เปิดมาได้นานขนาดนี้คงมีลูกค้าประจำเยอะล่ะสิ”
“ส่วนใหญ่จะมาทานตอนกลางวัน ดึกๆ ย่านนี้คนเขาไม่ค่อยออกมานอกบ้านเท่าไร”
ครืด
ชายหนุ่มอีกคนเปิดประตูร้าน พลางพูดด้วยเสียงไม่เบาไม่ดังว่า “กลับมาแล้วครับ” ผมสีน้ำหมึกสะท้อนม่วงดูยุ่งไม่เข้าที่เล็กน้อย คาดได้ว่าเพราะเพิ่งถอดหมวกกันน็อคที่ถืออยู่ในมือ เขาไม่ได้สบตาทั้งลุงเจ้าของร้านและลูกค้าหนึ่งเดียวที่นั่งอยู่ในร้าน
ลุงแก่ขานยินดีต้อนรับกลับยังไม่ทันจบวลีดี ชายหนุ่มก็สาวเท้าขึ้นบันไดไป ลุงจึงร้องตาม “ฮารุโอมิ! วันนี้ตอนร้านปิดฝากเตรียมทุกอย่างสำหรับพรุ่งนี้หน่อยนะ ทำคนเดียวล่ะวันนี้”
แว่วเสียงตอบครับมา ไม่เย็นชาแต่ก็ไม่เป็นมิตร
ฮารุโอมิ จิเซย์ทวนชื่อนั้นในใจ “ชื่อเพราะดีนะครับ ลูกชายลุงเหรอ”
“อืม” เจ้าของร้านยิ้มเป็นครั้งแรก วางเสิร์ฟราเมงบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าคู่สนทนา พลางบอกชื่อเมนู
“ลุงเศร้าอะไรน่ะ”
“หา?”
“เมื่อกี้ลุงยิ้ม”
“แล้วมันเศร้ายังไงล่ะนั่น”
“ลุงยิ้มเศร้านี่น้า” จิเซย์อธิบาย แล้วเริ่มซดราเมง “เอ๊ะ อร่อย...!? แปลกจัง เพราะอะไรถึงไม่ค่อยมีคนละเนี่ย”
“ย่านนี้มันเงียบขึ้นเรื่อยๆ นี่นะ คนหนุ่มคนสาวต่างก็ย้ายไปเมืองใหญ่ ไปที่ที่จัดคอนเสิร์ตได้กันหมด” ลุงตอบเสียงเรื่อยๆ พลางจัดแจงของในร้านไปเรื่อย
“‘สักวันลูกลุงก็คงเป็นแบบนั้น’ กำลังคิดแบบนั้นอยู่ใช่ไหมล่ะ” จิเซย์ถาม เพียงแค่น้ำเสียงเจือหยอกเล่นที่มีแต่เดิมกลับเลือนหาย คล้ายเป็นคำถามจากใจจริง
“ก็นะ เจ้าตัวเป็นนักแต่งเพลงด้วยนี่ คงหาช่องทางอยู่แหละ” ลุงตอบด้วยเสียงเบาลง “เห็นเขาไม่พูดไม่จาอย่างนั้นเขาก็เป็นเด็กดีมากนะ ห้าทุ่มถึงตีสองก็มาช่วยเตรียมร้านนี้ทุกวัน... ทุกวันเลยล่ะ—พอเรื่องฉันเถอะ เธอล่ะ”
“ผม?”
