Chapter Text
ถ้าหากเซโน่ แสตนลีย์และเซนคูเป็นเพื่อนสมัยเด็ก เพื่อความสะดวกในการเขียนเนื้อเรื่องมีการลดช่องว่างทางอายุเหลือเพียง 5 ปี และเซนคูย้ายมาอาศัยอยู่ที่อเมริกา
Disclamer : อาจมีการใช้ภาษาผิดแปลก หรือมีการสลับใช้ภาษาไปมา โปรดอย่าเชื่อข้อมูลทุกอย่างที่เขียน 100% เนื้อหาทั้งหมดเกิดจากการค้นคว้าข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต จัดทำขึ้นเพื่อการสนองความต้องการส่วนตัวและแบ่งปันให้กับผู้อ่านที่น่ารักทุกคน
Slow and ooc
ฝากนิยายเรื่องแรกด้วยนะคะ :)
คุณเชื่อในโชคชะตารึเปล่า?
เหตุผลของการเกิดมา เส้นทางที่เลือกเดิน ความฝันที่พยายามไขว่คว้าเอาไว้ คือสิ่งที่ถูกกำหนดมาแต่แรกหรือไม่?
คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่
แม้ปรากฏการณ์ที่น่าเหลือเชื่อนี้จะขัดกับรากฐานของวิทยาศาสตร์ซึ่งเชื่อในข้อเท็จจริงอย่างการที่หินตกลงบนพื้นเมื่อถูกโยนขึ้นไปในอากาศ การที่น้ำอุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อได้รับความร้อน เราก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของความไร้ตรรกะนั้นเสียทีเดียว
โชคชะตาเป็นเรื่องที่ยากจะพิสูจน์เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนของจักรวาล ทว่าความไม่รู้ก็คือสิ่งที่อธิบายการทำงานของ ‘อนาคต’
กล่าวคือเราอาจเชื่อได้ว่าโลกนี้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้แต่แรก และคุณเองก็มีอิสระที่จะกำหนดสิ่งที่คุณปรารถนาจากส่วนลึกของตัวตนภายในได้
เพราะอนาคตคือความเป็นไปได้อันไร้ที่สิ้นสุด มันจึงเป็นคำอันแสนหอมหวานที่บันดาลซึ่งความหวังในการเปลี่ยนแปลงและการเริ่มต้นใหม่
การมีอยู่ของโชคชะตาได้มอบความหมายของการเกิดมาบนโลกใบเล็กนี้ และโชคชะตาที่ว่าก็คือสิ่งที่คุณขีดเขียนขึ้นด้วยตนเองเช่นกัน
สถานที่ที่ไป บุคคลที่พบ ทุกการกระทำ หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจเพียงเล็กน้อยในชีวิตได้สร้างเส้นทางแห่งความเป็นไปได้ให้คุณได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความอยากรู้ นั่นจึงเป็นอำนาจสูงสุดที่พวกเราทุกคนได้ครอบครอง
ในวันที่โลกขั้วเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์มากที่สุดในรอบปี แสงอาทิตย์สว่างสไวสาดส่องลงบนแผ่นดินอเมริกาอันร้อนระอุ ทิวทัศน์เขียวขจี ท้องฟ้าโปร่ง และสีสันสดใสของพืชนานาพรรณคือสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป สิ่งที่ต่างไปจากทุกครั้งการปรากฏตัวของเด็กชายที่มาพร้อมกับการร่วงหล่นของจรวดราวกับเทพสวรรค์ที่ถูกส่งลงมายังโลกเบื้องล่าง
จุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่ได้ขีดเขียนขึ้นมา
Where the rocket led us
“แสตน ดูนี่สิ!" เซโน่ดึงแว่นตานิรภัยคาดไว้ที่ผมสีเงินซึ่งถูกหวีไปข้างหลังอย่างไร้ที่ติ พลางผายมือให้กับสิ่งประดิษฐ์สุดล้ำด้วยความภาคภูมิใจ
สิ่งนั้นคือโมเดลปืนอัดลมที่ถูกประกอบขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ กระบอกปืนทรงยาวคล้ายไรเฟิล และมีการปรับแต่งเล็กน้อยเพื่อความสวยงามจนคล้ายกับอาวุธจริง
“หืม เจ๋งไปเลยไม่ใช่รึไง” พูดเสร็จก็ยัดลูกอมไว้ในปากแล้วก้าวเข้ามาดู
“การทำเกลียวในลำกล้องทำให้หัวกระสุนหมุนแบบควงสว่าน ช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความแม่นยำ ด้วยการคำนวณโครงสร้างปืน และทักษะของนายแล้วล่ะก็ ปืนกระบอกนี้จะมีความแม่นยำในระยะหวังผลถึง 100 เมตร! ค่าเบี่ยงเบนที่ต่ำกว่า 0.5 มิลลิเมตรนี้ นับว่าเป็นอากาศพลศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบเชียวล่ะ!" เซโน่อธิบายอย่างกระตือรือร้นแม้ว่าแสตนลีย์จะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม แต่เมื่อไม่ถูกห้ามเขาจึงพูดต่อไปเรื่อยๆ
แสตนลีย์สัมผัสแต่ละชิ้นส่วนของปืนอย่างอ้อยอิ่ง กระบอกปืนส่องแสงเงาวับ ชัดเจนเลยว่าวัสดุที่นำมาใช้คงไม่ใช่อะลูมิเนียมธรรมดาตามท้องตลาด แต่เป็นเหล็กคุณภาพสูงราคาแพงที่ไม่สามารถทราบได้ว่าเซโน่ไปหาซื้อโดยไม่ใช้ใบอนุญาตซื้อชิ้นส่วนประกอบปืนมาจากไหน พานท้ายปืนมีน้ำหนักเบาคล้ายไฟเบอร์กลาสซึ่งปรับระดับเข้ากับไหล่ของเขาอย่างพอดิบพอดี อีกทั้งสโคปของมันยังมีกำลังขยายสูงและคมชัดกว่าที่เคยสัมผัสมาก่อน
ถึงแสตนลีย์จะไม่เข้าใจสิ่งที่เซโน่พร่ำเพ้อทุกครั้งเมื่อพูดถึงวิทยาศาสตร์—รวมถึงไม่สนใจด้วย— แต่หากเป็นเรื่องอาวุธแล้วล่ะก็ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
พ่อของแสตนลีย์เป็นทหารปลดเกษียณ ตั้งแต่เด็กเขาจึงคลุกคลีมากับอาวุธทางการทหาร ได้สัมผัสและเห็นปืนจริงๆ มาหลากหลายรูปแบบ ที่ห้องของเขาเองก็มีโมเดลปืนขนาดเท่าของจริงอีกด้วย
แกรก… แกรก…
เสียงของโลหะกระทบกันแน่นราวกับกลไกนาฬิกาชั้นสูงและปราณีตเพิ่มความตื่นเต้นในการขึ้นลำกล้องยิ่งกว่าเดิม
“Fucking cool." แสตนลีย์แสยะยิ้ม คมเขี้ยวบดขยี้ลูกอมในปากจนแตกละเอียด ก่อนจะเบนกล้องขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองหาเหยื่อสักตัวบนฟ้ามาลิ้มรสความงดงามนี้
บนท้องฟ้าสีครามไร้ซึ่งเมฆบดบัง ปรากฏนกตัวหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาด ปีกสองของมันสั่นไหวและบินเอียงซ้ายขวาอย่างไม่มั่นคง
นกตัวนั้นเคลื่อนที่เข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
นก?
