Actions

Work Header

Rating:
Archive Warning:
Category:
Fandom:
Relationship:
Characters:
Additional Tags:
Language:
ไทย
Stats:
Published:
2026-04-12
Completed:
2026-04-25
Words:
21,672
Chapters:
3/3
Comments:
6
Kudos:
19
Bookmarks:
3
Hits:
181

an incomplete work of art

Summary:

หากวันนึงลืมตาตื่นขึ้นแล้วค้นพบว่าครึ่งหนึ่งของแบตเตอรี่หายไป การเล่นเบสบอลจะยังทำให้จิตใจเขาลุกโชนได้เหมือนเดิมไหมนะ

Chapter 1: A world without Sawamura Eijun

Notes:

(See the end of the chapter for notes.)

Chapter Text


 

 

การขว้างที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือผลงานซึ่งพิชเชอร์และแคชเชอร์รวมใจเป็นหนึ่งเดียวแล้วสร้างสรรค์ขึ้นมา

 

หากขาดคนใดคนหนึ่งไป ความสมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้น

 

หากวันนึงลืมตาตื่นขึ้นแล้วค้นพบว่าครึ่งหนึ่งของแบตเตอรี่หายไป

 

การเล่นเบสบอลจะยังทำให้จิตใจเขาลุกโชนได้เหมือนเดิมไหมนะ

 

 


 

 

          มือหนาเอื้อมมือไปยกผ้าปิดตาออกจากตาหลังตื่นจากนิทรา แสงยามเช้าลอดแผ่นหน้าต่างพร้อมกับเสียงนกร้องทักทายเช้าวันใหม่

 

          แค็ชเชอร์ กัปตัน และคลีนอัพไม้สี่ นับว่าเป็นผู้เล่นแสนสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของทีมในตอนนี้ มิยูกิ คาสึยะ ปีสาม โรงเรียนเซย์โด โตเกียวตะวันตก

 

          ความหลงใหลในเบสบอลพาเค้าให้มาถึงจุดนี้ เพราะได้พบกับพิชเชอร์ที่น่าสนใจมากมาย ตำแหน่งแค็ชเชอร์จึงเป็นตำแหน่งที่เค้าอยากยึดไว้เล่นเองคนเดียวอย่างเอาแต่ใจ

 

          ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้า เขามักเริ่มต้นวันด้วยการไปฝึกหวดไม้ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

 

          ความพยายามในทุกวัน การฝึกซ้อมซ้ำๆ จะเป็นรากฐานที่แข็งแรง

 

          และทำให้เป็นผู้เล่นเบสบอลที่เก่งกาจได้อย่างมั่นคง

 

          นั่นคือสิ่งที่โค้ชคาตาโอกะปลูกฝังเหล่าผู้เล่นทุกคนอยู่เสมอ

 

          “เช้านี้ก็มาหวดไม้คนเดียวอีกแล้วหรอ” เสียงเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวดังขึ้น ที่เรียกว่าสนิทได้คงเป็นเพราะไม่มีใครในรุ่นเดียวกันที่รับนิสัยสุดโต่งของพวกเขาทั้งคู่ได้มากกว่า

 

          คุราโมจิ โยอิจิ มือหนึ่งเท้าเอวไว้ อีกข้างจับไม้เหล็กที่พาดอยู่บนบ่า 

 

          พวกเขาทั้งสองมักหวดไม้ด้วยกันเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่เสมอ คิดว่าแม้เวลาจะผ่านไปจนแก่ใกล้ลงโลงแล้วพวกเขาทั้งสองคนก็คงใช้ไม้เบสบอลมาแทนไม้เท้าละมั้ง

 

          ก็แค่พวกบ้าเบสบอลที่ถูกเหวี่ยงมาเจอกันเลยเข้ากันได้ดีน่ะ

 

          “เดี๋ยวเย็นนี้หลังซ้อมเสร็จเจ้าพวกพิชเชอร์คงบ้าพลังวิ่งมาขอให้รับลูกน่ะ” มิยูกิยกไหล่ขึ้นพร้อมขำแห้งออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “เวลาที่ซ้อมหวดย้ายมาตอนเช้าพร้อมนายแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน”

 

          “งั้นหรอ…”

 

          “หรือว่านายกลัวเหงาถ้าฉันไม่อยู่” มิยูกิหยอกล้อกลับ

 

          “อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยเจ้าบ้า” คุราโมจิตอบพลางเหวี่ยงไม้ในมือไปด้วยแบบสบายๆ

 

          เสียงหวดไม้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเสียงของหอนาฬิกาโรงเรียนบอกเวลาเข้าเรียนของพวกเขา






          “หนึ่ง สอง สาม…. หนิ่ง สอง สาม….”

