Work Text:
1.
เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านหนังสือ
เพราะกักคุรันสีดำที่อีกคนสวมใส่เกือบทำหัวใจของโอดาจิมะตกไปตาตุ่ม ในโทอารุมีแค่ซูซูรันเท่านั้นแหละที่ใส่เครื่องแบบนี้
แม้วินาทีแรกจะเป็นอาการตกใจ แต่ความสนใจก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว
เด็กนักเลงอย่างซูซูรันมาทำอะไรที่ร้านหนังสือกันนะ?
การเปิดบทสนทนากับคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องยากของโอดาจิมะ สายตาใต้กรอบแว่นของอีกฝ่ายเหลือบมองเขา พร้อมกับความรู้สึกหนาวสะท้านจู่โจมมาชั่วครู่หนึ่ง
ไม่ใช่ซูซูรัน?
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามว่ามาจากที่ไหน ก็โดนอีกคนตัดบทสนทนาด้วยการก้าวออกจากร้านหนังสือไปซะก่อน
ว้า น่าเสียดาย
หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ
2.
เราเจอกันอีกครั้งเร็วกว่าที่คิด
กักคุรันสีดำ กรอบแว่นสีเหลี่ยม กับทรงผมปาดเรียบร้อย ขายาวที่เดินเชื่องช้าแต่มั่นคง และบรรยากาศไม่ค่อยจะเป็นมิตรรอบตัวทำโอดาจิมะยิ้มกว้างออกมา
เขาเข้าไปทักทายอย่างเป็นกันเองอีกครั้ง แววตาเยือกเย็นที่ได้รับกลับมาพอจะให้โอดาจิมะเดาได้ว่าอีกฝ่ายจำเขาได้
เพราะเส้นทางที่โอดาจิมะเสนอตัวมาเดินข้างกันเป็นทางไปร้านหนังสือ เขาเลยฉวยโอกาสนี้ถามถึงหนังสือที่อีกคนกำลังสนใจ
คนในกักคุรันสีดำดูไม่ค่อยอยากจะเสวนากับเขาเท่าไหร่ แต่เราก็ยืนเลือกหนังสือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเล่มนั้นเล่มนี้ไปมากพอสมควร (ส่วนใหญ่เป็นโอดาจิมะพูดอยู่คนเดียว)
คนใส่แว่นดูจะรำคาญเขาน้อยลง คิดว่านะ?
“ไว้เจอกันอีกนะ!”
โอดาจิมะตะโกนไล่หลังตอนที่เราแยกทางกันหน้าร้านหนังสือ เจ้าของแผ่นหลังใต้กักคุรันสีดำไหวไหล่ ทิ้งโอดาจิมะยิ้มเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียวกับมือไม้ที่โบกค้างไว้กลางอากาศ
3.
เราเจอกันอีกหลายครั้งเลยล่ะ
ในหลายครั้งนั้น โอดาจิมะเรียนรู้ว่าอีกคนชื่อ “โทโดโรกิ” แค่โทโดโรกิ… ไม่บอกชื่อจริงด้วยซ้ำแม้เขาจะแนะนำตัวด้วยชื่อสกุลเต็มยศก็ตาม
เราก็แค่ยืนเงียบๆ ข้างกันตอนยืนเลือกหนังสือ ถึงบางครั้งโอดาจิมะจะไม่ได้สนใจหนังสือจริงๆ ก็เถอะ เขาแอบเหลือบมองคนข้างกายอยู่หลายที ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโทโดโรกิไม่รู้ตัว หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่
“ทำไมถึงมาร้านหนังสือที่นี่ล่ะ?”