ลุงแก่ยักคิ้วข้างหนึ่งไปที่ไลท์เตอร์กับซองบุหรี่ที่วางข้างๆ “คุสุริว หมายเลขศูนย์ อายุ 22 ปี ใช่ไหมล่ะ หน้าซังกะตายอย่างกับไม่ใช่ระดับโลกเลยนะ”
จิเซย์ยิ้ม “เพราะเป็นระดับโลกแต่ยังเบื่ออยู่นี่สิ”
“เด็กบ้า” ลุงพึมพำ “เป็นที่หนึ่งแล้วทำมาเป็นเบื่อ คนเราต้องอยากเป็นตำนานสิ”
“ถ้าผมเลิกเล่นบาสขึ้นมาตอนนี้ก็คงเป็นคำนานแบบหนึ่งล่ะมั้งฮะ” จิเซย์ซดราเมง เคี้ยวครู่หนึ่ง เมื่อลุงไม่คุยตอบจึงพูดต่อ “ลูกลุงเขียนเพลงแนวไหนล่ะ เห็นอย่างนี้ผมร้องเพลงเก่งนะ เลิกเล่นบาสแล้วหันไปทำวงกับลูกลุงดีไหมเนี่ย เขาแต่งเพลงแต่ขาดนักร้องรึเปล่าฮะ”
“เฮอะ” ลุงพ่นลมหายใจ “ลูกฉันเขาร้องเพลงเก่งหรอก ได้แม่มาอย่างดีเลยล่ะ... ส่วนเธอน่ะอยากทำอะไรก็ทำ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าร้องเก่งคาราโอเกะมันไม่เหมือนร้องเก่งมืออาชีพ”
“ผมมีพรสวรรค์น้า” จิเซย์ว่า “จับทุกอย่างให้เป็นทองได้”
ลุงส่ายหน้า “เพราะคิดแบบนั้นถึงได้เบื่อไงล่ะ”
“เอ๋?”
“มนุษย์เราน่ะเกิดมามีเก่งอย่างน้อยก็อย่างหนึ่งแหละ” ลุงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักและจริงจังขึ้น “ต้องพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเหมือนสร้างทองได้ หรือค้นพบสมบัติด้วยตัวเอง แทนที่จะจับอะไรก็เป็นทองสิ เพราะงั้นอยากทำอะไรก็ทำ”
รอยยิ้มจากเลือนจากฝีปากจิเซย์ ทว่าเขากลับกล่าวว่า “ขอบคุณฮะ”
เมื่อทานเสร็จจิเซย์ก็กล่าวขอบคุณและจ่ายเงินเรียบร้อย
สองสัปดาห์ต่อมา จิเซย์มายืนสูบบุหรี่อยู่ที่เดิม เวลาเดิม เพียงแต่ประตูเหล็กม้วนของร้านราเมงเทย์ปิดลง
เขาแว่วเสียงทำนองเพลงมาจ้างข้างใน ดวงตามีม่วงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ส่องประกายสีม่วงอะเมทิสต์ สีอัญมณีแห่งความสูงศักดิ์ ความรักและความมั่นคง งอกงามดุจพืชที่ให้สีย้อมม่วงอันใช้ทำสีย้อมตามประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เขายืนฟังเสียงนั้นกระทั่งสามทุ่ม – ราวกับผู้ประพันธ์หยั่งรู้แล้วว่าถึงกาลที่ไม่ควรรบกวนเพื่อนบ้าน
วันต่อมา เขามาที่ร้านราเมงเทย์อีกครั้ง เมื่อเห็นประตูม้วนยังปิดอยู่ จึงร้องเรียกเข้าไปข้างใน ทำเช่นนั้นได้ไม่ทันครบนาที ก็มีป้าคนหนึ่งเดินมาบอกว่า
“ร้านนี้น่าจะปิดยาวล่ะจ้ะ ไม่แน่ใจว่าลูกชายเขาจะมาเปิดต่อไหม”
“เอ๊ะ คุณลุง...?”
คุณป้ายกมือปิดปากครู่หนึ่ง “เจ้าของร้านเก่าเสียไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วน่ะจ้ะ”
“เสียจากอะไรหรือครับ”
“ลือกันว่าเพราะแกเป็นมะเร็งปอดอยู่ แกก็เลยตัดสินใจ...” ป้าแกโคลงศีรษะคล้ายลำบากใจ “แต่ดูเหมือนว่าลูกชายจะเพิ่งรู้ว่าแกเป็นมะเร็ง...”