 

          ทีมเบสบอลราวสี่สิบชีวิตกำลังวิ่งรอบสนามพร้อมนับจังหวะให้ก้าวขาไปได้พร้อมๆกัน หยาดเหงื่อไหลอาบแก้มแต่ละคนเป็นหลักฐานของการซ้อมที่หนักหน่วงสมกับเป็นหนึ่งในสามโรงเรียนท๊อปของโตเกียวตะวันตกกับอินาชิโระและอิจิไดซังโค

 

          พระอาทิตย์เพิ่งลับขอบฟ้าไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ไฟรอบสนามถูกเปิดเพื่อขยายเวลาซ้อมจนดึก เป็นภาพที่เห็นจนชินตาของสนามเบสบอลเซโดวไปแล้ว

 

          “มิยูกิ”

 

          เสียงของโค้ชดังขึ้นเรียกกัปตันทีมไปหาเพื่อหารือการฝึกซ้อม

 

          “ครับ โค้ช”

 

          “แมชถัดไปกับฮาคุริวเราจะให้ฟุรุยะเป็นคนเปิดเกม แล้วจะเปลี่ยนเป็นคาวาคามิหลังผ่านไปหกอินนิ่งจนจบเกมนะ”

 

          โค้ชคาตาโอกะกำหนดตัวพิชเชอร์กับการซ้อมแข่งก่อนรอบคัดเลือกฤดูร้อนของวันพรุ่งนี้เพื่อให้กัปตันไปเตรียมความพร้อมทั้งสอง มิยูกิพยักหน้ารับ เขามีหน้าที่ไปแจ้งและกระตุ้นพิชเชอร์เพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมที่ในการขว้าง แม้จะเป็นแค่เกมฝึกซ้อม แต่อีกฝ่ายเป็นทีมชั้นแนวหน้าที่นานทีจะมีโอกาสได้จับคู่ฝึกซ้อมด้วย จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ลองอะไรใหม่ๆพร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปด้วยพร้อมๆกัน

 

          “ครับ เดี๋ยวผมจะไปแจ้งให้พวกเขาทราบ”

 

          “ส่วนฉันจะให้คาเนดะวอร์มอัพรอที่บูลเพนด้วย ถ้าหากมีฉุกเฉินอะไรเราก็ยังมีโทโจไปพิชแทนได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากลองลูกไหนในซ้อมแข่งนายก็เรียกได้เลยเต็มที่” โค้ชวางมือบนไหล่แสดงความเชื่อใจต่อกัปตันของทีม เขาเป็นแค็ชเชอร์ที่มีพรสวรรค์มากจึงวางใจให้ลีดได้ตามใจอยาก

 

          “แมชนี้โค้ชจะไม่ให้ซาวามูระลงหรอครับ”

 

          มิยูกิถามขึ้นเนื่องจากไม่ได้ยินชื่อพิชเชอร์คนสำคัญอีกคนของทีมจากโค้ช

 

          หรือโค้ชจะเก็บเขาไว้แข่งกับทีมอื่นงั้นหรอ…?

 

          ช่วงนี้ตัวซาวามูระเองก็เริ่มปาได้คงที่มากขึ้น ลูกเร็วสามารถควบคุมได้เป็นอย่างดี ถ้าได้ลองฝึกนัมเบอร์สมากขึ้นและควบคุมได้ในเกมจริงน่าจะทำให้ลีดได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

          ถึงจะไม่ค่อยอยากทำใจเชื่อยอมรับเท่าไหร่

 

          แต่เขาชอบการที่ได้ลีดพิชเชอร์ที่สนุกๆแบบเจ้าบ้านั่นสุดๆไปเลยแหละ

 

          โค้ชคาตาโอกะมองเขากลับมาด้วยสีหน้างุนงง

 

          เกิดอะไรขึ้น…

 

          ทำไมถึงมีอะไรแปลกๆไป…

 

          ลางสังหรณ์เขาบอกว่ามีอะไรแปลกๆแต่เขาคงคิดไปเองล่ะมั้ง…

 

          “ผมคิดว่าโค้ชอยากจะลองใช้นัมเบอร์ของเขาในเกมจริงๆสะอีกครับ แต่ให้เอซอย่างฟุรุยะลงเล่นกับทีมชั้นแนวหน้าอย่างฮาคุริวก็น่าสนใจเหมือนกัน เดี๋ยวผมไปบอกพวกเขาให้ครับ”

 

          “อืม ขอบใจนะ ฝากด้วย”

 

          มิยูกิโค้งลาโค้ชก่อนจะเดินออกจากห้องไปเพื่อไปโรงฝึกซ้อมในร่ม

 