ไม่สิ ไม่ใช่!
"Back off!!"
แสตนลีย์ตะโกนกร้าว ผลักเพื่อนสนิทด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เช่นเดียวกับเขาที่เกลือกกลิ้งคลุกตัวไปกับพื้นหญ้า
วัตถุประหลาดนั้นร่วงหล่นจากฟากฟ้า การกระแทกเกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ไม่รุนแรงนัก แต่ทำให้ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่ว
ทั้งสองสำลักฝุ่นควันนั้นสักพัก ก่อนจะเหลือบมองหน้ากันอย่างงุนงน แสตนมองตรงกลุ่มก้อนควันนั้นอย่างระแวดระวัง ตรงกันข้ามกับเซโน่ที่นิ่งค้างไปแล้ว
เจ้าวัตถุปริศนานั่นทำปืนใหม่ของเซโน่พังยับเยินไม่เหลือชิ้นดี ชิ้นส่วนที่ถูกประกอบขึ้นอย่างประณีตกระจัดกระจายกลับกลายเป็นเศษเหล็ก
เขากะพริบตาสองสามครั้งเพื่อดึงสติ จากนั้นจึงก้มลงสำรวจต้นเหตุของการระเบิดนี้
วัตถุแข็งนั้นคล้ายเหล็กรูปทรงยาว แม้จะถูกเขม่าไฟปกคลุมและมีรอยไหม้บางส่วน แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่ามันคือ—
“A rocket?"
ทั้งยังเหมือนว่าจะเป็นจรวดประดิษฐ์อีกด้วย โครงเหล็กคุณภาพไม่สูงนักทำให้ขาดความแม่นยำ ประกอบกับการขาดความสมดุลระหว่างปีกทั้งสองข้างของจรวดที่ทำให้เกิดการส่าย อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะสังเกตุเห็นสิ่งที่ผิดพลาดหลายจุด แต่เซโน่ต้องยอมรับเลยว่านี่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ออกแบบมาได้น่าสนใจอย่างมาก วัสดุหลายอย่างถูกประยุกต์ใช้จากของที่สามารถหาได้ทั่วไปในราคาถูก
ดูจากวิถีโค้งของจรวดแล้วจุดปล่อยจรวดคงอยู่ไม่ไกลนัก
เขาที่เป็นคนพื้นที่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีชมรมวิทยาศาสตร์มาใช้พื้นที่แถวนี้ด้วย
ถุงมือสีขาวของเซโน่ค่อยๆ เลื่อนผ่านพื้นผิวเหล็กจนเจอกับรอยขรุขระบางอย่างที่สลักไว้บนฐานของมัน
ในขณะเดียวกัน แสตนลีย์ไม่ได้สนใจสิ่งที่เซโน่กำลังตรวจสอบเลยสักนิด สายตาของเขาพุ่งไปยังทิศทางของเสียงบุคคลปริศนาที่วิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
"haah… hahh..." เด็กชายตัวเล็กย่อตัวหอบหายใจ เขามีเส้นผมสีอ่อนแกมเขียวปลายชี้ขึ้นท้าทายอากาศอย่างผิดธรรมชาติหลอกตาให้ดูสูงขึ้นเล็กน้อย เซนคูถอยออกไปสองสามก้าวเมื่อสังเกตเห็นเด็กผมบลอนด์ที่ดูระแวดระวังเขา
"—Are you ok?" สำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษแปร่ง ๆ และใบหน้าที่แตกต่างจากชาวอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด คาดเดาได้ไม่ยากว่าเป็นชาวต่างชาติ
แสตนจ้องเขม็งไปที่เซ็นคู
ถึงแม้ว่าเด็กชายตรงหน้าจะอายุน้อยกว่า ตัวเล็กกว่า แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจกับคนที่ดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุของการโจมตีนี้เสียทีเดียว
อันที่จริงเซนคูแน่ใจว่าการคำนวณของเขาไม่มีปัญหา แต่ความผิดพลาดอาจเกิดจากคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ เขาลืมคิดถึงความไม่มั่นคงของตัวแปรไป ทำให้จรวดตกลงในบริเวณที่ห่างจากจุดที่คาดเดาไว้
แม้จะมั่นใจว่าคงไม่มีใครได้ร้บอันตราย แต่หากประกายระเบิดของเชื้อเพลิงจรวดจำลองทำให้ใบหญ้าแถวนั้นติดไฟคงไม่ดีนัก เขาจึงรีบวิ่งมาตรวจสอบ ทว่าคงจะเป็นโชคที่ติดลบของเซนคู เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นแบบที่เขาสันนิษฐาน ภาพตรงหน้าคือเด็กหนุ่มสองคนที่อายุมากกว่า คนนึงจ้องเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร อีกหนึ่งคนสวมเสื้อคลุมแล็บสีขาวถือจรวดพังๆ ของเซนคูอยู่ในมือ
“Who are you?” แสตนลีย์ถามอีกฝ่าย แต่คนที่พูดตอบกลับไม่ใช่เจ้าของชื่อนั้น
“Are you Senku?” เซโน่พูดขึ้นขัดจังหวะ
เขาก้าวเข้ามาข้างหน้าพร้อมฉีกยิ้มกว้าง
“You are the one who is making this wonderful rocket?”
เซนคูประหลาดใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายรู้ชื่อเขา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าบางทีอีกฝ่ายอาจจะสังเกตเห็นรอยสลักเล็กๆ บนจรวดลำนั้น “ใช่แล้ว นั่นเป็นแค่ตัวทดลองที่ทำขึ้นจากวัสดุที่หาได้ง่ายเท่านั้น ผมใช้ท่อเหล็กกัลวาไนซ์ที่เหลือจากเขตก่อสร้างมาทำเป็นลำจรวด แต่เพราะความหนาแน่นของมันไม่คงที่ และปีกของจรวดที่ทำจากแผ่นอะลูมิเนียมรีไซเคิลมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านไม่เท่ากันทั้งสองข้างเลยอาจทำให้ศูนย์ถ่วงเบี่ยงออกจนควบคุมทิศทางไม่ได้น่ะ” แม้รูปประโยคจะผิดเพี้ยนจากไวยากรณ์พื้นฐานของภาษาอังกฤษไปบ้าง แต่คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้กลับถูกต้องทั้งหมด
“แถมยังเกิดพรีอิกนิชันจากการสะสมความร้อนที่ผิวสัมผัสของเหล็กคุณภาพต่ำด้วยใช่มั้ยล่ะ? การนำความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอของวัสดุสร้างแรงเสียดทานมากเกินไป ทำให้เกิดปฎิกิริยาเผาไหม้ก่อนระบบจุดชนวนทำงาน” เซโน่เสริมตรงรอยไหม้ที่สังเกตเห็นบนซากจรวด
หลังจากการพยายามเรียนรู้จากบทสนทนาสั้นๆ เซโน่สามารถคาดเดาสิ่งที่ชาวตะวันออกคนนี้ต้องการจะสื่อสารได้ แม้ว่าจะมีกำแพงของภาษา แต่สิ่งที่เด็กคนนี้พูดไม่ใช่การพูดแบบสุ่มๆ ขึ้นมาอย่างแน่นอน
เด็กคนนี้คืออัจฉริยะ
ประกายสว่างสไวฉายวาบผ่านดวงตาที่เคยมืดมน ศัพท์วิทยาศาสตร์มากมายพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากราวกับสวิตช์บางอย่างถูกเปิดออก ความหลงใหลถูกปลดปล่อยอย่างหยุดไม่อยู่จนแทบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเซนคูอาจจะไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด ทว่าดวงตาของเขายังคงไม่ละจากดวงตากลมโตสีแดงเหมือนผลแอปเปิลสุกงอมของเด็กน้อยสักเสี้ยววิ
ทั้งสองสอดสายตาประสาน การพานพบระหว่างอัจฉริยะจากสองฝั่งซีกโลก จิ๊กซอชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มจิตวิญญาณของเซโน่ให้สมบูรณ์
อา…ช่างสง่างามจริงๆ!