มันเป็นสิ่งที่โอดาจิมะสงสัยมาซักพัก เขาเดาว่าโทโดโรกิไม่ใช่คนของเมืองโทอารุ จากชุดยูนิฟอร์มก็ยิ่งไม่ใช่ แล้วทำไมถึงถ่อมาร้านหนังสือแห่งนี้กันนะ ความสงสัยมีมากพอจนโอดาจิมะเอ่ยปากถามในวันนึง
อีกคนไม่ได้ตอบในทันที สายตาหลังกรอบแว่นยังคงไล่ตามหนังสือบนชั้น
“ร้านใหญ่ดี”
“เห~”
นึกว่านายจะชอบร้านเงียบๆ เล็กๆ ซะอีก
โอดาจิมะต่อประโยคในใจแต่ภายนอกแค่พยักหน้าเออออ
“จริงๆ ถัดจากที่นี่ไปนิดหน่อยมีอีกร้านนึงนะ เคยไปยัง”
ดวงตาหลังกรอบแว่นเหลือบมาสบสายตากับเขา
“ไว้คราวหน้าไปด้วยกันมั้ยล่ะ~”
“ก็เอาสิ”
และวันนั้นโอดาจิมะก็เข้าใจความหมายของคำว่าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมามันเป็นยังไง
4.
เราไม่ได้เจอกันอีกพักใหญ่
พักใหญ่ที่ว่าก็นานมากพอที่ชิดะเคนเริ่มรำคาญและด่ากลับทุกครั้งที่เขางอแงเรื่องนี้
โอดาจิมะก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงสนใจในตัวอีกคนมากมายขนาดนั้น และได้รับรอยยิ้มมุมปากของคุณประธานนักเรียนอย่างซาจิโอะส่งมาให้แทน (ยิ้มอะไร??)
“จะว่าไปถ้าเป็นกักคุรันสีดำ… ใช่โอยะรึเปล่า?”
โอยะ? อ๋า โรงเรียนนักเลงในเขตซอร์ดน่ะหรอ
“ไม่หรอกมั้ง เขาดูเด็กเรียนสุดๆเลยนะ”
5.
“ตาไปโดนอะไรมาอ่ะ”
เป็นอีกครั้งที่โอดาจิมะได้รับคำตอบเป็นการไหวไหล่หนึ่งที
ดวงตาข้างซ้ายที่ถูกปิดทับด้วยผ้าปิดตาสีขวาไม่ได้รับการเฉลยที่มา โอดาจิมะเลยได้แต่จินตนาการไปล้านแปด
ความคิดที่ว่าอีกคนเป็นนักเรียนจากโอยะเริ่มก่อเค้าในหัวมากขึ้น ถึงจะขัดจากลุคภายนอกอยู่มาก แต่เราตัดสินคนจากภายนอกไม่ได้นี่นา จริงมั้ย?
แต่ถึงจะเป็นเด็กโอยะแล้วยังไง โอดาจิมะก็ไม่ได้ตัดสินใครจากชื่อสถาบันเหมือนกัน
“ดูท่าจะเจ็บน่าดู โอ๋ๆ หายไวๆ นะ เพี้ยง”
โทโดโรกิสบสายตากับเขาพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน สีหน้าแสดงออกว่าไม่เข้าใจ (หรือไม่พอใจกันนะ?) ที่โอดาจิมะเอ่ยออกไปเมื่อครู่
“ไม่ใช่เด็ก”
“ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเด็กซะหน่อย”
หัวคิ้วคนตาเจ็บยังคงหมุนเข้าหากัน แต่สีหน้าก็ไม่ได้ดูไม่สบอารมณ์(ขนาดนั้น) และสองขายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โอดาจิมะได้แต่พับเก็บความสงสัย—เขารู้จักโทโดโรกิมากพอจนรู้แล้วล่ะว่าถ้าเจ้าตัวอยากจะบอก เดี๋ยวก็บอกเอง —แล้วรีบก้าวฉับๆตามก่อนที่อีกคนจะเดินถึงสถานีรถไฟซะก่อน
โอ้ เขาบอกไปรึยังว่าโอดาจิมะได้เดินไปส่งเจ้าของกักคุรันสีดำที่สถานีรถไฟหลังจากใช้เวลาสั้นๆร่วมกันที่ร้านหนังสือแล้วนะ
แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางของคนที่เขาตั้งใจเดินมาส่งจะเป็นที่ไหน จะโอยะ ซันโน หรือที่ไหนๆ โอดาจิมะก็ยืนยิ้มและโบกมือให้ตั้งแต่ขาของโทโดโรกิก้าวขึ้นรถไฟจนถึงตอนประตูปิด สายตายังมองตามจนรถไฟวิ่งออกจากสถานีและหายไปกับมุมโค้งของอุโมงค์ใต้ดิน ส่วนรอยยิ้มยังคงอยู่แม้เขาจะกลับมาถึงห้องตัวเองแล้วก็ตาม
6.