          โค้ชคาตาโอกะมองแผ่นหลังของผู้เล่นที่เขาไว้วางใจลับหายจากสายตาไป พลางกอดอกลูบแขนตัวเองด้วยความสงสัยเล็กน้อย

 

          “ซาวามูระ…?” คาตาโอกะพึมพำชื่อที่ไม่คุ้นหูกับตนเองด้วยความพิศวง






          มิยูกิเดินมาถึงอาคารซ้อมในร่มที่มักจะเปิดใช้กันช่วงกลางคืนเนื่องจากแสงไฟสว่างกว่าและไม่มีแมลงมาบินใกล้ๆกวนสมาธิ

 

          “ฟุรุยะ วันนี้นายขว้างไปเยอะแล้ว คูลดาวน์แล้วไปพักได้แล้วน่า” เสียงของโอโนะดังขึ้นหลังรับลูกของฟุรุยะไปแล้วร่วมสามสิบกว่าลูกตามที่สัญญากันไว้ เพราะเห็นอีกฝ่ายไฟแรงจึงยากที่จะหยุดความดื้อรั้นในการอยากขว้าง ปล่อยให้ขว้างจนพอใจแล้วพอถึงจุดที่ไม่ไหวแล้วจริงๆค่อยบอกให้พอ

 

          “ผมยังไหวครับโอโนะเซมไป” ไฟสีฟ้าลุกโชนรอบดวงตาขัดกับเหงื่อที่ออกเต็มตัวใกล้จะหมดแรงเต็มทน

 

          คงเพราะแบกรับหมายเลขเสื้อเบอร์หนึ่งเอาไว้เลยทำให้เขายิ่งมีไฟมากกว่าเดิมไปอีก

 

          “นายขว้างได้ดีแล้วฟุรุยะ ไปพักสะ” มิยูกิกอดอกพิงตรงประตูทางเข้าพร้อมพูดให้อีกฝ่ายไปพัก “พรุ่งนี้นายได้ขว้างเปิดกับฮาคุริว ไปพักผ่อนให้เพียงพอด้วย”

 

          รุ่นน้องผมสีน้ำเงินเข้มหันมามองรุ่นพี่ผู้เข้ามาร่วมวงสนทนา เพียงได้ยินว่าตัวเองจะได้เป็นคนเปิดเกมในวันพรุ่งนี้ใบหน้าก็เบ่งบานขึ้นพร้อมแก้มสีชมพูกลมด้วยความดีใจ

 

          “ครับ ผมจะทำให้ดีที่สุด”

 

          ฟุรุยะว่าจบก็เดินไปคูลดาวน์กับโอโนะทันที

 

          เป็นคนที่รับมือได้ง่ายเหลือเกิน แค่จะได้ไปยืนบนเนิน ไม่ว่าจะอะไรก็ทำตามหมดอย่างว่าง่าย บอกให้หยุดก็หยุด บอกให้พักก็พัก เป็นพิชเชอร์ที่ตรงไปตรงมาสุดๆ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้

 

          ต่างกับอีกคนในรุ่นเดียวกันราวฟ้ากับเหว

 

          รายนั้นเสียงดัง โวยวาย คาดเดาไม่ได้ ดื้อดึง ตรงกันข้ามทุกอย่าง

 

          แต่คงเพราะแบบนั้นเลยยิ่งน่าสนใจ

 

          “ถ้าหากพรุ่งนี้นายทำได้ไม่ดีระวังจะโดนหมอนั่นแย่งเนินไปล่ะ” มิยูกิพูดแหย่ฟุรุยะเพื่อสุมไฟเข้าไปอีก คงเป็นงานอดิเรกเขาที่ทำให้คู่แข่งระแวงซึ่งกันและกันไม่ให้ปรองดองกันมากเกินไป

 

          “ผมวางใจให้รุ่นพี่คาวาคามิลงต่อถ้าหากไม่ไหวอยู่แล้วครับ ถ้าหากมีรุ่นพี่อยู่ข้างหลังผมก็จะอุ่นใจมากเพราะสามารถใส่ได้เต็มที่ตั้งแต่ต้น” ถ้าหากคาวาคามิได้ยินที่ฟุรุยะพูดเกียวกับตัวเองคงซาบซึ้งจนน้ำตาไหลอาบแก้มเป็นแน่

 

          “ฉันไม่ได้หมายถึงคาวาคามิสะหน่อยนะ”

 

          “ครับ…?”