"You know him?" เสียงของแสตนลีย์ดีงขึ้นขัดจังหวะ เขาขมวดคิ้วด้วยความฉงน
แม้ภายนอกจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจนใครต่อใครมองว่าเซโน่และแสตนลีย์คือการผสมผสานของสองบุคลิกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่แท้จริงแล้วทั้งสองคนมีหลายอย่างคล้ายกันมากกว่าอย่างน่าประหลาด พวกเขาแบ่งปันความสนใจ รสนิยมและเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตร่วมกันเสียจนเพียงแค่มองตาก็สามารถคาดเดาความคิดของกันและกันได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่แสตนลีย์จะไม่รู้เรื่องของเด็กคนนี้มาก่อน
เซโน่ตอบสายตาเคลือบแคลงนั้นอย่างสบายๆ เพื่อแก้ความเข้าใจผิด “เปล่า ฉันเห็นชื่อเขาบนจรวดน่ะ” ก่อนจะหันกลับไปหาเซนคูอีกครั้ง “คุณคงเป็นชาวต่างชาติสินะ พึ่งย้ายมาที่ฮูสตันหรอ?”
เมื่อบรรยากาศการสนทนาเริ่มดีขึ้น เด็กผมบลอนด์ข้างๆ เองก็เหมือนจะไม่ได้ตั้งการ์ดกับเขาแล้ว เซนคูจึงตอบกลับไปอย่างจริงใจว่าเขาย้ายมาที่นี่ตามพ่อบุญธรรมของเขาซึ่งทำงานที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) แล้วยื่นมือตอบรับการทักทายแบบชาวอเมริกัน “I’m Ishigami Senku”
“I’m Xeno Houston Wingfield, pleased to meet a genius like you. This is my friend—”
“Stanley Snyder.” แสตนลีย์ก้าวเข้ามา ฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่กลับจงใจบีบมือแน่นเกินความจำเป็น สายตาเยือกเย็นทำให้เซนคูขนลุกวาบ
“Nice to meet you, brat.”
คำทักทายที่ไม่สุภาพนักของแสตนลีย์ ทำให้เซโน่ตำหนิเขาผ่านสายตา
เซโน่ต้องการให้เด็กคนนี้เป็นเพื่อนและเข้าร่วมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์กับเขาต่อจากนี้ ความประทับใจแรกจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเขาที่เติบโตมาในครอบครัวที่เข้มงวดเรื่องมารยาทและกิริยาที่สง่างาม เขาจึงให้เกียรติคู่สนทนาอย่างมาก
เซโน่สัมผัสได้ว่าแสตนลีย์กำลังไม่พอใจบางอย่างอยู่ แต่เขายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
มันคงดูไม่สมเหตุสมผลนักที่แสตนลีย์จะมีอคติต่อเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่พึ่งพบกัน ทั้งที่เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ที่พึ่งจะถูกทำลายไปอย่างเซโน่ยังดูไม่ทุกร้อนใดๆ เลย
“นั่นอะไรน่ะ?” เซนคูเดินผ่านทั้งสองไปยังเศษซากของสิ่งประดิษฐ์ที่เคยเป็นอะไรสักอย่างมาก่อน ด้วยความยืดยาวของบทสนทนาระหว่างเขากับเซโน่ ทำให้เซนคูไม่ทันได้สังเกตเห็น
“นั่นมันเหล็กกล้า Maraging 350 ไม่ใช่รึไง? นายไปซื้อมาได้ยังไงเนี่ย เซโน่” เซนคูหัวเราะแห้งกับซากวัสดุที่แพงยิ่งกว่าจรวดรีไซเคิลของเขาหลายร้อยเท่า
เซโน่ส่งยิ้มกลับมาโดยไม่พูดอะไร
พอเซนคูกวาดสายตามองชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายให้แน่ใจแล้ว จึงตระหนักได้ว่า—
“…พวกนายประกอบปืนกันหรอ นี่มันบ้าบิ่นเกินไปแล้ว” ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง “ถึงอเมริกาเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ แต่ฉันคิดว่าสิ่งนี้ไม่น่าถูกกฏหมายนะ”
“So…What should I do?” เซโน่ยังคงฉีกยิ้มอย่างไม่ยี่หระ เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้จนระยะห่างของพวกเขาเหลือเพียงแค่คืบ กดดันให้เซนคูจำต้องถอยกลับไป แต่หลังของเขาก็ชนเข้ากับอกของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่ไม่รู้ว่ายืนอยู่นั้นตั้งแต่เมื่อไหร่
แสตนลีย์จับไหล่ของเซนคูไว้แน่น ในขณะที่เซโน่ย่อตัวลงในระดับสายตาแล้วพูดกับเขา “นายก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดซะแล้วสิ”
บรรยากาศหนักอึ้งทำให้อากาศในหน้าร้อนนั้นเย็นขึ้นมาผิดขนัด เซนคูไม่แน่ใจว่านี่นับเป็นการขู่ได้หรือไม่ นิ้วก้อยเล็กๆ ยกขึ้นมาที่หูแล้วแสยะยิ้มด้วยท่าทีจองหองตามฉบับตัวเขา
“Ha! It's exciting, isn’t it?”
การปรากฏตัวของเซนคูราวกับเป็นน้ำมันชั้นดีที่ทำให้ไฟแห่งความหลงใหลในตัวของเซโน่แผดเผามากขึ้น ดวงตาที่เดิมเป็นเพียงท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้ซึ่งสีสันถูกเด็กคนนั้นขีดเขียนดวงดาวบนผืนผ้าที่ว่างเปล่า วัตถุท้องฟ้าที่มีเพียงแสงในตัวเองอันน้อยนิด ทว่าเมื่อรวมตัวกันกลับแปรเปลี่ยนเป็นดาราจักรธารสายน้ำนมอันกว้างใหญ่
เซโน่และเซนคูต่างไม่ใช่คนช่างพูด แต่ทุกอย่างต่างออกไปเมื่อทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศรอบข้างให้กลายเป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ได้เสมอ แตกต่างกับเวลาที่เซโน่อยู่กับแสตนลีย์ เซโน่มักเป็นคนพูดฝ่ายเดียวมากกว่า
อย่างไรก็ตามแม้ว่าแสตนลีย์จะไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์มากนัก แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจมัน นั่นทำให้เขาเป็นผู้ฟังที่ดีและกลายเป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจที่สุดของเซโน่
จิตวิญญาณแห่งความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ทำให้เซนคูเป็นคนช่างสงสัยและมักถามคำถามมากมาย แน่นอนว่าเซโน่ก็ยินดีที่จะตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์เหล่านั้นด้วยความเต็มใจ เช่นเดียวกับเขาที่มักได้รับมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยสังเกตเห็นจากเด็กคนนี้
พวกเขาทั้งสองถูกเชื่อมโยงด้วยคลื่นความถี่ของสมองที่เข้ากันได้อย่างลงตัว อุปสรรคทางอายุไม่ใช่ปัญหาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเท่าเทียม เพราะอายุก็เป็นเพียงตัวเลขที่ใช้บอกความเสื่อมสภาพของเซลล์ภายในร่างกายและการทำงานของอวัยวะภายในเท่านั้น
สำหรับเซโน่แล้วไม่ว่าจะเพศ อายุ เชื้อชาติ เขาก็ไม่สนใจทั้งนั้น หากคนนั้นคืออัจฉริยะที่หาที่ใดเปรียบไม่ได้เช่นเดียวกับเซนคู
“Science is elegant!”