“โอดาจิมะซังเหมือนคนกำลังมีความรักเลยครับ”
“แค่กๆๆๆ”
ซาบะคังตกอกตกใจยกใหญ่ที่เห็นสมาชิกสภานักเรียนสำลักน้ำทันทีที่ตัวเองพูดจบประโยค ชิดะเคนได้แต่ส่ายหัวพร้อมตบหลังช่วยเพื่อนสนิท
หลังจากไอค่อกแค่กไปซักพักและฟังสปีชขอโทษจากซาบะคังจนจบ โอดาจิมะกำลังจะอ้าปากเถียงรุ่นน้องแต่คุณประธานนักเรียนและสมาชิกสภานักเรียนท่านอื่นก็เอ่ยตัดบทซะก่อน
“สองคนนี้หยั่งกะแฟนกันเลยตะหาก” –ซาจิโอะ
“เออ หนังสือที่อ่านวันก่อนก็แลกกันอ่านด้วยหนิ? โรแมนติกซะไม่มี” –จินคาว่า
“มีการเดินไปส่งเขาที่สถานีด้วยนะ” –ซาวามูระ
“ผมเคยเห็นโอดาจิมะซังช่วยจัดผ้าพันแผลให้คนนั้นใหม่ด้วยแหละ” –มอนจิ
“…...” –โอดาจิมะ
น่าจะเพราะเขาอ้าปากพะง้าบๆแต่สุดท้ายก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา และเพราะตอนนี้หน้าของเขาน่าจะแดงพอๆกับมะเขือเทศ ชิดะเคนเลยตบไหล่ของโอดาจิมะเบาๆเหมือนจะให้กำลังใจและไม่พูดซ้ำเติมอะไรเพิ่มนอกจากประโยคนี้
“คบกันเมื่อไหร่บอกพวกกูด้วยนะ”
โอดาจิมะอยากมุดลงดินหนีหายไปจากมนุษยชาติให้รู้แล้วรู้รอด
7.
เป็นอีกครั้งที่เราไม่ได้เจอกันพักใหญ่
โอดาจิมะไม่ได้จะหลบหน้าอีกฝ่าย (แม้จะรู้ตัวแล้วว่าโดนพวกเพื่อนๆจับตามองกันอยู่ก็เถอะ) —แต่เพราะเขามีภารกิจต้องทำตะหาก
ในระแวกโฮเซนดันมีเรื่องการใช้ยาเสพติดที่ชื่อ เรดรัม เข้ามาหนาหู แน่นอนว่าซาจิโอะไม่นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ และยิ่งข่าวลือล่าสุดว่ามีนักเรียนในโฮเซนจะเริ่มใช้ยาที่ว่ากันแล้ว พวกเขาต้องทำอะไรซักอย่าง
ถึงอาจารย์จะสั่งห้ามไว้และบอกให้ปล่อยเป็นหน้าที่ของตำรวจ แต่ในฐานะมันสมองของสภานักเรียนโฮเซน โอดาจิมะตามสืบเรื่องนี้อย่างระแวดระวังและเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ลางๆ
…น่าจะเกี่ยวกับกลุ่มอันธพาลที่ชื่อ คิดร้า
ปกติโอดาจิมะไม่ใช่พวกบุ่มบ่ามหาเรื่องใส่ตัว หรือเป็นแนวหน้าลงมือทำอะไรเกินตัว นั่นน่ะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซาวามูระกับชิดะเคนโน่น
แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาถ่อนั่งรถไฟจากโทอารุมาโอยะแล้วเฝ้าดูรังของคิดร้า —โอดาจิมะไปสืบจนรู้ว่าพวกมันยึดโครงการแฟลตเก่าที่ชื่อโฮปฮิลล์เป็นแหล่งกบดาน
โอดาจิมะเขานั่งหลบมุมอยู่หลังซากปรักหักพังหน้าอาคาร แผนวันนี้ก็แค่เฝ้าสังเกตการณ์ เผื่อจะได้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันส่งให้ตำรวจจัดการต่อไป ไม่ได้คิดจะโซโล่เดินดุ่มๆเข้าไปในแหล่งกองโจรอะไรหรอกนะ
หลังเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง เขาไม่คิดว่าวันนี้จะได้ความคืบหน้าใดๆ และลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านมือเปล่า
ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งเดินตรงมาที่โครงการแฟลต
โอดาจิมะก้มหลบลงไปอีกครั้ง แอบชะเง้อหน้ามองก็ต้องตกใจอีกรอบ ภาพตรงหน้าคือกลุ่มวัยรุ่นมากกว่ายี่สิบชีวิตยืนอยู่
ไม่ต้องเดาโอดาจิมะก็รู้ในทันทีว่าพวกเขาคือใคร
กลุ่มโรงเรียนมัธยมปลายโอยะ
8.