 

          “ซาวามูระน่ะ เจ้าบ้ามูระ” มิยูกิยกยิ้มกวนๆอย่างอารมณ์ดี “เจ้านั่นพร้อมจะแย่งเนินขว้างจากนายตลอดเวลา ระวังโดนกดดันจนขว้างออกโซนล่ะ”

 

          ทั้งฟุรุยะและโอโนะมองตรงไปที่มิยูกิด้วยสีหน้างุนงง

 

          อีกแล้ว

 

          ทำไมทุกคนถึงทำหน้าแบบนี้ล่ะ

 

          …..

 

          มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…?

 

          “รุ่นพี่มิยูกิครับ”

 

          เสียงฟุรุยะดังขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ

 

          “ซาวามูระนี่ ใครหรือครับ”

 

          “ฮ่ะ ฮะ ฮ่ะ นายงงอะไร” มิยูกิไม่รู้ตัวแต่เสียงของเขาเริ่มสั่นเล็กน้อย ใบหน้าที่ยิ้มกวนเริ่มปิดลงช้าๆ เม็ดเหงื่อเริ้่มผุดขึ้นตามขมับ “เจ้าบ้าซาวามูระไง คู่แข่งตั้งแต่ปีหนึ่งของนายที่หวังแย่งตำแหน่งเอซของนายน่ะ”

 

          สายตาโอโนะมองมาที่เขาราวกับว่าเขาเป็นคนเสียสติ

 

          “ในทีมเราไม่มีคนชื่อซาวามูระนะครับ”

 

          สิ้นเสียงฟุรุยะ มิยูกิก็ไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีก ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่ค่อยๆเต้นเร็วขึ้นแน่นอยู่เต็มอก






          ตึง ตึง ตึง

 

          เสียงเคาะประตูห้องห้าดังอย่างร้อนรน คุราโมจิยีหัวตนเองพร้อมเปิดประตูห้องด้วยความหงุดหงิด

 

          “ใครมันบ้าทุบประตูตอนห้าทุ่มกันวะ! คนจะนอ— อ่าว มิยูกิ เป็นอะไร เหงื่อซกเชียว” คุราโมจิตะโกนด่าคนที่มารบกวนเขาตอนกลางคืนก่อนจะเห็นใบหน้าซีดเผือกของเพื่อนสนิทตนเองที่ยืนเหงื่อแตกอยู่ข้างหน้าห้อง

          “ซาวา… แฮ่ก… ซาวามูระอยู่ไหม”

 

          คุราโมจิมองกลับมาที่เค้าด้วยสีหน้าคล้ายกันกับโค้ชมองเขาก่อนหน้านี้ ใบหน้าของเขาเริ่มซีดลงเรื่อยๆ มือเหงื่อเริ่มออก ควารู้สึกเย็บวาบเกาะกินทั่วทั้งตัว

 

          สายตาค่อยๆหันไปมองที่ป้ายแขวนหน้าห้อง 5 

 

          “ คุราโมจิ โยรุอิจิ ปีสาม ”

 

          “ อาซาดะ ฮิโระฟุมิ ปีหนึ่ง ”

 

          มีเพียงแผ่นไม้สองป้ายที่แขวนอยู่หน้าห้องเท่านั้น ปลายนิ้วของมิยูกิด้านชาฉับพลัน ภายในสมองขาวโพลนด้วยความสับสน

 

          “เฮ้ นายดูไม่ค่อยดีเลย นอนพักก่อนไหม” คุราโมจิเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนตนเองก็เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงพลางพยุงให้อีกฝ่ายเข้ามานั่งพักบนเตียงชั้นล่างที่ว่างไม่มีใครใช้นอน

 

          มิยูกิยกมือที่สั่นเทาของตัวเองกุมขมับทั้งสองข้างเพื่อปรับให้ลมหายใจกลับมาปกติ ความสับสนงุนงงตีกันมั่วอยู่ในหัว

 

          ทุกคนทำราวกับว่า…

 

…ไม่มีคนที่ชื่อซาวามูระอยู่ในทีมนี้

 

          ราวกับ…

 

…ซาวามูระไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่แรก




 

 

– part 1 : Catcher’s POV : end –

 




Notes:

เปิดมาขมเร้กน้อย แต่จบไม่ขมค่ะไม่ต้องห่วง 555555
ตอนแรกแพลนเป็นตอนยาวตอนเดียวแต่ขอแบ่งเป็นสองพาร์ทเพื่อความตื่นเต้น(?)ครับ
ไว้เจอกันอีกทีตอนพาร์ทสองนะคะ

ปล.ไม่ได้แต่งฟิคมาหลายปี รู้สึกพิมพ์ไม่ค่อยลื่นเท่าไหร่ ถ้าหากติดขัดส่วนไหนก็ขออภัยนะคะะ อาจจะกลับมาเกลาคำใหม่อีกรอบนึงตอนลงครบจบคับบ