พวกเขาทั้งสามเป็นเพื่อนกัน พูดให้ถูกคือเซนคูเป็นเพื่อนกับเซโน่ และเซโน่เป็นเพื่อนกับแสตนลีย์ นั่นหมายความว่าเซนคูจะได้พบกับแสตนลีย์ก็ต่อเมื่อเขาเจอหน้าเซโน่เท่านั้น
แสตนลีย์ไม่ยอมเปิดใจให้เซนคู
แม้ความแตกต่างของนิสัยจะไม่ใช่ข้อกังขาในความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน—เซโน่และแสตนลีย์ได้เป็นข้อพิสูจน์แล้ว—แต่เซ็นคูก็ยังไม่สามารถเข้าใจว่าทำไมพวกเขาสองคนถึงเข้ากันไม่ได้
เซนคูเป็นเด็กที่ตรงไปตรงมาและยึดมั่นในประสิทธิภาพ ในหลายครั้งเขาจึงถูกมองว่าเป็นพวกไม่สนโลกและไม่ถนอมน้ำใจ
ทว่าหากมองลึกลงไปเซนคูกลับเป็นเด็กที่อารมณ์อ่อนไหว เปราะบาง และคิดถึงความรู้สึกคนอื่นมากกว่าใครๆ สิ่งเหล่านั้นถูกบดบังและแทนที่ด้วยความกล้าหาญอย่างเปิดเผย
สำหรับเซนคูแล้วความรู้สึกคือตัวแปรที่คาดเดาได้ยากเกินไป ไม่ว่าจะรู้สูตรหรือตัวเลขไหนๆ ก็ไม่สามารถคำนวณสิ่งที่เขาต้องเผชิญอยู่ว่ามันคืออะไรได้ นั่นทำให้เขาไม่ยอมแสดงมันออกมาโดยตรง
เซนคูเลิกเข้าหาแสตนลีย์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ไม่ใช่ว่าเขายอมแพ้ เพียงแต่…เขามีความอดทนมากพอที่จะรอการยอมรับจากแสตนลีย์
นั่นทำให้ไม่ว่าเซนคูจะถูกแกล้งเล็กๆ น้อยๆ จากแสตนลีย์ในเวลาที่เซโน่ไม่ได้สังเกตเห็น อย่างเช่นการเอาชิ้นส่วนสิ่งประดิษฐ์ไปซ่อน หรือจงใจเมินเมื่อเขาทักทาย เซนคูก็จะทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แสตน ทำไมนายถึงรังแกเซนคูล่ะ?” เซโน่โพล่งคำถามมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แสตนลีย์ที่นอนเหยียดตัวบนโซฟาในห้องของเซโน่ลุกนั่งอย่างเอื่อยเฉื่อย เท้าแขนไว้กับขาที่ยกขึ้นข้างนึงด้วยท่าทีไร้สำนึกใดๆ
“แล้วไง ก็ไม่เห็นนายจะพูดอะไร”
ใช่แล้ว เซโน่รู้พฤติกรรมของเพื่อนเขามาโดยตลอด แต่กลับเลือกที่จะไม่พูดอะไร ส่วนนึงก็เพราะเขาอยากให้เซนคูเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเขาด้วยตัวเอง
น่าเสียดายที่เด็กคนนั้นดื้อรั้นเกินไป
“เซนคูเป็นเด็กดี ถึงแม้เขาจะทำตัวไม่ค่อยเหมือนเด็กบ้าง…แต่เขาไม่เคยสร้างแรงกระตุ้นเชิงลบให้กับนายสักครั้ง ผมไม่เห็นถึงปัญหาไหนในความสัมพันธ์ หรือเหตุผลที่นายจะปฏิเสธเซนคู แล้วทำไมล่ะ?”
เซโน่ยังคงถามซ้ำ ๆ คำอธิบายยืดยาวที่มีแต่หลักการนั่นยิ่งทำให้แสตนลีย์ที่หงุดหงิดอยู่แล้วฉุนเฉียวยิ่งกว่าเดิม
ผมสีบลอนด์สางขึ้นด้วยอารมณ์ขุ่นมัวจนเส้นผมพันกันยุ่งเหยิง นอกจากตอนที่ทะเลาะกับครอบครัวแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่แสตนลีย์ สไนเดอร์หัวเสียมากขนาดนี้ “ให้ตายสิเซโน่ นายก็เอาแต่พูดพล่ามหลักการอะไรพวกนั้น…”
“ชั้นก็แค่ไม่ชอบมัน ก็แค่นั้น ต้องมีเหตุผลด้วยรึไง”
แสตนลีย์เกลียดเซนคูตั้งแต่ที่ได้พบหน้ากันครั้งแรกแล้ว เป็นเรื่องจริงที่ความประทับใจครั้งแรกที่เซนคูโจมตี(โดยไม่ได้ตั้งใจ)พวกเขาไม่ได้ดีนัก แต่มันมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกมากเป็นพิเศษ
แสตนลีย์ส่ายหัวไล่ความคิดนั้นไป
มันจำเป็นต้องมีเหตุผลในการเกลียดใครสักคนด้วยหรอ แม้เขาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร แต่เขาก็ไม่อยากสนใจมันเลยสักนิด
ถ้าเช่นนั้นแล้วเหตุใดเขาถึงต้องโกรธจัดตอนที่เซโน่ถามเกี่ยวกับเด็กคนนั้นมากเพียงนี้?
“…”
เซโน่เงียบไปสักพัก ก่อนประโยคต่อมาจะทำให้แสตนลีย์ชะงักค้าง
“Are you jealous of me?”
”...huh?” คำสบถเกือบหลุดออกมาจากปากของเขา แต่เมื่อสบตากับสายตาที่จริงจังไร้การหยอกล้อของเซโน่ ทำให้เขากลืนคำพูดทั้งหมดลงไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจฟึดฟัด
“why?”