“ตอนแรกนึกว่านายแค่ชอบต่อยตีกับคนอื่นเฉยๆ แต่เป็นนักเรียนโอยะจริงๆด้วย”
โอดาจิมะพูดทำลายความเงียบ เราเจอกันอีกครั้งในหลายวันต่อมาที่ร้านหนังสือเจ้าประจำในเมืองโทอารุ เขาเหลือบตามองร่องรอยแผลฟกช้ำจางๆบนใบหน้าของอีกฝ่าย เป็นจังหวะเดียวกับที่โทโดโรกิหันมาสบตาแต่ไม่ได้พูดอะไร
“วันก่อนเห็นที่สู้กับพวกคิดร้าน่ะ”
“เห็น?”
“อือ ก็ตั้งใจจะไปสืบเรื่องเรดรัมที่ช่วงนี้ระบาดในโฮเซนแต่ไม่คิดว่าจะเจอโรงเรียนโอยะมาเปิดศึก”
เขาเอ่ยต่อด้วยท่าทีสบายๆ ผิดกับคนข้างตัวที่คว้าข้อมือของเขาทันทีที่จบประโยค หนังสือที่ถือไว้เมื่อครู่ตกลงพื้นเสียงดัง
โอดาจิมะเบิกตากว้าง ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่สมองจะประมวลผลอะไรทัน โทโดโรกิก็พูดแทรกขึ้นมา
“บาดเจ็บรึเปล่า”
ห้ะ…..?
“ก ก็ไม่นะ”
โอดาจิมะส่ายหัวปฏิเสธ สถานการณ์ตรงหน้าชวนสับสนจนเขาได้แต่ตอบเสียงตะกุกตะกัก แล้วไหนจะสายตาของโทโดโรกิที่ไล่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้านั่นอีก
ยืนแข็งทื่ออยู่สักพักจนเหมือนคนตรงหน้าจะพอใจอะไรซักอย่างถึงได้ยอมปล่อยข้อมือของโอดาจิมะให้เป็นอิสระ เป็นตอนนั้นเองที่เขาเริ่มจะหายใจได้ทั่วท้อง และรู้ตัวว่าหัวใจเต้นแรงกว่าเสียงหนังสือตกพื้นเมื่อกี้อีก
“อะไรๆ เป็นห่วงกันหรอ~”
“อืม เป็นห่วง”
โอดาจิมะต้องหูเพี้ยนแน่ๆ
เพราะก้อนเนื้อที่อกด้านซ้ายกำลังเต้นแรงมากๆ จนกลบประสาทรับรู้แล้วฟังผิดแน่ๆ
เราสบตากันอีกครั้ง
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
แม้กายหยาบจะพยักหน้ารับ แต่กายละเอียดของโอดาจิมะกำลังวิ่งออกนอกร้าน สองขาจะวิ่งไปหาซาบะคังแล้วเขย่าเจ้าเด็กนั่นแรงๆ แล้วตะโกนใส่หน้าไปเลยว่า
ใช่ โอดาจิมะ ยูเคนกำลังมีความรัก และเจ้าของหัวใจก็คือ โทโดโรกิ โยสึเกะ
