Actions

Work Header

Being Low-Key Is the Key

Summary:

“ถึงจะพูดแบบนั้น ฉันหาแฟนใหม่ก่อนถึงค่ายไม่ทันหรอกนะ” ยามากุจิบอก

“ไม่จำเป็นนี่ นั่นคือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้” สึกิชิมะตอบอย่างลื่นไหล ราวกับรอคิวแลกเปลี่ยนประโยคสนทนานี้อยู่แล้ว “ฉันแกล้งเป็นแฟนนายได้”

ยามากุจิกลับไปยิ้มค้างอีกครั้ง “ยังไงนะ”

Notes:

- อยากเขียน trope แบบ Fake Relationship มานานแล้ว หวังว่าจะชอบในแบบที่มันเป็นนะคะ ฮื้อ 555
- เห็นว่าสึกกี้เรียกเคนมะว่า 'รุ่นพี่เคนมะ' ใน "Let's Haikyuu!!" แล้วก็อดไม่ได้ที่จะนำมาขยายความในฟิกนี้ค่ะ (ฮา)
- ตอนแรกว่าจะให้บทบาท OC ที่อยู่ในเรื่องนี้กับตัวละครไฮคิวสักคน แต่ก็ไม่ค่อยเห็นทางว่าจะเข้ากับใครได้ ก็เลยสร้าง OC ชื่อนาคามูระ โนโบรุขึ้นมาค่ะ
- มีฟิกสึกกี้ยามะอีกเรื่องที่เราเขียน คือเรื่อง The Moon Upon the Mountain ในเรื่องนั้นเราอยากจะเขียน Nice Boyfriend!Tsukki แต่สำหรับเรื่องนี้อยากจะนำเสนอตัวละครสึกกี้ในมุมและสถานการณ์ที่ต่างออกไปบ้าง หวังว่าจะชอบนะคะ UvUb มีอะไรติชมได้เสมอค่ะ
- ติดตามอ่านเรื่องนี้ใน readAwrite ได้เช่นกันนะคะ
- ขอบคุณคุณ Yummieyogurt122 ที่วาด fanart ให้บทที่ 3 เอามาก ๆ เลยค่ะ! น่ารัก!

(See the end of the work for more notes.)

Chapter Text

ยามากุจิ ทาดาชิเพิ่งร้องไห้เรื่องแฟนเก่าต่อหน้าเพื่อนสนิทของเขา สึกิชิมะ เคย์

 

สารรูปดูไม่ได้ เขาเพิ่งเคยร้องไห้เรื่องนี้ต่อหน้าสึกิชิมะครั้งแรกด้วย อาจเพราะเขาเองก็เก็บกดมาพักใหญ่แล้ว – แฟนเก่าที่ว่าคือนาคามูระ โนโบรุ เด็กหนุ่มม. 4 ในชมรมวอลเลย์บอลของเนโคมะ อ่อนกว่าพวกเขาหนึ่งปี เขาพบกับยามากุจิที่ค่ายเก็บตัวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม แลกอีเมล์กันที่นั่น ค่อนข้างถูกคอกันจนสังเกตได้ หลังจากนั้นไม่นานก็คบแบบความสัมพันธ์ระยะไกล นาน ๆ ครั้งยามากุจิจะไปหาอีกฝ่ายที่โตเกียวบ้าง เขาเล่าเรื่องแฟนคนนี้ให้สึกิชิมะฟังเป็นคนแรก สหายสนิทเผยสีหน้าตกใจให้เห็น แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจกับความรู้ใหม่ที่ว่ายามากุจิชอบผู้ชาย—หลังจากนั้น ยามากุกิก็สะดวกใจพอจะบอกฮินาตะ และหลังจากนั้น ก็ดูจริงจังกับโนโบรุมากขึ้นจนเป็นเรื่องที่เปิดเผยให้รู้กันในหมู่สมาชิกม. 5 – 6 ของชมรมวอลเลย์บอลคาราสุโนะ (ส่วนหนึ่งที่กล้าบอก คงเพราะชมรมวอลเลย์บอลเองก็พอทราบและยอมรับความสัมพันธ์เกินเพื่อนของโค้ชอุไคกับอาจารย์ทาเคดะได้ดีด้วย)

 

พอข่าวเรื่องการเข้าค่ายเดือนกรกฎาคมมาถึง ยามากุจิก็เปรยกับสึกิชิมะบ่อยครั้งว่าอยากเจอโนโบรุ

 

สุดท้าย—ปัจจุบัน ปลายเดือนมิถุนายน—โนโบรุก็โทรมาบอกเลิกเสียอย่างนั้น ค่อนข้างกะทันหันและไร้สัญญาณล่วงหน้าจนยามากุจิอดไม่ได้ที่จะพยายามถามหาเหตุผล แล้วก็โดนตัดบทว่า ‘เพราะทาดาชิน่ะน่าเบื่อ หนวกหูน่ารำคาญเกินไป’ – เรื่องที่เขาไม่เคยบอกสึกิชิมะ—กระทั่งเย็นวันนี้