“ก็แค่คาดเดาเพียงเท่านั้น แต่นายก็ไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของผมไม่ใช่หรอ”
“ชั้นเนี่ยนะ อย่างนายมีอะไรให้ฉันอิจฉากัน คิดว่าฉันอยากจะได้สมองที่หมกมุ่นวิทยาศาสตร์แบบนายรึไง”
แน่นอน เซโน่ก็เคยคิดเช่นนั้น แต่เขาไม่ได้โกรธเลยสักนิดกับสิ่งที่แสตนลีย์พูด เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเขา
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนแบบแสตนลีย์จะมาอิจฉาเพื่อนสนิทอย่างเซโน่
แสตนลีย์แข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่าใครๆ เขาเป็นที่นิยมมากในโรงเรียนด้วยหน้าตาราวกับเทพสรรสร้างและพรสวรรค์ทางร่างกายอันโดดเด่น การยิงปืนเป็นงานอดิเรกยิ่งทำให้หญิงสาวมากมายเข้าหา แม้แสตนลีย์จะไม่ใช่ประเภทต้องการยอมรับจากคนอื่น(อย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้น) แต่เขาก็ไม่ใช่พวกปฏิสัมพันธ์ทางสังคมต่ำแบบเซโน่
ในทางตรงกันข้ามเพื่อนเพียงคนเดียวของเซโน่คือแสตนลีย์ เซโน่มีพรสวรรค์ทางวิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้าทางสติปัญญาที่น่าเหลือเชื่อ ทำให้เด็กในวัยเดียวกันรอบตัวเขารู้สึกอึดอัดเมื่อไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เซโน่พูด เริ่มล้อเลียนเขาว่าเป็นพวกแปลกแยกและตีตัวออกห่าง กระทั่งอาจารย์หลายคนก็จงใจละเลยเซโน่ เพราะความรอบรู้ที่เกินหน้าเกินตาผู้ใหญ่ที่ดูโอ้อวดของเขา
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เซโน่ไม่เคยให้ค่าความคิดด้านลบจากกลุ่มคนเหล่านั้น
วิทยาศาสตร์นั้นสง่างาม เพียงได้ทดลอง ค้นพบ ขีดเขียนแบบแปลนสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ สิ่งเหล่านั้นคือความปรารถนาที่เขาโลภจากก้นบึ้งของจิตใจ ต่อให้ไม่มีใครเข้าใจมัน เขาก็ไม่เห็นจะต้องสนใจพวกคนเหล่านั้น
อย่างไรก็ตามภายหลังเซโน่ได้กลายเป็นเพื่อนกับแสตนลีย์โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเพียงความสนใจในอาวุธทางการทหารที่เหมือนกัน
แสตนลีย์ไม่ได้สนใจวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับเซโน่ที่ไม่ได้สนใจเรื่องพละกำลัง ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของมนุษย์นั้นซับซ้อนยิ่งกว่านั้น สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามากกว่าสัตว์ชนิดใดๆ ไขว้คว้าสิ่งที่เรียกว่า ‘การเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ’ มากกว่าความผูกพันทางสังคม ภูมิหลังหรืองานอดิเรกที่แตกต่างกันจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ในบางครั้งผู้คนมักมองหาสิ่งที่แตกต่างจากตัวพวกเขาเองอย่างไร้เหตุผล
ความสมดุลนี้ทำให้ทั้งเซโน่และแสตนลีย์ได้รับมุมมองใหม่ๆ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไร้ซึ่งการแข่งขัน
เซโน่มองว่าแสตนลีย์แข็งแกร่ง แสตนลีย์ก็มองว่าเซโน่แข็งแกร่งเช่นเดียวกัน
พวกเขาเท่าเทียมกัน ความอิจฉาจึงไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างพวกเขามาก่อน
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป
“แสตนน่ะ อยากให้เซนคูสนใจบ้างใช่มั้ย?”
เขาน่ะหรอ?
บางทีเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร
ตอนแรกแสตนลีย์คิดว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกหึงหวง
เขาคิดว่าเขาหวงเซโน่ ก็เพราะเซโน่เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขาสนิทใจ เซโน่ไม่ประจบสอพลอ หรือทำตัวน่ารำคาญเหมือนพวกคนอื่นๆ
เป็นเรื่องธรรมดาถ้าแสตนลีย์จะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับตัวแปรที่เข้ามาในชีวิตอย่างกะทันหัน เพราะมนุษย์มีกลไกป้องกันตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่เคยครอบครอง ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ความรู้สึกที่สับสนเหล่านั้นจับตัวเป็นกลุ่มก้อนความวิตกกังวลจุกอยู่ในอก
แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็นว่าสิ่งที่เขารู้สึกคือความอิจฉา
คนอย่างแสตนลีย์เนี่ยนะจะอยากได้ความสนใจจากเด็กหนุ่มชาวเอเชียคนนั้น?
นอกจากความฉลาดที่เทียบเท่ากับเซโน่แล้วก็ไม่มีอะไรโดดเด่นสักนิด หน้าตาก็ดูธรรมดามีแค่ดวงตาสีแดงกลมโต จมูกเล็กๆ และรอยยิ้มที่แสนอวดดีนั่น
จะเป็นไปได้ยังไง ไร้สาระชะมัด
บทสนทนาถูกทิ้งไว้แค่นั้นเนื่องจากแสตนลีย์ดูไม่มีอารมณ์จะตอบคำถาม และเซโน่เองก็ไม่ได้อยากจะเซ้าซี้นัก
“เอ…อยู่ไหนนะ” เซนคูพึมพำกับตัวเองเบา
“แปลกแฮะ เหมือนจะวางไว้แถวนี้นะ” มือของเขาพลางควานหาชิ้นส่วนโลหะที่หายไปบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนและแบบแปลนอันยุ่งเหยิง
“เซโน่ นาย—” เสียงของเซนคูหยุดลงกลางประโยค เมื่อมองไปยังแผ่นหลังของเจ้าของชื่อที่กำลังพูดคุยกับแสตนลีย์อยู่ ดูเหมือนเซโน่จะไม่ได้ยิน
เซนคูเงียบไปชั่วครู่
“ช่างมันเถอะ” เซนคูก้มหน้าก้มตาหาชิ้นส่วนนั้นด้วยตนเอง
ความจริงนี่ก็เป็นเวลาได้หลายเดือนแล้วที่เขาเข้ามาวนเวียนในพื้นที่ของเซโน่ เซนคูต้องยอมรับว่าเขารู้สึกสนุกขึ้นอย่างมาก