_
ฆ่าตัวตาย
จิเซย์คำนึงถึงคำนั้น ขณะยืนพิงหน้าต่างกระจกของร้านราเมงว่างเปล่าในวันต่อมา เขามองมอเตอร์ไซค์ที่จอดค้างไว้ที่เดิมแล้วเริ่มเกาะฝุ่น
“อ๋อ เข้าใจแล้ว” จิเซย์เปรย “นี่ท่อนคอรัสสินะ กำลังเรียบเรียงเพลงอยู่”
สูดบุหรี่อีกเฮือกเข้าเต็มปอด พลันหันกาย อ้าปากร้อง
“ฮารุโอมิ! เปิดหน่อย”
ที่ระเบียงไม่มีใครออกมา ทั้งยังไร้เสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงดนตรีท่อนถัดไปเท่านั้น
20:59 นาฬิกา
_
ฝนตกหนัก ณ เวลา 21:01 นาฬิกา เป็นฝนฤดูร้อน ประตูม้วนค่อยๆ เลื่อนขึ้น เสียงกระทบของเหล็กดังไม่สู้เสียงฝน
“ลูกค้าคนสุดท้ายของพ่อนี่ มานั่งรอก่อนก็ได้ ฉันจะทำราเมงให้” ฮารุโอมิกล่าวเสียงเรียบ แต่ก็ดังสู้เสียงฝนมาได้ ครั้งนี้เขาสบตา ดวงเนตรคล้ายจะสะท้อนสีผมจิเซย์ใต้แสงไฟหลอดนีออน
จิเซย์ตบไหล่อีกฝ่ายดังปั่บ “มาสิ” เขถอดรองเท้า วิ่งนำขึ้นไปข้างบน
“นี่” ฮารุโอมิเอ่ย เดินตามชายแปลกหน้าที่เดินเลี้ยวเข้าห้องนอนคนอื่นหน้าตาเฉย
“ไม่เปิดไฟเหรอ” จิเซย์ถาม แต่ไม่รอคำตอบ เขาจุดไฟแช็คด้วยมือขวา ตาที่ชินกับแสงมืดข้างนอกแล้วกวาดมองในห้อง หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนด้วยมือซ้าย
ฮารุโอมิมอง “แล้วอดีตนักบาสถนัดซ้ายแห่งชาติมาทำอะไรที่นี่?” ทิ้งกายนั่งลงบนเตียงอย่างไม่ยี่หระ
“อ้อ ใช่ เลิกแล้วล่ะ”
“ฉันเห็นข่าวแล้ว” ฮารุโอมิว่า “เห็นเขาถอดป้ายโฆษณาที่มีนายออกหมดเลยนี่”
“ก็งั้นแหละ” จิเซย์ตอบรับเหมือนกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ วางกระดาษกางลงตรงตักฮารุโอมิ แล้วยืดตัวขึ้นยืน
ฮารุโอมิหรี่ตาพยายามมองสิ่งที่อยู่บนกระดาษ จิเซย์ยื่นไฟแช็คเข้ามาอีกครั้ง
“เนื้อเพลง – สำหรับเพลงที่นายแต่ง”
“นายเขียนเนื้อเพลงสำหรับเพลงของฉันเหรอ ฉันว่าฉันไม่ได้—”
“อ้อ นายไม่ได้เปิดเสียงดังหรอก ฉันแค่หูดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” จิเซย์บอก “นายกำลังเรียบเรียงเพลง เอาท่อนคอรัสขึ้นก่อนใช่ไหมล่ะ เอางี้ ร้องแบบนี้ ดีไหม” จิเซย์ยืดกายยืนขึ้น แล้วอ้าปากร้องเพลง
_
21:22 นาฬิกา
แสงฟ้าฝ่าลอดหน้าต่างเข้ามา
“ไปเช็ดตัวซะ แล้วก็อาบน้ำ” ฮารุโอมิบอก
ความประหลาดใจเคลื่อนผ่านวงหน้าจิเซย์ไปวูบหนึ่ง “เฮ้ นี่ ฉันกำลังชวนนายมาทำวงด้วยกันอยู่นะ”
“อืม”