 

(“มาคิด ๆ ดู ฉันก็อาจจะเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ ละมั้ง สึกกี้ก็ดุฉันบ่อยนี่นะ” เขาหัวเราะ พยายามทำให้บรรยากาศเบาลง แต่สึกิชิมะกลับมุ่นคิ้วหนัก แล้วว่า “เวลาฉันพูดฉันไม่ได้หมายถึงตัวนาย ที่เคยพูดก็แค่เป็นจังหวะที่ปรามกันเองเท่านั้น”  ยามากุจิได้เพียงตอบว่า “นั่นสินะ โทษที สึกกี้ ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าสึกกี้คิดเหมือนโนโบรุคุงหรอก”)

 

สึกิชิมะเดินเข้ามาพร้อมกับส่งเครื่องดื่มที่เพิ่งซื้อมาให้ – กล่องนมสำหรับยามากุจิ และชาดำสำหรับตัวเขาเอง

 

ยามากุจิพึมพำบอกขอบคุณขณะรับมันมา ขอบตายังแดงอยู่ ก้มหน้าซึม วันนี้เองก็ซ้อมกันเหนื่อยมากแล้ว แทนที่สึกิชิมะจะได้กลับบ้านสบาย ๆ  กลับต้องมาอ้อยอิ่งอยู่กับเขาแบบนี้

 

เขาเงยมองสึกิชิมะอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังยืนอยู่ตรงหน้า แทนที่จะนั่งลง

 

“ที่จริง มีเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่ได้บอกนาย” สึกิชิมะเอ่ยช้า ๆ  มือเปิดกระป๋องชาแล้วยกขึ้นดื่ม “ฉันสงสัย... ก็เลยถามรุ่นพี่เคนมะดู เข้าใจมาว่านาคามูระเหมือนจะสนใจคนอื่นมาสักพักแล้วน่ะ”

 

(ทุกคนแปลกใจอยู่เหมือนกันที่สึกิชิมะเรียกเคนมะด้วยชื่อแทนนามสกุล – การเสวนาของทั้งคู่เริ่มต้นจากการนั่งหลบมุมระหว่างช่วงทานอาหารว่างที่ค่าย น่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่ยามากุจิเริ่มคุยกับโนโบรุพอดี เคนมะกับสึกิชิมะแลกเปลี่ยน ID เพื่อเล่นเกมกัน และคุยกันบ้างตั้งแต่นั้น แม้จะไม่มากเท่าที่เคนมะคุยกับฮินาตะก็ตาม อีกอย่าง การที่คุโรโอะจบม. 6 ไปนั้นดูเหมือนจะเป็นช่องว่างที่ทำให้เคนมะกับสึกิชิมะกลายเป็นที่ปรึกษาให้กันมากขึ้นจนน่าแปลกใจ ยามากุจิพอรู้มาว่าพวกเขาเคยเถียงกันเรื่องถ้อยคำสุภาพกับระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง – สุดท้ายก็เลยมีทางลงอยู่ที่ ‘รุ่นพี่เคนมะ’  ซึ่งยามากุจิแน่ใจอยู่ 98% ว่าสึกิชิมะจงใจเรียกแบบนี้เพื่อกวนอารมณ์เคนมะมากกว่าประนีประนอม)

 

ยามากุจิกะพริบตา หางคิ้วตกลง ยิ้มเศร้า “หมายถึงว่าฉันถูกนอกใจเหรอ”

 

สึกิชิมะมุ่นคิ้ว “ก็แล้วแต่จะเรียก ฉันแค่อยากบอกว่า ที่หมอนั่นพูดตัดบทนายก็คงอ้างไปอย่างนั้น เพราะงั้นไม่ต้องไปจมกับคำพูดนั้นหรอก”

 

ยามากุจิหัวเราะแห้ง “ขอบคุณนะ สึกกี้” เขาดูดกล่องนมให้พอมีอะไรเข้าท้อง “ถึงอย่างนั้น... ไม่รู้สิ ฉันอาจจะเป็นแฟนที่น่าเบื่อก็ได้—เฮ้อ เอาเถอะ ตอนเข้าค่ายต้องพยายามมองหน้าให้ติด ไม่งั้นคงแย่ ขอโทษที่ทำตัวไม่เข้าท่าวันนี้นะ” ยามากุจิหัวเราะอีก เขาใช้เสียงหัวเราะลดความหน่วงในบรรยากาศเสมอ เขาลุกขึ้น ดึงกระเป๋ามาพาดไหล่อีกครั้ง ทำท่าจะเดินกลับบ้านด้วยกันต่อ