นั่นไม่ใช่เพียงเพราะได้เจอคนที่เข้าใจจิตวิญญาณแห่งวิทยาศาสตร์อย่างเซโน่เท่านั้น แต่เป็นเพราะเขาได้เจอใครสักคนที่เรียกว่า ‘เพื่อน’
เซนคูไม่เคยคิดว่าความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ หรือความก้าวหน้าทางสติปัญญาที่มากกว่าคนอื่นคือสิ่งที่ปิดกั้นความสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม เขาไม่ใช่คนพิเศษ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาเลือกที่จะเรียนในโรงเรียนธรรมดามากกว่าโรงเรียนเฉพาะทาง เพราะเขาต้องการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วๆ ไปที่ชื่นชอบในวิทยาศาสตร์เพียงเท่านั้น
วิทยาศาสตร์มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม
บางครั้งที่การได้พบกับเซโน่และแสตนลีย์ก็ทำให้เขานึกถึงเพื่อนหลายคนที่เขารู้จักที่บ้านเกิด จึงเริ่มรู้สึกผูกพันอย่างช่วยไม่ได้ ในทางกลับกันเขาก็รู้สึกราวกับมีกำแพงบางๆ ขวางกั้นระหว่างเขากับสองคนนั้นอยู่
เซนคูอาจจะต้องยอมรับว่าเขารู้สึกเหงาจริงๆ
ตามหลักจิตวิทยาของ Third wheel dynamic การรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสมองของมนุษย์จัดการกับความสัมพันธ์แบบสองคนได้ดีมากกว่าสามคน ดังนั้นการเข้ามาของบุคคลที่สามในความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันอยู่แล้วบางครั้งจึงทำให้เกิดลำดับชั้นทางอารมณ์และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีบางคนรู้สึกเป็นส่วนเกิน
ถึงแม้เซโน่จะใจดีและแสตนลีย์ที่แม้จะแกล้งเขาบ้าง แต่ลึกๆ เป็นคนใส่ใจคนอื่น เซนคูก็ยังคงรู้สึกโดดเดี่ยวในบางครั้ง…
ผ่านมาไม่นานนัก พวกเขาทั้งสามก็ตัดสินเดินทางมายังทะเลสาบซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมือง เนื่องจากขุดคู้อยู่ในห้องทดลองเป็นเวลานานไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายนัก เซนคูจึงเอ่ยปากชวนออกไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอก และเซโน่ก็เป็นฝ่ายแนะนำสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา
สวนสาธารณะริมทะเลสาบเล็กๆ แห่งนี้ล้อมรอบด้วยป่าไม้เขียวชะอุ่มซึ่งแผ่ขยายไปถึง 40 ไมล์ มีโต๊ะปิคนิกขนาดกลางและอุปกรณ์ตั้งแคมป์บางส่วนของนักท่องเที่ยวถูกทิ้งไว้ ถึงแม้ที่แห่งนี้จะไม่ได้มีชื่อเสียงนัก แต่ยังคงมีคนแถวนี้แวะเวียนมานานๆ ครั้ง ทำให้ตลอดทางเดินที่ควรจะถูกใบไม้ปกคลุมได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
ทัศนียภาพข้างหน้าช่างน่าหลงใหล ทะเลสาบนั้นกว้างขวาง สะท้อนภาพของแมกไม้ปลิวไสว และแสงดวงอาทิตย์ราวกับกระจกเงา น้ำในทะเลสาบมีสีเข้มแซมสีเขียวอมฟ้าเทอร์ควอยซ์จางๆ เป็นผลจากการกระจายตัวของเศษหิน และพืชน้ำอย่างสาหร่าย บริเวณชายฝั่งมีชานไม้ขนาดเล็กยื่นลงไป และเรือพายไม้จอดเทียบท่าอยู่
ทั้งสามช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ แสตนกางขาเตนท์อย่างคล่องแคล่ว ขณะเดียวกันเซโน่ก็ยุ่งอยู่กับการประกอบกล้องโทรทรรศน์สำหรับการดูสามเหลี่ยมฤดูร้อนในคืนนี้ ส่วนเซนคูได้รับหน้าที่ง่าย ๆ อย่างการเก็บรวบรวมกิ่งไม้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรีบกองไฟ ทำให้ไม่นานก็เสร็จ
“แสตน นายพาเซนคูไปพายเรือหน่อยสิ” เซโน่เอ่ยขึ้นมาโดยที่ยังไม่เงยหน้าจากชิ้นส่วนของกล้องโทรทรรศน์
“Me? Seriously? I’m not a fucking babysitter.”
“แขนเล็กๆ ของเขาพายเรือไม่ไหวหรอก หรือนายจะมาประกอบกล้องแทนผมก็ได้นะ ผมจะได้ไปนั่งเรือกับเซนคู”
แสตนลีย์ถอนหายใจ
“ให้ตายสิ ถ้านายทำเรือล่มจะทำยังไง เดี๋ยวก็ได้จมน้ำกันหมด” ถึงจะไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายแสตนลีย์ก็ยอมเดินไปหาเซนคูที่กำลังยืนเหม่อมองนกบนต้นไม้อย่างตั้งใจ
“Let’s go.”
เซนคูไม่ทันได้ตอบโต้อะไร แสตนก็จับคอเสื้อเขาแล้วลากไปยังสะพานไม้เสียแล้ว
“นายอยากพายเรือหรอ?” เขามองแสตนที่ก้าวลงไปนั่งในเรืออย่างไม่รีรอใดๆ
“ไม่ นายต่างหากที่อยากพายเรือ”
หน้าของเซนคูเต็มไปด้วยคำถาม
“อ่า…โอเค”
พวกเขาค่อยๆ พายเรืออย่างเนิบช้าจนมาถึงกลางทะเลสาบ ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ ท้องฟ้าถูกละเลงด้วยแสงสีส้มแดง ลมเสียดสีกับใบไม้อย่างแผ่วเบา กบและแมลงต่างๆ ส่งเสียงดังคลอเป็นพื้นหลัง บรรยากาศดูสงบอย่างน่าเหลือเชื่อ
สายตาของแสตนเลื่อนลอยไปบนแผ่นน้ำที่กระเพื่อมเบาๆ ตามแรงเคลื่อนไหว ความเงียบปกคลุมเริ่มทำให้รู้สึกอึดอัด เซนคูจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนี้
“พวกนายสองคนดูจะคุ้นเคยกับที่นี่นะ เคยมาด้วยกันหรอ”
“แค่บางครั้ง เซโน่ก็มาหาวัตถุดิบไปทำการทดลองอะไรเหมือนอย่างเคย... ก็แค่ทะเลสาบธรรมดาชั้นไม่เห็นว่ามันจะมีอะไร”
“ตรงกันข้ามเลย ตอนที่อยู่ที่ฝั่งผมสังเกตเห็นนกกระเต็นลายแถบด้วย ที่นี่เป็นทะเลสาบที่อุดมสมบูรณ์มาก” แสตนลีย์เหลือขมองรอยยิ้มบางที่สลักบนใบหน้าของเซนคูโดยไม่พูดอะไร
“นกสายพันธุ์นี้มักพบได้ในบริเวณแหล่งน้ำสะอาด ทั้งความใสของผิวน้ำ ความสมดุลของออกซิเจน รวมถึงปริมาณของสัตว์บกและสัตว์น้ำบริเวณนี้...เรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบหมื่นล้านเปอร์เซ็นต์!”
แสตนเงียบไป
“...หรอ?”