“แล้วหลังจากนั้นก็ทัวร์ไปทั่วโลก!” จิเซย์ว่าพลางกางแขนกว้างคล้ายพร้อมโอบรับ “ดังได้แน่นอน! เพราะทำนองเพลงของนายนี่แหละ”
“อืม” ฮารุโอมิส่งเสียงในลำคอ “ถ้าบอกว่าเงินที่ได้มาก้อนแรกต้องเอามาใช้หนี้ให้พ่อฉันล่ะ เหมือนว่าจะโดนนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทดลองเครื่องประดับที่สามารถสร้างภาพมายาขึ้นมาได้เอาไปหมด... ฉันเคยเจอเขาครั้งหนึ่ง เรื่องดูเหมือนว่าจะยาวอยู่”
จิเซย์ไหวไหล่ “เท่าไร ฉันออกให้ก่อนก็ได้”
ฮารุโอมิขมวดคิ้ว
“ฉันมีเงินเก็บตั้งแต่ตอนมีนักกีฬา” จิเซย์อธิบายต่อ “ที่จริงเมืองนี้มีที่จัดไลฟ์เฮาส์อยู่นะ ตรง—”
“อืม เข้าใจแล้ว ฉันขอนอนก่อน นายไปเช็ดตัวและอาบน้ำซะ”
จิเซย์ปรบมือเข้าหากัน “ดี นายต้องพักผ่อน เห็นด้วย แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยคุยกันต่อ”
ฮารุโอมิหลับตาลง เขาเพิ่งหลับใหลลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
_
9:55 นาฬิกา จิเซย์ตื่นมาเห็นท้องฟ้าสีหม่นผ่านหน้าต่างไม่คุ้นตา
ฮารุโอมิดูเหมือนจะแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่กลับมานั่งบนเตียง ขีดเขียนบางอย่างอยู่บนกระดาษ แล้วส่งให้จิเซย์
ชายผมทองคว้ามาแล้วผุดลุกขึ้น พวกเขาหันหน้าเข้าหากันอีกครั้ง คนหนึ่งลุกยืน อีกคนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
“ชูระเป็นชื่อ MC ของฉัน” ฮารุโอมิอธิบายตัวคันจิที่เขียนตรงมุมกระดาษด้านซ้าย ดูเหมือนว่าเนื้อเพลงจะได้รับการเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ ท่อนคอรัสถูกเปลี่ยนไปเป็นท่อนถัดไป ฮารุโอมิเพิ่มทำนองและเนื้อเพลงท่อนแรกเข้าไป เขาอธิบายตัวอักษรที่เขียนอยู่กลางหัวกระดาษด้านบน “วงชื่อบุไรคัง ดีไหม”
“งั้นชื่อ MC ของฉันเป็นยาฉะ” จิเซย์กล่าว
ชูระพริบตามองนิ่งๆ “นายเป็นคนตัดสินใจอะไรเร็วนะ”
“ฉันขอร้องท่อนแรก” ยาฉะโพล่ง
ชูระนิ่งไปครู่หนึ่ง “ฉันคิดว่าฉันควรร้องท่อนแรก ฉันเขียนเนื้อเพลงท่อนนั้น”
ยาฉะส่ายหน้า แล้วร้องเพลงท่อนแรกออกมาตามเนื้อเพลงใหม่ เป็นธรรมชาติโดยไม่สะดุดสักโน้ต “เสียงฉันเหมาะกว่าที่จะขึ้นท่อนแรก”
“ไม่ กรณีเป็นเพลงแรกที่เราจะปล่อยออกมา—”
ยาฉะยื่นมือมาข้างหน้า “มาสิ”
“ไปไหน”
“แข่งขี่มอเตอร์ไซค์” ยาฉะบอก “ใครชนะได้ร้องท่อนแรก”
ชูระส่ายหน้า “นายจะแพ้”
“ก็ต้องลองแข่งดู”
ชูระส่ายหน้าซ้ำ ทว่ากลับยื่นมือไปให้อีกฝ่ายฉุดลุกขึ้นยืน ดวงตาสบขนานกัน