 

สึกิชิมะยังคงนิ่งไม่ไหวติง

 

ยามากุจิยิ้มงง ๆ “กลับกันเลยไหม สึกกี้”

 

แทนที่จะตอบคำถาม สึกิชิมะยกยิ้มมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง เผยสีหน้ากวนอารมณ์ “ถ้าเจ็บใจละก็ ลองทำให้เห็นว่านายเป็นแฟนแสนน่ารักเพื่อตอกหน้านาคามูระหน่อยเป็นไง”

 

ยามากุจิยังคงยิ้มงง ๆ ค้างอยู่เหมือนเดิม

 

วงหน้าสึกิชิมะผ่อนคลายลง แปรเป็นรอยยิ้มสบายอารมณ์ “ดูจากนิสัยไม่ชอบแพ้หรือเสียหน้าของเจ้าหมอนั่นแล้ว บางทีถ้าตอนเจอนายที่ค่าย เขาเห็นนายไปมีแฟนใหม่อย่างมีความสุข ก็อาจจะรู้สึกหัวร้อนขึ้นมาบ้างก็ได้? ฉันไม่ค่อยจะเข้าใจอารมณ์นั้นของคนอื่นหรอกนะ แต่ก็มีกรณีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ้าง” เขายกกระป๋องสีแดงในมือขึ้นดื่มเหมือนคุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศ

 

ยามากุจิกะพริบตาถี่ ๆ  รอยยิ้มเจือความเอ็นดู เขาชอบสีหน้า ‘ลองแกล้งคนดูดีกว่า’ ของสึกิชิมะ ไม่ใช่แค่เพราะมันเท่ แต่เพราะท่ามกลางความนิ่งเนือยที่เห็นบ่อย ๆ  ก็มีเวลาแบบนี้ที่ทำให้เขานึกถึงสึกิชิมะที่เคยรู้จักแต่แรก สึกิชิมะไม่เหมือนพวกอันธพาลคนอื่น ๆ ที่ยามากุจิเคยพบปะ และจริงอยู่ที่บางครั้งการแหย่คนอื่นของสึกิชิมะก็ไปไกลเกินไป แต่วิธีการของเขาไม่ใช่ทั้งการกดคนอื่นให้ต่ำลงหรือเพื่อเสริมสร้างอัตตา มันคือการเล่นกลกับขอบเขตคนอื่น – สนุกตราบใดที่คุณไม่บอกความลับ ท้าทายและอยากรู้อยู่ในที – คือมุมความเป็นเด็กของสึกิชิมะ

 

“ถึงจะพูดแบบนั้น ฉันหาแฟนใหม่ก่อนถึงค่ายไม่ทันหรอกนะ” ยามากุจิบอก

 

“ไม่จำเป็นนี่ นั่นคือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้” สึกิชิมะตอบอย่างลื่นไหล ราวกับรอคิวแลกเปลี่ยนประโยคสนทนานี้อยู่แล้ว “ฉันแกล้งเป็นแฟนนายได้”

 

ยามากุจิกลับไปยิ้มค้างอีกครั้ง “ยังไงนะ”

 

สึกิชิมะดื่มชา ก่อนจะพูดขยายความ “พอถึงที่ค่าย ฉันทำเป็นอวดนายในฐานะแฟนต่อหน้านาคามูระได้ บางทีอาจจะแม้แต่แสดงออกความรักให้เห็นบ้าง ส่วนนายก็แค่เลิกทำหน้าหงึมหงอยเซื่องซึมเศร้าสร้อยต่อหน้าไอ้หมอนั่นได้แล้ว” เขาถอนใจ “ถ้าหมอนั่นขาดสติจนเล่นห่วยระหว่างค่ายเลยก็ดี แต่ก็นะ การันตีไม่ได้หรอกว่าจะมีปฏิกิริยาอะไรรึเปล่า ถึงอย่างนั้น อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะทำให้นายฟุ้งซ่านเกี่ยวกับหมอนั่นน้อยลงรึเปล่า ก็จะดีต่อทีมเราด้วย”

 

“ระ-รบกวนสึกกี้ขนาดนั้นไม่ได้หรอก” ยามากุจิปัดมือไปมา “ฟุ้งซ่านน้อยลงเหรอ ไม่รู้สิ ฟังดูเหมือนต้องแกล้งแสดงอะไรเยอะเลยนะ ตั้งอาทิตย์หนึ่งเลยไม่ใช่เหรอ”

 

สึกิชิมะเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ไม่เยอะหรอก แค่ต่อหน้านาคามูระหรือใครก็ตามที่อาจจำเป็นต้องทำให้เชื่อก็พอแล้ว ฉันไม่เดินจับมือหรือจูบนายไปทั่วค่ายหรอกน่า”