เด็กนี่พูดมากชะมัด มันก็แค่ทะเลสาบ ที่ไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น
เขาคิดก่อนสายตาจะจับจ้องไปยังวัตถุแวววาวบางอย่างที่เล่นกับแสงทุกครั้งที่มันขยับตามแรงของเซนคู
แหวนสีเงินวงเล็กห้อยด้วยโซ่สีเดียวกันบนคอของเด็กตัวเล็ก สิ่งนั้นกระตุกความสนใจของแสตนลีย์
จะว่าไปตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเซนคู เด็กคนนี้ก็ห้อยเครื่องประดับชิ้นนี้ตลอด ทั้งๆ ที่เซนคูไม่ใช่ประเภทที่จะสนใจของประดับบนร่างกายด้วยซ้ำ กระทั่งชุดที่ใส่ทุกวันยังเป็นเสื้อและกางเกงสีเดิมๆ ราวกับในตู้เสื้อผ้าของหมอนั่นมีแต่ชุดแบบเดียวกันเต็มไปหมด
เซนคูมองตามสายตาของแสตนลีย์
ครั้งแรกเลยที่แสตนลีย์สนใจเรื่องของเขาด้วย คิดดังนั้นจึงตัดสินใจถอดสร้อยออกแล้วยื่นให้อีกฝ่ายดู
“เป็นของตกทอดจากที่ญี่ปุ่นน่ะ”
แสตนลีย์หมุนแหวนวงนั้นบนมือ พื้นผิวมันเรียบไม่มีลวดลายใดๆ ไม่ใช่เงินแท้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อสังเกตุภายในแหวนดีๆ ข้างในกลับซ่อนรอยสลักเป็นตัว S เล็กๆ เอาไว้
“ไม่เห็นจะสวยเลย นายทิ้งๆ ไปเถอะ” เขากวาดแขนออกไปเหนือผิวน้ำ โซ่เงินพันอยู่บนข้อนิ้วหนาอย่างหลวมๆ เซนคูแทบจะลุกขึ้นจากเรือทันทีที่แสตนลีย์ทำแบบนั้น
“เดี๋ยว!” ดวงตาเขาเบิกโพลง “ทำอะไรของนายน่ะ อ- อย่าโยนมันลงไปนะ”
แต่เมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของเซนคูในแบบที่แสตนไม่เคยเห็นมาก่อย ยิ่งทำให้แสตนได้ใจ
“หึ ทำไมล่ะ? ชั้นซื้ออันที่ดีกว่านี้ให้นายได้ด้วยซ้ำ” วินาทีที่แสตนปล่อยมือ เหตุการณ์ทุกอย่างถูกฉายอย่างช้าๆ ราวกับภาพสโลโมชัน ชั่วพริบตาแสตนลีย์เห็นเซนคูพุ่งเข้ามาคว้ามันไว้
เรือเสียการทรงตัวในทันที
ตูม!
ความเย็นจัดกระแทกร่างจากทุกทิศทาง การตกน้ำโดยไม่ได้ตั้งตัว ทำให้แสตนลีย์กลืนน้ำทะเลสาบลงไปจำนวนมาก
แสตนลีย์รีบดีดตัวขึ้น พยายามคว้าเรือข้างๆ โดยสัญชาตญาณ
“Cough—! What the fuck are you doing!?”
แต่แล้วก็ชะงัก
“…Senku?”
มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับ หัวใจของเขากระตุกแรง
“Senku! Damn it!!” เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะดำน้ำลงไป
ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ความมืดปกคลุม มีเพียงเงาเลือนรางใต้น้ำเพียงเท่านั้น
มือของเขาไขว่คว้าอากาศอยู่ครู่นึง ในที่สุดก็สามารถคว้าร่างนั้นไว้ได้
แสตนโอบกอดร่างของเซนคูไว้จากด้านหลัง ก่อนจะถีบตัวขึ้นเหนือผิวน้ำสุดแรง
“—haaaah!”
ทั้งสองคนตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งมาอย่างยากลำบาก เซโน่รีบวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน เขาเกือบจะโทรหาตำรวจทันทีที่เห็นเรือคว่ำกลางทะเลสาบ โชคดีที่แสตนลีย์ช่วยเซนคูไว้ได้ก่อน หากรอความช่วยเหลือจากตำรวจคงไม่ทันเวลาเป็นแน่
“ขอโทษนะเซนคู ผมไม่รู้ว่ามาก่อนเลยว่านายว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าเป็นแบบนั้น– ผมคงไม่ให้นายไปตั้งแต่แรก” เด็กหนุ่มผมเงินพูดด้วยเสียงสั่นเครือและกอดร่างเล็กๆ ที่เปียกโชกไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป เซ็นคูก้มมองมือที่ว่างเปล่าของตัวเองด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก
“ทำอะไรของนายวะ ถ้าชั้นไม่ช่วย มีหวังนายได้ไปคุยกับสาหร่ายใต้ทะเลสาบแล้ว” เด็กผมบลอนด์ข้างๆ สางผมที่ลีบแบนไปกับโครงหน้าด้วยอารมณ์โกรธจัด การแสดงออกของเขา ทั้งสายตาที่เหลือบมองซ้ายขวาอย่างลุกลี้ลุกลนและรอยกัดเล็กๆ บนริมฝีปาก แสดงถึงอาการตื่นตระหนกที่ซ่อนอยู่
“เซนคู?” เซโน่ค่อยๆ ผละออกจากเด็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงแรงสั่นเทาเบาๆ
เสียงสะอื้นเล็กๆ ดึงความสนใจของแสตนลีย์ วินาทีที่สบตากับดวงตาสีแดงคลอเคล้าด้วยหยดน้ำนั้น หัวใจของเขาราวกับถูกกระชากออกมา
ตึกตัก...ตึกตัก…
อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลง อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันจนเขากลัวว่าเสียงน่าอายนั้นจะถูกได้ยิน แสตนลีย์อ้าปากพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ความรู้สึกหน่วงและจุกในลำคอได้ปิดกั้นทุกคำพูดนั้นไป
“It’s fine…It’s fine...” เซโน่จูบซับน้ำตานั้นอย่างอ่อนโยน ในขณะที่แสตนทำได้เพียงยืนมอง มือที่เอื้อมออกไปชะงักค้างในอากาศก่อนทิ้งตัวลงข้างๆ
แผนการตั้งแคมป์ดูดาวพังเละไม่เป็นท่า อีกทั้งตอนแรกเซนคูยังดื้อดึงไม่ยอมให้เซโน่แจ้งผู้ปกครองของเขาเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่เซโน่ก็บังคับให้เขาบอกเบอร์ติดต่อของเบียคุยะในท้ายที่สุด
แสตนลีย์และเซโน่มองรถที่ขับออกไปจนลับสายตา
ตอนที่ได้พบกับเบียคุยะ อีกฝ่ายไม่พูดใดๆ เพียงแต่รีบพาเซนคูออกไปเท่านั้น ชายหนุ่มดูไม่ค่อยชื่นชอบพวกเขาสองคนเท่าไหร่นัก
นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว พวกเขาเกือบทำให้เซนคูเป็นอันตราย ข้อผิดพลาดนั้นไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง
เซโน่สูดลมหายใจลีก
“นายไปโรงพยาบาลหน่อยมั้ย?”
“ไม่ล่ะ”
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ผ่านพ้นมาเกือบครบสัปดาห์แล้ว เซนคูไม่ได้มาหาพวกเขา ไม่แม้แต่จะตอบกลับอีเมลล์แสนยาวเหยียดของเซโน่ ไม่มีข่าวคราวใดๆ หากพวกเขารู้ที่อยู่ของอีกฝ่ายล่ะก็…
แสตนลีย์ดูเงียบผิดปกติ บางทีเขาก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ในหัวของเขาเอาแต่ฉายภาพวันนั้นราวกับเทปที่ถูกกรอซ้ำๆ ทั้งอุณหภูมิของอากาศที่กระทบเข้ากับร่างกายที่เปียกชุ่ม น้ำเสียงสะอื้นเล็กๆ ดวงตาที่โอบล้อมด้วยหยดน้ำตาหลอมรวมกับน้ำจากทะเลสาบ
“เซโน่ นายมีพวกเครื่องมืออะไรที่ใช้หาเหล็ก…ในแม่น้ำมั้ย” แสตนตัดสินใจเอ่ยปากถามเพื่อนสนิทเขา คนที่ถูกถามอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยได้แต่เลิกคิ้วขึ้น
“หมายถึงในทะเลสาบน่ะหรอ ก็มีอยู่นะ แต่ทะเลสาบที่นั่นอย่างต่ำคงลึกประมาณหกถึงเจ็ดเมตรได้ ทั้งพืชน้ำและดินโคลนข้างล่าง มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาเลย นาย… ไม่สิ เซนคูทำอะไรหายหรอ?”