“ฉันจะทำให้นายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเอง” บังเกิดประกายขึ้นในดวงตาสีม่วง ขณะที่ยาฉะเอ่ยลอยๆ ว่า “จะจูบก็ได้นะ”
ชูระตอบรับด้วยริมฝีปาก อ่อนเบา คล้ายเวลาหยุดอยู่ที่ 10:1x นาฬิกา พวกเขาหลับตาลง ยาฉะเป็นฝ่ายผละออกก่อน โดยที่มือยังจับเกร็งแน่นอยู่เหมือนเดิม ยังไม่เคยขึ้นเวทีคอนเสิร์ตก็หูสนั่นจากหัวใจของตน กระทั่งบนเวทีบาสเก็ตบอลก็ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้
“ฉันยังไม่ได้แปรงฟันเลย” ยาฉะเอ่ยคล้ายบ่น หวังว่าแสงยามเช้ามีม่วงอ่อนจะช่วยปกปิดสีผิวแก้มที่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ก็จริง ถึงอย่างนั้นนายอ้าปากร้องเพลงเสียงดังด้วยปากนั้นแล้ว ไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนก็ได้ แล้วค่อยไป” ชูระพูดเรียบๆ
ยาฉะหลุบมองมือที่จับกันไว้
“ไปเถอะ เดี๋ยวทำอาหารเช้าให้ทาน” ชูระบอก
“เห... ขับไปไหนกันดี ฮารุโอมิ” ยาฉะเปลี่ยนเรื่อง
ชูระหลุบตาลง แล้วตอบ “ไปที่ไหนก็ได้ที่นายอยากไป แค่บอกเป้าหมายก่อนก็พอ คู่หู”
_
“แพ้จนได้แฮะ” ยาฉะยิ้มกว้าง พลางถอดหมวกกันน็อคของตัวเองออก
ชูระผละจากมอเตอร์ไซค์แล้วมานั่งอยู่ที่เนินหญ้าข้างแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว เขาหันไปมอง “พอมาคิดดูแล้ว ยังไม่ปล่อยเพลงนั้นดีกว่า เพราะเพลงแรกที่ปล่อยในฐานะบุไรคัง ควรจะเป็นเพลงที่เขียนหลังจากพบกันนายมากกว่า”
ยาฉะนั่งลงข้างกาย “ฉันพอเข้าใจพ่อนายที่ไม่ได้บอกนายที่เขาป่วยนะ ฮารุโอมิ”
“อยากจะพูดอะไรกันแน่เหรอ นายน่ะ”
“เพราะสิ่งอื่นที่สำคัญ คือที่เหลือหลังจากนี้แหละ” ยาฉะว่า “คุณลุงคงอยากสร้างสรรค์ไว้แต่เรื่องดีๆ ต่อให้สักวันจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม”
“ที่จริงคงมีเหตุผลมากกว่านั้นล่ะนะ” ชูระว่า “น่าจะพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเสียมากกว่า เพราะฉันเองก็ไม่ค่อยพูดคุยอะไรด้วย”
“ยังไงก็ตาม ต่อจากนี้ฉันจะอยู่กับนายไปตลอดเอง ชูระเป็นสมบัติที่ฉันค้นพบนี่นา” ยาฉะโอบไหลคนข้างกายเข้ามาหา ความเกร็งเมื่อเช้าหายไปสิ้น แล้วชูระก็ผ่อนคลายในวงแขนนั้น ราวกับเทพเจ้าสององค์ผู้เคยคุ้นกันมาแต่ปฐมกาล
ความเงียบเข้าครอบคลุมอากาศรอบกายทั้งคู่ ก่อนที่ชูระจะเปล่งเสียงอีกครา
“ห้ามคืนคำล่ะ”