 

จูบ…! ยามากุจิสะดุ้ง เตือนตัวเองว่าย่อมมีครั้งแรกสำหรับการได้ยินคำที่ไม่นึกว่าจะได้ยินจากปากสึกิชิมะอยู่บ้าง “ไม่ไหวหรอก สึกกี้ก็จะโดนคนอื่นเข้าใจผิดว่าชอบผู้ชายน่ะสิ”

 

“ไม่ใช่การเข้าใจผิดถ้ามันเป็นเรื่องจริงนี่”

 

ยามากุจิชะงักงัน “อ้อ... อือ” เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้ เขาไม่เคยถาม เหมือนที่สึกิชิมะไม่เคยถามเขา พวกเขาเป็นเพื่อนสมัยเด็กกันก็จริง แต่—ตรงข้ามกับความประสงค์ของผู้ใหญ่หลายคน ความใคร่รู้เรื่องเพศในหมู่คนแรกรุ่นนั้นมาเร็วกว่าช่วงม.ปลาย ยามากุจิคิดว่าเขาพอจะจำครั้งแรกที่มีเด็กเอาหนังสือโป๊ของพี่ชายมาเวียนให้ดูกันในห้องสมัยม.ต้นได้—แต่สึกิชิมะกับเขาไม่เคยคุยกันเรื่องเพศนอกตำราเรียน ยามากุจิคิดเอาเองตลอดมาว่าสึกิชิมะไม่สนใจเรื่องเทือกนี้มากไปกว่าที่เขาสนใจความอยากอาหารของมนุษย์

 

“เอาเถอะ ถ้าไม่อยาก ฉันก็ไม่ฝืนหรอก” สึกิชิมะพูด ก่อนจะเริ่มออกเดิน

 

ยามากุจิก้าวขาให้เร็วขึ้นเพื่อเดินเคียงกัน ทั้งแปลกและไม่แปลกที่สึกิชิมะจะเสนอแนวทางการแกล้งอะไรแบบนี้ขึ้นมา แปลกเพราะหนึ่งสัปดาห์ดูเป็นระยะยาว ไม่แปลกเพราะสึกิชิมะชอบฉีกหน้าคนอื่น ยามากุจิพอสังเกตได้ว่าสึกิชิมะเลี่ยงปฏิสัมพันธ์กับโนโบรุมาตลอด บางทีเขาอาจไม่ชอบหน้าโนโบรุมากกว่าที่ยามากุจิคิด? (แต่ก็ดูยาก เพราะสึกิชิมะเลี่ยงปฏิสัมพันธ์กับทุกคนอยู่แล้ว และไม่ชอบคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว) หรือเขาอาจแค่พยายามหาทางให้ยามากุจิรู้สึกดีขึ้น หรือนี่อาจเป็นจังหวะที่สึกิชิมะเลือกเปิดเผยกับเขาว่าชอบผู้ชาย เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแม้แต่ตอนที่ยามากุจิบอกว่าตัวเองเป็นไบตอนคบกับโนโบรุ

 

น้ำหนักความเชื่อใจที่ได้รับทำให้ยามากุจิรู้สึกเหมือนเขาควรพูดอะไรมากกว่านี้ คิดไปคิดมาก็ยิ่งคิดมาก ยังไม่ต้องพูดถึงความหวั่นที่ผุดขึ้นปุด ๆ ในอก

 

อันที่จริง สึกิชิมะเป็นคนแรกที่เขาปลื้มในเชิงโรแมนติก เรียกว่ารักแรกพบแบบเด็ก ๆ ก็คงไม่ผิด ความรู้สึกที่ปัจจุบันแปรเป็นความผูกพันอบอุ่น เขามองว่าตนเองตัดใจไปได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ยามากุจิเหลือบมองสึกิชิมะ – ใบหน้าด้านข้างแสนไร้อารมณ์กอปรกับเฮดโฟนสีขาวแสนคุ้นตา นานเท่าไรแล้วที่เขาเคยนึกอยากเป็นแฟนสึกิชิมะ นึกจนนึกไม่ออกแล้วว่าต่อให้เป็นแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนไปไหม รู้จักอีกฝ่ายทั้งภายในและเปลือกนอกจนคิดว่าคงเป็นแฟนที่เข้ากันไม่ได้—เพราะนึกภาพไม่ออกอีกแล้ว

 

แปลก ที่เคยชอบคนคนหนึ่งมากจนวาดภาพคู่รักไม่ออก เพราะไม่เหลือช่องในนึกฝันต่อ

 

แปลกยิ่งกว่า ที่พอเลิกชอบไปแล้ว ก็ยังสงสัยอยู่ดี

 

“ถ้าแกล้งเป็นแฟนกัน สึกกี้จะทำแบบไหนเหรอ”