คิ้วของแสตนกระตุกเบาๆ เมื่อได้ยินการคาดเดาของเซโน่ที่แม่นยำราวกับถูกอ่านจิตใจ
ให้ตายสิ ทำไมต้องมาฉลาดในเวลาแบบนี้ด้วย
“…แหวน”
“วัสดุล่ะ?”
“ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่ใช่เงินแท้”
“อืมม… ถ้าเป็นโลหะผสมบางชนิด แม่เหล็กคงช่วยไม่ได้ …ซื้อใหม่ไม่ง่ายกว่าหรอ”
“ถ้ามันง่ายแบบนั้นชั้นก็คงทำไปนานแล้ว” แสตนลีย์ไม่ได้ตั้งใจจะโยนแหวนนั้นลงไปในแม่น้ำจริงๆ เขาก็แค่…อยากจะแหย่เด็กคนนั้นนิดหน่อย ใครจะคิดว่าเซนคูจะทำอะไรไร้เหตุผลขัดกับนิสัยปกติอย่างการกระโจนเข้ามาแบบนั้น แหวนนั่นคงเป็นของสำคัญมาก…
“Haah… Fuck.”
.
.
.
Ding Dong
ไม่มีเสียงใดๆ ตอบรับ แสตนลีย์อดทนรอสักพักก่อนที่จะเอื้อมไปที่กริ่งประตูอีกรอบ
แต่แล้วประตูก็เปิดออก กล้ามเนื้อบนร่างกายของแสตนลีย์เกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย
“แสตน?” เซนคูแทบร้องอุทานออกมาเมื่อเห็นการปรากฏตัวอย่างไม่ทันตั้งตัวของอีกฝ่าย อีกทั้งชายตรงหน้าเขายังสวมชุดสูทสีดำใหม่เอี่ยมที่ถูกตัดเย็บเป็นอย่างดี ผมสีบลอนด์หวีอย่างเรียบร้อยไปข้างหลังคล้ายเซโน่พร้อมช่อดอกไม้สีแดงสดขนาดใหญ่ ในขณะที่เซนคูสวมเพียงชุดนอนสีฟ้าลายการ์ตูนโปรดและรองเท้าแตะ…
“เอ่อ…”
“ขอโทษ”
“?” ช่อดอกไม้ถูกผลักเข้าที่อก ทำให้เขาต้องรับมันด้วยความงุนงง “ขอโทษเรื่องอะไรหรอ”
ใบหน้าของแสตนขึ้นสีแดงจางๆ ก่อนที่เขาจะพูดด้วยเสียงที่เข้มขึ้นกว่าเดิม
“ขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อครั้งก่อน… ขอโทษที่แกล้งนายด้วย”
ความเงียบปกคลุม
แสตนเม้มปากอย่างกังวลเมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา
นี่เป็นการปฏิเสธคำขอโทษรึเปล่า?
ดวงตาของแสตนลีย์วูบไหวเล็กน้อย เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวจากนั้นก็ปล่อยซ้ำๆ อย่างร้อนรน เขาหลับตาลง ตัดสินใจจะถอยกลับไป
แต่แล้วก็ต้องชะงัก
“ฮ่า...ฮ่าฮ่าฮ่า” เซนคูกลั้นขำจนไหล่สั่นไหวอย่างแรง
“ขำอะไรของนาย?”
“นี่เป็นวิธีขอโทษที่นายเรียนมาจากเซโน่หรอ? ฮ่าฮ่า น่ารักจัง” ครั้งนี้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของแสตนลีย์แดงก่ำอย่างน่าสงสาร แยกไม่ออกว่าเป็นความเขินอายหรือความโกรธ…หรืออาจจะทั้งสอง
“ชั้นจริงจังอยู่นะ เลิกหลบหน้าชั้นแล้วกลับไปทดลองซะ เซโน่เอาแต่พร่ำเพ้อนายทั้งวัน ชั้นรำคาญจะตาย” ที่จริงเขาเองก็ไม่ต่างกัน หลายวันมานี้เขาได้แต่คิดทบทวนความรู้สึกของตัวเอง
“หลบหน้า? ผมไม่ได้หลบหน้าซักหน่อย”
“แล้วทำไมไม่ยอมอ่านเมลล์ของเซโน่ล่ะ”
“อ๋อ คือว่าโทรศัพท์ผมพังเพราะโดนน้ำ… ส่วนคอมพิวเตอร์บังเอิญว่าผมพึ่งฝากเบียคุยะไปซ่อมพอดีน่ะ”
“แล้วทำไมไม่ไปหาชั้น— ไม่ไปหาเซโน่ล่ะ”
“ผมไม่ได้แข็งแกร่งแบบนายซะหน่อย การหายใจเอาน้ำของจากแหล่งน้ำซึ่งมีจุลทรีย์และแบคทีเรียทางธรรมชาติเข้าไป มีโอกาสทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดภาวะปอดอักเสบจากการสำลักได้”
“สรุปคือนายป่วย?”
เซนคูพยักหน้า
“อ่าา ให้ตายสิ” นี่เขาคิดไปเองฝ่ายเดียวหรอว่าเซนคูโกรธเขาและกำลังหลบหน้าอยู่
“แล้วเรื่องแหวนล่ะ? ชั้นพยายามแล้วแต่ก็หาไม่เจอ… ถ้านายอยากได้อันใหม่ล่ะก็…”
“นั่นไม่จำเป็นหรอก ผมไม่ได้โกรธเรื่องนี้จริงๆ ถึงจะเป็นของดูต่างหน้า… แต่ยังไงมันก็เป็นแค่วัตถุทางกายภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น ความผูกพันที่เหลืออยู่ก็เพียงพอแล้วล่ะ”
แต่ก็เป็นของสำคัญมากไม่ใช่หรอ
ได้ยินเช่นนั่นยิ่งทำให้แสตนลีย์รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกว่าเดิมอีก ความรู้สึกผิดกัดกินเขาจนไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้
“นี่มันไม่สมเป็นนายเลย…” เสียงนั้นแผ่วเบามาก แสตนลีย์เหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะนิ่งไปเมื่อเด็กตรงยืดตัวขึ้นพร้อมกับวางมือเล็กบนศีรษะของเขา
นิ้วมือเล็กสัมผัสกับเส้นผมแข็งๆ ที่ถูกเซ็ตอย่างเรียบร้อยด้วยเจลแต่งผม ปรอยผมอันเป็นเอกลักษณ์หลุดรุ่ยออกมาปรกใบหน้าคล้ายกับทรงผมแบบเดิมของแสตนลีย์
รอยยิ้มที่โอ้อวดประดับบนใบหน้าเล็กเหมือนอย่างเคย
”ต้องแบบนี้สิ ดร.แสตนลีย์ที่ผมรู้จัก”
tbc.
จะว่าไปแล้วแสตนลีย์รู้ที่อยู่เขาได้ยังไงกัน?
แก้ไขเนื้อหาและคำผิด : 19/5/26
